Short
แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์

แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์

By:  อาวรณ์อาภรณ์สีชาดCompleted
Language: Thai
goodnovel4goodnovel
21Chapters
496views
Read
Add to library

Share:  

Report
Overview
Catalog
SCAN CODE TO READ ON APP

“ฮองเฮายังอยากได้ลูกอีกสักคน” เซียวเฉิงสี่กล่าวเช่นนี้ขณะปลดเปลื้องชุดนอนของนาง “ในเมื่อเจ้าตั้งครรภ์ง่าย ก็จงท้องอีกสักคนเถิด” สิบเดือนให้หลัง เหวินลิ่งอี๋ก็ให้กำเนิดบุตรสาว ทันทีที่หมอตำแยตัดสายสะดือเสร็จก็รีบอุ้มเด็กออกไปอย่างเร่งรีบ โดยไม่ยอมให้นางได้สัมผัสแม้แต่ห่อผ้าอ้อม นี่เป็นคนที่สองแล้ว ผู้คนในวังต่างซุบซิบนินทากันว่า หากมิใช่เพราะในอดีตฮองเฮาติดตามฝ่าบาทออกรบจนร่างกายบอบช้ำ มิอาจให้กำเนิดทายาทได้อีก วังหลังแห่งนี้ย่อมไม่มีสตรีอื่นใดก้าวเข้ามาได้ คุณหนูสายตรงของราชครูอย่างเหวินลิ่งอี๋ ก็เป็นเพียงคนที่เข้ามาถูกที่ถูกเวลา และถูกใช้เป็นแค่ภาชนะสำหรับสืบสายเลือดของราชวงศ์เท่านั้น

View More

Chapter 1

บทที่ 1

เมื่อสามปีก่อนตอนที่นางให้กำเนิดโอรสองค์โต นางก็ไม่มีโอกาสได้มองหน้าลูกเลยแม้แต่น้อย เซียวเฉิงสี่อุ้มเด็กจากไปด้วยตัวเอง ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า

“เด็กคนนี้ นับจากนี้ไปคือบุตรชายสายตรงของฮองเฮา เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย”

ตอนนั้นนางยังมีเรี่ยวแรงร้องไห้อ้อนวอน พยายามดิ้นรนจะลงจากเตียงเพื่อตามไป แต่กลับถูกนางกำนัลกดตัวเอาไว้แน่น

ต่อมานางก็ได้เรียนรู้กฎระเบียบ ทุกวันจะไปถวายพระพรที่ตำหนักฮองเฮา เพียงเพื่อจะได้ยินเสียงอ้อแอ้ของลูกผ่านฉากกั้น

แรกเริ่มฮ่องเต้ยังทรงอนุญาต แต่ภายหลังฮองเฮากล่าวว่าองค์ชายต้องการการพักผ่อนอย่างสงบ ตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่ได้พบหน้าลูกอีกเลย

มาบัดนี้ ลูกคนที่สองก็ถูกอุ้มจากไปอีกแล้ว

นางนอนนิ่งอยู่บนเตียงคลอดที่เปรอะเปื้อน ราวกับซากเปล่ากลวงที่ถูกสูบวิญญาณออกไป แม้แต่น้ำตาก็ยังมิอาจไหลริน

ยังไม่ทันพ้นช่วงอยู่เดือน กูกูผู้ดูแลจากตำหนักฮองเฮาก็มาแจ้งให้นางไปเข้าเฝ้าถวายพระพรเช้าเย็นตามธรรมเนียม

เหวินลิ่งอี๋ฝืนพยุงร่างกายที่ยังไม่หายดีไปจนถึงตำหนักเฟิ่งอี๋

ฮองเฮามู่หรงซูกำลังอุ้มหยอกล้อองค์หญิงน้อยอยู่ เมื่อช้อนตาขึ้นเห็นใบหน้าซีดเซียวของนาง มุมปากก็ยกยิ้มบาง ๆ “ซูเฟยมาแล้วหรือ? สีหน้าย่ำแย่ถึงเพียงนี้ หรือว่ามีความไม่พอใจอันใดต่อข้ากัน?”

