ログイン“ด้านหน้าพระองค์คือเมืองฉางหยางเมืองหลวงของแคว้นเยว่ มองลงไปในเมืองหลวงมีการตรวจตราแน่นหนา” หลี่เฉียงเอ่ยบอกเยว่หัวที่นั่งอยู่บนหลังม้า ขณะที่ทหารส่วนหนึ่งที่ติดตามมาอยู่บนริมผา มองลงไปเบื้องล่างคือเมืองฉางหยาง
“ข้าต้องการเข้าไปในเมืองรู้ใช่ไหมว่าต้องทำเช่นไร” เยว่หัวเอ่ยบอกเช่นนี้ “พระเจ้าค่ะ หวางเย่” หลี่เฉียงน้อมรับค่ำสั่ง แล้วขี่ม้าออกไปทันที เยว่หัวพร้อมด้วยทหารส่วนหนึ่งสวมใส่ชุดของชาวเมืองแคว้นเยว่ เยว่หัวใส่ชุดคุณชายสีขาวสะอาดตา แล้วทำป้ายหยกตระกูลเฉียงอัน ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ของแคว้นเยว่ และเฉียงอันอิ๋งป่ายเป็นต้าซื่อคงมีผู้คนนับหน้าถือตา ทำให้เยว่หัวและทหารเข้ามาในเมืองหลวงปะปนกับเหล่าผู้คนในเมืองอย่างง่ายดาย “พ่อหนุ่มมาทำอะไรแถวนี้ เจ้าคงมาต่างเมืองสินะ” ชายชราผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้นมา แล้วมายืนต่อหน้าเยว่หัว โดยมีเว่ยหรง หลี่เฉียง และองครักษ์ชุดดำสี่คน และอีกหลายคนที่ปะปนเป็นชาวบ้าน พวกเขาทั้งหมดสวมใส่ชุดของชาวบ้านที่หาซื้อนอกเมืองมาได้ และพวกเขาอยู่เคียงข้างเยว่หัวเพื่อสังเกตการณ์โดยรอบ “ใช่ ข้ามาหาญาติที่ไม่ได้เจอกันมานาน เห็นว่าด่านตรวจก่อนเข้าประตูเมืองไม่ค่อยมีทหารประจำการมานัก เห็นว่ามีเพียงยี่สิบกว่าคน” เยว่หัวเอ่ยชายชราผู้นี้ “พ่อหนุ่มมันไม่ใช่ช่วงสงครามกับแคว้นมู่ พูดถึงช่วงนั้นของกินหายากพลเมืองไม่สามารถออกไปไหนได้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างแพงขึ้นไปหมด” ชายชราผู้นี้เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงหนักใจแล้วเอ่ยบอกต่ออีกว่า “คืนนี้มีเทศกาลซีซีวันแรก จะมีสาวงามมากมายมาโยนลูกแพรที่สะพานซ่างหยางอีกด้วย ข้าคิดว่าเจ้าคงอยากดูสาวงามเป็นแน่แท้” ชายชราเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณท่านมากผู้เฒ่าข้าคงต้องขอตัวไปยังบ้านของญาติก่อน ก่อนที่จะพลบค่ำ” เยว่หัวเอ่ยบอกเช่นนี้ “โชติดีนะ พ่อหนุ่ม” ชายชราเอ่ยเอ่ยบอกแล้วเดินจากไป เยว่หัวเดินสำรวจรอบเมือง ทอดสายตามองดูผู้คนช่างดูมีความสุขยามไม่มีสงคราม เยว่หัวมีความคิดว่าต้องจบศึกสงครามความให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ผู้คนต้องเดือดร้อน “นายท่านใกล้ค่ำแล้ว เราจะออกไปประตูเมืองคงไม่ทันแล้ว คืนนี้เรานอนที่โรงเตี๊ยมดีหรือไม่” หลี่เฉียงเอ่ยบอกกับเยว่หัวเช่นนี้ “โรงเตี๊ยมไป่ถัง เป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ อยู่ตรงมุมตึก ข้าคิดว่าควรไปนอนกันที่นั่นดีหรือไม่ขอรับ นายน้อย” เว่ยหรงเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “เจ้าไปจัดการเถิด” เยว่หัวเอ่ยบอกเช่นนี้ “ขอรับ” รองเท้าลายดอกเหม่ยสีแดงทำมาจากหนังกวางและกระเป๋าใบผ้าน้อยถูกโยนข้ามออกมาจากกำแพงข้างวัง หญิงสาวผู้หนึ่งแต่งกายสีแดงสดใสบนไหลทั้งสองข้างมีขนของจิ้งจอกขาวฟูฟ่องและผ้าคลุมยาวสีแดงไปจรดพื้น จ่างซุนลี่ปีนต้นไม้ข้างกำแพงวังทางทิศตะวันตกข้างๆ ประตูขนศพออกจากวัง เพราะไม่มีผู้คนออกมากนัก ถ้าออกจากวังทางประตูนี้ก็จะขนศพออกมาด้วย นางจึงเลือกปีนต้นไม้และกระโดดลงมาราวกับใช้วิชาตัวเบาจนสำเร็จ ทันใดนั้นนางฉุกคิดได้ว่าลืมสิ่งใด “ข้าลืมหน้ากากได้อย่างไรกัน ช่างเถอะไม่มีใครในวังจำข้าได้อยู่แล้วนอกจากนางกำนัลของข้า เจาจวินข้าต้องขอโทษด้วยนะ เจ้ารับหน้าไปก่อนแล้วกัน” เยว่หัวให้เว่ยหรงเจรจากับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมในราคาสูง เพื่อเหมาโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เมื่อเจรจาสำเร็จเยว่หัว และทหารก็เข้ามาในโรงเตี๊ยมไป๋ถังแห่งนี้ เมื่อเข้ามาก็เพลาพลบค่ำแล้ว เยว่หัวได้ยินเสียงผู้คนกำลังครึกครื้นภายนอกโรงเตี๊ยม เขาจึงเปิดหน้าต่างชั้นสองที่เขานั่งอยู่กับเว่ยหรง และหลี่เฉียง เยว่หัวทอดสายตาโคมไฟส่องทั่วทั้งเมืองหลวงของแคว้นเยว่ ผู้คนมากมายอยู่ตรงสะพานตรงข้ามโรงเตี๊ยม หญิงสาวหลายคนต่างโยนลูกแพรต่างโยนในเทศกาลซีซี เยว่หัวกับสะดุดตากับหญิงสาวชุดแดงที่เดินอยู่ท่ามกลางผู้คน เพราะนางใช้ชุดของบุตรีของขุนนาง แต่ทว่าเดินเพียงลำพัง ทันใดนั้นนางหันมองโคมไฟที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ทำให้เขาเห็นใบหน้าของนางท่ามกลางผู้คนได้เด่นชัด นางผู้นี้มีใบหน้ากลมราวกับดวงจันทร์ที่ส่องแสงเป็นประกายบนฟากฟ้า หน้าผากโหนกนูนตามตำรา คิ้วโก่งดุจคันศร ดวงตากลมโตดำสุกสกาวราวกับดวงดาวที่ทอแสงแข่งกับแสงจันทรา จมูกของนางสวยได้รูป และริมฝีปากบางเป็นกระจับสวยแต่งแต้มด้วยสีกลีบบัว “พบพานครั้งหนึ่ง เหมือนได้พบเจอนับหมื่นปี” เยว่หัวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนโยนในเพลาเดียวกัน ทำให้เว่ยหรงและหลี่เฉียงสงสัยว่าทำไมเยว่หัวถึงท่องกลอนออกมา อีกทั้งน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้พวกเขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน “นายน้อยมีสิ่งใดหรือขอรับ” หลี่เฉียงเอ่ยถามเยว่หัวด้วยความสงสัย เพราะเขาไม่เอ่ยกลอนรักเช่นนี้มาก่อน “หรือว่านายน้อยเจอกูเหนียงที่ถูกใจ” เว่ยหรงเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม เยว่หัวมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เว่ยหรงไม่กล้าซบตาเขาด้วยความกลัวโดนทำโทษ “ข้ามองดูลาดเลาว่าควรบุกเข้าประตูไหนดี ที่ทำให้ชาวเมืองล้มตายน้อยที่สุด” เยว่หัวเอ่ยบอกแล้วดื่มสุราดอกท้อที่รินเอาไว้ จนเย็นชืด “ทำไมนายน้อยดูใจดีผิดแปลกไปมาก ทุกครั้งนายน้อยจะบุกทะลวง ตัดหัวเจ้าเมืองอย่างเดียว” เว่ยหรงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อาหรง เจ้าเห็นข้าเป็นคนเช่นไร” เยว่หัวเอ่ยถามเว่ยหรง “นายน้อยจะให้ข้าพูดจริงๆ เหรอ” เว่ยหรงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ “พูดมา” เยว่หัวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สังหารศัตรูไม่สนพิธีการ โหดร้าย ป่าเถื่อน เผาได้เผา ฆ่าได้ฆ่า ทรมาน...” เว่ยหรงยังพูดไม่จบหลี่เฉียงพูดขึ้นมาทันควัน “อาหรง เงียบปากของเจ้าเดียวนี้ ก่อนที่นายน้อยจะจับเจ้าเผาทั้งเป็น” หลี่เฉียงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดุ “นายน้อยบอกให้พูดความจริง ข้าก็พูดความจริง” เว่ยหรงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่เยว่หัวกลับได้สนใจพวกเขาทั้งสองคนที่ถกเถียงกันเรื่องที่เขาเป็นคนเช่นไร เขากลับสนใจหญิงสาวชุดสีแดงชาดด้านล่างที่ก้าวเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยมแห่งนี้โคมไฟหลายร้อยหลายพันดวงล่องลอยเต็มท้องนภาในเมืองหลวงและเมืองใกล้เคียง ในเทศกาลซ่างหยวน ภายในเมืองหลวงผู้คนมากมายเดินเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนาน เด็กน้อยชายหญิงถือโคมไฟกระดาษ ผู้คนพากันทายปริศนาที่อยู่บนโคมไฟ เรียกว่า ไชเติงหมี อีกทั้งยังมีการเล่นงิ้วในหอโรงน้ำชา หอคณิกาช่างครึกครื้นยิ่งนัก เหล่าหญิงสาวแรงรุ่นที่ยังไม่ได้แต่งงาน จับจองที่หัวสะพาน เพื่อโยนลูกบอลแพรปักลวดลายงดงามที่พวกนางได้ทำขึ้นมาเอง นำลูกแพรมาโยนเสี่ยงทายหนุ่มที่หมายปอง หากชายหนุ่มคนใดที่ได้รับลูกแพรของนางผู้นั้น หมายความว่านางได้เลือกชายผู้นั้นแล้วเยว่หัวจับมือซุนลี่ก้าวเดินบนกำแพงเมืองทางทิศตะวันออก เป็นประตูก่อนเข้าเมือง ซุนลี่หยุดมองผู้คนมากมายในค่ำคืนนี้ เพราะว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ โคมไฟมากมายลอยขึ้นบนท้องฟ้า เด็กๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทำให้ซุนลี่หวนนึกถึงวันแรกที่นางได้พบเจอเยว่หัวในเมืองหลวงแคว้นเยว่ ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้นางและเขาได้พบพาน ตลอดเพลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เยว่หัวยังคนรักและเอ็นดูไม่เสื่อมคลาย“เจ้าคิดสิ่งใดอยู่หรือ” เยว่หัวเอ่ยถามนาง ขณะที่นางหยุดเดินมองลงไปเบื้องล่างของกำแพงเมือง“ก่อนท
