LOGINวายุ หรือ ปลัดวายุ เป็นชายอายุอานามเข้าวัย 32 ปีไปเมื่อเดือนก่อน รูปร่างหน้าตาของเขาเรียกได้ว่าเป็นที่หมายปองของบรรดาสาว ๆ ในอำเภอเป็นอย่างมาก ทั้งสาวเด็ก สาวแก่ แม่ม่าย ก็วนมาขายขนมจีบไม่มีหยุด แต่ วายุ กลับไม่เคยอยากจะลงเอยกับใครเลยสักคน เพราะยังลืมคนเก่าไม่ได้ ที่ยังลืมคนเก่าไม่ได้บางทีก็ไม่ใช่เพราะใจยังรัก แต่อาจเพราะเพื่อนยังล้อก็เลยไม่มีเวลาให้ได้ลืมเสียมากกว่า
บ้านของเขาไม่ใช่คนมีฐานะอะไรมากมาย แต่กลับมีที่นามรดก และโชคจากการถูกหวยรัฐบาลรางวัลที่ 1 ที่เจ้าพีทหลานชายของเขาจับให้ 2 ใบที่วัดพระลอยตอนไปทำบุญในวันเกิด ทำให้ฐานะก็ขยับขึ้นมาเป็นสบายมากขึ้น แม้เงินจะไม่ได้มากมายถึงขั้นเศรษฐี
ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น แต่เขาก็ยังคงทำงานเป็นปลัดในอำเภอเล็ก ๆ อย่างดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีต่อไป เพราะเขารักในงานนี้ที่ได้ช่วยเหลือชาวบ้านตาดำ ๆ มากมาย
เย็นวันนั้น ท้องฟ้าเหนืออำเภอดอนเจดีย์เริ่มกลายเป็นสีส้มอ่อน ลมเย็นจากทุ่งนาพัดกลิ่นข้าวอ่อนเข้ามาในลานหน้าสำนักงานอำเภอ น้ำขิงเดินตามปลัดวายุออกมาด้วยท่าทีเรียบร้อยกว่าตอนเช้าเยอะ เธอก้มมองพื้นเป็นระยะ ไม่กล้าชวนคุยเหมือนก่อน
"ขึ้นรถสิ จะพาไปดูที่พัก" เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นข้าง ๆ รถกระบะคันเดิมที่จอดอยู่ใต้ต้นโพธิ์
"ที่พักเหรอคะ" น้ำขิงเงยหน้าขึ้น "ปลัดจะพาไปหาหอเหรอคะ หนูหาก็ได้..."
"ไม่ต้อง" เขาพูดตัดบทสนทนาก่อนที่อีกคนจะพูดจบประโยคเสียด้วยซ้ำ "ที่นี่ไม่มีหอใกล้อำเภอเท่าไร แล้วเธอก็ต้องไปลงพื้นที่เช้า ๆ อยู่กับบ้านฉันนั่นแหละสะดวกสุด" น้ำขิงกะพริบตาปริบ ๆ ทันทีที่ได้ยิน
"บ้าน...ปลัดเหรอคะ" หัวใจดวงเล็กเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้เหตุผล
"บ้านหลังเล็กข้างบ้านแม่ฉัน มีคนอยู่ก่อนคือองศาน้องชายฉันเอง ตอนนี้มันย้ายไปอยู่บ้านเมียที่ข้างวัดแล้ว ห้องยังว่างอยู่ ฉันให้เธอพักตรงนั้น"
"เอ่อ..." เธออึกอักนิดหนึ่ง "ปลัดจะไม่ลำบากเหรอคะ หนูกลัวจะรบกวน"
"ไม่รบกวนหรอก แม่ฉันอยู่คนเดียว ก็ดี จะได้มีคนคุยด้วยบ้าง อีกอย่างเธอจะได้ไม่รู้สึกเหงาด้วยเหมือนกัน" น้ำเสียงของเขายังคงเรียบ แต่ฟังดูอ่อนลงกว่าปกติ
น้ำขิงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งอย่างว่าง่าย รถกระบะเคลื่อนตัวออกช้า ๆ ตามถนนดินแดงที่ทอดไปยังท้องทุ่ง เสียงจักจั่นเริ่มดังระงมเมื่อแสงอาทิตย์ใกล้ลับ