“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”

“เช่นนั้นก็ดี” ฮองเฮาส่งเด็กให้แม่นม แล้วจัดระเบียบปลายแขนเสื้อของตนอย่างเนิบนาบ

“ในเมื่อเจ้าเข้าวังมาแล้ว ก็ต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ฝ่าบาทแต่งเจ้าเข้ามา เป็นเพราะเล็งเห็นชื่อเสียงของราชครูเหวินในหมู่ขุนนางบุ๋น ทรงต้องการให้ตระกูลเหวินของพวกเจ้าช่วยสร้างความมั่นคงในราชสำนัก ส่วนเจ้านั้น—”

นางทิ้งช่วงไปเล็กน้อย รอยยิ้มกดลึกลงกว่าเดิม “ก็เป็นแค่เครื่องมือผลิตทายาท การให้กำเนิดพระโอรสพระธิดาแทนข้า นั่นคือคุณค่าเพียงหนึ่งเดียวของเจ้า”

ภายนอกตำหนัก หิมะเริ่มโปรยปรายลงมา

จู่ ๆ ฮองเฮาก็หุบรอยยิ้ม “เมื่อครู่ตอนที่เจ้าเข้ามา คิ้วขมวดเล็กน้อย ถือเป็นการไม่เคารพต่อข้า ไปคุกเข่าที่ลานตำหนักเพื่อเรียกสติเสียหน่อยเถิด”

หิมะบนแผ่นหินสีเขียวค่อย ๆ ก่อตัวทับถมกันเป็นชั้น

เหวินลิ่งอี๋ถูกบังคับให้คุกเข่าลงท่ามกลางหิมะ มองดูฮองเฮาในตำหนักที่กำลังอุ้มลูกสาวที่เพิ่งจะครบเดือนของนาง ฮัมเพลงเบา ๆ ด้วยท่าทีเชี่ยวชาญราวกับเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดจริง ๆ

หัวเข่าเริ่มจากปวดแปลบ เปลี่ยนเป็นชาหนึบ และกลายเป็นไร้ความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ดวงตาของเหวินลิ่งอี๋เริ่มพร่ามัว ก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กของขันทีร้องกราบทูล “ฝ่าบาทเสด็จ—”

ชายฉลองพระองค์สีเหลืองสว่างพัดผ่านข้างกายของนาง มุ่งตรงเข้าไปในตำหนัก

“เหตุใดจึงให้นางไปคุกเข่าท่ามกลางหิมะ?” เป็นเสียงของเซียวเฉิงสี่

ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงตัดพ้ออย่างแง่งอนว่า “หม่อมฉันเพียงแค่สั่งสอนกฎระเบียบนางเล็กน้อย นางก็ทำท่าทางอ่อนแอปวกเปียกเยี่ยงนี้ ฝ่าบาทก็ทรงทราบ หม่อมฉันเกิดในตระกูลแม่ทัพ นิสัยตรงไปตรงมา ไม่มีเจตนาร้ายคิดคดอ้อมค้อมหรอกเพคะ”

สติเฮือกสุดท้ายของเหวินลิ่งอี๋ก่อนจะสลบไป คือประโยคของฮ่องเต้ที่ตรัสว่า “ช่างเถิด พานางกลับไป”

เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว

เซียวเฉิงสี่นั่งอยู่ริมเตียง เมื่อเห็นนางลืมตา หัวคิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายลง “ตื่นแล้วหรือ? หมอหลวงบอกว่าเจ้าร่างกายอ่อนแอหลังคลอด ทั้งยังโดนความเย็น ฮองเฮาเองก็ทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เจ้าอย่าเก็บเอาไปใส่ใจเลย”

เหวินลิ่งอี๋มองเขาอย่างเงียบงัน

บุรุษผู้นี้เคยเป็นวีรบุรุษผู้ควบม้าตะลุยสนามรบในความฝันวัยแรกรุ่นของนาง นางเคยเขียนบทกวีให้เขา เคยวาดภาพเหมือนให้เขา

