Share

บทที่ 2

Author: ดวงดาว
ข้าจ้องมองมงกุฎหงส์ ในใจพลันรู้สึกขื่นขมขึ้นมาเล็กน้อย ขอถามหน่อยเถิดว่าสตรีนางใดบ้างไม่ปรารถนางานวิวาห์อันยิ่งใหญ่อลังการ

เพียงแต่ช่างน่าเสียดาย ชั่วชีวิตนี้ของข้าคงหมดปัญญาที่จะได้ครอบครองมันอีกแล้ว

ไม่นานนัก ข้าก็ดึงสติกลับคืนมาได้อีกครา

“ข้าจะตรวจนับให้เสร็จสิ้นในคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าตรู่จะรีบจัดส่งเข้าไปในวัง”

ข้าย่อกายลงคำนับ ก่อนจะก้มหน้าจัดการเรื่องราวตรงหน้าต่อไป

ทว่ากู้อวี่หลานกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความไม่พอใจอยู่บ้าง

“เจ้าทราบได้อย่างไรว่า สิ่งของเหล่านี้จะต้องจัดส่งเข้าไปในวัง?”

“มันจะเป็นของที่ข้าตั้งใจมอบให้แก่เจ้ามิได้เชียวหรือ?”

ข้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขาคราหนึ่ง ก่อนจะก้มศีรษะลงตามเดิม

“ข้าเจียมเนื้อเจียมตัวและรู้สถานะของตนเองดี”

“ท่านอ๋องโปรดอย่าได้หยอกเย้าข้าเล่นเลย ระยะเวลาสามวันกระชั้นชิดยิ่งนัก เรื่องราวที่ต้องทำยังมีอีกมากมายนัก”

กู้อวี่หลานกลับยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม ดูท่าคล้ายกำลังขัดเคืองใจอยู่บ้าง

“ถ้าเช่นนั้นวันพรุ่งนี้ก็ต้องรบกวนพระชายาช่วยจัดส่งสิ่งของเข้าไปในวังด้วยแล้วกัน”

สิ้นคำเขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปพร้อมแค่นเสียงเย็นชาหนหนึ่ง ทว่ายามก้าวถึงประตูพลันชะงักงัน ก่อนจะล้วงขวดกระเบื้องเคลือบใบหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อแล้ววางทิ้งไว้ด้านข้าง

“ดึกมากแล้ว พระชายาควรพักผ่อนให้เร็วขึ้นหน่อย พรุ่งนี้ค่อยตระเตรียมงานก็ยังไม่สายเกินไป”

ขวดกระเบื้องเคลือบใบนั้นข้าย่อมรู้จักดี มันคือขี้ผึ้งถนอมผิวพรรณมือของร้านเซิ่งซินถางอันเลื่องชื่อในเมืองหลวง ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อถวายสตรีชนชั้นสูงใช้สอยโดยเฉพาะ

หลังจากกู้อวี่หลานเดินจากไป ข้ามิได้พักผ่อนแต่อย่างใด เนื่องจากเวลาสามวันนั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน และข้าจำเป็นต้องเจียดเวลาส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อเตรียมการหลบหนีด้วย

จนกระทั่งฟ้าสาง ข้าจึงสะสางบัญชีทั้งหมดเสร็จสิ้นและส่งมอบให้แก่พ่อบ้าน ขอเพียงแค่บ่าวไพร่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ข้าจัดสรรไว้ พิธีมงคลสมรสที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ย่อมไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดเด็ดขาด

ครั้นจัดการทุกอย่างเรียบร้อย จึงตระหนักได้ว่าถึงเวลาที่ต้องเข้าวังเสียแล้ว

ข้าทำได้เพียงล้างหน้าบ้วนปากอย่างลวกๆ แล้วนำพาบ่าวรับใช้มุ่งหน้าไปยังวังหลวง

เจ็ดปีผ่านไป พระราชวังยังคงปรากฏในสภาพคานสลักเสลาลงรักปิดทองดังเช่นในความทรงจำ มิได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาแม้เพียงน้อย

ข้าทำความเคารพเหล่าสนมชายาตามจารีตประเพณีจนครบถ้วน ในท้ายที่สุดจึงมาหยุดอยู่ตรงหน้าตำหนักบรรทมของอวิ๋นเหยา

ภายหลังส่งมอบของหมั้นเสร็จสรรพ เดิมทีข้าคิดจะปลีกตัวจากไปในทันที แต่อวิ๋นเหยากลับรั้งตัวข้าไว้เสียก่อน

“จากกันนานถึงเจ็ดปี น้องหญิงไม่อยากอยู่สนทนาความในใจกับพี่หญิงเลยหรือ?”

