INICIAR SESIÓNด่านชายแดนถูกตีแตก แม่ทัพน้อยตระกูลกู้ลงนามในหนังสือทัณฑ์บนทหารว่า “หากไม่ทำลายล้างโหลวหลาน จะไม่ขอหวนคืนกลับมา” เสด็จพ่อทรงพระเกษมสำราญยิ่ง ตัดสินพระทัยประทานสมรสพระราชทาน ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างรับรู้ว่ากู้อวี่หลานกับเสด็จพี่หญิงของข้ามีใจปฏิพัทธ์ตรงกัน ทว่าเขากลับเลือกข้า คืนวันวิวาห์ เขายืนอยู่หน้าเตียงด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชา “เดินทางไปชายแดนครานี้ มีโอกาสรอดเพียงหนึ่งในสิบ กระหม่อมไม่อยากให้เหยาเอ๋อร์ต้องมาเผชิญคราวเคราะห์นี้” “พระมหากรุณาธิคุณยากจะปฏิเสธ กระหม่อมจำต้องเลือกท่าน ทำให้ท่านต้องน้อยเนื้อต่ำใจแล้ว” ข้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง อดมิได้ที่จะย้อนถามกลับไป “เช่นนั้นข้านับเป็นตัวอันใดเล่า?” เขายิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เย็นชาเหินห่าง “ถือว่ากระหม่อมติดค้างท่านก็แล้วกัน” เขาผลักประตูแล้วเดินจากไป ข้าถึงได้ระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก กู้อวี่หลานหารู้ไม่ว่า ตัวข้าเองก็มีบุรุษในดวงใจอยู่ตั้งนานแล้ว ถือว่าต่างฝ่ายต่างไม่ติดค้างกัน เฝ้าด่านชายแดนเจ็ดปี เผชิญความตายสิบส่วนรอดเพียงส่วนเดียว ข้าอยู่เคียงคู่ร่วมเป็นร่วมตายกับเขา ถูกลอบสังหาร ถูกซุ่มโจมตี เคยได้รับบาดเจ็บ เคยหนีตายเอาชีวิตรอด... ข้าไม่เคยตัดพ้อบ่นว่า ทว่ากลับทุ่มเทสุดจิตสุดใจช่วยเขาตรึงขวัญกำลังใจของกองทัพ และดูแลสะสางงานพลาธิการ กระทั่งยามที่กู้อวี่หลานบาดเจ็บสาหัส จำต้องใช้ดีงูที่มีพิษร้ายแรงเพื่อขับพิษ ข้ายังยอมเสี่ยงอันตรายด้วยตนเอง ไปเสาะหาดีงูมาได้จากถ้ำเบญจพิษ ในที่สุด กู้อวี่หลานก็ตีทัพโหลวหลานจนแตกพ่าย ผนวกซีอวี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินมาตุภูมิ ภายหลังยกทัพกลับด้วยชัยชนะ เสด็จพ่อทรงแต่งตั้งเขาขึ้นเป็นอ๋องต่างแซ่ และทรงตรัสถามว่าเขาต้องการรางวัลพระราชทานใด “กระหม่อมกราบทูลขอลดขั้นภรรยาเอกกลายเป็นอนุ เปลี่ยนมาตบแต่งองค์หญิงอวิ๋นเหยาเป็นภรรยาเอกแทนพ่ะย่ะค่ะ” ในท้ายที่สุด เขาก็ยังคงเลือกตบแต่งเสด็จพี่หญิงอยู่ดี ทว่ายังดีที่ในที่สุดข้าเองก็สมปรารถนาตามที่หวัง สามารถจากไปเสียที
Ver másและข้าก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นฮูหยินตราตั้ง เนื่องจากผลงานของเสิ่นเยี่ยนเช่นกันชีวิตราบรื่นไร้เรื่องทุกข์ร้อน วันเวลาผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัวผ่านไปอีกห้าปี เนี่ยนอันบุตรชายของพวกเราเติบโตเป็นเด็กชายที่ร่าเริงน่ารักคนหนึ่งแล้วเสิ่นเยี่ยนยังคงเป็นอัครเสนาบดีผู้มีใจห่วงใยใต้หล้า ส่วนข้าก็ยังคงเป็นภรรยาที่เฝ้าอยู่เคียงข้างเขาวันนี้ข้าพาเนี่ยนอันไปซื้อขนมที่ถนนเมื่อเดินไปถึงมุมถนน ขอทานที่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ารุงรังหน้าตาเนื้อตัวมอมแมมคนหนึ่งได้ขวางพวกเราไว้บนตัวเขาส่งกลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้ ผมยุ่งเหยิงปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่งยื่นมือที่ผอมแห้งออกมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า“ฮูหยิน ทำทานหน่อยเถิด ขออาหารให้กินสักหน่อย”เนี่ยนอันตกใจจนหลบไปอยู่ข้างหลังข้าข้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ให้สาวใช้หยิบเงินเศษจำนวนหนึ่งยื่นให้เขาทว่าเขามิได้มารับ แต่กลับค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้านั้นเป็นกู้อวี่หลานไม่ได้เจอกันห้าปี เขาเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้แล้วความสง่าผ่าเผยในอดีตอันตรธานไปสิ้นแล้ว เหลือเพียงความทุกข์ยากและร่องรอยแห่งความเสียใจเต็มใบหน้าดวง
