Share

บทที่ 3

Author: ดวงดาว
“หากท่านสามารถหว่านล้อมให้กู้อวี่หลานหย่าขาดจากข้าได้ ข้าคงจะซาบซึ้งใจจนหาที่สุดมิได้เลยทีเดียว”

ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่า คำพูดประโยคนี้จะราวกับทิ่มแทงเข้าตรงจุดเจ็บปวดของอวิ๋นเหยา จนทำให้ดวงหน้าของนางบิดเบี้ยวผิดรูปไปเล็กน้อย

“ไม่รู้ว่านังโง่เช่นเจ้าแอบวางยาเสน่ห์อันใดให้พี่อวี่หลานกันแน่”

“ไม่ว่าเมื่อวานข้าจะเพียรหว่านล้อมอย่างไร เขาก็ไม่ยินยอมหย่าขาดจากเจ้าเสียที”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ข้าก็พลันชะงักงันไปเล็กน้อย เหตุใดกู้อวี่หลานจึงไม่ยินยอมหย่าขาดจากข้ากันเล่า?

ยังไม่ทันที่ข้าจะได้คิดจนกระจ่างแจ้ง รอยยิ้มของอวิ๋นเหยาก็กลับกลายเป็นการเย้ยหยันอวดดีอีกครา

“แต่เจ้าอย่าได้ทะนงตนไปว่าตำแหน่งของตัวเองจะมั่นคงปลอดภัย ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ขืนยังไม่ยอมไสหัวไปให้พ้นจากพี่อวี่หลานอีกล่ะก็ ข้าขอรับรองว่าจะทำให้เจ้าต้องอยู่มิสู้ตาย”

พริบตาถัดมา สีหน้าของอวิ๋นเหยากลับแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกตกใจสุดขีด ร่างทั้งร่างล้มคว่ำลงไปทางผืนสระ

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ข้าก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่านางคิดจะทำสิ่งใด

อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด คล้อยหลังเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนกยามร่วงลงสู่ผืนน้ำของอวิ๋นเหยา เสียงตวาดลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวสายหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาทันที

“อวิ๋นซี เจ้าทำอันใดลงไป!”

ฮ่องเต้อวิ๋นถิงและกู้อวี่หลาน กำลังนำพากลุ่มข้าราชบริพารก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ยังคงเหมือนในอดีตไม่มีผิด ไม่ว่ากลอุบายป้ายสีความผิดให้ข้าของอวิ๋นเหยาจะต่ำทรามและไร้ชั้นเชิงเพียงใด

คนพวกนี้ก็ยังคงมองข้าในแง่ร้ายที่สุดเสมอมา

ต่อให้เป็นการใช้อุบายเดิมซ้ำเล่า พวกเขาก็ไม่มีทางพิจารณาเลยแม้แต่น้อยว่า เรื่องนี้มีสิ่งใดเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้างหรือไม่

มีแต่จะ

“ออกไปอยู่นอกวังตั้งเจ็ดปี ก็ยังคงหยาบช้า ป่าเถื่อน และจิตใจเหี้ยมโหดเหมือนเดิมไม่มีผิด”

“เรามีธิดาอย่างเจ้า นับเป็นบทลงทัณฑ์จากสวรรค์ที่มอบให้แก่เราโดยแท้!”

อวิ๋นถิงโกรธจัดจนทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่หยุด ในเวลานี้อวิ๋นเหยาถูกกู้อวี่หลานช่วยขึ้นมาแล้ว ซบอยู่ตรงทรวงอกของกู้อวี่หลาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกขวัญผวา และเนื้อตัวสั่นเทา

ส่วนข้าก็ไม่อยากจะอธิบายสิ่งใดอีก อย่างไรเสียมันก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี

ครู่ต่อมา อวิ๋นถิงก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป

“กู้อวี่หลาน ได้ยินมาว่ากฎบ้านตระกูลกู้ของเจ้านั้นเข้มงวดยิ่งนัก เรื่องนี้ก็นับเป็นเรื่องภายในครอบครัวของเจ้า เราจะไม่ยุ่งเกี่ยว”