“สวรรค์! เจ็ดปีมานี้น้องหญิงต้องตกระกำลำบากถึงเพียงไหนกัน เหตุใดมือคู่นี้ถึงได้แปรเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้เล่า”

นางพูดไปพลางน้ำตาคลอเบ้า ปั้นหน้าเป็นพี่น้องรักใคร่ ทำทีเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง

พูดไปพลาง นางก็รีบสั่งการให้คนไปหยิบขี้ผึ้งถนอมผิวพรรณมือออกมาขวดหนึ่ง

“พี่อวี่หลานก็น่าดูจริง ตัวข้าอยู่ในวังหลวงตลอดปี ไฉนเลยจะได้ใช้ของพรรค์นี้ ทว่าเมื่อวานกลับดึงดันส่งคนนำมาให้จนได้”

“ช่างไม่รู้จักเวทนาเห็นใจน้องหญิงเอาเสียเลย รอให้ข้าตบแต่งเข้าจวนอ๋องแล้ว จะต้องทวงคืนความยุติธรรมแทนน้องหญิงให้เต็มที่แน่นอน”

พอมองดูขวดขี้ผึ้งถนอมผิวพรรณมือ ข้าก็อดมิได้ที่จะเหยียดยิ้มหยันในใจ ที่แท้ของที่กู้อวี่หลานให้ข้าเมื่อวานนี้ ก็เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือมาเท่านั้น

อวิ๋นเหยาเอ่ยคำว่าน้องหญิงไม่ขาดปาก หมายจะกดข้าให้ต่ำกว่านางตั้งแต่ยังไม่ทันแต่งงานด้วยซ้ำ ข้าคร้านที่จะเปิดโปง ทว่าพวกนางกำนัลขันทีรอบกายกลับพากันร้องป่าวชื่นชมว่าองค์หญิงทรงเปี่ยมด้วยน้ำใจรักใคร่พี่น้องขึ้นมาเสียอย่างนั้น

หลังจากโอ้อวดขี้ผึ้งถนอมผิวพรรณมือจนหนำใจ อวิ๋นเหยาก็ลุกขึ้นยืน ไม่ว่าอย่างไรก็จะเข้ามาคล้องแขนข้าไปเดินเล่นที่อุทยานหลวงให้ได้ โดยอ้างว่าจะอยู่รับฟังข้าปรับทุกข์ระบายความในใจ

ติดขัดด้วยข้อจำกัดแห่งธรรมเนียมมารยาท ข้าจนปัญญาจะขุดข้ออ้างเพื่อปลีกตัวถอยห่าง จึงทำได้เพียงเดินทอดน่องเคียงคู่นางเดินไปยังอุทยานหลวงโดยไร้ซึ่งทางเลือก

ครั้นเดินมาถึงริมสระน้ำและสั่งให้ทุกคนถอยออกไปแล้ว โฉมหน้าแท้จริงของนางจึงค่อยเผยออกมา

“คุยกับคนโง่เง่าที่ไม่มีใครสั่งใครสอนอย่างเจ้า นี่มันช่างเปลืองแรงสิ้นดี”

นางหยุดฝีเท้าลง พลางปล่อยมือที่คล้องแขนข้าออกด้วยความนึกรังเกียจ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าไหมออกมาเช็ดถูไม่หยุด

“ช่างเถอะ ขี้เกียจจะพูดจาอ้อมค้อมกับเจ้าแล้ว ข้าจะพูดตรงๆ เลยก็แล้วกัน”

นางยื่นมือชี้ไปยังผืนน้ำในสระ

“ดูสารรูปที่ราวกับสตรีชาวบ้านของเจ้าในยามนี้สิ มีส่วนไหนคู่ควรกับพี่อวี่หลานผู้มีชื่อเสียงระบือไกลทั่วหล้ากัน?”