บัดนี้เขาอยู่ตรงหน้า สวมชุดหลงเปา กล่าววาจาที่ทำร้ายจิตใจที่สุดออกมา

“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ” น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ฮองเฮาเป็นพระชายาเอกของฝ่าบาท หม่อมฉันย่อมต้องเคารพยำเกรง มิกล้ามีความขุ่นเคืองใดแม้แต่น้อย”

ทุกถ้อยคำ ล้วนหนักแน่นและนบนอบ

เซียวเฉิงสี่ชะงักไปเล็กน้อย

เหวินลิ่งอี๋ในความทรงจำของเขามิใช่คนเช่นนี้

นางมักจะน้ำตาคลอเบ้าอ้อนวอนขอให้เขาอนุญาตให้นางได้พบลูก มักจะเม้มริมฝีปากเงียบงันหลังจากถูกเขาปฏิเสธ แววตาค่อย ๆ หม่นหมองลงทีละน้อย ทว่าตอนนี้ ในดวงตาของนางกลับว่างเปล่า ราวกับบ่อน้ำนิ่งสนิทที่ไร้ชีวิตชีวา

“เรื่องของเด็ก…” เขาเอ่ยปาก พยายามหาเรื่องคุย “ให้เลี้ยงดูในนามของฮองเฮา ย่อมได้เป็นบุตรสายตรง ภายภาคหน้า...”

“นับเป็นวาสนาขององค์ชายเพคะ”

เหวินลิ่งอี๋กล่าวรับคำ ซ้ำยังหยักยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นได้สัดส่วนงดงามทว่าเย็นเยียบ “หม่อมฉันต่ำต้อย การที่ฮองเฮาทรงเมตตาเลี้ยงดูองค์ชาย ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทและฮองเฮาเพคะ”

พระมหากรุณาธิคุณ

เซียวเฉิงสี่รู้สึกจุกที่ลำคอ

นอกตำหนักมีเสียงขันทีดังขึ้น “ฝ่าบาท ฮองเฮาทรงตุ๋นน้ำแกงโสมด้วยพระองค์เอง ทรงรับสั่งว่าอากาศยามหิมะตกนั้นหนาวเย็น ขอเชิญฝ่าบาทเสด็จไปอบอุ่นพระวรกาย องค์ชายน้อยเองก็กำลังรอฝ่าบาทอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

เซียวเฉิงสี่ลุกขึ้นยืน ปรายตามองร่างบนเตียง

เหวินลิ่งอี๋หลับตาลงแล้ว คล้ายกับว่าหลับไปอีกครั้ง

เขาเดินไปถึงหน้าประตูแล้วหันกลับมา “ซูเฟย ฮองเฮานางไม่อาจตั้งครรภ์ได้ เรามักจะรู้สึกติดค้างนางอยู่เสมอ เจ้านั้นรู้ความ ก็จงเห็นใจนางให้มากหน่อยเถิด”

“เจ้าก็พักผ่อนรักษาตัวให้ดี” จู่ ๆ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ “หากตั้งครรภ์อีกครั้ง เด็กคนนั้นก็จะให้อยู่ข้างกายเจ้า ให้เจ้าเป็นคนเลี้ยงดู”

เหวินลิ่งอี๋ไม่ได้เอ่ยคำใด นางเพียงมองจ้องยอดมุ้งเงียบ ๆ ฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป

เนิ่นนานผ่านไป จู่ ๆ นางก็เอ่ยถามชิงไต้ สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฝ่าบาททรงครองราชย์มาสามปีแล้วใช่หรือไม่?”

“เพคะ พระสนม”

“ใต้หล้าสงบสุขดีแล้วหรือยัง?”