เจาจวินและเยี่ยหลินนั่งจัดดอกไม้ในหมิงเยว่กงเช่นทุกวัน เช่นเดียวกับเหล่าข้าหลวงที่ช่วยกันจัดดอกไม้ เพื่อไปไหว้พระพุทธองค์ที่วัดหลวงใกล้พระราชวัง บางครั้งซุนลี่ก็ออกไปเอง บางทีก็ให้เหล่านางกำนัลไปแทน วันนี้กลับแปลกไปกว่าทุกวัน ซุนลี่จัดดอกไม้เสร็จสิ้น นางก็นั่งทำมงกุฎดอกไม้ โดยนำเถาวัลย์มามันรวมกันสี่เส้นประดับด้วยดอกกล้วยไม้ทั้งสีแดง สีชมพู สีขาว และสีส้ม ทำให้ดูแปลกตายิ่งนัก เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นว่าซุนลี่ทำมงกุฎดอกไม้มาก่อน“หวางโฮ่ว พระนางทำอะไรหรือพระเจ้าค่ะ” ฟางเหอเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“พวกเจ้าว่าข้าทำมงกุฎดอกไม้ออกมาสวยหรือไม่” ซุนลี่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม“สวยดีเพคะ ว่าแต่จะทำให้ต้าหวางหรือเพคะ” เจาจวินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ซุนลี่มีท่าทีเขินอายทันทีและเผยรอยยิ้มด้วยเช่นกัน“รู้ดี” เยี่ยหลินเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม มองไปทางเจาจวินเหมือนพูดแทนความในใจของซุนลี่ ทำให้ซุนลี่หัวเราะออกมาทันที“หวางโฮ่วอย่าหัวเราะเสียงดังเพคะ ไม่งามเพคะ” เจาจวินเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม“อึบ...ไม่หัวเราะแล้ว พูดถึงสมัยก่อน ครั้งที่ข้าเป็นกงจู่แคว้นเยว่ ข้าได้ทำมงกุฎดอกไม้ให้ฟู่จวินในงานวันเกิดทุกปี พร้อมกับของขวัญ ข้ามาอ
และกงจู่คนสุดท้ายของเยว่หัวและจ่างซุนลี่มีนามว่ามู่หรูอวี้ นางเป็นเด็กสาวร่าเริงชอบอยู่กับตำราท่องเที่ยว และรักสวยรักงามเช่นเดียวกับซุนลี่ อีกทั้งนางยังเป็นสาวแรกรุ่นวัยปักปิ่น เหล่าหวางเย่แคว้นเยว่ บุตรชายเผ่าต่างๆ และบรรดาบุตรขุนนางต่างอยากมาสู่ขอหรูอวี้ไปเป็นฟูเหริน แต่ทว่าบรรดาชายหนุ่มเหล่านั้นไม่ต้องใจหรูอวี้เมื่อสามวันก่อนเยว่หัวจัดการให้หรูอวี้มั่นหมายกับหม่าฉี บุตรของแม่ทัพหม่าเฉิน ซึ่งเขาสอบจอหงวนอันดับหนึ่งเมื่อห้าปีก่อน มีตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองฉางเจิ้น ซึ่งอยู่ชายแดนระหว่างแคว้นเยว่และแคว้นมู่ และเป็นเมืองหน้าด่าน เขาสามารถปราบโจรปล้นสะดมชาวบ้านได้อย่างราบคาบ เขายังมีความยุติธรรมมีการไต่สวนผู้กระทำความผิดให้กับชาวบ้านอย่างเป็นธรรม และเป็นที่รักของชาวเมือง เยว่หัวพึงพอใจในผลงานของเขา จึงเรียกเขาเข้าเมืองหลวงให้กินตำแหน่งเจ้ากรมอาญา อีกทั้งเขายังไม่เคยมีฟูเหริน เยว่หัวจึงทาบทามหม่าเฉินผู้เป็นเตี่ยของเขาให้มั่นหมายกับหรูอวี้กงจู่ครั้งที่หรูอวี้ได้พบเจอหม่าฉีทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวเป็นครั้งแรก ด้วยเกียรติศักดิ์ของเขาเป็นที่เลื่องลือจนถึงเมืองหลวง และเขายังเป็นชายหนุ่มที่รูปงามยิ