“วีรบุรุษเช่นพี่อวี่หลาน มีเพียงองค์หญิงเช่นข้าเท่านั้นจึงจะคู่ควร”

“เพื่อรักษาน้ำใจและชื่อเสียง ข้ากับเสด็จพ่อจึงไม่ได้พูดออกมา แต่เจ้าไม่มีปัญญาคิดเองแล้วไสหัวไปให้พ้นๆ หรืออย่างไร?”

บนผืนน้ำอันนิ่งสงบของสระ สะท้อนให้เห็นเงาร่างของข้าและอวิ๋นเหยา

เจ็ดปีอันเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ ซ้ำยังไม่ได้นอนเลยทั้งคืน ทำให้ยามนี้สภาพของข้าดูซูบซีดโรยรา ผิวพรรณหมองคล้ำไร้ชีวิตชีวา ราวกับคนแก่เฒ่าที่ใกล้หมดลมหายใจ

ในทางกลับกัน อวิ๋นเหยาผู้สุขสบายบนกองเงินกองทอง กลับสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์อันงดงามสูงค่า ผิวพรรณขาวผุดผ่องรูปโฉมงดงาม ราวกับพญาหงส์ที่ทั่วทั้งร่างเปล่งประกายพลังชีวิตและความสดใสอันชวนให้ผู้คนถวิลหาออกมา

ข้าถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง

“ข้าหาได้มีแก่ใจจะแย่งชิงกับท่าน หากท่านอยากได้นักก็เอาไปเสียเถอะ”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 10

    และข้าก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินตราตั้ง เนื่องจากผลงานของเสิ่นเยี่ยนเช่นกันชีวิตราบรื่นไร้เรื่องทุกข์ร้อน วันเวลาผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัวผ่านไปอีกห้าปี เนี่ยนอันบุตรชายของพวกเราเติบโตเป็นเด็กชายที่ร่าเริงน่ารักคนหนึ่งแล้วเสิ่นเยี่ยนยังคงเป็นอัครเสนาบดีผู้มีใจห่วงใยใต้หล้า ส่วนข้าก็ยังคงเป็นภรรยาที่เฝ้าอยู่เคียงข้างเขาวันนี้ข้าพาเนี่ยนอันไปซื้อขนมที่ถนนเมื่อเดินไปถึงมุมถนน ขอทานที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ารุงรังหน้าตาเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งได้ขวางพวกเราไว้บนตัวเขาส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ ผมยุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่งยื่นมือที่ผอมแห้งออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า“ฮูหยิน ทำทานหน่อยเถิด ขออาหารให้กินสักหน่อย”เนี่ยนอันตกใจจนหลบไปอยู่ข้างหลังข้าข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ให้สาวใช้หยิบเงินเศษจำนวนหนึ่งยื่นให้เขาทว่าเขามิได้มารับ แต่กลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้านั้นเป็นกู้อวี่หลานไม่ได้เจอกันห้าปี เขาเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้แล้วความสง่าผ่าเผยในอดีตอันตรธานไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงความทุกข์ยากและร่องรอยแห่งความเสียใจเต็มใบหน้าดวง

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 9

    “ส่วนเจ้า” เขาจ้องมองอวิ๋นเหยา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความขยะแขยง “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเจ้ากับข้าถือว่าตัดขาดสิ้นเยื่อใย!”พูดไม่ทันขาดคำ เขาพลันเงื้อมือขึ้น ฟาดฝ่ามือฉาดใหญ่ลงบนใบหน้าของอวิ๋นเหยาอย่างรุนแรงเสียง “เพียะ” ดังสนั่นชัดเจน อวิ๋นเหยาถูกตบจนใบหน้าหันไปอีกทาง โลหิตสดๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปากนางจ้องมองกู้อวี่หลานอย่างยากที่จะยอมรับได้“ท่านถึงกับกล้าลงมือตบตีข้าเชียวรึ?”กู้อวี่หลานมิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด เพียงแค่ใช้สายตาอันเย็นเยียบเฝ้ามองนางอวิ๋นเหยาทั้งโกรธเคืองระคนเคียดแค้น พลางหมุนตัววิ่งตรงไปยังวังหลวงทันทีเรื่องราวนี้แพร่สะพัดไปเข้าถึงพระกรรณของฮ่องเต้อวิ๋นถิงอย่างรวดเร็วยิ่งเดิมทีอวิ๋นถิงก็ระแวดระวังเพราะกู้อวี่หลานมีผลงานความดีความชอบสูงส่งจนข่มบารมีโอรสสวรรค์อยู่แล้ว ยามนี้กู้อวี่หลานถึงกับบังอาจลงไม้ลงมือทุบตีองค์หญิง และดูหมิ่นเกียรติยศของราชวงศ์ เรื่องนี้ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหลืออดเหลือทนพระองค์ทรงออกราชโองการ ณ เวลานั้นทันที ให้จับกู้อวี่หลานโยนเข้าคุกหลวง เพื่อรอการลงทัณฑ์ข่าวคราวเรื่องกู้อวี่หลานถูกจองจำในคุกหลวงส่งไปถึงด่านชายแดน พลันก่อ