ไม่นานนัก รถก็มาหยุดหน้าบ้านไม้สองหลังอยู่ติดกัน หลังหนึ่งใหญ่และดูอบอุ่น อีกหลังเป็นบ้านชั้นเดียวหลังเล็กทาสีขาวสะอาด มีสวนดอกไม้เล็ก ๆ อยู่ข้างรั้ว
"หลังเล็กนั่นแหละ บ้านองศา...ตอนนี้เธออยู่ได้เลย ของใช้มีครบ" เขาพูดพลางลงจากรถเดินนำไปเปิดประตูรั้วให้
น้ำขิงมองรอบ ๆ ด้วยแววตาเปล่งประกาย
"ที่นี่น่ารักจังเลยค่ะ มีต้นโมกด้วย กลิ่นหอมมากเลย"
"ชอบก็อยู่ไปเถอะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง"
"แต่...ปลัดแน่ใจนะคะว่าหนูไม่รบกวน" วายุเหลือบตามองเธอก่อนจะตอบเรียบ ๆ แต่แฝงรอยขำ
"ถ้ารบกวน ฉันคงไม่พูดตั้งแต่แรกหรอก" น้ำขิงยิ้มอาย ๆ แล้วพยักหน้า
"งั้นหนูจะดูแลบ้านให้สะอาดเลยค่ะ ปลัดจะได้ไม่เสียชื่อคนให้ที่อยู่...แล้วแบบนี้ค่าเช่าต้องจ่ายยังไงคะ" วายุหัวเราะในลำคอทันทีที่ได้ยิน
"ปากแบบนี้ สงสัยไอ้ครามคงเลี้ยงให้พูดเก่งจริง ๆ ค่าเช่าก็ไม่ต้องจ่ายหรอก ทำตัวดี ๆ ก็พอ"
"จริงเหรอคะ หนูจะเป็นเด็กดีค่ะ สัญญาเลย อีกอย่างอาครามบอกว่าถ้าอยู่กับอาวา ต้องพูดเพราะ ๆ นะคะ" น้ำขิงพูดพลางยิ้มจนตาหยี รู้สึกว่าสิ่งที่อาเธอสั่งสอนมาแต่เด็กมีประโยชน์สุด ๆ ก็วันนี้
"อาเหรอ..." เขาทวนอย่างใช้ความคิด เพราะตั้งแต่เช้านอกจากสรรพนามที่เรียกว่าพี่ เด็กคนนี้ก็เรียกแค่ปลัดมาทั้งวัน เห็นทีว่าคงต้องมีสรรพนามให้เรียกกันอย่างถูกต้องจริง ๆ นั่นแหละ
"ก็ใช่สิคะ อาครามเป็นอาแล้วก็เป็นเพื่อนกับอาวา หนูก็เรียกปลัดว่า ‘อา’ ได้เหมือนกันนี่คะ จะได้ไม่ต้องเกร็ง ใช่ไหมคะ...อาวา" วายุขยับมุมปากขึ้นนิดหนึ่งอย่างคนที่ทำตัวไม่ถูก
"ตามใจเธอแล้วกัน เรียกอะไรก็ได้ แต่อย่ามาอ้อนเกินไปก็พอ ฉันไม่ชอบ"
"หนูไม่ได้อ้อนสักหน่อยค่ะ อาวาแค่คิดไปเอง" เสียงใสนั้นทำให้ปลัดหนุ่มต้องหลบสายตาเสียเฉย ๆ
น้ำขิงเป็นนักศึกษาสาวอายุ 22 ปี ใกล้จะบริบูรณ์แล้วในเดือนหน้า เธอรูปร่างหน้าตาสะสวยฉบับผู้หญิงที่ดูแลตัวเองมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก ผิวพรรณของเธอ ใครเห็นก็ดูออกว่าต้องเป็นคุณหนูจากบ้านไหนสักที่ และใช่ น้ำขิงเองก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ
บ้านของเธอนั้นค่อนข้างมีฐานะเลยทีเดียว ด้วยความที่ทางบ้านทำธุรกิจส่วนตัวและเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงโควิดที่ผ่านมา ดังนั้นน้ำขิงจึงเรียกได้ว่าเกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่ขาดตกบกพร่อง และไม่เคยลำบากมาทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้ ดังนั้นการตัดสินใจมาฝึกงานในพื้นที่ชนบทขนาดนี้ก็คือการที่เธออยากจะฝึกตัวเองแบบจริงจัง และคุยกับที่บ้านมาอย่างดีแล้ว...
