เข้าสู่ระบบ"นี่คือ..." ยูใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบริมฝีปากล่างของตัวเอง ยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง "...คอลเลคชั่นโมเดลจิ้งจอกเหรอครับ"
"ใช่แล้วครับ" เบนยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายผ่านแว่นกลมโตของเขา "แต่ขอโทษนะครับ ที่ไม่มีของที่คุณหาอยู่" เขาค้อมศีรษะเล็กน้อยขอโทษ ขณะที่ยูหยิบโมเดลจิ้งจอกที่วางบนเคาน์เตอร์แต่ละตัวขึ้นมาดูอย่างเบามือ ก่อนที่จะหันกลับมาที่เบน แต่เหมือนเขาจะรู้ว่ายูจะถามเรื่องอะไร "โมเดลจิ้งจอกน้ำเงินของผมมีคนเสนอราคาที่สูงมากๆ และเขาก็ดูอยากได้มันเอามาก ผมเลย...ต้องยอมขายน่ะครับ"
"อ้อ...แล้วราคาที่สูงมากๆ นี่คือเท่าไหร่เหรอครับ"
"ห้าหมื่นบาทครับ"
"ห้าหมื่น!!" คิวพูดเสียงดังด้วยความตกใจ "โมเดลตัวแค่นี้เนี่ยนะ" เขาหันไปมองโมเดลจิ้งจอกตัวอื่นๆ ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ ก่อนพ่นลมออกจากปาก
"เออ...มีแค่โมเดลจิ้งจอกสีน้ำเงินแบบเดียวเท่านั้นแหละครับ ที่ราคาสูงขนาดนั้น ส่วนโมเดลที่เหลือราคาหลักพันแค่นั้นเอง"
"ว้าว!! ราคาต่างกันมากเลยนะครับ" คิวยังพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ใช่ครับ แต่ถ้าเป็นช่วงประมาณหกปีก่อนหน้านี้ละก็..." เบนกลอกตาขึ้นเหมือนพยายามนึกอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะเริ่มเล่าความทรงจำวันแรกๆ ของคอลเลคชั่นจิ้งจอกให้คิวและยูฟัง พลางผายมือเชิญให้ทั้งคู่นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้าเคาน์เตอร์ ก่อนเขาจะหันกลับไปเคาน์เตอร์เล็กๆ ด้านหลังเพื่อชงกาแฟสำเร็จรูปแบบซองในแก้วเซรามิกสีขาวสามใบ แต่ยังคงเล่าเรื่องราวในความทรงจำของเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น และลื่นไหลราวกับเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดไปเมื่อวาน ก่อนที่เบนจะถือแก้วกาแฟทั้งสามแก้ว มาวางบนเคาน์เตอร์ และนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของยูและคิว
เบนจำรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นวันที่เขาเปิดร้านวันแรก และยังไม่มีลูกค้าเลยสักคน จนเกือบจะได้เวลาปิดร้าน ก็มีผู้ชายรูปร่างผอม ตัวเล็ก ใส่แว่นหนาเตอะ ทรงผมยุ่งฟูเหมือนรังนก มีท่าทางหันรีหันขวางพร้อมกับกระเป๋าผ้าสีขาวไร้ลวดลายอยู่หน้าร้าน เขาคิดว่าต้องเป็นลูกค้าคนแรกของเขาแน่ๆ เลยรีบพุ่งเข้าไปหา พอพยายามจะเชิญชายคนนั้นเข้ามาในร้านก่อน เขาก็มีท่าทีเหมือนจะเดินกลับ แต่เบนกลับคะยั้นคะยอจนเขาเดินตามเข้ามาในร้านอย่างไม่ค่อยเต็มใจมากนัก เบนพยายามแนะนำสินค้าอย่างสุดความสามารถเพื่อจะให้เขาเป็นลูกค้าคนแรกให้ได้ แต่สุดท้ายเขาก็เอ่ยประโยคแรกขึ้นมา จนเบนต้องชะงักค้างอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง เพราะประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน "ผมมีโมเดลของผมมาให้คุณดูครับ" ชายคนนั้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง และมีท่าทีกังวลไม่กล้าสบตาตรงๆ เบนยืนนิ่งไปครู่ใหญ่ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไรดี เพราะตัวเขาเองก็ไม่ได้มีเงินมากมายอะไร เพราะเงินที่มีทั้งหมดลงทุนไปกับร้านนี้หมดแล้ว คงเพราะชายคนนั้นเห็นปฏิกิริยาของเบนที่เหมือนจะพูดปฏิเสธ เขาเลยรีบพูดขึ้นมาก่อน "ลองดูก่อนก็ได้ครับ ผมจะไม่ขอร้องอ้อนวอนให้คุณรับงานของผม แต่ขอแค่โอกาสที่คุณจะได้เห็นมันสักครั้งเท่านั้นเอง" เบนยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะชวนเขามานั่งตรงเคาน์เตอร์และยื่นน้ำให้เขาขวดหนึ่ง เขาขอบคุณ และเปิดดื่มรวดเดียวเกือบหมดขวด คงเพราะคอแห้ง
หลังจากนั้น เขาก็เริ่มพูดให้ฟังว่า ช่วงหลายวันนี้ เขาตระเวนไปทุกร้านที่พอจะมีโมเดลวางขาย แต่ยังไม่ทันที่จะได้เห็นโมเดลของเขา เจ้าของร้านก็รีบปฏิเสธ จนเหลือแค่ร้านผมที่เขาบังเอิญเข้ามาแล้วเห็นว่าป้ายหน้าร้านขึ้นว่าเพิ่งเปิดร้านวันแรก เลยมีท่าทีกังวลว่าควรลองเข้ามาดูไหม เพราะจากที่โดนปฏิเสธมาตลอด เขาก็แทบไม่เหลือความมั่นใจอยู่เลย แต่พอคิดว่า ถ้าไม่ลองดูอีกครั้งเขาก็เหมือนกลับไปเริ่มต้นใหม่ หรืออาจต้องเดินทางไกลขึ้น เพื่อไปเสนอผลงานของเขา แต่ต้องหลังจากที่เขามีความเชื่อมั่นกลับมา
“ไม่ได้เจอคุณยูเป็นเดือนเลยนะครับ” คิวเอ่ยทักก่อนลุกขยับโต๊ะเล็กน้อย ในบาร์แจ๊ซที่กลายเป็นร้านประจำของพวกเขาเวลานัดเจอกัน หลังจากคดี ฆาตกรรมจิ้งจอกน้ำเงิน ปิดลง ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้เจอกันอีกเลย แม้แต่โทรหาหรือส่งข้อความเองก็ตาม“ฉันก็เพิ่งว่างวันนี้แหละ มีงานเอกสารให้ทำเยอะเลย” ยูกระดกเครื่องดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว ราวกับน้ำเปล่า“ยังไม่ได้กลับมาทำคดีอีกเหรอครับ?” คิวเทเครื่องดื่มสีเหลืองทองลงในแก้วของยูจนครึ่งแก้ว“เขายังไม่อนุญาตให้ฉันทำคดีเลย ตั้งแต่ขัดคำสั่งไปช่วยนายเรื่องคดีนั่นแหละ” ยูดื่มจนหมดแก้วอีกครั้ง“คุณยูสั่งน้ำเปล่าแทนไหมครับ?” ทั้งสองคนหัวเราะพร้อมกัน “ว่าแต่…ทำไมเขาถึงรู้เรื่องที่คุณยูช่วยผมทำคดีล่ะครับ”“ไม่รู้เหมือนกัน แล้วฉันก็ไม่ได้ใส่ใจด้วย ถือว่าได้พักผ่อนแล้วกัน อีกอย่างช่วงนี้ก็ไม่มีคดีน่าสนใจด้วย ฉันไม่เก็บเอามาคิดหรอก” ยูหยุดเทเหล้าให้ตัวเอง “ว่าแต่…นายได้ข่าวผู้กองเนทบ้างไหม?”“ไม่เลยครับ แต่ผมเพิ่งรู้มาอย่างหนึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ไม่รู้จริงหรือเปล่านะครับ แต่เหตุผลที่เขาสั่งให้เราหยุดทำคดี เพราะคนร้ายคือผู้กองเนท มีข่าวว่าเหยื่อคนนั้นรอด และเป็นคนชี้ตัวว
เสียงโลหะเสียดสีกับกระจกดังก้องอยู่ในห้องอันดำมืด กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อคละคลุ้ง ผสมกับกลิ่นเหล็กอ่อนๆ ที่ฉันคุ้นเคยดี แสงนีออนส่องกระทบกับพื้นผิวสเตนเลสของเครื่องมือที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ความสมบูรณ์แบบของทุกอย่างทำให้ชายในชุดหมีสีขาวสำหรับป้องกันเชื้อโรคทางการแพทย์แสยะยิ้มอย่างพอใจ "รู้สึกอะไรไหม?" เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย มองดูร่างที่ถูกตรึงอยู่บนโต๊ะชันสูตร พันธนาการแน่นหนาจนแม้แต่กล้ามเนื้อก็แทบจะกระตุกไม่ได้ ดวงตาของเขาสั่นไหว แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากขยับเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ร่างกายของเขาไม่ตอบสนอง ชายในชุดหมียิ้ม ยาของเขาได้ผลอย่างที่คิด อัมพาตโดยสมบูรณ์ แต่ความเจ็บปวด? ยังอยู่ครบทุกส่วน เขาเอื้อมมือไปแตะใบหน้าของเหยื่อ ลูบไล้เบาๆ ก่อนใช้นิ้วโป้งเกลี่ยไปตามขอบเปลือกตาที่ถูกกรีดออก เผยให้เห็นดวงตาสีแดงก่ำที่ไม่มีทางปิดลงได้อีกต่อไป "อย่ากลัวเลย" เขากระซิบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนแต่เย็นยะเยือก "ฉันแค่อยากให้แกเห็นตัวเองชัดๆ" เขาเหลือบมองกระจกเหนือเตียง นั่นคือสิ่งที่ฉันออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้แกได้เห็นตัวเอง ในทุกวินาที ทุกความเปลี่ยนแปลง ทุกร่องร
“ผมเสียใจกับเรื่องภรรยา และลูกสาวของคุณด้วยนะครับ ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณ ถ้ามีใครทำอะไรกับครอบครัว หรือคนที่ผมรัก ผมเอง…ก็คงทำทุกอย่าง เพื่อให้มันได้ชดใช้อย่างที่มันควรได้รับ”ยูนั่งอยู่ข้างเตียงห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลเอกชน ภายในห้องเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจจากร่างบนเตียงที่นอนแน่นิ่ง แสงไฟบนเพดานส่องกระทบผ้าปูสีขาวสะอาดตา หน้าต่างปิดสนิท แต่ลมจากเครื่องปรับอากาศยังพัดผ่านเบาๆ ทำให้ผ้าม่านสีขาววูบไหวไปมา เสียงของเหลวจากขวดเหนือหัวเตียงดังเป็นจังหวะ ติ๊ก… ติ๊ก…เมื่อมันหยดลงจากขวด เครื่องวัดสัญญาณชีพที่ยังมีจังหวะสม่ำเสมอ หมอแจ้งว่า คนไข้ปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่ได้สติ คงเพราะเสียเลือดมาก เลยต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่“ผมไม่ได้มาในฐานะนักสืบ หรือทีมสืบสวน เพราะหน้าที่นั้นของผมมันจบลงแล้ว ผมมาในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง…ผมคิดว่านะ” ยูพูดเสียงเรียบ ก่อนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง“ผมดูวิดีโอเหตุการณ์ในวันนั้นเกือบยี่สิบรอบได้ นึกไม่ออกเลยว่าตลอดห้าปีมานี้ คุณดูซ้ำไปซ้ำมากี่ร้อยกี่พันครั้ง และผมก็คง…ไม่กล้าพอที่จะทำได้แบบคุณ”ร่างบนเตียงยังคงนอนนิ่ง ราวกับจมลึกลงไปในห้วงความฝัน ยูสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดต่อ
คิวกวาดสายตาไปรอบห้อง แฟลชมือถือส่องกระทบตุ๊กตาตัวเล็กที่นั่งเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ติดผนัง ตุ๊กตาทุกตัวสะอาดราวกับไม่เคยมีใครสัมผัสมาก่อน ดวงตาวาวของพวกมันสะท้อนแสงไฟจากมือถือไหววูบวาบราวกับกำลังจ้องกลับมาหาคิว เขาขยับตัวถอยหลังออกมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว“ผมเริ่มไม่ค่อยชอบตุ๊กตาพวกนี้แล้วสิ” คิวฝืนกลืนน้ำลายลงคอ มือที่ถือสมาร์ตโฟนแน่น เริ่มมีเหงื่อชื้นขึ้นมา และยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เขาสะดุ้ง! เพราะเสียงมือถือดังขึ้น มันเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าสายถูกตัดไป พอเขาดูหน้าจอของมือถือตัวเอง ก็พบว่าสัญญาณไม่มี “คงเพราะไฟดับนี่ล่ะมั้ง” เขาตัดสินใจบันทึกเป็นวิดีโอไว้แทน