“ทว่าหากเจ้ามิอาจให้คำอธิบายที่น่าพึงพอใจแก่เหยาเอ๋อร์ได้ เราจะเอาผิดกับเจ้าแน่”

ยามมองแผ่นหลังของอวิ๋นถิงที่เดินจากไป ข้ากลับรู้สึกว่ามันช่างน่าขำสิ้นดี ขึ้นชื่อว่าสายเลือดแห่งราชวงศ์ สิ่งที่แห้งแล้งและเย็นชาที่สุดก็คือน้ำใจคน

“พี่อวี่หลาน ข้าหนาว”

ความสงสารจับใจบนใบหน้าของกู้อวี่หลานแทบจะเอ่อล้นออกมาอยู่รอมร่อ

วินาทีต่อมาเขาพลันเงยหน้าขึ้นมาจ้องมาที่ข้า

“ถอดเสื้อคลุมขนสัตว์ของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”

น้ำเสียงเชิงออกคำสั่งนั้น ทิ่มแทงแก้วหูคนจนเจ็บแปลบ

ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ขยับตัว กู้อวี่หลานก็ลุกพรวด ก่อนจะสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของข้าอย่างแรง

“ข้าสั่งให้เจ้าถอดเสื้อคลุมออก ฟังไม่เข้าใจหรืออย่างไร?”

ข้าถูกตบจนสมองมึนชา ร่างกายที่เดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้วทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ในส่วนลึกของดวงตากู้อวี่หลานฉายแววปวดใจวูบหนึ่ง ทว่ามันกลับเลือนหายไปในชั่วพริบตา

เมื่อเห็นว่าข้ายังคงนิ่งเฉยไม่ขยับ ข้าเขาก็ลงมือกระชากเสื้อคลุมด้วยตัวเองทันที

ไล่ตั้งแต่เสื้อคลุมขนสัตว์ไปจนถึงเสื้อตัวนอก แม้ข้าปรารถนาจะขัดขืน ทว่ามีหรือที่กำลังจะไปสู้เขาได้

จนกระทั่งบนเรือนร่างของข้าหลงเหลือเพียงชุดตัวในสีขาวบางเบา เขาจึงยอมหยุดมือ

ทว่าในมุมมืดทางด้านหลังที่เขาไม่มีวันมองเห็น อวิ๋นเหยากลับจ้องมองข้าด้วยสีหน้าเยาะหยันเต็มประดา พลางขยับปากพูดโดยไร้เสียงว่า

“คิดจะมาแข่งกับข้างั้นหรือ”

กู้อวี่หลานลอกคราบข้าจนแทบเปลือยเปล่า นำเสื้อผ้าทั้งหมดไปห่อหุ้มร่างกายให้อวิ๋นเหยา จากนั้นก็อุ้มนางตรงไปยังตำหนักบรรทม ทั้งยังออกคำสั่งให้นางกำนัลเข้ามาหิ้วปีกข้าลากตามหลังเขาไป

ท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บ ข้าผู้สวมใส่เพียงเสื้อตัวในบางเฉียบ กลับถูกลากถูลู่ถูกังไปตามทางเดินของวังหลวงที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาเช่นนั้น จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูตำหนักบรรทมของอวิ๋นเหยา

“ปล่อยให้นางคุกเข่าอยู่ตรงนี้ หากเหยาเอ๋อร์ต้องลมหนาวจนล้มป่วยลงไป นางก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย”

เมื่อคนทั้งสองเดินลับเข้าประตูไป เหล่าขันทีและมามาที่เดินผ่านไปมาจึงเริ่มกล้าเปิดปากซุบซิบนินทาขึ้นมาในที่สุด

“นี่เป็นสาวใช้บ้านใดกัน?”

“ชู่ว นั่นใช่สาวใช้ที่ไหนกัน นั่นคือองค์หญิงอวิ๋นซี พระชายาของอ๋องเจิ้นเป่ยต่างหากเล่า”

“หา? องค์หญิงผู้สูงศักดิ์กลับถูกเปลื้องผ้าจนล่อนจ้อนมาคุกเข่าประจานอยู่ตรงนี้ ไม่รู้สึกอับอายขายขี้หน้าบ้างหรืออย่างไร เป็นข้านะคงจะยอมวิ่งเอาหัวชนกำแพงตายๆ ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด”

...