“ชายแดนเหนือสงบร่มเย็น อุทกภัยทางใต้ก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ในราชสำนักท่านราชครูเป็นผู้นำเหล่าขุนนางบุ๋น แม้จะมีข้อพิพาทกับฝั่งขุนนางบู๊อยู่บ้าง แต่โดยรวมถือว่ามั่นคงเพคะ”

เหวินลิ่งอี๋ค่อย ๆ ระบายยิ้มออกมา

รอยยิ้มนั้นช่างดูแห้งแล้งน่าเวทนา ราวกับใบไม้แห้งใบสุดท้ายในฤดูหนาว

“เช่นนั้นก็ดี”

นางกล่าว “ในที่สุด ข้าก็สามารถไปตายได้เสียที”

Expand
Next Chapter
Download

Latest chapter

More Chapters
No Comments
21 Chapters
บทที่ 1
เมื่อสามปีก่อนตอนที่นางให้กำเนิดโอรสองค์โต นางก็ไม่มีโอกาสได้มองหน้าลูกเลยแม้แต่น้อย เซียวเฉิงสี่อุ้มเด็กจากไปด้วยตัวเอง ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า“เด็กคนนี้ นับจากนี้ไปคือบุตรชายสายตรงของฮองเฮา เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย”ตอนนั้นนางยังมีเรี่ยวแรงร้องไห้อ้อนวอน พยายามดิ้นรนจะลงจากเตียงเพื่อตามไป แต่กลับถูกนางกำนัลกดตัวเอาไว้แน่นต่อมานางก็ได้เรียนรู้กฎระเบียบ ทุกวันจะไปถวายพระพรที่ตำหนักฮองเฮา เพียงเพื่อจะได้ยินเสียงอ้อแอ้ของลูกผ่านฉากกั้นแรกเริ่มฮ่องเต้ยังทรงอนุญาต แต่ภายหลังฮองเฮากล่าวว่าองค์ชายต้องการการพักผ่อนอย่างสงบ ตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่ได้พบหน้าลูกอีกเลยมาบัดนี้ ลูกคนที่สองก็ถูกอุ้มจากไปอีกแล้วนางนอนนิ่งอยู่บนเตียงคลอดที่เปรอะเปื้อน ราวกับซากเปล่ากลวงที่ถูกสูบวิญญาณออกไป แม้แต่น้ำตาก็ยังมิอาจไหลรินยังไม่ทันพ้นช่วงอยู่เดือน กูกูผู้ดูแลจากตำหนักฮองเฮาก็มาแจ้งให้นางไปเข้าเฝ้าถวายพระพรเช้าเย็นตามธรรมเนียมเหวินลิ่งอี๋ฝืนพยุงร่างกายที่ยังไม่หายดีไปจนถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ฮองเฮามู่หรงซูกำลังอุ้มหยอกล้อองค์หญิงน้อยอยู่ เมื่อช้อนตาขึ้นเห็นใบหน้าซีดเซียวของนาง มุมปากก็ยกยิ้มบาง ๆ “
Read more
บทที่ 2
คืนที่บุตรชายคนโตถูกพรากไปเมื่อสามปีก่อน เหวินลิ่งอี๋ก็เคยคิดอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดนางคือบุตรีเพียงคนเดียวของราชครูเหวิน ผู้ซึ่งเพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและแตกฉานในตำรามาตั้งแต่เยาว์วัย จนชื่อเสียงความเก่งกาจเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวงหากมิใช่เพราะฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์จนราชสำนักยังสั่นคลอน และบิดาใช้เหตุผลที่ว่า “ขุนนางบุ๋นควรผูกสัมพันธ์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับองค์กษัตริย์” ส่งนางเข้าวังแล้วล่ะก็ นางคงได้แต่งงานกับบัณฑิตหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ ร่วมร่ายกวีร่ำสุรา และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอิสระเสรีไปทั้งชาติแล้วการเข้าวังมิใช่สิ่งที่นางปรารถนาเลยสักนิดทว่าในเวลานั้น ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ใช้กำลังทหารรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ราชสำนักยังระส่ำระสาย ใต้หล้ายังไม่สงบร่มเย็นบิดาของนางคือผู้นำแห่งขุนนางฝ่ายบุ๋น การแต่งงานในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งพันธมิตรระหว่างสายเลือดกษัตริย์และขุนนาง ดังนั้นนางจึงยอมรับราชโองการแต่โดยดีทว่าในส่วนลึกของหัวใจ กลับมีความคาดหวังอันเร้นลับสายหนึ่งที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่อยากจะยอมรับซ่อนอยู่ นั่นเป็นเพราะนางเคยหลงรักเซียวเฉิงสี่จริง ๆชื่นช
Read more
บทที่ 3
คืนนั้นตอนที่เซียวเฉิงสี่มาเยือน เวลาล่วงเลยจนเกือบจะเข้ายามจื่อแล้วเหวินลิ่งอี๋ที่กำลังเตรียมตัวเข้านอน เมื่อได้ยินเสียงขาน ก็ต้องหยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วลุกขึ้นอีกครั้งชิงไต้ตั้งใจจะเกล้าผมให้ นางกลับโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก”เซียวเฉิงสี่ก้าวเข้ามาพร้อมกับไอเย็นเยือก เมื่อเห็นนางสวมเพียงชุดซับในและปล่อยผมสลวย ฝีเท้าของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย“ฝ่าบาท” เหวินลิ่งอี๋ย่อกายถวายพระพร“ลุกขึ้นเถิด” เขาทรุดตัวลงนั่งริมโต๊ะ รินชาให้ตัวเองจอกหนึ่ง “ฮองเฮาประทานนามให้องค์หญิงแล้ว ชื่อว่าอันหนิง เราคิดว่าอย่างไรเสียเจ้าก็เป็นมารดาผู้ให้กำเนิด จึงควรมาถามความเห็นจากเจ้าเสียหน่อย”เหวินลิ่งอี๋หลุบตาลงต่ำ “ฮองเฮาทรงเป็นพระมารดาขององค์หญิง พระนามที่พระองค์ประทานให้ย่อมดีเลิศอยู่แล้วเพคะ”มือของเซียวเฉิงสี่ที่กุมจอกชาอยู่บีบแน่นขึ้นถ่านไฟในตำหนักปะทุเสียงดังเป๊าะ“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว” เขาวางจอกชาลง “ที่เรามาวันนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง องค์ชายใหญ่ชันษาครบสามปี ถึงวัยที่ต้องเริ่มเรียนหนังสือแล้ว ฮองเฮาจะเป็นผู้คัดเลือกพระอาจารย์ให้เขาด้วยตนเอง”เหวินลิ่งอี๋รับฟังอย่างเงียบสงบเซียวเฉิงสี
Read more
บทที่ 4
วันรุ่งขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง กูกูผู้ดูแลความเรียบร้อยของตำหนักเฟิ่งอี๋ก็มาถึงแล้วนางกล่าวว่าเมื่อคืนตอนที่ฝ่าบาทเสด็จออกจากตำหนักซูเฟยมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ย่อมเป็นเพราะซูเฟยปรนนิบัติไม่ดีจนทำให้ฝ่าบาทกริ้ว ฮองเฮาจึงต้องการอบรมกฎระเบียบให้แก่ซูเฟยบนทางเดินในวังมีหิมะบาง ๆ กองทับถม ลมหนาวยามเช้าตรู่พัดบาดผิวราวกับใบมีดยามที่เหวินลิ่งอี๋เดินมาถึงลานกว้างหน้าตำหนักเฟิ่งอี๋ ฮองเฮากำลังสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอก กอดเตาพก นั่งประทับอยู่ตรงระเบียงทางเดิน“ซูเฟยรู้ความผิดของตนหรือไม่?” มู่หรงซูเอ่ยปากอย่างเนิบช้าณ ที่แห่งนั้นไม่ได้มีเพียงฮองเฮา แต่ยังมีเหล่าพระสนมที่มาถวายพระพร ตลอดจนเหล่านางกำนัลขันทีที่เดินผ่านไปมา“เมื่อวานซูเฟยล่วงเกินฝ่าบาท ทำให้ฝ่าบาทกริ้ว เป็นความจริงหรือไม่?” ฮองเฮาประทับนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ พลางลูบคลำปลอกเล็บอย่างเนิบช้าเหวินลิ่งอี๋คุกเข่าลง “หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”“มิกล้าหรือ?” ฮองเฮาแค่นหัวเราะเบา ๆ “เหตุใดข้าถึงได้ยินมาว่า เมื่อคืนฝ่าบาทเสด็จออกมาจากตำหนักของเจ้าด้วยสีหน้าย่ำแย่นัก เจ้าในฐานะสนม ไม่เพียงไม่อาจแบ่งเบาความกังวลพระทัย กลับทำให้ฝ่าบาทขุ่น
