Masukซุนลี่นางเป็นองค์หญิงแคว้นเยว่ นางกำเนิดในคืนที่ดาวจรัสบนฟากฟ้า พร้อมกับดาวตกถึงแปดสายในคืนเดียวกัน เมื่อนางได้เติบโตขึ้น นางสวมใส่หน้ากากอำพรางใบหน้าไว้เสมอไม่เคยถอด เพราะความงามของนางต้องใจบุรุษเพศ จนกว่าจะได้ถึงเวลาที่เหมาะสม ที่บุรุษที่เป็นจอมจักรพรรดิได้เปิดเผยโฉมหน้าใบหน้าที่แท้จริงของนาง
Lihat lebih banyakรัชสมัยของมู่อวี้เฉินต้าหวาง บ้านเมืองระส่ำระสายผู้คนล้มตายจากศึกสงครามเป็นจำนวนมาก เพราะทางด้านเหนือของแคว้นมู่ คือแคว้นอัน และทางด้านใต้มีแคว้นเยว่ สองแคว้นนี้เป็นหอกข้างแคร่ทิ่มแทงใจเรื่อยมา ตั้งแต่มู่หมิงตี้ปฐมต้าหวางก็มีสงครามทั้งสามแคว้นอยู่เนืองๆ (ต้าหวาง แปลว่า ฮ่องเต้ / จักรพรรดิ / กษัตริย์)
“แม่ทัพหม่าซ่งทางชายแดนได้ความว่าอย่างไร” “ทูลต้าหวาง กระหม่อมแม่ทัพหรงจื่อได้ต้านทัพเยว่ จนแคว้นเยว่ล่าถอยไปแล้วพระเจ้าค่ะ” แม่ทัพหม่าซ่งเอ่ยบอกต่อหน้าต้าหวาง และเหล่าขุนนางในท้องพระโรง “ดี ดีมาก ฉงหลิน นำพระราชโองการของเรา ให้เลื่อนขั้นแม่ทัพนายกองคนละหนึ่งชั้นยศ รวมไปถึงเหล่าทหารที่ไปทำศึกครั้งนี้ และให้เหล่าทหารในกองทัพได้กลับบ้านไปหาลูกและฟูเหรินของพวกเขา ใครไปรบครั้งนี้งดภาษีให้กับครอบครัวนั้นเป็นเวลาสามปี” ต้าหวางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด (ฟูเหริน แปลว่า ภรรยา) “ขอต้าหวางจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี” เมื่อขุนนางทูลสรรเสริญต้าหวางจบ นางกำนัลของลี่ฮวากงวิ่งเข้ามาทางด้านข้างของตำหนัก เข้ามายังประตูด้านข้าง ก้าวเดินมาหาฉงหลิน ที่ยืนอยู่ด้านข้างต้าหวาง ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ฉงกงกง ฉงกงกง” เอ่ยด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อยจากวิ่งมาไกลกว่าจะถึงฉางเฉินกง “ว่าไงจู่เหม่ย วิ่งหน้าตาตื่นมาเชียว หมี่หวางโฮ่วเป็นอันใดหรือ” ฉงหลินเอ่ยถาม ทอดสายตามองใบหน้าของนางที่ดูตื่นตระหนกยิ่งนัก (หวางโฮ่ว คือ ฮองเฮา / ราชินี / จักรพรรดินี) “กงกง หมี่หวางโฮ่วใกล้เพลาประสูติกาลแล้วเจ้าค่ะ” จู่เหม่ยเอ่ยบอกเช่นนี้ ฉงหลินมีหน้าตาที่ตื่นตระหนกดีใจยิ่งนัก “จริงหรือจู่เหม่ย ข้าจะรีบกราบทูลต้าหวางเดี๋ยวนี้” ฉงหลินเอ่ยบอก แล้วรีบก้าวเดินออกไปหาต้าหวางทันที “ต้าหวาง หวางโฮ่วกำลังใกล้จะประสูติกาลแล้วพระเจ้าค่ะ” ฉงหลินเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดีใจยิ่งนัก ต้าหวางรีบลุกจากตั่งนั่งทันทีด้วยความดีใจ “รีบไปกันเถิด” ต้าหวางเอ่ยจบ จึงรีบก้าวเดินออกจากท้องพระโรงทันที ทำให้เหล่าขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงที่กำลังปรึกษาราชการต่างงวยงงว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ฉงหลินจึงเดินมาหน้าบัลลังก์และเอ่ยบอกเหล่าขุนนางว่าหวางโฮ่วกำลังจะคลอดให้กำเนิดบุตร “เบ่งอีกเพคะ...หมี่หวางโฮ่ว...เบ่งอีกเพคะ” เสียงของหมอหลวงหญิง หรือหมอตำแยที่เชี่ยวชาญกำลังเอ่ยบอก หญิงสาวใบหน้างดงามที่กำลังเบ่งลูกมาหลายชั่วยามแล้ว แต่ไม่มีวี่แววว่าจะออกแต่อย่างใด “อืม...อื้ม...” หวางโฮ่วร้องครางครวญด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ทั้งที่ครั้งนี้เป็นท้องครั้งที่สามแล้วก็ตามที “ใกล้แล้วเพคะ อีกนิดเดียว” จู่เหม่ยเอ่ยบอกหวางโฮ่วที่ใช้ริมฝีปากกัดผ้า มือเรียวของนางนั้นจับหวางโฮ่วเอาไว้ โดยมีนางกำนัลอีกคนจับมือเรียวของหวางโฮ่วไว้เช่นกัน เสียงร้องควรครางสลับกับเสียงบรรเลงฉินเพื่อขับกล่อมเทพเซียนลงมาอวยพรการให้กำเนิดบุตรธิดา แต่ทว่าคนที่อยู่ด้านนอกกลับร้อนรนจนนั่งไม่ติด ก็คือต้าหวางนั้นเอง “ทำไมยังไม่คลอดอีก นี่มันก็สองชั่วยามแล้ว ตอนนี้ซูเอ๋อร์ของข้านางเป็นเช่นไรบ้าง” ต้าหวางเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนใจยิ่งนัก “ต้าหวางพระทัยเย็นอีกไม่นานหวางเย่หรือกงจู่พระองค์น้อยๆ ก็ออกมาให้พระองค์เชยชมแล้วพระเจ้าค่ะ” ฉงหลินเอ่ยบอกเช่นนี้ และมองต้าหวางที่เดินไปเดินมานั่งไม่ติด เช่นเดียวกับเขาที่รู้สึกเป็นห่วงหวางโฮ่วยิ่งนัก “เบ่งอีกเพคะ” หมอหลวงหญิงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดังลุ้นไปกับหวางโฮ่ว นางกำนัลสาวคอยซับเหงื่อที่ไหลเต็มใบหน้างดงามราวกับเทียนโฮ่วมาจุติในร่างของมนุษย์ (เทียนโฮ่ว คือ เป็นราชินีของสวรรค์) “อืม...กรี๊ด...” “อุ๊แว้...อุ๊แว้....” หลังจากหวางโฮ่วกรีดร้องเสียงดังลั่นด้วยความเจ็บปวด เสียงของเด็กก็ร้องดังขึ้นมา ทำให้ต้าหวางรีบวิ่งเข้าไปในห้องประสูติ นั่งบนตั่งนอนของหวางโฮ่ว “ซูเอ๋อร์...ซูเอ๋อร์...ข้ามาแล้ว เจ้าเจ็บมากไหม” ต้าหวางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง มือหนากุมมือบางของหวางโฮ่วเอาไว้ ทอดสายตามองเห็นหมอหลวงหญิงกำลังนำเด็กน้อยไปอาบน้ำลบรอยเลือดที่ติดตามตัว นางกำนัลอีกสองคนเช็ดรอยเลือดบนขาของหวางโฮ่ว “ต้าหวาง หม่อมฉันหายเจ็บแล้วเพคะ” หวางโฮ่วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความสุขที่เอ่อล้นที่ได้ให้กำเนิดบุตรมังกร “ต้าหวาง หวางโฮ่วเพคะ พระองค์ได้หวางเย่เพคะ” หมอหลวงหญิงเอ่ยบอกกับต้าหวาง และหวางโฮ่ว นางอุ้มเด็กชายส่งให้ต้าหวาง ต้าหวางรับทารกน้อยไว้ในอ้อมกอด ต้าหวางทอดสายตามองเด็กน้อยในอ้อมกอด ทอดสายตามองไปยังดวงจันทร์บนฟากฟ้าที่สุกสกาวสว่างไสวเต็มดวง อีกทั้งดวงดาวทั้งหมดปรากฏรัศมีโดยรอบ อีกทั้งยังมีดวงดาวถึงแปดดวง ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดียิ่งนัก ต้าหวางทอดสายตากลับมายังหวางเย่อีกครั้ง (หวางเย่ แปลว่า องค์ชาย) “เจ้าเกิดในคืนพระจันทร์เต็มดวง อีกทั้งยังเป็นคืนหวางเย่คนที่แปด ถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง ข้าจะให้เจ้าชื่อว่า มู่เยว่หัว” “ต้าหวาง การกำเนิดมู่เยว่หัวหวางเย่ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีนัก ทำนายไว้ว่าเมื่อสามร้อยปีที่แล้ว ถ้าดาวเรียกกันแปดดวงบนฟากฟ้า ในคืนพระจันทร์ทรงกลดเช่นนี้ บุตรที่เกิดเป็นชายได้ถือกำเนิด ถือว่าเป็นผู้มีวาสนา จะได้เป็นจอมจักรพรรดิ และถ้าหากบุตรีใดที่เกิดในเพลานี้เช่นกัน จะมีอำนาจวาสนาเกื้อกูลหนุนส่งกันให้ฟูจวินของนางพระเจ้าค่ะ” ฉงหลินเอ่ยบอกต้าหวางเช่นนี้ “ฉงหลิน ถ่ายทอดคำสั่งของข้าลงไป ให้ผู้คนในแคว้นมู่จัดงานเฉลิมฉลองแปดวันแปดคืน ติดโคมไฟรอบเมืองลู่ชิง งดภาษีให้ราษฎรเป็นระยะเวลาหนึ่งปี” ต้าหวางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียปลื้มปีติยิ่งนัก “ขอต้าหวางจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี” เหล่าข้าหลวงเอ่ยขึ้นพร้อมๆ กัน ......................................... ตอนแรกมาแล้ว!!! สนุกไหมคะ ไรท์ได้พาเยว่หัวมาส่งก่อนน๊า ตอนหน้าจะได้เจอกับจ่างซุนลี่แล้ว ทุกท่านไรท์ขอดำเนินเรื่องค่อยเป็นค่อยไป หวานชื่นก่อน ถ้าได้กันเสียกันเมื่อไหร่ เอากันเน้นๆ แน่นอน อิอิ ไรท์ชอบอ่านคอมเม้นท์ของทุกๆ ท่าน อย่าลืมคอมเม้นท์ด้วยนะคะ เม้นท์แล้ว อย่าลืมกดหัวใจให้ด้วยนะโคมไฟหลายร้อยหลายพันดวงล่องลอยเต็มท้องนภาในเมืองหลวงและเมืองใกล้เคียง ในเทศกาลซ่างหยวน ภายในเมืองหลวงผู้คนมากมายเดินเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนาน เด็กน้อยชายหญิงถือโคมไฟกระดาษ ผู้คนพากันทายปริศนาที่อยู่บนโคมไฟ เรียกว่า ไชเติงหมี อีกทั้งยังมีการเล่นงิ้วในหอโรงน้ำชา หอคณิกาช่างครึกครื้นยิ่งนัก เหล่าหญิงสาวแรงรุ่นที่ยังไม่ได้แต่งงาน จับจองที่หัวสะพาน