เสียงซุบซิบนินทารอบกายเริ่มแว่วดังห่างไกลออกไปจนฟังได้ไม่ชัดเจน ร่างกายที่เดิมทีอ่อนแรงอยู่แล้ว ซ้ำยังต้องมาทนตากลมหนาวเป็นเวลานาน ข้าเริ่มสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ในร่างกาย ศีรษะหนักอึ้งพร่าเลือนและวิงเวียนไปหมด

ข้าทนคุกเข่าอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาเต็มหนึ่งชั่วยาม ประตูตำหนักบรรทมจึงค่อยถูกผลักเปิดออกในที่สุด

กู้อวี่หลานก้าวออกมาด้วยสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง ก่อนจะนำตัวข้าเข้าไปข้างใน

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 10

    และข้าก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินตราตั้ง เนื่องจากผลงานของเสิ่นเยี่ยนเช่นกันชีวิตราบรื่นไร้เรื่องทุกข์ร้อน วันเวลาผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัวผ่านไปอีกห้าปี เนี่ยนอันบุตรชายของพวกเราเติบโตเป็นเด็กชายที่ร่าเริงน่ารักคนหนึ่งแล้วเสิ่นเยี่ยนยังคงเป็นอัครเสนาบดีผู้มีใจห่วงใยใต้หล้า ส่วนข้าก็ยังคงเป็นภรรยาที่เฝ้าอยู่เคียงข้างเขาวันนี้ข้าพาเนี่ยนอันไปซื้อขนมที่ถนนเมื่อเดินไปถึงมุมถนน ขอทานที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ารุงรังหน้าตาเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งได้ขวางพวกเราไว้บนตัวเขาส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ ผมยุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่งยื่นมือที่ผอมแห้งออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า“ฮูหยิน ทำทานหน่อยเถิด ขออาหารให้กินสักหน่อย”เนี่ยนอันตกใจจนหลบไปอยู่ข้างหลังข้าข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ให้สาวใช้หยิบเงินเศษจำนวนหนึ่งยื่นให้เขาทว่าเขามิได้มารับ แต่กลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้านั้นเป็นกู้อวี่หลานไม่ได้เจอกันห้าปี เขาเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้แล้วความสง่าผ่าเผยในอดีตอันตรธานไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงความทุกข์ยากและร่องรอยแห่งความเสียใจเต็มใบหน้าดวง

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 9

    “ส่วนเจ้า” เขาจ้องมองอวิ๋นเหยา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความขยะแขยง “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเจ้ากับข้าถือว่าตัดขาดสิ้นเยื่อใย!”พูดไม่ทันขาดคำ เขาพลันเงื้อมือขึ้น ฟาดฝ่ามือฉาดใหญ่ลงบนใบหน้าของอวิ๋นเหยาอย่างรุนแรงเสียง “เพียะ” ดังสนั่นชัดเจน อวิ๋นเหยาถูกตบจนใบหน้าหันไปอีกทาง โลหิตสดๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปากนางจ้องมองกู้อวี่หลานอย่างยากที่จะยอมรับได้“ท่านถึงกับกล้าลงมือตบตีข้าเชียวรึ?”กู้อวี่หลานมิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด เพียงแค่ใช้สายตาอันเย็นเยียบเฝ้ามองนางอวิ๋นเหยาทั้งโกรธเคืองระคนเคียดแค้น พลางหมุนตัววิ่งตรงไปยังวังหลวงทันทีเรื่องราวนี้แพร่สะพัดไปเข้าถึงพระกรรณของฮ่องเต้อวิ๋นถิงอย่างรวดเร็วยิ่งเดิมทีอวิ๋นถิงก็ระแวดระวังเพราะกู้อวี่หลานมีผลงานความดีความชอบสูงส่งจนข่มบารมีโอรสสวรรค์อยู่แล้ว ยามนี้กู้อวี่หลานถึงกับบังอาจลงไม้ลงมือทุบตีองค์หญิง และดูหมิ่นเกียรติยศของราชวงศ์ เรื่องนี้ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหลืออดเหลือทนพระองค์ทรงออกราชโองการ ณ เวลานั้นทันที ให้จับกู้อวี่หลานโยนเข้าคุกหลวง เพื่อรอการลงทัณฑ์ข่าวคราวเรื่องกู้อวี่หลานถูกจองจำในคุกหลวงส่งไปถึงด่านชายแดน พลันก่อ