แสงแดดสาดส่องทั่วใต้หล้า เยว่หัวลืมตาขึ้นช้าๆ ปรับสายตาให้มองเห็นแจ่มชัดขึ้น ความเจ็บปวดได้หายไปหัวธนูก็หลุดออกมาที่ข้างตน รอยแผลกลับไม่ปรากฏ มีเพียงรอยเลือดเท่านั้นที่มี เขาจึงทบทวนเรื่องราวเมื่อวันวานเมื่อออกไปลาดตระเวน เขาเห็นต้าหวางแคว้นอัน สู้กันสองคนจนถึงเนินเขา ไม่มีผู้ใดตามมาทัน จิ้นเหอโดนเขาจ้วงแทง และบาดเจ็บสาหัสไม่ใช่น้อย มีทหารกลุ่มหนึ่งพาจิ้นเหอล่าถอย ทหารคนหนึ่งใช้ธนูยิงใส่เขาบาดเจ็บสาหัส เขาเองที่ใช้กระบี่โยนไปปักที่หัวใจของนักแม่นธนู แล้วเขาเองเดินไปเรื่อยๆ จนมาหน้าผาหิน และทรุดลงด้วยความเจ็บปวดหักหัวธนูออก ไม่นานซุนลี่ก็ตามมาเจอแต่บัดนี้เขากลับมานอนในกระโจมกว้าง ไม่รู้ว่ากลับมาได้อย่างไร คิดต่ออีกว่านางคงลากเขากลับมา หรือไม่ทหารก็พบเจอพวกเราทั้งสองคน แต่ทว่าเขากลับไม่เห็นซุนลี่ เขาจึงลุกขึ้นกวาดสายตามองหานาง แต่หาไม่พบ“ลี่เอ๋อร์” หลงหลานมู่มองไปโดยรอบห้องกลับไม่เห็นนาง เขาจึงลุกขึ้นจากตั่งเตียงไปหน้ากระโจม“ต้าหวาง...” จื่อฮั่วเอ่ยบอกด้วยความดีใจ ในตอนนี้เสียงของผู้ใดกลับไม่ได้ยินมีเพียงเสียงฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ดวงหทัยร้อนรุ่มดุจเปลวไฟสุมยิ่งนัก“ลี่เอ๋อร์อยู่ไหน”
“เจ้าว่าอย่างไร เม่ยเมยข้าตายแล้วหรือ ใครสังหารนาง”จิ้นเหอต้าหวางแห่งแคว้นอัน ลุกขึ้นจากที่ประทับด้วยความตกใจและโกรธกริ้ว หลังได้ยินข่าวว่าเหมิงอวี้หรือจิ้นเหยาหยางตายไปทำให้เขานั่งบัลลังก์แทบไม่ติด อีกทั้งจิ้นเหอได้เป็นต้าหวางแค่สองเดือน หลังจากต้าหวางพระองค์ก่อนสวรรคตโดยไม่ทราบสาเหตุ“มู่เยว่หัวต้าหวางเป็นคนประหารกงจู่” ไป๋เซี่ยเอ่ยบอกด้วยเช่นนี้“มู่เยว่หัว...เยว่หัว...ข้าจะเอาเลือดของเจ้ามาสังเวยเม่ยเมยของข้าให้จนได้”เดินทางเรือของกองทัพมู่เนิ่นนานถึงเจ็ดวันต่อด้วยการเดินเท้าไปยังเมืองหลวงของแคว้นอัน จ่างซุนลี่ขี่ม้าคู่กับเยว่หัว เพราะนางไม่ยอมขึ้นรถม้า ตลอดหลายวันมาที่ผ่านป่าเขาและทะเลทรายทุรกันดารเพื่อเป้าหมายเดียวคือ ยึดแคว้นอันให้เป็นส่วนหนึ่งกับแคว้นมู่ โดยจุดประสงค์หลัก เพื่อบุกเบิกถางที่ให้กับราษฎรแคว้นมู่ได้มีที่ทำกินในอนาคต และรวมสามแคว้นเป็นหนึ่งเดียวเยว่หัวมองหญิงสาวที่เหม่อมองพระจันทร์เพียงลำพัง โดยมีฟางเหอ เยี่ยหลิน และเจาจวินยืนอยู่ห่างนางเพียงนิดเดียวหลังจากเขาคุยเรื่องการศึกกับเหล่าแม่ทัพและนายกอง ไปหานางที่กระโจมหลวงกลับไม่พบทำให้ว้าวุ่นใจให้ทหารออกตามหา จนมาเ