ถ้ามีสัญญาณค่อยส่งให้ยูอีกทีของตกแต่งภายในห้องแตกต่างจากห้องที่ผ่านมา เพราะความสดใสและสีสันของห้องนี้ สามารถมองออกได้ทันที ว่าเจ้าของห้องคงเป็นผู้หญิง และขนาดของเตียงที่ไม่ได้ใหญ่มาก ทำให้คิวมองว่าเธอน่าจะอายุไม่เกินสิบขวบ และยิ่งเปิดดูด้านในตู้เสื้อผ้าที่จัดเข้าชิดผนังอีกด้าน ยิ่งยืนยันชัดว่าการสันนิษฐานของเขาถูกต้อง เสื้อผ้าในตู้มีคุณภาพดี ส่วนใหญ่ยังมีป้ายราคาแขวนอยู่ ซึ่งราคาค่อนข้างสูงไม่ต่างจากตู้เสื้อผ้าของอีกห้อง จ
ฝนเริ่มกระหน่ำลงมาแรงขึ้น เสียงประตูม้วนเหล็กกระทบกระจกด้านหน้าอาคารเสียงดัง ปัง! ปัง!คล้ายมันกำลังพยายามพังกระจกด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ตำรวจสายตรวจหนุ่มวิ่งฝ่าสายฝนกลับเข้ามา หลังจากไปสอบถามเพื่อนบ้านเผื่อมีใครจะได้ยินหรือเห็นอะไรที่พอจะเป็นประโยชน์กับคดีได้บ้าง ซึ่งคิวก็ค่อนข้างมั่นใจว่าต้องได้อยู่แล้ว เพราะจากสภาพแวดล้อมของสถานที่เกิดเหตุพังยับเยินจากการต่อสู้ขนาดนี้ แม้เพื่อนบ้านจะอยู่ไกลออกไปห้าร้อยเมตรก็ต้องได้ยิน“ไม่มีใครได้ยินอะไร หรือเห็นอะไรผิดปกติเลยครับ!” ตำรวจหนุ่มรายงานอย่างหนักแน่น ยืนตัวตรงเหมือนพวกตำรวจที่เคร่งระเบียบวินัย แม้ว่าเสื้อผ้าเขาจะเปียกชุ่มไปทั้งตัวคิวกัดริมฝีปากล่างอย่างแรงพร้อมย่นจมูก เพราะรู้สึกไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ ที่ใครจะไม่เห็นหรือได้ยินอะไรเลย“ผมว่า…อาจเพราะเสียงฝนหรือเปล่าครับ เลยไม่มีใครสนใจเท่าไหร่” ตำรวจสายตรวจหนุ่มออกความเห็น ซึ่งคิวก็ไม่ได้แย้งอะไร แม้เขาจะมั่นใจว่าเสียงฝนไม่ได้ดังมากพอจะกลบเสียงความวุ่นวายขนาดนี้ได้“เอาเถอะ! เอาไว้รอทีมพิสูจน์หลักฐานมาก่อนแล้วกันค่อยว่าอีกที ฝนตกแบบนี้อาจจะช้าหน่อย ยังไงผมฝากคุณรออยู่ตรงนี้แล้วกัน ผมข
เมื่อคิวได้ฟังข้อสันนิษฐานจากยู ในช่วงบ่ายของวันที่สิบห้า คือวันที่พวกเขายังเชื่อว่าการฆาตกรรมต่อเนื่องยังไม่จบ และอาจจะยังมีใครที่เป็นเป้าหมายอยู่อีกก็ได้ คิวรีบขับรถซีวิคสีดำเก่าๆ ของเขาฝ่าสายฝน ที่ปกคลุมด้วยความมืดทั่วท้องฟ้าไม่ต่างจากเวลากลางคืน จนเขาต้องเปิดไฟหน้ารถส่องสว่าง และลดความเร็วลงเหลือเพียงหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงตั้งแต่กลางดึกเมื่อคืนคิวเองก็ยังวุ่นอยู่กับที่เกิดเหตุไฟไหม้ แม้ว่ายูจะโทรมาพูดถึงข้อสันนิษฐานที่ได้จากมือถือของเหยื่อตั้งแต่ตีห้า และเขาเองก็ยังอยากตามคดีนี้ให้ถึงที่สุดก็ตาม แต่ถ้าขัดคำสั่งหัวหน้าคนใหม่ แล้วเข้าไปยุ่งกับคดีนี้อีก แม้แต่อำนาจที่มีของพ่อเขาเอง ก็คงจะช่วยรักษาอาชีพเขาอีกครั้งไม่ได้เสียงไซเรนดังแหวกอากาศแซงรถของคิวที่ขะลอความเร็วพร้อมกับชิดไหล่ทาง ไปด้วยความเร่งรีบ จนกระทั่งสองนาทีต่อมา คิวก็ตามรถตำรวจคันนั้นทัน แต่เมื่อคิวจอดรถริมถนนต่อท้ายรถตำรวจที่แซงเขาเมื่อครู่ คิวก็เริ่มรู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก เพราะสถานที่ที่ตำรวจและรถพยาบาลจอดอยู่ คือสถานที่เดียวกันกับปลายทางที่เขาจะมา “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันอีกวะ!” คิวสบถ ก่อนรีบเปิดประตูรถสาวเท้า







