LOGINใครบ้างในแวดวงธุรกิจจะไม่รู้จัก กวินทร์ อัครกุล มาเฟียอสังหาฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและโหดเหี้ยมที่สุด
“นี่มันเรื่องภายในครอบครัวนะคะคุณกวินทร์ คุณเป็นแค่เพื่อนของตาพล ไม่เกี่ยวอะไรกับมรดก หรือการดูแลยัยเจ้าขา” ป้าศรีพยายามเถียง แม้เสียงจะสั่นกึก ๆ
กวินทร์แค่นยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่เลยแม้แต่น้อย เขาสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกงทอดมองพวกญาติ ๆ ด้วยสายตาสมเพช
“บังเอิญว่า เพื่อน’ อย่างผม เป็นคนที่ไอ้พลไว้ใจมากกว่า ‘สายเลือด’ ที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้ออย่างพวกคุณ”
กวินทร์หันไปพยักหน้าให้ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่หน้าศาลา ทนายความประจำบริษัทเดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้ามาทันที
“นี่คือพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์ของนายพลและภรรยา ที่ทำไว้กับบริษัททนายความของผมเมื่อปีที่แล้ว” กวินทร์ประกาศเสียงดังฟังชัด “ระบุไว้ชัดเจนว่า หากพวกเขาเป็นอะไรไป สิทธิ์ขาดในการดูแลเด็กหญิงจิณณพัต และผู้จัดการมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวตกเป็นของผม กวินทร์ อัครกุล”
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางศาลาวัด ญาติพี่น้องทุกคนหน้าซีดเผือด อ้าปากค้าง หมดหนทางจะเถียง เพราะเอกสารตราครุฑที่มีลายเซ็นครบถ้วนคือหลักฐานที่ดิ้นไม่หลุด
“ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จิณณพัตคือคนในความดูแลของอัครกุล เรียลเอสเตท ใครหน้าไหนที่คิดจะมาวุ่นวายกับเธอ หรือหวังจะฮุบสมบัติของเธอ เตรียมตัวรับหมายศาลและเตรียมตัวล้มละลายได้เลย ผมพูดคำไหน คำนั้น”
กวินทร์ตวาดเสียงกร้าว รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาทำให้ญาติพี่น้องต่างพากันก้มหน้าหลบตา และค่อย ๆ สลายตัวแยกย้ายกันไปนั่งที่อื่นอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครกล้าลองดีกับอำนาจมืดของเขา
เมื่อกำจัดพวกเหลือบไรไปได้ กวินทร์ก็สูดหายใจลึก เขาหมุนตัวกลับมามองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างหลัง
เจ้าขากำลังเงยหน้ามองเขา นัยน์ตากลมโตที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่ บัดนี้เริ่มมีหยาดน้ำตากลับมาคลอหน่วยอีกครั้ง แต่เธอพยายามเม้มปากแน่นเพื่อกลั้นมันไว้ เด็กคนนี้เข้มแข็ง หยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ลึก ๆ แล้วเธอก็คือเด็กสิบขวบที่ใจสลายจากการสูญเสียโลกทั้งใบไป
กวินทร์เป็นคนไม่ชอบเด็ก เขาเกลียดความวุ่นวาย เกลียดเสียงร้องไห้ และไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีลูก แต่เมื่อเห็นแววตาเด็ดเดี่ยวปนเจ็บปวดของลูกสาวเพื่อนรัก หัวใจที่ด้านชาของเขากลับกระตุกวูบ
ชายหนุ่มย่อตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นศาลา เพื่อให้ระดับสายตาเสมอกับเธอ เขาไม่รู้ว่าจะปลอบเด็กยังไง จึงทำได้เพียงยื่นมือหนาที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักออกไปตรงหน้าเธอ
“เจ้าขา...” เขาเอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยทำมา “จำอาได้ไหม อาวินของหนูไง”
เจ้าขามองฝ่ามือใหญ่นั้นสลับกับใบหน้าคมคายของคุณอาที่มักจะมานั่งดื่มเหล้าและคุยงานกับคุณพ่อที่บ้านบ่อย ๆ อาวินที่ดุ ๆ แต่ชอบซื้อของเล่นแพง ๆ มาฝากเธอเสมอ
ความอดทนที่ฝืนเกร็งมาตลอดทั้งวันพังทลายลง
“อาวิน...”
เด็กหญิงโผเข้าสวมกอดลำคอแกร่งของชายหนุ่มเต็มแรง น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก เธอซุกใบหน้าเปื้อนน้ำตาลงกับลาดไหล่กว้างของเขา ปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่อายใครอีกต่อไป
“ฮือออ...อาวินขา...คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่แล้ว เจ้าขาไม่เหลือใครแล้ว พวกเขาทิ้งเจ้าขาไปแล้ว ฮึก...”