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 8

    “เสิ่นเยี่ยน ไม่ว่าท่านจะตกอยู่ในสภาพใด ข้าล้วนไม่ใส่ใจเลย เวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ”เสิ่นเยี่ยนมองดูข้า แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยน“ได้”วันนั้นแสงแดดกำลังดี สายลมโชยแผ่วไม่แห้งแล้งอึดอัดระคายเคือง พวกเราเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายในเรือนหลังเล็กๆ แห่งนี้ปราศจากการแก่งแย่งชิงดีของราชสำนัก ปราศจากการหักเหลี่ยมเฉือนคมในจวนอ๋อง ปราศจากประกายดาบเงากระบี่ ณ ด่านชายแดนมีเพียงความสงบเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน และความอบอุ่นใจที่ได้ประคับประคองร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเสิ่นเยี่ยนเปิดสำนักศึกษาแห่งหนึ่งในเมือง คอยสอนเด็กๆ อ่านตำราและคัดอักษรส่วนข้าก็จัดการงานบ้านงานเรือน บางครั้งบางคราวก็ช่วยเขาคัดลอกตำรายามว่างเว้นจากงาน พวกเราจะพากันไปเดินเล่นริมแม่น้ำด้วยกัน ดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินด้วยกัน เสวนาเรื่องบทกวีคำกลอนด้วยกัน และวาดฝันถึงอนาคตเบื้องหน้าร่วมกันวันเวลาแม้จะยากจนข้นแค้น ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขหนึ่งปีให้หลัง พวกเรามีบุตรชายที่น่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าเนี่ยนอัน มีความหมายสื่อถึงความคิดถึงคำนึงหาและความสงบสุขปลอดภัยแต่ทางฝั่งเมืองหลวงกลับเป็น

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 7

    ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปเกลี้ยกล่อมเขายามค่ำคืนดึกสงัดผู้คนเงียบงัน ในโถงตั้งศพเหลือเพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นเขายื่นมือออกไป พลางลูบไล้โลงศพอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังลูบไล้สิ่งล้ำค่าที่รักถนอมที่สุด“อวิ๋นซี ขอโทษด้วย…”เขาพึมพำเสียงต่ำ“รอให้ข้าจัดการเรื่องราวที่นี่เสร็จสิ้น ก็จะไปหาเจ้า...”ทว่าเขาไม่รับรู้เลยว่า ในยามที่ตนเองจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความสำนึกเสียใจภายหลังนั้น คนที่ฮองเฮาส่งมาได้ลอบเข้าไปในสุสานอย่างเงียบเชียบแล้วเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อเจ็ดปีก่อน พวกเขาอาศัยความมืดของราตรี ขุดเปิดหลุมศพของข้าออก แล้วยกตัวข้าออกมาจากโลงศพผู้นำขบวนคือหลี่มามาคนสนิทของฮองเฮา นางมองดูข้าที่ “ตายแล้วฟื้นคืนชีพกลับมา” บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เพียงแค่กล่าวอย่างเย็นชาว่า“องค์หญิง ฮองเฮาตรัสแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ท่านมิใช่องค์หญิงอีกต่อไป และห้ามกลับมายังเมืองหลวงอีกเด็ดขาด นี่เป็นค่าเดินทาง ท่านดูแลตัวเองให้ดีเถิด”ข้าพยักหน้า มิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใดความอดกลั้นเจ็ดปี การเสียสละทุ่มเทเจ็ดปี การเฝ้ารอคอยเจ็ดปี ในที่สุดก็ปิดฉากลง ณ วินาทีนี้ในที่สุดข้าก็เป็นอิสระแล้วคนของหลี่มามาส่งข

