Masuk“วันนี้โรงเตี๊ยมเรามีแขกเหมาเอาไว้ วันหน้าคุณหนูค่อยมาใหม่นะขอรับ” ชายเจ้าของโรงเตี๊ยมเอ่ยบอก หญิงสาวที่กำลังจะก้าวเดินเข้ามา
“ข้าเห็นว่าหน้าโรงเตี๊ยมของท่านไม่มีป้ายปิดเอาไว้ ว่าวันนี้ไม่ขาย ข้าจึงเดินเข้ามา” หญิงสาวเอ่ยบอกเช่นนี้ แล้วทอดสายตามองผู้คนในโรงเตี๊ยมมีแต่ผู้ชาย ทำให้นางรู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะพวกเขามองมายังนางเป็นตาเดียวราวกับนางเป็นสิ่งแปลกประหลาด “เช่นนั้นข้ามาวันหลังก็ได้” นางเอ่ยบอกแล้วหันหลังกลับ แต่ทว่านางกลับสะดุดกระโปรงยาวที่สวมใส่ทำให้นางจะล้มลงกับพื้น แต่ทว่ามือหนาของชายผู้หนึ่งโอบเอวของนางเอาไว้ได้ทัน นางทอดมองใบหน้างดงามราวกับหยกแกะสลักอย่างประณีต เหมือนกับเทพเซียนปั่นแต่งใบหน้าเช่นนี้ให้หญิงสาวได้หลงใหลได้ไม่ยาก เพราะเขามีใบหน้าเรียวรูปไข่ มีคิ้วที่หนา นัยน์ดำสนิทเล็กกลม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหนาเป็นกระจับหนาสวยได้รูป ถือว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามเลยทีเดียว “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...” เสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งดังขึ้นหน้าโรงเตี๊ยมทำให้นางคืนสติ นางจึงยืนขึ้น แล้วหันไปมองหญิงสาวผู้หนึ่งที่โดนลากมาหน้าโรงเตี๊ยม โดยมีชายวัยกลางคนใบหน้าโหดเหี้ยมลากนางเข้ามา พร้อมกับมีลูกน้องอีกสี่คนตามเข้ามาด้วย “เถ้าแก่เปิดห้องด้านบนเลยข้าจ่ายไม่อั้น เสี่ยวหนิง เจ้าจะดิ้นจะร้องไปทำไมเล่า เดี๋ยวเจ้าก็เป็นเมียข้า” ชายวัยกลางคนเอ่ยบอกกับหญิงสาวที่เขาจับมา “เจ้านางเดียวนี้” จ่างซุนลี่เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดุดัน ชายวัยกลางคนหันมามองใบหน้าซุนลี่ที่มีใบหน้างดงามต่างกับหญิงสาวชาวผู้นั้นที่พวกเขาจับมา ชายวัยกลางคนจึงเข้ามาหาซุนลี่ “หญิงสาวผู้นี้เจ้าเป็นใคร ทำไมถึงงดงามเช่นนี้ ข้าชักไม่อยากจะเอาเสี่ยวหนิงแล้ว เอาเจ้าไปเป็นอี๋เหนียงของข้าจะดีไม่น้อย” ชายวัยกลางคนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงกระเส่านัยน์ตาเป็นประกายมองมาที่ซุนลี่ (อี๋เหนียง แปลว่า อนุภรรยา หรือ เมียน้อย) ซุนลี่ชักกระบี่โดยทันทีแล้วเข้าจู่โจมชายวัยกลางคน ชายวัยกลางคนก็สู้นางไม่ถอย เยว่หัวจึงเข้าช่วยเหลือ รวมไปถึงทหารที่ใส่ชุดชาวบ้านประมาณยี่สิบคนเข้ามาตะลุมบอนกับกลุ่มชายโฉดผู้นี้ ข้าวของในร้านกระจัดกระจายแทบจะไม่ใช่โรงเตี๊ยมแล้ว กลุ่มชายโฉดเห็นท่าไม่อีกพวกมันล่าถอยออกไป ซุนลี่จึงเข้าไปหาหญิงสาวที่โดนพวกนั้นฉุดมา “กูเหนียง เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่” ซุนลี่เอ่ยถามเสี่ยวหนิง และเข้าไปประคองนางที่อยู่ที่พื้น ซึ่งนางก็ไร้เรี่ยวแรงเหมือนคนโดนยาชา “ข้าไม่เป็นอะไร ข้าขอบคุณพวกท่านมากๆ บุญคุณครั้งนี้ เสี่ยวหนิงต้องตอบแทน ท่านผู้มีพระคุณ พวกท่านชื่ออะไรหรือ” เสี่ยวหนิงเอ่ยถาม “เอ่อคือ...ข้าชื่อเสี่ยวซาน” ซุนลี่เอ่ยบอกนาง “ส่วนข้าชื่อหวงเซียะ” เยว่หัวเอ่ยบอก แต่ทอดสายตามองซุนลี่ไม่วางสายตา แต่ซุนลี่กลับไม่ได้สังเกต “ทำไมพวกมันต้องทำร้ายเจ้าเล่า” ซุนลี่เอ่ยถามนาง “พวกมันจับข้ามา เพราะข้าติดหนี้มันห้าสิบตำลึงเงิน ถ้าข้าไม่คืนภายในเมื่อวานมันจะข่มขืนข้า วันนี้มันก็ทำจริงๆ” เสี่ยวหนิงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงร่ำไห้ “ข้าจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เจ้า เจ้านำเงินถุงนี้ไป ข้ายกให้เจ้า เจ้านำเงินส่วนนี้ไปจ่ายพวกมัน และส่วนเหลือก็เอาไปตั้งตัวทำมาหากินอย่างสุจริต” ซุนลี่เอ่ยบอกแล้วส่งถุงแดงให้นาง “ขอบคุณท่านมาก แต่ข้า...” เสี่ยวหนิงยังพูดไม่จบ ซุนลี่พูดขึ้นมาก่อน “รับไป” ซุนลี่เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังส่งถุงเงินให้นางกับมือ “ขอบคุณท่านมากจริงๆ” เสี่ยวหนิงเอ่ยบอกทั้งน้ำตา “อาเฉียงเจ้าไปส่งนางด้วย เดี๋ยวใครจะมาทำร้ายนางอีก” เยว่หัวเอ่ยบอกเช่นนี้ “ขอรับ” หลี่เฉียงน้อมรับคำสั่งทันที แล้วหันมาหาเสี่ยวหนิง “เชิญ เสี่ยวกูเหนียง” หลี่เฉียงเอ่ยบอกเสี่ยวหนิง เสี่ยวหนิงคารวะทั้งเยว่หัวและซุนลี่ “เสี่ยวซาน เจ้ากล้าหาญว่าหญิงทั่วไปยิ่งนัก” เยว่หัวเอ่ยชมซุนลี่ด้วยน้ำใสใจจริง “ข้าเป็นนักเสียงดวง ชนะก็รอด แพ้ก็ตาย ข้าไม่ชอบเห็นใครทำร้ายผู้หญิงโดยไม่มีทางสู้” ซุนลี่เอ่ยบอกกับเยว่หัว “บุญพาวาสนาทำให้เราได้มาเจอกัน ข้าขอนับเจ้าเป็นสหายได้หรือไม่” เยว่หัวเอ่ยถามนาง “ได้สิ” ซุนลี่เอ่ยบอกและยิ้มให้เยว่หัว เยว่หัวยิ้มไม่เห็นฟันมองมาที่นาง “ข้าก็เช่นกัน เถ้าแก่ข้าขอเหล้าที่ดีที่สุดในร้านสองไห ข้าจะจ่ายข้าเสียหายให้ท่านทั้งหมด เราสองคนมาฉลองกันเป็นสหายด้วยกัน” เยว่หัวเอ่ยบอกเช่นนี้ “ว่าแต่เจ้ามาจากไหน หรือเป็นคนในเมืองหลวง” เยว่หัวเอ่ยถามนาง “ข้าเป็นคนในเมืองหลวง บ้านข้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ส่วนเจ้าคงเป็นคนต่างเมืองสินะ” นางเอ่ยถาม “ใช่ข้าเป็นคนซีเซี่ยมาหาญาติในเมืองหลวง” “เจ้าเจอญาติของเจ้าหรือยัง ถ้ายังไม่เจ้าข้าจะไปช่วยเจ้าหาดีหรือไม่” “ข้าหาเจอแล้ว” เยว่หัวเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเราดื่มกันเลยดีกว่า ไม่เมา ไม่เลิก” “เอาอีก...เอาอีกหวงเซียะ...เอาอีก” ซุนลี่บอกเยว่หัวที่ดื่มกับนาง โดยทหารของเขาคอยเฝ้าระวังเขาเช่นเดิม ส่วนซุนลี่หัวเราะคิกด้วยความเมามายจากเหล้าดอกท้อ “เสี่ยวซาน ข้าเริ่มเมาแล้วนะ” เยว่หัวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ เอาแขนหนุนหัวพาดกับโต๊ะ แสร้งเมาดูปฏิกิริยาของนาง “ดื่มเป็นเพื่อนข้าก่อนสิ หวงเซียะ อาหรง อาเฉียง ข้าไม่เห็นเจ้าดื่มกับข้าเลย สหายข้าเมาแล้ว เหมือนหมาจังเลย” ซุนลี่เอ่ยบอกและหัวเราะคิกใช้มือเรียวเขี่ยจมูกเยว่หัวเบาๆ “เขาไม่ดื่มกับเจ้าหรอก เขาต้องดูแลข้า” เยว่หัวเอ่ยบอกนาง แล้วใช้มือหนาจับมือนางที่กำลังเขี่ยจมูกของเขา “เสียดายจัง เหล้าดอกท้อของที่นี่ขึ้นชื่อว่ากินแล้วเมา เมาเหมือนหมา” นางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงขบขัน “บ้านเจ้าอยู่ไหน ข้าจะไปส่ง” เยว่หัวเอ่ยถาม “บ้านข้า...” นางไม่ทันเอ่ยบอกจบ นางก็หลับไปเสียแล้วราวกับตัดจบ “เสี่ยวซาน...เสียวซาน เจ้าอย่าพึ่งหลับ เจ้าหลับแล้วข้าจะไปส่งเจ้าได้เช่นไร” เยว่หัวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง ใช้มือหนาเขี่ยนาง นางก็ไม่ตอบสนองแต่อย่างใด เขาจึงมีวิธีเดียวคือ ช้อนหลังและเรียวขาทั้งสองข้างก้าวเดินไปยังห้องนอนของโรงเตี๊ยม ซึ่งเป็นห้องนอนของเขา โดยมีหลี่เฉียงเป็นคนเปิดประตูออกให้เขาเข้าไป วางนางลงบนตั่งเตียง “พวกเจ้าออกไปก่อน” เยว่หัวเอ่ยบอกองครักษ์ทั้งสอง “ขอรับ” เว่ยหรงและหลี่เฉียงเอ่ยบอกพร้อมกัน แล้วก้าวเดินออกไปทันที เมื่อประตูปิดลง เยว่หัวใช้มือหนาหาสัญลักษณ์ของนางว่านางมาจากสกุลใด เขาใช้มือหนาจับไปที่บั้นเอวของนาง เหมือนมีป้ายอะไรสักอย่างอยู่ในเสื้อ เขาจึงใช้มือล้วงดู และนำป้ายหยกขาวออกมา ทำให้เขารู้ว่านางชื่อ “จ่างซุนลี่”โคมไฟหลายร้อยหลายพันดวงล่องลอยเต็มท้องนภาในเมืองหลวงและเมืองใกล้เคียง ในเทศกาลซ่างหยวน ภายในเมืองหลวงผู้คนมากมายเดินเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนาน เด็กน้อยชายหญิงถือโคมไฟกระดาษ ผู้คนพากันทายปริศนาที่อยู่บนโคมไฟ เรียกว่า ไชเติงหมี อีกทั้งยังมีการเล่นงิ้วในหอโรงน้ำชา หอคณิกาช่างครึกครื้นยิ่งนัก เหล่าหญิงสาวแรงรุ่นที่ยังไม่ได้แต่งงาน จับจองที่หัวสะพาน เพื่อโยนลูกบอลแพรปักลวดลายงดงามที่พวกนางได้ทำขึ้นมาเอง นำลูกแพรมาโยนเสี่ยงทายหนุ่มที่หมายปอง หากชายหนุ่มคนใดที่ได้รับลูกแพรของนางผู้นั้น หมายความว่านางได้เลือกชายผู้นั้นแล้วเยว่หัวจับมือซุนลี่ก้าวเดินบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันออก เป็นประตูก่อนเข้าเมือง ซุนลี่หยุดมองผู้คนมากมายในค่ำคืนนี้ เพราะว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ โคมไฟมากมายลอยขึ้นบนท้องฟ้า เด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทำให้ซุนลี่หวนนึกถึงวันแรกที่นางได้พบเจอเยว่หัวในเมืองหลวงแคว้นเยว่ ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้นางและเขาได้พบพาน ตลอดเพลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เยว่หัวยังคนรักและเอ็นดูไม่เสื่อมคลาย“เจ้าคิดสิ่งใดอยู่หรือ” เยว่หัวเอ่ยถามนาง ขณะที่นางหยุดเดินมองลงไปเบื้องล่างของกำแพงเมือง“ก่อนท
เจาจวินและเยี่ยหลินนั่งจัดดอกไม้ในหมิงเยว่กงเช่นทุกวัน เช่นเดียวกับเหล่าข้าหลวงที่ช่วยกันจัดดอกไม้ เพื่อไปไหว้พระพุทธองค์ที่วัดหลวงใกล้พระราชวัง บางครั้งซุนลี่ก็ออกไปเอง บางทีก็ให้เหล่านางกำนัลไปแทน วันนี้กลับแปลกไปกว่าทุกวัน ซุนลี่จัดดอกไม้เสร็จสิ้น นางก็นั่งทำมงกุฎดอกไม้ โดยนำเถาวัลย์มามันรวมกันสี่เส้นประดับด้วยดอกกล้วยไม้ทั้งสีแดง สีชมพู สีขาว และสีส้ม ทำให้ดูแปลกตายิ่งนัก เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นว่าซุนลี่ทำมงกุฎดอกไม้มาก่อน“หวางโฮ่ว พระนางทำอะไรหรือพระเจ้าค่ะ” ฟางเหอเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“พวกเจ้าว่าข้าทำมงกุฎดอกไม้ออกมาสวยหรือไม่” ซุนลี่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม“สวยดีเพคะ ว่าแต่จะทำให้ต้าหวางหรือเพคะ” เจาจวินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ซุนลี่มีท่าทีเขินอายทันทีและเผยรอยยิ้มด้วยเช่นกัน“รู้ดี” เยี่ยหลินเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม มองไปทางเจาจวินเหมือนพูดแทนความในใจของซุนลี่ ทำให้ซุนลี่หัวเราะออกมาทันที“หวางโฮ่วอย่าหัวเราะเสียงดังเพคะ ไม่งามเพคะ” เจาจวินเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม“อึบ...