ระหว่างที่เธอสำรวจบ้านหลังเล็กอยู่ ไม่ไกล แว่วเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากบ้านใหญ่ เรียกความสนใจจากเธอได้อย่างดี
"ตาวายุ! ไปพาลูกเต้าเหล่าใครมาล่ะนั่น" น้ำขิงสะดุ้งนิด ๆ แต่ปลัดวายุยิ้มบาง ๆ แล้วพูดกับเธอ
"แม่ฉันเองน่ะ ชื่อป้าสำลี ไปไหว้ท่านก่อนเถอะ จะได้รู้จักกันไว้"
เขาเดินนำไปยังบ้านใหญ่ที่มีระเบียงไม้หน้าบ้าน ป้าสำลีวัยหกสิบต้น ๆ สวมผ้าถุงลายดอกไม้กับเสื้อแขนสั้นสีอ่อน ใบหน้าใจดีจนดูอบอุ่นในทันทีที่เห็น
"สวัสดีค่ะคุณป้า หนูชื่อน้ำขิง เป็นหลานอาครามเพื่อนอาวาค่ะ หนูมาฝึกงานที่อำเภอค่ะ" เธอยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ทำเอาป้าสำลีหัวเราะอย่างเอ็นดู
"อ๋อ...หลานเจ้าครามนี่เอง ยินดีจ้ะ หน้าตาน่ารักเชียว วายุพาไปอยู่บ้านองศาใช่ไหมลูก"
"ครับแม่ เด็กมันต้องฝึกงานทั้งเทอม อยู่ที่นี่สะดวกสุด อีกอย่างไอ้ครามมันก็ฝากให้ช่วยดูน่ะ"
"แบบนั้นก็ดี จะได้ไม่เหงา หนูน้ำขิง ป้าทำกับข้าวไว้ทุกวันอยู่หลังบ้านนั่นแหละ เย็น ๆ กับเช้าก็แวะมากินได้เลยนะลูก ไม่ต้องเกรงใจ" น้ำขิงยิ้มกว้าง
"ขอบคุณมากเลยค่ะป้า หนูจะช่วยล้างจานเองทุกวันเลยค่ะ"
"เอ้อ...พูดจาน่ารักแบบนี้ แม่จะไม่รักได้ไง" ป้าสำลีหัวเราะเสียงใสแล้วหันไปทางลูกชาย "นี่ลูก เห็นไหม แม่บอกแล้วว่าให้มีคนอยู่บ้านข้าง ๆ ดีจะตาย มีเสียงคนหัวเราะบ้าง แม่อยู่กับแกสองคนเบื่อขี้หน้าจะแย่ บอกให้หาเมีย ก็ไม่หาสักที"
วายุพยักหน้ารับเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรกลับ เพราะว่าถ้าพูดไป เดี๋ยวเขาก็โดนบ่นอีก ก็เขายังลืมคนเก่าไม่ได้เลยนี่นา จะไปเอาเวลาที่ไหนหาคนใหม่มาให้แม่ได้ แต่ถ้าตอบไปแบบนี้ มีหวังหูชาอีกแน่ ดังนั้นพยักหน้าส่ง ๆ ไปเป็นพอ
แต่ภาพหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ที่ยืนยิ้มข้างแม่ของเขา ดูเหมือนจะเติมสีสันให้บ้านที่เงียบมานาน กลับมีชีวิตขึ้นอีกครั้งจริงอย่างที่แม่เขาพูด
คืนนั้นน้ำขิงจัดของในห้องเล็ก ๆ ด้วยความรู้สึกดีเกินคาด เธอมองออกไปเห็นแสงไฟจากบ้านใหญ่ส่องลอดหน้าต่างมา เสียงหัวเราะของป้าสำลีดังแผ่ว ๆ ข้ามรั้วมาให้ได้ยิน
เธอยิ้มกับตัวเอง ก่อนจะพึมพำเบา ๆ