เพื่อโยนลูกบอลแพรปักลวดลายงดงามที่พวกนางได้ทำขึ้นมาเอง นำลูกแพรมาโยนเสี่ยงทายหนุ่มที่หมายปอง หากชายหนุ่มคนใดที่ได้รับลูกแพรของนางผู้นั้น หมายความว่านางได้เลือกชายผู้นั้นแล้วเยว่หัวจับมือซุนลี่ก้าวเดินบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันออก เป็นประตูก่อนเข้าเมือง ซุนลี่หยุดมองผู้คนมากมายในค่ำคืนนี้ เพราะว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ โคมไฟมากมายลอยขึ้นบนท้องฟ้า เด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทำให้ซุนลี่หวนนึกถึงวันแรกที่นางได้พบเจอเยว่หัวในเมืองหลวงแคว้นเยว่ ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้นางและเขาได้พบพาน ตลอดเพลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เยว่หัวยังคนรักและเอ็นดูไม่เสื่อมคลาย“เจ้าคิดสิ่งใดอยู่หรือ” เยว่หัวเอ่ยถามนาง ขณะที่นางหยุดเดินมองลงไปเบื้องล่างของกำแพงเมือง“ก่อนท
เจาจวินและเยี่ยหลินนั่งจัดดอกไม้ในหมิงเยว่กงเช่นทุกวัน เช่นเดียวกับเหล่าข้าหลวงที่ช่วยกันจัดดอกไม้ เพื่อไปไหว้พระพุทธองค์ที่วัดหลวงใกล้พระราชวัง บางครั้งซุนลี่ก็ออกไปเอง บางทีก็ให้เหล่านางกำนัลไปแทน วันนี้กลับแปลกไปกว่าทุกวัน ซุนลี่จัดดอกไม้เสร็จสิ้น นางก็นั่งทำมงกุฎดอกไม้ โดยนำเถาวัลย์มามันรวมกันสี่เส้นประดับด้วยดอกกล้วยไม้ทั้งสีแดง สีชมพู สีขาว และสีส้ม ทำให้ดูแปลกตายิ่งนัก เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นว่าซุนลี่ทำมงกุฎดอกไม้มาก่อน“หวางโฮ่ว พระนางทำอะไรหรือพระเจ้าค่ะ” ฟางเหอเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“พวกเจ้าว่าข้าทำมงกุฎดอกไม้ออกมาสวยหรือไม่” ซุนลี่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม“สวยดีเพคะ ว่าแต่จะทำให้ต้าหวางหรือเพคะ” เจาจวินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ซุนลี่มีท่าทีเขินอายทันทีและเผยรอยยิ้มด้วยเช่นกัน“รู้ดี” เยี่ยหลินเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม มองไปทางเจาจวินเหมือนพูดแทนความในใจของซุนลี่ ทำให้ซุนลี่หัวเราะออกมาทันที“หวางโฮ่วอย่าหัวเราะเสียงดังเพคะ ไม่งามเพคะ” เจาจวินเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม“อึบ...ไม่หัวเราะแล้ว พูดถึงสมัยก่อน ครั้งที่ข้าเป็นกงจู่แคว้นเยว่ ข้าได้ทำมงกุฎดอกไม้ให้ฟู่จวินในงานวันเกิดทุกปี พร้อมกับของขวัญ ข้ามาอ