Read more
บทที่ 5
“ที่นี่กำลังเอะอะอะไรกัน?!” เสียงตวาดทุ้มต่ำเจือโทสะดังแว่วมาเซียวเฉิงสี่มายืนอยู่ตรงประตูตำหนักตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกลับจากการว่าราชการช่วงเช้า ซ้ำยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนชุดฉลองพระองค์เลยด้วยซ้ำสายตาของเขากวาดมองเหวินลิ่งอี๋ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอันเย็นเฉียบด้วยพวงแก้มบวมแดง ก่อนจะตวัดไปมองมู่หรงซูที่มีสีหน้าเกรี้ยวกราด หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นมู่หรงซูเปลี่ยนสีหน้าในชั่วพริบตา ขอบตาของนางแดงเรื่อ ขยับเข้าไปกราบทูลด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ฝ่าบาท ทอดพระเนตรซูเฟยสิเพคะ! หม่อมฉันเพียงแค่สั่งสอนนางเล็กน้อย นางกลับยกราชครูเหวินมาข่มหม่อมฉัน โต้เถียงทุกถ้อยคำ ไร้ซึ่งความสำนึกผิดแม้แต่น้อย! หม่อมฉันบันดาลโทสะชั่ววูบ ถึงได้...”เซียวเฉิงสี่มองดูรอยแผลบนใบหน้าของเหวินลิ่งอี๋ รอยบวมแดงนั้นดูน่าตระหนกยิ่งนักเมื่อทาบทับอยู่บนผิวที่ซีดเซียวหัวใจของเขากระตุกวูบ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาอย่างเงียบเชียบทว่าเมื่อเขาหันไปมองดวงตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาของมู่หรงซู แล้วนึกถึงความเสียสละที่นางมอบให้ตน จนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียความสามารถในการตั้งครรภ์ ความ
Read more
บทที่ 6
ก่อนออกเดินทาง เซียวเฉิงสี่แวะมาที่ตำหนักฉางซิ่นเหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่ในลานตำหนัก เมื่อเห็นเขามาจึงลุกขึ้นถวายพระพร“เราจะไปเขาซีซานสักสองสามวัน เจ้า... พักฟื้นร่างกายให้ดีเถอะ”เขามองใบหน้าที่ยังคงบวมช้ำของนาง คล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป“หม่อมฉันน้อมส่งเสด็จเพคะ”เซียวเฉิงสี่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กออกมาจากแขนเสื้อ “นี่คือยาลดรอยช้ำ เจ้าเอาไปทาเสีย”เหวินลิ่งอี๋รับเอาไว้โดยไม่ได้สบตาเขา “ขอบพระทัยเพคะ”เขาจากไปแล้วเหวินลิ่งอี๋กำขวดกระเบื้องเคลือบไว้แน่น กระทั่งเสียงขบวนเสด็จห่างไกลออกไปจนไม่ได้ยินแล้ว นางจึงยอมคลายมือออกขวดกระเบื้องร่วงหล่นลงพื้นจนแตกกระจาย เนื้อยาหกเลอะเทอะไปทั่ว“พระสนม!” ชิงไต้ร้องอุทานด้วยความตกใจ“กวาดทิ้งไปเถิด” เหวินลิ่งอี๋หันหลังเดินกลับเข้าห้องสามวันต่อมา ภายในวังก็เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดบ้างก็ว่า ก่อนที่ซูเฟยจะเข้าวังนั้นนางมีชายในดวงใจอยู่แล้ว เป็นถึงคุณชายรูปงามผู้หนึ่ง ทั้งสองเคยแลกเปลี่ยนบทกวีแทนใจกันมาก่อนหากมิใช่เพราะมีราชโองการสายฟ้าแลบลงมา พวกเขาคงได้ครองคู่ก