“ส่วนเจ้า” เขาจ้องมองอวิ๋นเหยา แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความขยะแขยง “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ระหว่างเจ้ากับข้าถือว่าตัดขาดสิ้นเยื่อใย!”พูดไม่ทันขาดคำ เขาพลันเงื้อมือขึ้น ฟาดฝ่ามือฉาดใหญ่ลงบนใบหน้าของอวิ๋นเหยาอย่างรุนแรงเสียง “เพียะ” ดังสนั่นชัดเจน อวิ๋นเหยาถูกตบจนใบหน้าหันไปอีกทาง โลหิตสดๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปากนางจ้องมองกู้อวี่หลานอย่างยากที่จะยอมรับได้“ท่านถึงกับกล้าลงมือตบตีข้าเชียวรึ?”กู้อวี่หลานมิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด เพียงแค่ใช้สายตาอันเย็นเยียบเฝ้ามองนางอวิ๋นเหยาทั้งโกรธเคืองระคนเคียดแค้น พลางหมุนตัววิ่งตรงไปยังวังหลวงทันทีเรื่องราวนี้แพร่สะพัดไปเข้าถึงพระกรรณของฮ่องเต้อวิ๋นถิงอย่างรวดเร็วยิ่งเดิมทีอวิ๋นถิงก็ระแวดระวังเพราะกู้อวี่หลานมีผลงานความดีความชอบสูงส่งจนข่มบารมีโอรสสวรรค์อยู่แล้ว ยามนี้กู้อวี่หลานถึงกับบังอาจลงไม้ลงมือทุบตีองค์หญิง และดูหมิ่นเกียรติยศของราชวงศ์ เรื่องนี้ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหลืออดเหลือทนพระองค์ทรงออกราชโองการ ณ เวลานั้นทันที ให้จับกู้อวี่หลานโยนเข้าคุกหลวง เพื่อรอการลงทัณฑ์ข่าวคราวเรื่องกู้อวี่หลานถูกจองจำในคุกหลวงส่งไปถึงด่านชายแดน พลันก่อ
“เสิ่นเยี่ยน ไม่ว่าท่านจะตกอยู่ในสภาพใด ข้าล้วนไม่ใส่ใจเลย เวลาที่เหลืออยู่หลังจากนี้ ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอ”เสิ่นเยี่ยนมองดูข้า แววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยน“ได้”วันนั้นแสงแดดกำลังดี สายลมโชยแผ่วไม่แห้งแล้งอึดอัดระคายเคือง พวกเราเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายในเรือนหลังเล็กๆ แห่งนี้ปราศจากการแก่งแย่งชิงดีของราชสำนัก ปราศจากการหักเหลี่ยมเฉือนคมในจวนอ๋อง ปราศจากประกายดาบเงากระบี่ ณ ด่านชายแดนมีเพียงความสงบเรียบง่ายของชีวิตประจำวัน และความอบอุ่นใจที่ได้ประคับประคองร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเสิ่นเยี่ยนเปิดสำนักศึกษาแห่งหนึ่งในเมือง คอยสอนเด็กๆ อ่านตำราและคัดอักษรส่วนข้าก็จัดการงานบ้านงานเรือน บางครั้งบางคราวก็ช่วยเขาคัดลอกตำรายามว่างเว้นจากงาน พวกเราจะพากันไปเดินเล่นริมแม่น้ำด้วยกัน ดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินด้วยกัน เสวนาเรื่องบทกวีคำกลอนด้วยกัน และวาดฝันถึงอนาคตเบื้องหน้าร่วมกันวันเวลาแม้จะยากจนข้นแค้น ทว่ากลับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขหนึ่งปีให้หลัง พวกเรามีบุตรชายที่น่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าเนี่ยนอัน มีความหมายสื่อถึงความคิดถึงคำนึงหาและความสงบสุขปลอดภัยแต่ทางฝั่งเมืองหลวงกลับเป็น
ไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้าไปเกลี้ยกล่อมเขายามค่ำคืนดึกสงัดผู้คนเงียบงัน ในโถงตั้งศพเหลือเพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นเขายื่นมือออกไป พลางลูบไล้โลงศพอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังลูบไล้สิ่งล้ำค่าที่รักถนอมที่สุด“อวิ๋นซี ขอโทษด้วย…”เขาพึมพำเสียงต่ำ“รอให้ข้าจัดการเรื่องราวที่นี่เสร็จสิ้น ก็จะไปหาเจ้า...”ทว่าเขาไม่รับรู้เลยว่า ในยามที่ตนเองจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความสำนึกเสียใจภายหลังนั้น คนที่ฮองเฮาส่งมาได้ลอบเข้าไปในสุสานอย่างเงียบเชียบแล้วเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อเจ็ดปีก่อน พวกเขาอาศัยความมืดของราตรี ขุดเปิดหลุมศพของข้าออก แล้วยกตัวข้าออกมาจากโลงศพผู้นำขบวนคือหลี่มามาคนสนิทของฮองเฮา นางมองดูข้าที่ “ตายแล้วฟื้นคืนชีพกลับมา” บนใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เพียงแค่กล่าวอย่างเย็นชาว่า“องค์หญิง ฮองเฮาตรัสแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป ท่านมิใช่องค์หญิงอีกต่อไป และห้ามกลับมายังเมืองหลวงอีกเด็ดขาด นี่เป็นค่าเดินทาง ท่านดูแลตัวเองให้ดีเถิด”ข้าพยักหน้า มิได้เอ่ยปากพูดสิ่งใดความอดกลั้นเจ็ดปี การเสียสละทุ่มเทเจ็ดปี การเฝ้ารอคอยเจ็ดปี ในที่สุดก็ปิดฉากลง ณ วินาทีนี้ในที่สุดข้าก็เป็นอิสระแล้วคนของหลี่มามาส่งข