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 8

    “เสิ่นเยี่ยน ไม่ว่าท่านจะตกอยู่ในสภาพใด ข้าล้วนไม่ใส่ใจเลย เวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ”เสิ่นเยี่ยนมองดูข้า แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยน“ได้”วันนั้นแสงแดดกำลังดี สายลมโชยแผ่วไม่แห้งแล้งอึดอัดระคายเคือง พวกเราเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายในเรือนหลังเล็กๆ แห่งนี้ปราศจากการแก่งแย่งชิงดีของราชสำนัก ปราศจากการหักเหลี่ยมเฉือนคมในจวนอ๋อง ปราศจากประกายดาบเงากระบี่ ณ ด่านชายแดนมีเพียงความสงบเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน และความอบอุ่นใจที่ได้ประคับประคองร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเสิ่นเยี่ยนเปิดสำนักศึกษาแห่งหนึ่งในเมือง คอยสอนเด็กๆ อ่านตำราและคัดอักษรส่วนข้าก็จัดการงานบ้านงานเรือน บางครั้งบางคราวก็ช่วยเขาคัดลอกตำรายามว่างเว้นจากงาน พวกเราจะพากันไปเดินเล่นริมแม่น้ำด้วยกัน ดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินด้วยกัน เสวนาเรื่องบทกวีคำกลอนด้วยกัน และวาดฝันถึงอนาคตเบื้องหน้าร่วมกันวันเวลาแม้จะยากจนข้นแค้น ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขหนึ่งปีให้หลัง พวกเรามีบุตรชายที่น่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าเนี่ยนอัน มีความหมายสื่อถึงความคิดถึงคำนึงหาและความสงบสุขปลอดภัยแต่ทางฝั่งเมืองหลวงกลับเป็น

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 7

    ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปเกลี้ยกล่อมเขายามค่ำคืนดึกสงัดผู้คนเงียบงัน ในโถงตั้งศพเหลือเพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นเขายื่นมือออกไป พลางลูบไล้โลงศพอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังลูบไล้สิ่งล้ำค่าที่รักถนอมที่สุด“อวิ๋นซี ขอโทษด้วย…”เขาพึมพำเสียงต่ำ“รอให้ข้าจัดการเรื่องราวที่นี่เสร็จสิ้น ก็จะไปหาเจ้า...”ทว่าเขาไม่รับรู้เลยว่า ในยามที่ตนเองจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความสำนึกเสียใจภายหลังนั้น คนที่ฮองเฮาส่งมาได้ลอบเข้าไปในสุสานอย่างเงียบเชียบแล้วเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อเจ็ดปีก่อน พวกเขาอาศัยความมืดของราตรี ขุดเปิดหลุมศพของข้าออก แล้วยกตัวข้าออกมาจากโลงศพผู้นำขบวนคือหลี่มามาคนสนิทของฮองเฮา นางมองดูข้าที่ “ตายแล้วฟื้นคืนชีพกลับมา” บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เพียงแค่กล่าวอย่างเย็นชาว่า“องค์หญิง ฮองเฮาตรัสแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ท่านมิใช่องค์หญิงอีกต่อไป และห้ามกลับมายังเมืองหลวงอีกเด็ดขาด นี่เป็นค่าเดินทาง ท่านดูแลตัวเองให้ดีเถิด”ข้าพยักหน้า มิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใดความอดกลั้นเจ็ดปี การเสียสละทุ่มเทเจ็ดปี การเฝ้ารอคอยเจ็ดปี ในที่สุดก็ปิดฉากลง ณ วินาทีนี้ในที่สุดข้าก็เป็นอิสระแล้วคนของหลี่มามาส่งข

