LOGINและข้าก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินตราตั้ง เนื่องจากผลงานของเสิ่นเยี่ยนเช่นกันชีวิตราบรื่นไร้เรื่องทุกข์ร้อน วันเวลาผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัวผ่านไปอีกห้าปี เนี่ยนอันบุตรชายของพวกเราเติบโตเป็นเด็กชายที่ร่าเริงน่ารักคนหนึ่งแล้วเสิ่นเยี่ยนยังคงเป็นอัครเสนาบดีผู้มีใจห่วงใยใต้หล้า ส่วนข้าก็ยังคงเป็นภรรยาที่เฝ้าอยู่เคียงข้างเขาวันนี้ข้าพาเนี่ยนอันไปซื้อขนมที่ถนนเมื่อเดินไปถึงมุมถนน ขอทานที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ารุงรังหน้าตาเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งได้ขวางพวกเราไว้บนตัวเขาส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ ผมยุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่งยื่นมือที่ผอมแห้งออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า“ฮูหยิน ทำทานหน่อยเถิด ขออาหารให้กินสักหน่อย”เนี่ยนอันตกใจจนหลบไปอยู่ข้างหลังข้าข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ให้สาวใช้หยิบเงินเศษจำนวนหนึ่งยื่นให้เขาทว่าเขามิได้มารับ แต่กลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้านั้นเป็นกู้อวี่หลานไม่ได้เจอกันห้าปี เขาเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้แล้วความสง่าผ่าเผยในอดีตอันตรธานไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงความทุกข์ยากและร่องรอยแห่งความเสียใจเต็มใบหน้าดวง
“ส่วนเจ้า” เขาจ้องมองอวิ๋นเหยา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความขยะแขยง “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเจ้ากับข้าถือว่าตัดขาดสิ้นเยื่อใย!”พูดไม่ทันขาดคำ เขาพลันเงื้อมือขึ้น ฟาดฝ่ามือฉาดใหญ่ลงบนใบหน้าของอวิ๋นเหยาอย่างรุนแรงเสียง “เพียะ” ดังสนั่นชัดเจน อวิ๋นเหยาถูกตบจนใบหน้าหันไปอีกทาง โลหิตสดๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปากนางจ้องมองกู้อวี่หลานอย่างยากที่จะยอมรับได้“ท่านถึงกับกล้าลงมือตบตีข้าเชียวรึ?”กู้อวี่หลานมิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด เพียงแค่ใช้สายตาอันเย็นเยียบเฝ้ามองนางอวิ๋นเหยาทั้งโกรธเคืองระคนเคียดแค้น พลางหมุนตัววิ่งตรงไปยังวังหลวงทันทีเรื่องราวนี้แพร่สะพัดไปเข้าถึงพระกรรณของฮ่องเต้อวิ๋นถิงอย่างรวดเร็วยิ่งเดิมทีอวิ๋นถิงก็ระแวดระวังเพราะกู้อวี่หลานมีผลงานความดีความชอบสูงส่งจนข่มบารมีโอรสสวรรค์อยู่แล้ว ยามนี้กู้อวี่หลานถึงกับบังอาจลงไม้ลงมือทุบตีองค์หญิง และดูหมิ่นเกียรติยศของราชวงศ์ เรื่องนี้ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหลืออดเหลือทนพระองค์ทรงออกราชโองการ ณ เวลานั้นทันที ให้จับกู้อวี่หลานโยนเข้าคุกหลวง เพื่อรอการลงทัณฑ์ข่าวคราวเรื่องกู้อวี่หลานถูกจองจำในคุกหลวงส่งไปถึงด่านชายแดน พลันก่อ
“เสิ่นเยี่ยน ไม่ว่าท่านจะตกอยู่ในสภาพใด ข้าล้วนไม่ใส่ใจเลย เวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ”เสิ่นเยี่ยนมองดูข้า แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยน“ได้”วันนั้นแสงแดดกำลังดี สายลมโชยแผ่วไม่แห้งแล้งอึดอัดระคายเคือง พวกเราเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายในเรือนหลังเล็กๆ แห่งนี้ปราศจากการแก่งแย่งชิงดีของราชสำนัก ปราศจากการหักเหลี่ยมเฉือนคมในจวนอ๋อง ปราศจากประกายดาบเงากระบี่ ณ ด่านชายแดนมีเพียงความสงบเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน และความอบอุ่นใจที่ได้ประคับประคองร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเสิ่นเยี่ยนเปิดสำนักศึกษาแห่งหนึ่งในเมือง คอยสอนเด็กๆ อ่านตำราและคัดอักษรส่วนข้าก็จัดการงานบ้านงานเรือน บางครั้งบางคราวก็ช่วยเขาคัดลอกตำรายามว่างเว้นจากงาน พวกเราจะพากันไปเดินเล่นริมแม่น้ำด้วยกัน ดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินด้วยกัน เสวนาเรื่องบทกวีคำกลอนด้วยกัน และวาดฝันถึงอนาคตเบื้องหน้าร่วมกันวันเวลาแม้จะยากจนข้นแค้น ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขหนึ่งปีให้หลัง พวกเรามีบุตรชายที่น่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าเนี่ยนอัน มีความหมายสื่อถึงความคิดถึงคำนึงหาและความสงบสุขปลอดภัยแต่ทางฝั่งเมืองหลวงกลับเป็น
ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปเกลี้ยกล่อมเขายามค่ำคืนดึกสงัดผู้คนเงียบงัน ในโถงตั้งศพเหลือเพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นเขายื่นมือออกไป พลางลูบไล้โลงศพอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังลูบไล้สิ่งล้ำค่าที่รักถนอมที่สุด“อวิ๋นซี ขอโทษด้วย…”เขาพึมพำเสียงต่ำ“รอให้ข้าจัดการเรื่องราวที่นี่เสร็จสิ้น ก็จะไปหาเจ้า...”ทว่าเขาไม่รับรู้เลยว่า ในยามที่ตนเองจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความสำนึกเสียใจภายหลังนั้น คนที่ฮองเฮาส่งมาได้ลอบเข้าไปในสุสานอย่างเงียบเชียบแล้วเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อเจ็ดปีก่อน พวกเขาอาศัยความมืดของราตรี ขุดเปิดหลุมศพของข้าออก แล้วยกตัวข้าออกมาจากโลงศพผู้นำขบวนคือหลี่มามาคนสนิทของฮองเฮา นางมองดูข้าที่ “ตายแล้วฟื้นคืนชีพกลับมา” บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เพียงแค่กล่าวอย่างเย็นชาว่า“องค์หญิง ฮองเฮาตรัสแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ท่านมิใช่องค์หญิงอีกต่อไป และห้ามกลับมายังเมืองหลวงอีกเด็ดขาด นี่เป็นค่าเดินทาง ท่านดูแลตัวเองให้ดีเถิด”ข้าพยักหน้า มิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใดความอดกลั้นเจ็ดปี การเสียสละทุ่มเทเจ็ดปี การเฝ้ารอคอยเจ็ดปี ในที่สุดก็ปิดฉากลง ณ วินาทีนี้ในที่สุดข้าก็เป็นอิสระแล้วคนของหลี่มามาส่งข
ปลายนิ้วเพิ่งจะแตะถูกผิวของข้า ความเย็นยะเยือกเสียดกระดูกนั้นก็ทำให้เขาสั่นสะท้านไปทั้งร่าง“อวิ๋นซี…”เขาเรียกชื่อของข้าด้วยเสียงต่ำ น้ำเสียงแหบพร่าจนไม่เป็นภาษามนุษย์“เจ้าอย่าทำให้ข้าตกใจเลยได้หรือไม่?”เขายื่นมือออกไปอังลมหายใจของข้า แล้วคลำชีพจรของข้าอีกครั้งไม่มีเลย สิ่งใดก็ล้วนไม่มีเลยณ วินาทีนั้น กู้อวี่หลานแตกสลายแล้วโดยสิ้นเชิงเขาคุกเข่าล้มลงตรงหน้าเตียงอย่างแรง สองมือกุมแขนเสื้อของข้าไว้แน่น ข้อนิ้วซีดขาวเนื่องจากออกแรงกดเรื่องราวทีละเล็กทีละน้อยยามเฝ้าชายแดนตลอดเจ็ดปี ประหนึ่งกระแสน้ำหลั่งไหลทะลักเข้ามา ท่วมท้นตัวเขาจนมิดเขานึกถึงยามที่ข้าติดตามกองทัพเป็นครั้งแรก เผชิญหน้ากับฝุ่นทรายเต็มท้องฟ้า ทั้งที่กลัวจนริมฝีปากสั่นระริก ทว่ายังฝืนทนช่วยเหล่าทหารเย็บปะเสื้อผ้านึกถึงยามค่ายทหารโดนลอบโจมตี ข้ารับธนูแทนเขาดอกหนึ่ง บาดแผลเลือดไหลไม่หยุด ทว่ายังคงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร ท่านอ๋องรักษาตัวด้วย”นึกถึงยามเขาบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติ หลังจากฟื้นขึ้นมาได้รับรู้ว่าเพื่อตามหาดีงู ข้าบุกเข้าถ้ำเบญจพิษเพียงลำพัง เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งยวดถึงนำยากลับมาได้ ยามนั้นในใจเ
เสียงร้องไห้ตะโกนอันโหยหวนของบ่าวรับใช้ประหนึ่งเข็มอาบน้ำแข็ง ที่ปักลงไปในห้องหออันอบอวลไปด้วยผ้าไหมสีแดงอย่างเหี้ยมโหดข้านอนอยู่บนเตียงนอนในเรือนปีกอันห่างไกลที่สุดของจวนอ๋อง ยากุยซีกำลังค่อยๆ ออกฤทธิ์ ชีพจรหยุดลงแล้ว ลมหายใจถูกเก็บงำ ทั่วทั้งร่างกายเย็นเยียบ ราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้วจริง ๆส่วนในห้องหอที่ห่างออกไปเพียงกำแพงกั้นไม่กี่ชั้นนั้น คาดว่าคงตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้าแล้วเป็นแน่มือของกู้อวี่หลานยังคงค้างอยู่ที่ผ้าคลุมหน้าของอวิ๋นเหยา ผ้าแดงที่ปักลายนกยวนยางคู่รักชิ้นนั้นเพิ่งถูกเปิดออกเพียงมุมเดียว เผยให้เห็นใบหน้าเพียงครึ่งซีกของอวิ๋นเหยาที่วาดคิ้วไว้อย่างประณีตบรรจงเขาเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ แสงเทียนสลักทองสะท้อนบนใบหน้า สว่างสลับมืดมิดอวิ๋นเหยาชะงักไปวูบหนึ่งก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็เดือดดาลขึ้นมาทันควัน นางปัดมือของกู้อวี่หลานออกอย่างแรง หันหน้าไปตวาดใส่บ่าวรับใช้ที่อยู่ตรงประตูด้วยน้ำเสียงดุดันเกรี้ยวกราด“บังอาจ! ข้าต่างหากที่เป็นนายหญิงเพียงหนึ่งเดียวของจวนอ๋องเจิ้นเป่ย!”“ก็แค่เศษสวะที่ยึดครองตำแหน่งพระชายาเอาไว้ ตายไปก็ตายไปสิ มีค่าให้ต้องตื่นตูมถึงเ






