INICIAR SESIÓNข้าใช้เวลาสิบปี เคียงข้างลู่สิงโจวมาตั้งแต่วันที่เขาเป็นองค์ชายผู้ตกอับ จนก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ฮ่องเต้ แต่หลังจากเขาขึ้นครองราชย์ สิ่งแรกที่ข้าทำกลับเป็นการยื่นคำร้องขอถอนชื่อออกจากทะเบียนนางกำนัล เพื่อออกจากวังหลวง ตามกฎของวัง นางกำนัลทั่วไปเมื่ออายุยี่สิบห้าปีก็สามารถออกจากวังได้ ปีนี้ข้าอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว ล่วงเลยกำหนดมาสองปี ถึงเวลาต้องออกจากวังไปแต่งงานแล้ว หลังจากไปลงทะเบียนที่กรมวังเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าผู้ดูแลบอกข้ากลับมารับป้ายอนุญาตอีกครึ่งเดือน จากนั้นก็จะออกจากวังได้ เมื่อได้ยินคำตอบนั้น ข้าก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ราวกับยกภูเขาออกจากอก ระหว่างเดินกลับตำหนัก เพิ่งก้าวถึงหน้าประตู ก็เห็นสาวใช้และบ่าวรับใช้คุกเข่าเต็มพื้น ทุกคนร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ ตัวสั่นเทิ้มไปหมด พอเห็นข้าก็ราวกับเห็นผู้มาช่วยชีวิต “เจ้าพี่หมิงเยว่! ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”
Ver másหนึ่งชั่วยามต่อมา ทางวังก็ส่งคนมารับลู่สิงโจวกลับไปภายหลังข้าจึงได้รู้ว่า มือสังหารในวันนั้นคือพวกที่เหลือรอดของตระกูลหลิ่วทว่าเมื่อลู่สิงโจวฟื้นขึ้นมา เขากลับสูญเสียความทรงจำถึงกระนั้น ผู้คนในวังต่างรู้กันดีว่า ไม่ว่าราชกิจจะยุ่งเพียงใด เขาก็ยังคงไปดูแลต้นมะลิในอุทยานหลวงทุกวันวันเวลายังคงไหลผ่านไปอย่างเนิบช้าในเมืองเล็ก ข้ากับหลินเฟิงใช้ชีวิตอันสงบสุขต่อไปดังเดิมวันหนึ่ง ข้ากำลังตั้งใจปักภาพดอกโบตั๋นอยู่ในร้านปักผ้า จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากหน้าประตูข้าวางเข็มปักในมือลงแล้วลุกขึ้นไปดู ก็เห็นองครักษ์ในอาภรณ์หรูหรากลุ่มหนึ่งห้อมล้อมรถม้าคันงามที่จอดอยู่หน้าโรงปักผ้าม่านรถม้าถูกแหวกออกเบา ๆ สตรีผู้มีท่วงท่าสง่างามค่อย ๆ ก้าวลงมาเมื่อข้าเพ่งมองให้ชัด ก็พบว่านางคือชุนเอ๋อร์นางสวมชุดชาววังสีเขียวอ่อน ประดับศีรษะด้วยมุกหยก ดูสูงศักดิ์และงามสง่ายิ่งเมื่อเห็นข้า แววตาของนางก็ฉายประกายยินดี ก่อนจะรีบเดินตรงเข้ามาหา“พี่หมิงเยว่ ในที่สุดข้าก็หาท่านพบ”ชุนเอ๋อร์จับมือข้าไว้ น้ำเสียงเจือความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยข้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าชุนเอ๋อร์จะมาปรากฏตัว