ความเปียกชื้นจากน้ำตาที่ซึมผ่านเสื้อสูทเนื้อดีลงมาถึงผิวหนังทำให้กวินทร์รู้สึกจุกในลำคอ เขายกแขนขึ้นโอบรัดร่างเล็กที่สั่นเทานั้นไว้แน่นอย่างเงอะงะ แต่ก็แฝงไปด้วยความปกป้อง ฝ่ามือใหญ่วางลงบนศีรษะทุยสวย ลูบกลุ่มผมนุ่มนิ่มนั้นเบา ๆ กลิ่นแชมพูกลิ่นวานิลลาอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูกเขา มันเป็นกลิ่นที่บริสุทธิ์และเปราะบางที่สุดในชีวิตอันมืดดำของเขา
กวินทร์เงยหน้าขึ้น สบตาเข้ากับรูปถ่ายของเพื่อนรักบนแท่นบูชาอีกครั้ง
‘หลับให้สบายนะไอ้พล ไม่ต้องห่วงลูก มึงก็รู้ว่ากูเป็นคนรักษาคำพูดแค่ไหน กูสัญญาด้วยเกียรติและชีวิตของกู กูจะดูแลแก้วตาดวงใจของมึงให้ดีที่สุด จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมารังแก หรือทำให้เธอต้องร้องไห้เด็ดขาด’
“ใครว่าหนูไม่เหลือใคร” กวินทร์กระซิบข้างหูเด็กน้อย น้ำเสียงทุ้มลึกและหนักแน่นดั่งหินผา “หนูยังมีอา อาอยู่นี่ อาวินจะดูแลหนูเอง”
คำปฏิญาณหน้าไฟในวันนั้น คือจุดเริ่มต้นของพันธนาการที่ผูกมัดชีวิตของคนสองคนเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
กวินทร์ในวัยสามสิบเอ็ดปีไม่เคยรู้เลยว่าการรับอุปการะเด็กหญิงตัวน้อยที่หยิ่งทะนงคนนี้ จะเข้ามาเปลี่ยนโลกสีเทาของเขาไปตลอดกาล
และเขาไม่มีทางรู้เลยว่า คำสัญญาด้วยความบริสุทธิ์ใจในฐานะ ‘ผู้ปกครอง’ ในวันนั้น...
จะกลายเป็น ‘กรงขัง’ ที่กักขังหัวใจของเขาเอง และกลายเป็นความรู้สึก ‘รักต้องห้าม’ ที่ทรมานที่สุดในชีวิต เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป
...
...
(11 ปีต่อมา)
สายฝนยังคงตกหนักเหมือนในวันวาน แต่ความรู้สึกของผู้ชายที่ยืนกางร่มคันใหญ่สีดำ กลับเปลี่ยนไปตลอดกาล
จากเด็กหญิงตัวผอมบางที่ร้องไห้กอดคอเขาในวันนั้น ได้เติบโตผลิบานเป็นหญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดปีที่งดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม รูปร่างอรชรแต่มีส่วนเว้าส่วนโค้งเย้ายวน ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด และมีกลิ่นหอมวานิลลาที่บัดนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกไร้เดียงสาอีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็นกลิ่นหอมที่มอมเมาและปั่นป่วนสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวเขาจนแทบคลั่ง
และที่สำคัญที่สุด ดวงตากลมโตที่เคยเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวในวันนั้น วันนี้มันไม่ได้มองเขาด้วยความเคารพในแบบ ‘คุณอา’ อีกต่อไป
แต่มันเป็นสายตาของผู้หญิงคนหนึ่งที่มองผู้ชายที่เธอรัก และกำลังเชื้อเชิญให้เขาก้าวข้ามเส้นศีลธรรมที่เขาขีดเอาไว้
และนั่นคือสิ่งที่กวินทร์ในวัยสี่สิบสองปีหวาดกลัวและปรารถนาที่สุดในเวลาเดียวกัน
“คุยอะไรกันอยู่ครับสาว ๆ หน้าเครียดเชียว” เสียงทุ้มละมุนดังขึ้น เจ้าขาเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ “พี่ท็อป! บังเอิญจังเลยค่ะ วันนี้มีเรียนตึกนี้เหรอคะ” ‘ท็อป’ หรือ ชยธร รุ่นพี่ปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ดีกรีอดีตเดือนคณะและนักบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสไตล์โอปป้าเกาหลี ผิวขาวสะอาดตา รอยยิ้มอบอุ่น และที่สำคัญ...เขาเป็นผู้ชายประเภทธงเขียวที่เพอร์เฟกต์ในสายตาของสาว ๆ ทั้งมหาวิทยาลัย “พี่แวะเอาขนมมาให้เราน่ะสิ เห็นบ่นในไอจีสตอรี่ว่าเมื่อคืนปาร์ตี้หนัก เช้านี้เลยอยากกินอะไรหวาน ๆ” ท็อปพูดพลางวางถุงกระดาษจากร้านเบเกอรี่ชื่อดังลงบนโต๊ะตรงหน้าเจ้าขา “มูสเค้กสตรอว์เบอร์รี ร้านที่เจ้าขาชอบ พี่ไปต่อคิวซื้อมาให้ตั้งแต่ร้านเปิดเลยนะ” “โห...พี่ท็อป น่ารักที่สุดเลยค่ะ ขอบคุณมาก ๆ นะคะ” เจ้าขารับถุงขนมมาด้วยความเกรงใจปนดีใจ รอยยิ้มของเธอสว่างไสวจนคนมองแทบจะตาพร่า “แหม ๆ ๆ มีการตามดูไอจีสตอรี่แล้วไปต่อคิวซื้อขนมมาเสิร์ฟถึงที่” เจไดส่งเสียงแซวอย่างหมั่นไส้ “แบบนี้เรียกพี่ชายที่แสนดีหรือว่าผู้ชายท
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหารของเพนต์เฮาส์หรู บรรยากาศควรจะปลอดโปร่งและสดใส ทว่าความเงียบสงัดที่โรยตัวอยู่เหนือโต๊ะอาหารหินอ่อนตัวยาว กลับทำให้พนักงานทำความสะอาดและแม่บ้านเก่าแก่อย่างป้าแจ่มถึงกับต้องเดินเลี่ยงออกไปอยู่หลังครัวด้วยความอึดอัด กวินทร์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะในชุดสูททำงานสีเทาเข้มคัตติ้งเนี้ยบกริบแบบไร้ที่ติ มือหนาข้างหนึ่งถือแท็บเล็ตเพื่ออ่านข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนประจำวัน ส่วนอีกข้างยกแก้วกาแฟดำเอสเปรสโซ่ขึ้นจิบช้า ๆ กลิ่นขมปร่าของกาแฟคั่วเข้มฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แต่กระนั้นมันก็ไม่อาจกลบกลิ่นหอมหวานของวานิลลาที่เพิ่งโชยเข้ามาจากโถงทางเดินได้ เจ้าขาเดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยท่วงท่าสง่างามและมั่นใจ หญิงสาวอยู่ในชุดนักศึกษาที่ถูกต้องตามระเบียบทุกระเบียดนิ้ว กระโปรงทรงสอบสีดำยาวคลุมเข่า ผ่าหลังเล็กน้อยเพื่อให้เดินสะดวก เสื้อนักศึกษาพอดีตัวไม่ได้รัดติ้วจนดูน่าเกลียด แต่ความพอดีนั้นกลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าของวัยสาวให้ดูโดดเด่นสะดุดตา ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นหางม้าสูง เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าสวยหวานที่
คำสั่งเด็ดขาดแบบเผด็จการนั้น หากเป็นเจ้าขาในวัยสิบขวบ คงจะก้มหน้ารับคำและรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปแล้ว แต่สำหรับจิณณพัตในวัยยี่สิบเอ็ดปี ผู้ซึ่งตระหนักรู้ถึงสถานะและเสน่ห์ความเป็นหญิงของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม เธอไม่ได้เปราะบางและยอมอ่อนข้อให้อำนาจของเขาอีกต่อไป หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความเทิดทูน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความหยิ่งทะนงและท้าทาย แทนที่เธอจะถอยห่าง เธอกลับก้าวเท้าเข้าไปใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว จนปลายเท้าของทั้งสองแทบจะชนกัน “อาวินไม่ชอบกลิ่นเหล้า...” เจ้าขาช้อนตามองสบตาคนตัวโต น้ำเสียงหวานใสถูกปรับให้แหบพร่าและยั่วยวนขึ้นเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ “หรือไม่ชอบ...ให้หนูใส่ชุดนี้ไปให้คนอื่นมองคะ” กวินทร์ลมหายใจสะดุดกึก ราวกับถูกหมัดฮุกเข้าที่กลางอก นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงกับความกล้าหาญของคนตรงหน้า กลิ่นวานิลลาหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ปลายจมูก ผสมกับกลิ่นลมหายใจอุ่น ๆ ของเธอ มันมอมเมาสติสัมปชัญญะของชายวัยสี่สิบสองจนแทบจะขาดสะบั้น เขาอยากจะรวบเอวคอดกิ่วนั้นเข้ามากระแทกจูบลงบนริมฝีปากอวดดีนั่นให้รู้แล้วร