Read more
บทที่ 7
ค่ายที่ประทับชั่วคราวเขาซีซานห่างจากเมืองหลวงถึงสามร้อยลี้ เซียวเฉิงสี่ควบม้าตะบึงอย่างบ้าคลั่ง เขาทิ้งราชรถไว้เบื้องหลัง นำเพียงองครักษ์คนสนิทหลายสิบนายเร่งรุดเดินทางตลอดทั้งคืนยามที่มาถึงประตูวัง ท้องฟ้ายังไม่ทันสางดี ทิศทางของตำหนักฉางซิ่นยังคงมีควันดำลอยกรุ่น อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นไหม้เกรียมเขามุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักฉางซิ่นไฟถูกดับลงแล้ว ตำหนักรองถูกเผาผลาญจนเหลือเพียงโครงไม้ดำเป็นตอตะโก คานเสาบางจุดยังคงมีควันขาวลอยกรุ่นเหล่านางกำนัลและขันทีคุกเข่าหมอบกราบอยู่เต็มลาน สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว“คนเล่า?” เซียวเฉิงสี่น้ำเสียงแหบพร่า สายตากวาดมองไปทั่วซากปรักหักพังหัวหน้าขันทีตัวสั่นเทาขณะก้าวออกมาข้างหน้า “ฝ่าบาท... เพลิงโหมกระหน่ำรุนแรงนัก กว่าจะพบเห็น ตำหนักรองก็...”“เราถามพวกเจ้าว่าคนอยู่ที่ไหน!” เซียวเฉิงสี่ยกเท้าถีบขันทีที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าจนล้มกลิ้ง “พวกเจ้าล้วนหนีรอดออกมาได้ แล้วเหตุใดซูเฟยถึงออกมาไม่ได้?!”ขันทีผู้นั้นถูกถีบจนกระอักเลือด ได้แต่หมอบราบกับพื้นไม่กล้าส่งเสียงนางกำนัลน้อยที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังร้องไห้เสียงสั่น “ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตด้วยเพคะ เมื่อคืนฮ
Read more
บทที่ 8
“แม้นต้องถูกทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ก็มิอาจนึกละอาย”ยามที่นางเขียนประโยคนี้ลงไป ในใจรู้สึกเช่นไรกัน? นางล่วงรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วหรือว่าจะต้องถูกทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย แต่ก็ยังกอดเก็บความดื้อรั้นอันต่ำต้อยที่ว่า “มิอาจนึกละอายใจ” เอาไว้อีกหรือ?คืนนั้นที่เขาเอ่ยว่า “เรากับฮองเฮามีคำสาบานต่อกันมาก่อน” ยามที่นางได้ยินคำพูดนั้น พร้อมกับมองดูภาพวาดนี้ ในใจของนางจะเจ็บปวดรวดร้าวถึงเพียงใด?“ฝ่าบาท...”มู่หรงซูใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ก้าวเข้าไปหมายจะดึงแขนเสื้อของเขา “หม่อมฉันไม่ทราบว่าในภาพวาดนี้คือ...”“เจ้าไม่รู้หรือ?”เซียวเฉิงสี่สะบัดมือของนางออกอย่างแรง หันกลับมาจ้องมองนางด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “มู่หรงซู เจ้าดูภาพวาดนี้สิ! ดูตัวอักษรพวกนี้! ทำเรื่องบัดสีในวังหลวงอันใดกัน? นี่คือเรา!”เขาปาภาพวาดใส่หน้านางอย่างแรง “เจ้าบอกเรามาสิ การที่นางซ่อนภาพวาดของเราไว้ แล้วเฝ้ามองเช้าค่ำ มันเป็นความผิดอันใด?!”มู่หรงซูซวนเซถอยหลัง ริมฝีปากสั่นระริก “หม่อมฉันเพียงแต่ได้ยินข่าวลือจากพวกนางกำนัล...”“ข่าวลือรึ?” เซียวเฉิงสี่แค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นย่ำแย่ยิ่งกว่าเสียงร้องไห้ “เพียงเพราะข่าวล