“จ่างซุนหวางโฮ่วรับราชโองการ”เสียงของจื่อฮั่วเอ่ยบอกซุนลี่ ขณะที่เขาถือราชโองการ ทอดสายตามองซุนลี่ที่นั่งลงคุกเข่าพร้อมกับเหล่าข้าหลวงในหมิงเยว่กง“ข้ามู่เยว่หัว ขอคืนตำแหน่งและฐานันดรศักดิ์ให้กับจ่างซุนลี่หวางโฮ่วกลับมาเป็นประมุขฝ่ายใน มอบมุกราตรีหนึ่งชิ้น มอบผ้าแพรแปดหีบ เครื่องประดับแปดหีบ จบราชโองการ” จื่อฮั่วเอ่ยบอกจบ มอบพระราชโองการส่งให้ซุนลี่ ซุนลี่รับพระราชโองการ ซุนลี่ส่งพระราชโองการให้เจาจวิน เจาจวินรับไว้ ซุนลี่รับตราประทับหงส์ ตราประทับของหวางโฮ่ว ซุนลี่ส่งให้เยี่ยหลินรับไว้“กระหม่อมยินดีด้วยพระเจ้าค่ะ” จื่อฮั่วเอ่ยบอกและถวายบังคมด้วยรอยยิ้ม“อาซือเซี่ยฟูเหริน ซินเหมยเหริน หลิวซีจือ ว่านเหลียงเหริน และเซียวฉางสื่อรับราชโองการ”จื่อฮั่วเอ่ยบอกเช่นนี้ เหล่าผิงเฟยและเหล่านางกำนัลต่างนั่งลงคุกเข่ามือเรียวขวาทับซ้าย“ข้ามู่เยว่หัว ต้าหวางแห่งแคว้นมู่ ข้าขอปลดปล่อยนางสนมทั้งห้าตำหนัก อันได้แก่ อาซือเซี่ยฟูเหริน ซินเหมยเหริน หลิวซีจือ ว่านเหลียงเหริน เซียวฉางสื่อ และผิงเฟยทั้งสามพัน กลับไปอยู่บ้านเกิดให้ชีวิตของตนเองในบั้นปลายชีวิต ข้าขอมอบสิ่งของให้พวกเจ้านั้นก็คือ เงินร้อยชั
มู่เยว่หัว ซื่อหวางเย่ ทอดสายตามองโคมไฟที่ลอยสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืนนี้ บนกำแพงเมืองตรงประตูฉางเฉิน เป็นประตูหน้าเมือง เป็นภาพที่งดงามยิ่งนักในเทศกาลซ่างหยวน เขายืนกับเหล่าองครักษ์เสื้อแพร พวกเขาเหล่านั้นยืนอารักขาเมื่อเขาไปก็ตาม องครักษ์เสื้อแพรติดตามไปด้วย“อาหรง ทางด้านชายแดนแคว้นเยว่ แม่ทัพหม่าถอ
ซุนลี่ลืมตาขึ้นมากลางดึกจากความฝันที่วนเวียนซ้ำอยู่เรื่องเดิมมานานหลายปี นางจะข่มตานอนก็นอนไม่หลับ นางจึงก้าวลงจากตั่งเตียงมายังหน้าต่าง เปิดหน้าต่างออกมองดวงจันทร์ที่ทอแสงอยู่บนฟากฟ้าในยามราตรี“กงจู่เพคะ บรรทมไม่หลับหรือเพคะ หม่อมฉันจะนำชาดอกท้อมาถวายเพคะ” นางกำนัลนามว่าเจาจวินถามเอ่ยซุนลี่ และนำ
กาลเพลาผันเปลี่ยนไปถึงสิบห้าปี ในช่วงฤดูคิมหันต์ของปีนี้พืชผลออกดีนักแล เพราะแคว้นเยว่ไม่หนาวทั้งปีเช่นแคว้นมู่ที่อยู่เหนือแคว้นเยว่ขึ้นไปอีกหลายพันลี้ อีกทั้งแคว้นเยว่ติดทะเลทำให้ข้าขายสะดวกยิ่งนัก จึงมีแคว้นต่างๆ เข้ามารุกรานอยู่เป็นเนืองๆ โดยมีแคว้นที่เป็นศัตรูตัวสำคัญ คือแคว้นมู่ ที่ได้เมืองท่า
รัชสมัยของมู่อวี้เฉินต้าหวาง บ้านเมืองระส่ำระสายผู้คนล้มตายจากศึกสงครามเป็นจำนวนมาก เพราะทางด้านเหนือของแคว้นมู่ คือแคว้นอัน และทางด้านใต้มีแคว้นเยว่ สองแคว้นนี้เป็นหอกข้างแคร่ทิ่มแทงใจเรื่อยมา ตั้งแต่มู่หมิงตี้ปฐมต้าหวางก็มีสงครามทั้งสามแคว้นอยู่เนืองๆ (ต้าหวาง แปลว่า ฮ่องเต้ / จักรพรรดิ / กษัตริย