เข็มสั้นของนาฬิกาปาเต็ก ฟิลิปป์ บนข้อมือแกร่งชี้บอกเวลาตีหนึ่งสิบห้านาที ภายในห้องนั่งเล่นกว้างขวางของเพนต์เฮาส์สุดหรูบนชั้นสูงสุดของอาคาร The Cloud Residence ใจกลางย่านสุขุมวิท บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยาดฝนที่สาดกระทบกระจกบานหน้าต่างสูงจรดเพดาน กวินทร์ อัครกุล ในวัยสี่สิบสองปี นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังอิตาลีสีดำขลับ ในมือหนามีแก้วคริสตัลบรรจุวิสกี้สีอำพันที่น้ำแข็งละลายไปจนเกือบหมดแล้ว ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ถูกปลดกระดุมบนออกสองเม็ดและพับแขนเสื้อขึ้นจนถึงข้อศอก บ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่เจ้าตัวกำลังพยายามข่มกลั้นเอาไว้ เขายังไม่ได้นอน และไม่สามารถข่มตาหลับได้ ตราบใดที่ ‘เด็กในปกครอง’ ยังไม่กลับมาถึงห้อง ‘กติกาคือต้องกลับถึงห้องก่อนเที่ยงคืน นี่มันเลยมาเป็นชั่วโมงแล้ว’ ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวภายใต้กรอบแว่นสายตาสีเงินเพ่งมองไปยังบานประตูดิจิทัลราวกับจะเจาะให้ทะลุ ยิ่งเวลาล่วงเลยไป ความเป็นห่วงก็ยิ่งทวีคูณตีคู่มากับความกรุ่นโกรธ ภาพของเจ้าขาในวัยยี่สิบเอ็ดปีที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่
ใครบ้างในแวดวงธุรกิจจะไม่รู้จัก กวินทร์ อัครกุล มาเฟียอสังหาฯ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและโหดเหี้ยมที่สุด “นี่มันเรื่องภายในครอบครัวนะคะคุณกวินทร์ คุณเป็นแค่เพื่อนของตาพล ไม่เกี่ยวอะไรกับมรดก หรือการดูแลยัยเจ้าขา” ป้าศรีพยายามเถียง แม้เสียงจะสั่นกึก ๆ กวินทร์แค่นยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้มีความเป็นมิตรอยู่เลยแม้แต่น้อย เขาสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกงทอดมองพวกญาติ ๆ ด้วยสายตาสมเพช “บังเอิญว่า เพื่อน’ อย่างผม เป็นคนที่ไอ้พลไว้ใจมากกว่า ‘สายเลือด’ ที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้ออย่างพวกคุณ” กวินทร์หันไปพยักหน้าให้ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่หน้าศาลา ทนายความประจำบริษัทเดินถือแฟ้มเอกสารตรงเข้ามาทันที “นี่คือพินัยกรรมฉบับสมบูรณ์ของนายพลและภรรยา ที่ทำไว้กับบริษัททนายความของผมเมื่อปีที่แล้ว” กวินทร์ประกาศเสียงดังฟังชัด “ระบุไว้ชัดเจนว่า หากพวกเขาเป็นอะไรไป สิทธิ์ขาดในการดูแลเด็กหญิงจิณณพัต และผู้จัดการมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวตกเป็นของผม กวินทร์ อัครกุล” คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางศาลาวัด ญาติพี่น้องทุกคนหน้าซีดเผือด อ้าปากค้าง หมดหน
หยาดฝนเม็ดใหญ่ทิ้งตัวลงมาจากท้องฟ้าสีเทาหม่น กระทบหลังคากระเบื้องดินเผาของศาลาวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจนเกิดเสียงดังกึกก้องแข่งกับเสียงสวดพระอภิธรรมศพที่ฟังสลดหดหู่ กลิ่นชื้นแฉะของไอดินผสมปนเปไปกับกลิ่นธูปควันเทียนและดอกซ่อนกลิ่น สร้างบรรยากาศที่บีบคั้นจนทำให้ผู้คนที่มาร่วมงานหายใจแทบไม่ออก กวินทร์ อัครกุล ชายหนุ่มในวัยสามสิบเอ็ดปี ยืนกอดอกนิ่งสงบอยู่ในมุมมืดที่สุดของศาลา ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสูทสีดำสนิทสั่งตัดพิเศษดูกลมกลืนไปกับเงามืด ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบตึงและเย็นชาอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าและดวงตาที่แดงก่ำจากการอดนอนมาหลายคืน นัยน์ตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองตรงไปยังกรอบรูปคู่หน้าโลงศพ...รูปของ ‘พล’ เพื่อนสนิทที่สุดเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา และภรรยาของพลที่เพิ่งจากโลกนี้ไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ กวินทร์กับพลสร้างบริษัท ‘อัครกุล เรียลเอสเตท’ ขึ้นมาด้วยกันจากศูนย์ จนตอนนี้มันกลายเป็นอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พลคือรอยยิ้มและมันสมองฝั่งเจรจา ส่วนกวินทร์คือความเด็ดขาดและนักล่าฝั่งบริหาร