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 6

    ปลายนิ้วเพิ่งจะแตะถูกผิวของข้า ความเย็นยะเยือกเสียดกระดูกนั้นก็ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง“อวิ๋นซี…”เขาเรียกชื่อของข้าด้วยเสียงต่ำ น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เป็นภาษามนุษย์“เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจเลยได้หรือไม่?”เขายื่นมือออกไปอังลมหายใจของข้า แล้วคลำชีพจรของข้าอีกครั้งไม่มีเลย สิ่งใดก็ล้วนไม่มีเลยณ วินาทีนั้น กู้อวี่หลานแตกสลายแล้วโดยสิ้นเชิงเขาคุกเข่าล้มลงตรงหน้าเตียงอย่างแรง สองมือกุมแขนเสื้อของข้าไว้แน่น ข้อนิ้วซีดขาวเนื่องจากออกแรงกดเรื่องราวทีละเล็กทีละน้อยยามเฝ้าชายแดนตลอดเจ็ดปี ประหนึ่งกระแสน้ำหลั่งไหลทะลักเข้ามา ท่วมท้นตัวเขาจนมิดเขานึกถึงยามที่ข้าติดตามกองทัพเป็นครั้งแรก เผชิญหน้ากับฝุ่นทรายเต็มท้องฟ้า ทั้งที่กลัวจนริมฝีปากสั่นระริก ทว่ายังฝืนทนช่วยเหล่าทหารเย็บปะเสื้อผ้านึกถึงยามค่ายทหารโดนลอบโจมตี ข้ารับธนูแทนเขาดอกหนึ่ง บาดแผลเลือดไหลไม่หยุด ทว่ายังคงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร ท่านอ๋องรักษาตัวด้วย”นึกถึงยามเขาบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ หลังจากฟื้นขึ้นมาได้รับรู้ว่าเพื่อตามหาดีงู ข้าบุกเข้าถ้ำเบญจพิษเพียงลำพัง เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวดถึงนำยากลับมาได้ ยามนั้นในใจเ

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 5

    เสียงร้องไห้ตะโกนอันโหยหวนของบ่าวรับใช้ประหนึ่งเข็มอาบน้ำแข็ง ที่ปักลงไปในห้องหออันอบอวลไปด้วยผ้าไหมสีแดงอย่างเหี้ยมโหดข้านอนอยู่บนเตียงนอนในเรือนปีกอันห่างไกลที่สุดของจวนอ๋อง ยากุยซีกำลังค่อยๆ ออกฤทธิ์ ชีพจรหยุดลงแล้ว ลมหายใจถูกเก็บงำ ทั่วทั้งร่างกายเย็นเยียบ ราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้วจริง ๆส่วนในห้องหอที่ห่างออกไปเพียงกำแพงกั้นไม่กี่ชั้นนั้น คาดว่าคงตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้าแล้วเป็นแน่มือของกู้อวี่หลานยังคงค้างอยู่ที่ผ้าคลุมหน้าของอวิ๋นเหยา ผ้าแดงที่ปักลายนกยวนยางคู่รักชิ้นนั้นเพิ่งถูกเปิดออกเพียงมุมเดียว เผยให้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งซีกของอวิ๋นเหยาที่วาดคิ้วไว้อย่างประณีตบรรจงเขาเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ แสงเทียนสลักทองสะท้อนบนใบหน้า สว่างสลับมืดมิดอวิ๋นเหยาชะงักไปวูบหนึ่งก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เดือดดาลขึ้นมาทันควัน นางปัดมือของกู้อวี่หลานออกอย่างแรง หันหน้าไปตวาดใส่บ่าวรับใช้ที่อยู่ตรงประตูด้วยน้ำเสียงดุดันเกรี้ยวกราด“บังอาจ! ข้าต่างหากที่เป็นนายหญิงเพียงหนึ่งเดียวของจวนอ๋องเจิ้นเป่ย!”“ก็แค่เศษสวะที่ยึดครองตำแหน่งพระชายาเอาไว้ ตายไปก็ตายไปสิ มีค่าให้ต้องตื่นตูมถึงเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status