"อาวาใจดีจังเลย...เหมือนตอนนั้นไม่มีผิด"
แล้วหัวใจดวงเล็กก็เต้นแรงขึ้นอีกครั้งโดยไม่รู้เหตุผล ราวกับว่าเธอกำลังเข้าใกล้เป้าหมายไปทีละนิด...
ขณะที่วายุนั่งอยู่ในห้องนอนตัวเอง เสียงจิ้งหรีดร้องเบา ๆ อยู่ข้างนอก เขาหยิบสมุดบันทึกงานขึ้นมาดู พลันเห็นชื่อ “น.ส.น้ำขิง ภัทรวดี” เขียนอยู่ในรายชื่อเด็กฝึกงาน
"หึ! ชื่อก็น่ารักดี..." มุมปากหยักยกยิ้มเล็ก ๆ ก่อนที่เขาส่ายหน้าเบา ๆ ทันที เพื่อปัดความคิดไม่เข้าท่าทิ้ง
"เฮ้อ...จะบ้าเหรอวายุ คิดอะไรวะเนี่ย จะยิ้มทำไม"
แต่ถึงจะเตือนตัวเองเท่าไร ภาพรอยยิ้มสดใสคู่นั้นก็ยังตามหลอกอยู่ในหัว รอยยิ้มของเด็กสาวที่ทำให้วันแรกของปลัดวายุ...ไม่เงียบอีกต่อไป
บทส่งท้ายลมยามเย็นพัดผ่านยอดต้นลีลาวดีที่เรียงรายอยู่รอบบ้านของปลัดวายุ เงาไม้ทอดยาวลงบนพื้นดินที่เริ่มเย็นลงหลังพระอาทิตย์ลาลับฟ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดินชื้นและกลิ่นหญ้าตัดใหม่ลอยมาตามธรรมชาติของชนบทที่น้ำขิงคิดถึงเสมอวันนี้เป็นวันหยุดที่ปลัดวายุจองไว้สำหรับเธอเพียงคนเดียว เขาบอกว่าอยากให้เป็นวันคืนกำไรให้หัวใจตัวเอง ซึ่งเธอไม่รู้เหมือนกันว่ามันหมายความว่าอะไร จนตอนนี้...ปลัดวายุจูงมือน้ำขิงเดินลงทางลาดชันด้านหลังบ้านไปเรื่อย ๆ ทางเดินกรวดเล็ก ๆ นำไปสู่ทุ่งนากว้างที่ทอดไกลสุดสายตา แสงสุดท้ายของวันยังคงติดอยู่บนขอบฟ้าเป็นริ้วสีส้มละมุนเหมือนระบายด้วยพู่กัน"เดินไหวไหม" เขาถามพร้อมเหลือบมองฝ่าเท้าเล็กที่ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาว"ไหวสิคะ หนูไม่ใช่เด็กแล้วนะ" เธอหัวเราะน้อย ๆ แต่ก็ยังยอมให้เขากุมมือแน่นเหมือนเดิม"ไม่ใช่เด็กก็จริง...แต่ก็ยังเป็นเด็กของพี่อยู่ดี"คำพูดนั้นทำเอาน้ำขิงหน้าแดงก่ำ เธอเม้มปากแต่ก็ไม่ได้ดึงมือออก มีเพียงหัวใจที่เต้นแรงจนเหมือนจะดังออกนอกอกพอมาถึงลานกว้างกลางทุ่งนา น้ำขิงก็ต้องหยุดหายใจไปเสี้ยววินาทีที่กลางลานนั้น...มีผ้าปูปิกนิกสีครีมอ่อนปูไว้เรียบร้อย มีตะกร้า