และกงจู่คนสุดท้ายของเยว่หัวและจ่างซุนลี่มีนามว่ามู่หรูอวี้ นางเป็นเด็กสาวร่าเริงชอบอยู่กับตำราท่องเที่ยว และรักสวยรักงามเช่นเดียวกับซุนลี่ อีกทั้งนางยังเป็นสาวแรกรุ่นวัยปักปิ่น เหล่าหวางเย่แคว้นเยว่ บุตรชายเผ่าต่างๆ และบรรดาบุตรขุนนางต่างอยากมาสู่ขอหรูอวี้ไปเป็นฟูเหริน แต่ทว่าบรรดาชายหนุ่มเหล่านั้นไม่ต้องใจหรูอวี้เมื่อสามวันก่อนเยว่หัวจัดการให้หรูอวี้มั่นหมายกับหม่าฉี บุตรของแม่ทัพหม่าเฉิน ซึ่งเขาสอบจอหงวนอันดับหนึ่งเมื่อห้าปีก่อน มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองฉางเจิ้น ซึ่งอยู่ชายแดนระหว่างแคว้นเยว่และแคว้นมู่ และเป็นเมืองหน้าด่าน เขาสามารถปราบโจรปล้นสะดมชาวบ้านได้อย่างราบคาบ เขายังมีความยุติธรรมมีการไต่สวนผู้กระทำความผิดให้กับชาวบ้านอย่างเป็นธรรม และเป็นที่รักของชาวเมือง เยว่หัวพึงพอใจในผลงานของเขา จึงเรียกเขาเข้าเมืองหลวงให้กินตำแหน่งเจ้ากรมอาญา อีกทั้งเขายังไม่เคยมีฟูเหริน เยว่หัวจึงทาบทามหม่าเฉินผู้เป็นเตี่ยของเขาให้มั่นหมายกับหรูอวี้กงจู่ครั้งที่หรูอวี้ได้พบเจอหม่าฉีทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวเป็นครั้งแรก ด้วยเกียรติศักดิ์ของเขาเป็นที่เลื่องลือจนถึงเมืองหลวง และเขายังเป็นชายหนุ่มที่รูปงามยิ
แสงแดดสาดส่องทั่วใต้หล้า เยว่หัวลืมตาขึ้นช้าๆ ปรับสายตาให้มองเห็นแจ่มชัดขึ้น ความเจ็บปวดได้หายไปหัวธนูก็หลุดออกมาที่ข้างตน รอยแผลกลับไม่ปรากฏ มีเพียงรอยเลือดเท่านั้นที่มี เขาจึงทบทวนเรื่องราวเมื่อวันวานเมื่อออกไปลาดตระเวน เขาเห็นต้าหวางแคว้นอัน สู้กันสองคนจนถึงเนินเขา ไม่มีผู้ใดตามมาทัน จิ้นเหอโดนเขาจ้วงแทง และบาดเจ็บสาหัสไม่ใช่น้อย มีทหารกลุ่มหนึ่งพาจิ้นเหอล่าถอย ทหารคนหนึ่งใช้ธนูยิงใส่เขาบาดเจ็บสาหัส เขาเองที่ใช้กระบี่โยนไปปักที่หัวใจของนักแม่นธนู แล้วเขาเองเดินไปเรื่อยๆ จนมาหน้าผาหิน และทรุดลงด้วยความเจ็บปวดหักหัวธนูออก ไม่นานซุนลี่ก็ตามมาเจอแต่บัดนี้เขากลับมานอนในกระโจมกว้าง ไม่รู้ว่ากลับมาได้อย่างไร คิดต่ออีกว่านางคงลากเขากลับมา หรือไม่ทหารก็พบเจอพวกเราทั้งสองคน แต่ทว่าเขากลับไม่เห็นซุนลี่ เขาจึงลุกขึ้นกวาดสายตามองหานาง แต่หาไม่พบ“ลี่เอ๋อร์” หลงหลานมู่มองไปโดยรอบห้องกลับไม่เห็นนาง เขาจึงลุกขึ้นจากตั่งเตียงไปหน้ากระโจม“ต้าหวาง...” จื่อฮั่วเอ่ยบอกด้วยความดีใจ ในตอนนี้เสียงของผู้ใดกลับไม่ได้ยินมีเพียงเสียงฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ดวงหทัยร้อนรุ่มดุจเปลวไฟสุมยิ่งนัก“ลี่เอ๋อร์อยู่ไหน”

