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 6

    ปลายนิ้วเพิ่งจะแตะถูกผิวของข้า ความเย็นยะเยือกเสียดกระดูกนั้นก็ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง“อวิ๋นซี…”เขาเรียกชื่อของข้าด้วยเสียงต่ำ น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เป็นภาษามนุษย์“เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจเลยได้หรือไม่?”เขายื่นมือออกไปอังลมหายใจของข้า แล้วคลำชีพจรของข้าอีกครั้งไม่มีเลย สิ่งใดก็ล้วนไม่มีเลยณ วินาทีนั้น กู้อวี่หลานแตกสลายแล้วโดยสิ้นเชิงเขาคุกเข่าล้มลงตรงหน้าเตียงอย่างแรง สองมือกุมแขนเสื้อของข้าไว้แน่น ข้อนิ้วซีดขาวเนื่องจากออกแรงกดเรื่องราวทีละเล็กทีละน้อยยามเฝ้าชายแดนตลอดเจ็ดปี ประหนึ่งกระแสน้ำหลั่งไหลทะลักเข้ามา ท่วมท้นตัวเขาจนมิดเขานึกถึงยามที่ข้าติดตามกองทัพเป็นครั้งแรก เผชิญหน้ากับฝุ่นทรายเต็มท้องฟ้า ทั้งที่กลัวจนริมฝีปากสั่นระริก ทว่ายังฝืนทนช่วยเหล่าทหารเย็บปะเสื้อผ้านึกถึงยามค่ายทหารโดนลอบโจมตี ข้ารับธนูแทนเขาดอกหนึ่ง บาดแผลเลือดไหลไม่หยุด ทว่ายังคงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร ท่านอ๋องรักษาตัวด้วย”นึกถึงยามเขาบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ หลังจากฟื้นขึ้นมาได้รับรู้ว่าเพื่อตามหาดีงู ข้าบุกเข้าถ้ำเบญจพิษเพียงลำพัง เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวดถึงนำยากลับมาได้ ยามนั้นในใจเ

  • จากกันครานี้ชั่วนิรันดร์   บทที่ 5

    เสียงร้องไห้ตะโกนอันโหยหวนของบ่าวรับใช้ประหนึ่งเข็มอาบน้ำแข็ง ที่ปักลงไปในห้องหออันอบอวลไปด้วยผ้าไหมสีแดงอย่างเหี้ยมโหดข้านอนอยู่บนเตียงนอนในเรือนปีกอันห่างไกลที่สุดของจวนอ๋อง ยากุยซีกำลังค่อยๆ ออกฤทธิ์ ชีพจรหยุดลงแล้ว ลมหายใจถูกเก็บงำ ทั่วทั้งร่างกายเย็นเยียบ ราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้วจริง ๆส่วนในห้องหอที่ห่างออกไปเพียงกำแพงกั้นไม่กี่ชั้นนั้น คาดว่าคงตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้าแล้วเป็นแน่มือของกู้อวี่หลานยังคงค้างอยู่ที่ผ้าคลุมหน้าของอวิ๋นเหยา ผ้าแดงที่ปักลายนกยวนยางคู่รักชิ้นนั้นเพิ่งถูกเปิดออกเพียงมุมเดียว เผยให้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งซีกของอวิ๋นเหยาที่วาดคิ้วไว้อย่างประณีตบรรจงเขาเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ แสงเทียนสลักทองสะท้อนบนใบหน้า สว่างสลับมืดมิดอวิ๋นเหยาชะงักไปวูบหนึ่งก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เดือดดาลขึ้นมาทันควัน นางปัดมือของกู้อวี่หลานออกอย่างแรง หันหน้าไปตวาดใส่บ่าวรับใช้ที่อยู่ตรงประตูด้วยน้ำเสียงดุดันเกรี้ยวกราด“บังอาจ! ข้าต่างหากที่เป็นนายหญิงเพียงหนึ่งเดียวของจวนอ๋องเจิ้นเป่ย!”“ก็แค่เศษสวะที่ยึดครองตำแหน่งพระชายาเอาไว้ ตายไปก็ตายไปสิ มีค่าให้ต้องตื่นตูมถึงเ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status