..คาเฟ่เล็ก ๆ กลางอำเภอช่วงสายของวันหยุดคนไม่เยอะเท่าไร น้ำขิงนั่งกอดแก้วโกโก้เย็นไว้แน่น แก้มขึ้นสีระเรื่อ ๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองเผลอยิ้มออกมาบ่อยแค่ไหน มุกดาเพื่อนสนิทแค่เห็นท่าทางก็ยักคิ้วให้ทันที"อือหือ ยิ้มแบบนี้คือเรื่องมันดีมากสินะยะนังขิง" น้ำขิงหลบสายตา ทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่อง แต่ปลายหูแดงแจ๋จนมุกดาเห็นชัด"อย่ามาทำเนียนนะคะคุณหนูน้ำขิง เล่ามาเดี๋ยวนี้ เร็ว!" น้ำขิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วก็ยกแก้วขึ้นมาจิบ ก่อนจะหลุดยิ้มกว้างจนคุมไม่อยู่"ก็...ก็คบกันแล้วล่ะ พี่วาก็ดูแลฉันดีมากด้วย..." มุกดาส่งเสียง "ฮู้ววววว" แบบแซว ๆ "ในที่สุด! ปลัดกับเพื่อนข้าก็กลับมาเป็นคู่ขวัญอำเภออีกครั้ง!" เธอพูดพลางตบโต๊ะจนแก้วน้ำไหวจนน้ำขิงรีบห้าม"อย่าเสียงดังสิ! เดี๋ยวคนได้ยินหมด" แต่รอยยิ้มก็ยังซ่อนในแก้มไม่ได้ มุกดาเทข้อศอกพิงโต๊ะ ยิ้มเจ้าเล่ห์"เล่ามาเลย ว่ากลับไปดีกันยังไง ทำไมถึงได้ออร่าหวานขนาดนี้ เดี๋ยวนี้เดินยังฟีลนางเอกขึ้นเยอะเลยนะยะ"น้ำขิงทำท่าจะตีเพื่อนแต่ที่สุดก็ยอมเล่า น้ำเสียงอ่อนลงเหมือนหัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด"คือ...พอกลับมาที่บ้านพักน่ะ ทุกอย่างมันเหมือนเดิมเลย แล้ว..." เธอหลุบตา "
แสงเย็นของยามค่ำทอดลงมาบนบ้านพักหลังเล็ก ความเงียบสงบที่น้ำขิงคุ้นเคยเต็มไปทั่วบริเวณ แม้ใจของเธอจะเต็มไปด้วยความคิดถึงและความสับสน แต่ที่นี่ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม เหมือนเวลาที่เธอเคยนั่งอยู่คนเดียวหลายครั้ง หัวใจได้พักพิงในมุมเล็ก ๆ แห่งนี้น้ำขิงเดินเข้าไปหน้าบ้าน ตั้งใจว่าจะเข้าไปหาคุณแม่ของเขาสักหน่อย แต่ปลัดวายุเดินตามมาไม่ไกลนัก"น้ำขิง...แม่ไปหาหลานที่บ้านหมอองศาแล้วครับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความอ่อนโยนน้ำขิงหยุดก้าวนิ่งอยู่สักครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วค่อยเดินไปนั่งที่ม้านั่งหินอ่อนมุมเดิมที่เธอชอบนั่งเมื่อก่อน สายตาของเธอจับจ้องไปยังบ้านพักความทรงจำเก่า ๆ หลายเรื่องไหลย้อนกลับมา"ที่นี่ยังเหมือนเดิมเลยนะคะ" น้ำขิงพูดเบา ๆ ราวกับเอ่ยกับตัวเอง น้ำเสียงแผ่วบาง แต่เต็มไปด้วยความคิดถึง ปลัดวายุเดินเข้ามาใกล้ทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ เธอไม่เร่งร้อน ไม่พูดอะไรสักครู่เพียงแต่สายตาของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ"ก็รอหนูกลับมาอยู่ที่นี่ไง" เขาพูดเสียงนุ่มทำเอาน้ำขิงหลับตา ยิ้มบาง ๆ "จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงกัน...อย่าพูดอะไรแบบนั้นเลยค่ะ" ปลัดวายุเงียบแล้วเอื้อมมือไปจับมือเธอ มือของเขา
ตอนที่ 13 จีบได้ไม่ได้เป็นเด็กฝึกงานแล้วหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ ที่น้ำขิงย้ายกลับมาบรรจุ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเดินหน้าได้ด้วยดี ถ้าไม่นับว่าปลัดวายุทำตัวแปลกไปมาก...มากจนคนทั้งอำเภอเริ่มซุบซิบกันเบา ๆ ถึงความสัมพันธ์ของเขากับน้ำขิงน้ำขิงพยายามหลบแล้ว หลบทุกทางเท่าที่จะหลบได้ แต่ผู้ชายอย่างปลัดวายุน่ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนสุขุม ใจเย็น ไม่ค่อยใช้คำพูดพร่ำเพรื่อ แต่พอจะเอาจริงขึ้นมา ก็กลายเป็นคนดื้อด้านที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้จักเขามาตามเธอถึงงานเอกสาร มาที่ห้องสาธารณสุข มาที่ประชาสัมพันธ์ มาที่โรงอาหารตอนพักเที่ยง มาที่ระเบียงอาคารช่วงบ่าย ยันทางเดินหลังสำนักงานตอนเลิกงาน เหมือนเขามีเซนส์พิเศษรู้ว่าน้ำขิงจะไปไหนตอนไหนทุกครั้งที่เจอ เขาจะพูดแค่ประโยคเดิม ๆ เบา ๆ แต่จริงจังจนเธอใจสั่นทุกที"น้ำขิง... พี่ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ" แต่น้ำขิงก็ยังหน้านิ่งเหมือนเดิม ใจสั่นแต่จำเป็นต้องเก็บไว้ข้างใน เพราะเธอกลัวว่าตัวเองจะหวั่นไหวและเจ็บซ้ำอีกวันนี้ก็เหมือนกัน...หลังประชุมใหญ่ที่ห้องประชุมอำเภอ เธอรีบเก็บแฟ้มแล้วเดินออกมาโดยตั้งใจว่าจะไปกินข้าวกับพี่มุกดาเพื่อหลบหน้าเขา ทว่ายังไม่พ้นประตูดี เสียงทุ้ม
..ค่ำคืนนั้นลมเย็นพัดผ่านศาลาหน้าบ้านกำนัน แต่ความหนาวที่สัมผัสผิวกลับไม่เท่ากับความเย็นวาบที่วิ่งเข้าไปในอกปลัดวายุหลังกลับมาเจอน้ำขิงในห้องประชุมตอนเช้าปลัดวายุเทเหล้าขาวลงแก้วอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งดื่มหมดไปเมื่อกี้ เสียงน้ำใสไหลกระทบแก้วใสทำให้กำนันเหน่งที่นั่งอยู่หัวโต๊ะหัวเราะหึ ๆ แบบคนเมา"โอ๊ย! ไอ้วายุ มึงนี่มันอกหักหนักว่ะ ฮ่าๆๆ" กำนันพูดยืดยาวตามประสาคนเมา ทว่าปลัดวายุที่นั่งตรงข้ามก็ไม่คิดจะปฏิเสธ"ก็ใช่...