Read more
บทที่ 9
เซียวเฉิงสี่นำภาพวาดนั้นกลับมายังตำหนักเฉียนชิงเขาสั่งให้คนจุดโคมไฟในตำหนักเพิ่มขึ้นอีกหลายดวง แล้วนำภาพวาดนั้นไปแขวนไว้ในจุดที่สะดุดตาที่สุดของห้องบรรทมแม่ทัพหนุ่มในภาพวาดกำลังควบม้าเหลียวหลัง นัยน์ตาคมกริบ องอาจห้าวหาญ—นั่นคือตัวเขาเมื่อสามปีก่อน และเป็นเขาในสายตาของนางทว่าบัดนี้ เขาสวมฉลองพระองค์ลายมังกรประทับอยู่บนบัลลังก์อันหนาวเหน็บ กลับไม่อาจตามหาประกายชีวิตชีวาเช่นในภาพวาดนั้นพบอีกเลยเขาไล่ข้ารับใช้ถอยออกไปจนหมด แล้วนั่งอยู่ใต้แสงโคมเพียงลำพัง ทอดพระเนตรภาพวาดนั้นมองไปมองมา ภาพเบื้องหน้าก็พลันพร่าเลือนเขาหวนนึกถึงเรื่องราวมากมายนึกถึงตอนที่นางเพิ่งเข้าวังมาใหม่ ๆ นางยังคงเด็ดดอกเหมยในอุทยานหลวงมาปักแจกัน พูดคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน แอบลอบมองเขาในงานเลี้ยงของวังหลวง และรีบหลบตาเป็นพัลวันเมื่อถูกเขาจับได้นึกถึงตอนที่นางตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก นางลูบหน้าท้องอย่างทะนุถนอม นัยน์ตาทอประกายระยิบระยับ เอ่ยถามเขาว่า “ฝ่าบาทหวังให้เป็นพระโอรสหรือพระธิดาเพคะ?”แล้วตอนนั้นเขาตอบกลับไปว่าอย่างไร?เขาตอบว่า “ฮองเฮาทรงโปรดพระโอรส หากเป็นพระโอรสก็คงจะดี”ประกายในตา
Read more
บทที่ 10
ชานเมืองหลวง เรือนพักตระกูลเหวินยามดึกสงัดไร้สรรพเสียง ทว่าภายในห้องหนังสือกลับยังมีแสงตะเกียงสว่างไสวเหวินจ้งชิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ทอดสายตามองบุตรสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาที่มักจะเฉียบขาดอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดและกรุ่นโกรธเหวินลิ่งอี๋สวมอาภรณ์สีเรียบ บนใบหน้าไร้รอยบวมแดงแล้ว แต่ยังคงซีดเซียว ร่างกายบอบบางราวกับสายลมพัดผ่านก็พร้อมจะปลิวล้มแม้แผลโบยที่แผ่นหลังจะใส่ยาทำแผลแล้ว ทว่ายามขยับตัวก็ยังคงเห็นได้ชัดถึงความแข็งเกร็ง“ท่านพ่อ” นางเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเหวินจ้งชิงลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาตรงหน้านาง ยกมือขึ้นหมายจะลูบใบหน้านั้น ทว่ากลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศมือคู่นี้เคยตวัดกวัดแกว่งชี้นำเหล่าขุนนาง สั่งการกำหนดชะตาแว่นแคว้นในราชสำนัก แต่ยามนี้กลับสั่นสะท้าน กระทั่งจะแตะต้องบุตรสาวยังไม่กล้า“เป็นความผิดของพ่อเอง” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “เป็นเพราะปีนั้นพ่อส่งเจ้าเข้าวัง คิดว่าจะปกป้องเจ้าได้ คิดว่าอย่างน้อยฝ่าบาทก็คงจะเห็นแก่หน้าพ่อ แล้วดีต่อเจ้าบ้าง”เขาหลับตาลง “เป็นพ่อที่ไร้เดียงสาเกินไป”“ไม่โทษท่านพ่อหรอกเจ้าค่ะ”เหวินลิ่งอี๋กล่าวอย่างเรี
Read more
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status