ไม่หัวเราะแล้ว พูดถึงสมัยก่อน ครั้งที่ข้าเป็นกงจู่แคว้นเยว่ ข้าได้ทำมงกุฎดอกไม้ให้ฟู่จวินในงานวันเกิดทุกปี พร้อมกับของขวัญ ข้ามาอ
และกงจู่คนสุดท้ายของเยว่หัวและจ่างซุนลี่มีนามว่ามู่หรูอวี้ นางเป็นเด็กสาวร่าเริงชอบอยู่กับตำราท่องเที่ยว และรักสวยรักงามเช่นเดียวกับซุนลี่ อีกทั้งนางยังเป็นสาวแรกรุ่นวัยปักปิ่น เหล่าหวางเย่แคว้นเยว่ บุตรชายเผ่าต่างๆ และบรรดาบุตรขุนนางต่างอยากมาสู่ขอหรูอวี้ไปเป็นฟูเหริน แต่ทว่าบรรดาชายหนุ่มเหล่านั้นไม่ต้องใจหรูอวี้เมื่อสามวันก่อนเยว่หัวจัดการให้หรูอวี้มั่นหมายกับหม่าฉี บุตรของแม่ทัพหม่าเฉิน ซึ่งเขาสอบจอหงวนอันดับหนึ่งเมื่อห้าปีก่อน มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองฉางเจิ้น ซึ่งอยู่ชายแดนระหว่างแคว้นเยว่และแคว้นมู่ และเป็นเมืองหน้าด่าน เขาสามารถปราบโจรปล้นสะดมชาวบ้านได้อย่างราบคาบ เขายังมีความยุติธรรมมีการไต่สวนผู้กระทำความผิดให้กับชาวบ้านอย่างเป็นธรรม และเป็นที่รักของชาวเมือง เยว่หัวพึงพอใจในผลงานของเขา จึงเรียกเขาเข้าเมืองหลวงให้กินตำแหน่งเจ้ากรมอาญา อีกทั้งเขายังไม่เคยมีฟูเหริน เยว่หัวจึงทาบทามหม่าเฉินผู้เป็นเตี่ยของเขาให้มั่นหมายกับหรูอวี้กงจู่ครั้งที่หรูอวี้ได้พบเจอหม่าฉีทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวเป็นครั้งแรก ด้วยเกียรติศักดิ์ของเขาเป็นที่เลื่องลือจนถึงเมืองหลวง และเขายังเป็นชายหนุ่มที่รูปงามยิ
แสงแดดสาดส่องทั่วใต้หล้า เยว่หัวลืมตาขึ้นช้าๆ ปรับสายตาให้มองเห็นแจ่มชัดขึ้น ความเจ็บปวดได้หายไปหัวธนูก็หลุดออกมาที่ข้างตน รอยแผลกลับไม่ปรากฏ มีเพียงรอยเลือดเท่านั้นที่มี เขาจึงทบทวนเรื่องราวเมื่อวันวานเมื่อออกไปลาดตระเวน เขาเห็นต้าหวางแคว้นอัน สู้กันสองคนจนถึงเนินเขา ไม่มีผู้ใดตามมาทัน จิ้นเหอโดนเขาจ้วงแทง และบาดเจ็บสาหัสไม่ใช่น้อย มีทหารกลุ่มหนึ่งพาจิ้นเหอล่าถอย ทหารคนหนึ่งใช้ธนูยิงใส่เขาบาดเจ็บสาหัส เขาเองที่ใช้กระบี่โยนไปปักที่หัวใจของนักแม่นธนู