อกหักดังเป๊าะเลยพ่อกำนัน...""หน้าหล่อเสียเปล่ามึงนี่ ไร้น้ำยาจริง ๆ""โถ่! พ่อกำนันก็พูดไป แต่ว่า...ก็ไร้น้ำยาจริง ๆ นั่นแหละ เด็กมันถึงวไม่ติดใจ อึก!""ฮ่า ๆ ๆ"ทั้งสองคุยกันไปมาตามประสาคนเมา ไม่นานนักกำนันก็ฟุบหลับคาเก้าอี้ ทิ้งให้ปลัดนั่งอยู่คนเดียวกับยาดองและความรู้สึกผิดที่ไม่จางหายเสียงช้อนกระทบจานทำให้เขาเงยหน้าขึ้นเห็นมะนาววางกับแกล้มตรงหน้า เธอมองกำนันที่หลับลึกไม่น่าฟื้นแล้วก็ถอนหายใจ"พี่ปลัด...พอได้แล้วมั้งคะ พ่อกำนันน็อกไปแล้วนะคะ ถ้าปลัดกินต่อเดี๋ยวก็เมาเหมือนกัน""เมาไปก็ดี" วายุก้มหน้า "เมาไปจะได้ไม่คิดมาก..."มะนาวเม้มปาก เธอไม่ชอบเห็นเขาเป็นแบบนี้เลย
ตอนที่ 12 การกลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว...แต่สำหรับปลัดวายุ มันคือหนึ่งปีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตหนึ่งปีที่เขาตามเฝ้าน้ำขิงทั้งเงียบ ๆ หนึ่งปีที่เขาหันไปทางไหนก็มีแต่ความว่างเปล่าที่เธอเคยอยู่ หนึ่งปีที่เขาต้องทนกับความจริงว่า เขาทำคนสำคัญที่สุดในชีวิตหลุดมือไปเขายังคงทำงานที่อำเภอดอนเจดีย์เหมือนเดิม บ้านหลังเดิม โต๊ะทำงานเดิม ถนนเส้นเดิม แต่ทุกอย่างเหมือนถูกทิ้งร้างในใจเขาไม่มีใครมาเรียกเขาว่า "อาวาคะ" ด้วยเสียงอ้อน ๆ ไม่มีใครมาเดินตามหลังให้เขาหันไปบ่น ไม่มีคนตัวเล็ก ๆ ที่มักเดินถือแฟ้มเอกสารสูงกว่าหน้าแล้วบ่นเบา ๆ ว่า "มันหนักค่ะปลัด"ทุกความเคยชินกลายเป็นบาดแผลที่เขาไม่รู้วิธีรักษา จนกระทั่ง...วันหนึ่งในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ตอนเช้าแดดจัดแสบตา แต่ลมกลับเย็นแปลก ๆ เหมือนฝนกำลังจะตก วันนี้มีประชุมประจำเดือนของเจ้าหน้าที่อำเภอ ทุกคนทยอยเข้าห้องกันเต็มแล้วปลัดวายุเดินเข้ามาช้าเพราะติดประชุมกับนายอำเภอ เขาดันประตูห้องประชุมเปิดออก...แล้วภาพที่เห็นตรงหน้า เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปทันทีคนที่นั่งท้ายแถวฝั่งซ้ายสุด หญิงสาวผมยาวรวบหางม้าเรียบร้อย แต่งชุดข้าราชการใหม