แล้วเขาเองเดินไปเรื่อยๆ จนมาหน้าผาหิน และทรุดลงด้วยความเจ็บปวดหักหัวธนูออก ไม่นานซุนลี่ก็ตามมาเจอแต่บัดนี้เขากลับมานอนในกระโจมกว้าง ไม่รู้ว่ากลับมาได้อย่างไร คิดต่ออีกว่านางคงลากเขากลับมา หรือไม่ทหารก็พบเจอพวกเราทั้งสองคน แต่ทว่าเขากลับไม่เห็นซุนลี่ เขาจึงลุกขึ้นกวาดสายตามองหานาง แต่หาไม่พบ“ลี่เอ๋อร์” หลงหลานมู่มองไปโดยรอบห้องกลับไม่เห็นนาง เขาจึงลุกขึ้นจากตั่งเตียงไปหน้ากระโจม“ต้าหวาง...” จื่อฮั่วเอ่ยบอกด้วยความดีใจ ในตอนนี้เสียงของผู้ใดกลับไม่ได้ยินมีเพียงเสียงฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ดวงหทัยร้อนรุ่มดุจเปลวไฟสุมยิ่งนัก“ลี่เอ๋อร์อยู่ไหน”
“เจ้าว่าอย่างไร เม่ยเมยข้าตายแล้วหรือ ใครสังหารนาง”จิ้นเหอต้าหวางแห่งแคว้นอัน ลุกขึ้นจากที่ประทับด้วยความตกใจและโกรธกริ้ว หลังได้ยินข่าวว่าเหมิงอวี้หรือจิ้นเหยาหยางตายไปทำให้เขานั่งบัลลังก์แทบไม่ติด อีกทั้งจิ้นเหอได้เป็นต้าหวางแค่สองเดือน หลังจากต้าหวางพระองค์ก่อนสวรรคตโดยไม่ทราบสาเหตุ“มู่เยว่หัวต้าหวางเป็นคนประหารกงจู่” ไป๋เซี่ยเอ่ยบอกด้วยเช่นนี้“มู่เยว่หัว...เยว่หัว...ข้าจะเอาเลือดของเจ้ามาสังเวยเม่ยเมยของข้าให้จนได้”เดินทางเรือของกองทัพมู่เนิ่นนานถึงเจ็ดวันต่อด้วยการเดินเท้าไปยังเมืองหลวงของแคว้นอัน จ่างซุนลี่ขี่ม้าคู่กับเยว่หัว เพราะนางไม่ยอมขึ้นรถม้า ตลอดหลายวันมาที่ผ่านป่าเขาและทะเลทรายทุรกันดารเพื่อเป้าหมายเดียวคือ ยึดแคว้นอันให้เป็นส่วนหนึ่งกับแคว้นมู่ โดยจุดประสงค์หลัก เพื่อบุกเบิกถางที่ให้กับราษฎรแคว้นมู่ได้มีที่ทำกินในอนาคต และรวมสามแคว้นเป็นหนึ่งเดียวเยว่หัวมองหญิงสาวที่เหม่อมองพระจันทร์เพียงลำพัง โดยมีฟางเหอ เยี่ยหลิน และเจาจวินยืนอยู่ห่างนางเพียงนิดเดียวหลังจากเขาคุยเรื่องการศึกกับเหล่าแม่ทัพและนายกอง ไปหานางที่กระโจมหลวงกลับไม่พบทำให้ว้าวุ่นใจให้ทหารออกตามหา จนมาเ
“จ่างซุนหวางโฮ่วรับราชโองการ”เสียงของจื่อฮั่วเอ่ยบอกซุนลี่ ขณะที่เขาถือราชโองการ ทอดสายตามองซุนลี่ที่นั่งลงคุกเข่าพร้อมกับเหล่าข้าหลวงในหมิงเยว่กง“ข้ามู่เยว่หัว ขอคืนตำแหน่งและฐานันดรศักดิ์ให้กับจ่างซุนลี่หวางโฮ่วกลับมาเป็นประมุขฝ่ายใน มอบมุกราตรีหนึ่งชิ้น มอบผ้าแพรแปดหีบ เครื่องประดับแปดหีบ จบราชโองการ” จื่อฮั่วเอ่ยบอกจบ มอบพระราชโองการส่งให้ซุนลี่ ซุนลี่รับพระราชโองการ ซุนลี่ส่งพระราชโองการให้เจาจวิน เจาจวินรับไว้ ซุนลี่รับตราประทับหงส์ ตราประทับของหวางโฮ่ว ซุนลี่ส่งให้เยี่ยหลินรับไว้“กระหม่อมยินดีด้วยพระเจ้าค่ะ” จื่อฮั่วเอ่ยบอกและถวายบังคมด้วยรอยยิ้ม“อาซือเซี่ยฟูเหริน ซินเหมยเหริน หลิวซีจือ ว่านเหลียงเหริน และเซียวฉางสื่อรับราชโองการ”จื่อฮั่วเอ่ยบอกเช่นนี้ เหล่าผิงเฟยและเหล่านางกำนัลต่างนั่งลงคุกเข่ามือเรียวขวาทับซ้าย“ข้ามู่เยว่หัว ต้าหวางแห่งแคว้นมู่ ข้าขอปลดปล่อยนางสนมทั้งห้าตำหนัก อันได้แก่ อาซือเซี่ยฟูเหริน ซินเหมยเหริน หลิวซีจือ ว่านเหลียงเหริน เซียวฉางสื่อ และผิงเฟยทั้งสามพัน กลับไปอยู่บ้านเกิดให้ชีวิตของตนเองในบั้นปลายชีวิต ข้าขอมอบสิ่งของให้พวกเจ้านั้นก็คือ เงินร้อยชั
จ่างซุนลี่สวมใส่เสื้อผาวสีขาวเป็นตัวแรก เสื้อสีเทาเป็นตัวที่สอง ใส่เสื้อสีม่วงหม่นเป็นตัวที่สาม และเสื้อคลุมทำมาจากผ้าไหมสีม่วงลายกล้วยไม้ ขอบตรงคอเสื้อเป็นขนสุนัขจิ้งจอกขาว เครื่องหัวของนางเป็นปิ่นหยกขาวหลายชิ้นอยู่บนหัวมันเกล้าต่ำ และต่างหูยาวทำจากหยกขาวราวกับหยดน้ำแซมด้วยเครื่องทองนางก้าวเดินออ
ซุนลี่ก้าวเดินเข้ามาในห้องโถงกลางเรือนพร้อมด้วยเยี่ยหลินและเจาจวิน นางเห็นเว่ยหรงและหลี่เฉียงยืนอยู่มุมขวาและมุมซ้ายของห้อง พวกเขาถวายบังคมซุนลี่โดยทันที ส่วนมู่เยว่หัว เขาสวมใส่ชุดสีขาวตัวในและชุดสีน้ำเงินเข้มตัวนอก อีกทั้งยังมีชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มเช่นกัน นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นยกสูงในมือหนาข้างหนึ่
จ่างซุนลี่รู้สึกปวดหัวด้วยอาการเมาค้างจากเมื่อคืนวาน อาจเป็นเพราะนางไม่เคยดื่มมันมาก่อน นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เพราะได้กลิ่นน้ำแกงโชยเข้ามาในห้อง นางมองไปยังรอบห้องไม่ใช่ด้านล่างของโรงเตี๊ยม แต่เป็นห้องสีแดงทั้งห้องรวมไปถึงม่านที่อยู่ในห้อง ราวกับห้องของหญิงคณิกาในหอคณิกาของเมืองหลวงนางทอดสายตามอง
“ด้านหน้าพระองค์คือเมืองฉางหยางเมืองหลวงของแคว้นเยว่ มองลงไปในเมืองหลวงมีการตรวจตราแน่นหนา” หลี่เฉียงเอ่ยบอกเยว่หัวที่นั่งอยู่บนหลังม้า ขณะที่ทหารส่วนหนึ่งที่ติดตามมาอยู่บนริมผา มองลงไปเบื้องล่างคือเมืองฉางหยาง“ข้าต้องการเข้าไปในเมืองรู้ใช่ไหมว่าต้องทำเช่นไร” เยว่หัวเอ่ยบอกเช่นนี้“พระเจ้าค่ะ หวาง