ลู่สิงโจวยืนอยู่หน้าประตู มองร่างอันคุ้นเคยตรงหน้า ถ้อยคำนับพันนับหมื่นอัดแน่นอยู่ในลำคอ จนชั่วขณะหนึ่งไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้เขาค่อย ๆ ก้าวเข้ามาในลาน พลางเรียกเสียงแผ่ว “หมิงเยว่...”เมื่อได้ยินเสียงนั้น ข้าสะดุ้งหันกลับไปทันที และในวินาทีที่เห็นลู่สิงโจว ทั้งร่างก็แข็งค้างหลินเฟิงก้าวมาขวางหน้าข้าโดยสัญชาตญาณ พลางมองลู่สิงโจวอย่างระแวดระวังสายตาของลู่สิงโจวมองข้ามหลินเฟิงตรงมายังข้า แววตาเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งและความรู้สึกผิด “หมิงเยว่ ข้าตามหาเจ้ามานานเหลือเกิน”ข้าเคยคิดมาตลอดว่า หากได้พบเขาอีกครั้ง หัวใจข้าคงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ทว่าไม่คาดคิดเลยว่า ภายในใจกลับสงบนิ่งอย่างยิ่งเมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่สิงโจวก็ราวกับคนเสียสติ โผเข้ากอดข้าไว้แน่น “หมิงเยว่ ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน กลับวังไปกับข้า มาเป็นฮองเฮาของข้า ดีหรือไม่”ข้าผลักเขาออก สีหน้าไร้ทั้งความโศกเศร้าและยินดี “ฝ่าบาท เชิญกลับไปเถิด”เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่สิงโจวก็รวบข้าเข้าสู่อ้อมแขนอีกครั้ง แรงที่ใช้ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนข้าหายใจแทบไม่ออกหลินเฟิงกระชากเขาออกทันที ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะ “หากฝ่าบาทรักหมิงเยว่จ
ในเวลาเดียวกัน ข้ากับหลินเฟิงก็ไม่ได้อยู่นิ่งในเมืองเล็กแห่งนั้นพวกเราศึกษาคัมภีร์โบราณที่ชายชรามอบให้อย่างละเอียด หวังจะค้นหาหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อกบฏของตระกูลหลิ่ววันหนึ่ง ข้าพบแผ่นหนังแกะเก่าเหลืองซีดซ่อนอยู่ตามรอยแยกของคัมภีร์ บนแผ่นหนังมีสัญลักษณ์และเครื่องหมายประหลาดวาดเอาไว้“หลินเฟิง รีบมาดูนี่!” ข้าเรียกเขาด้วยความตื่นเต้นหลินเฟิงโน้มตัวเข้ามา เพ่งพินิจแผ่นหนังแกะ พลางขมวดคิ้วแน่น “สัญลักษณ์พวกนี้ดูเหมือนรหัสลับบางอย่าง อาจเกี่ยวข้องกับแผนการของตระกูลหลิ่วก็ได้”พวกเราจึงเริ่มค้นคว้าตำราต่าง ๆ และขอคำชี้แนะจากผู้รู้ในเมืองหลายคน จนในที่สุดก็ถอดความหมายของสัญลักษณ์เหล่านั้นได้สำเร็จที่แท้ บนแผ่นหนังแกะบันทึกสถานที่และเวลาที่ตระกูลหลิ่วใช้ติดต่อกับกองกำลังฝ่ายต่าง ๆ อย่างลับ ๆ“นี่เป็นการค้นพบครั้งใหญ่จริง ๆ!” หลินเฟิงกล่าวด้วยความตื่นเต้น “เมื่อมีข้อมูลพวกนี้ เราก็จะสาวไปถึงพวกพ้องของตระกูลหลิ่ว และกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากได้”ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจนำข่าวนี้ไปแจ้งแก่เสนาบดีผู้คอยสนับสนุนหลินเฟิงในการรวบรวมหลักฐานมาโดยตลอดเพื่อให้ข่าวส่งถึงอย่างปลอดภัย
ทันใดนั้น ประตูตำหนักบรรทมก็ถูกผลักเปิดออก หลิ่วรั่วอินก้าวเข้ามาด้วยท่าทีอ่อนช้อย“ฝ่าบาท ท่านไม่ได้อยู่กับหม่อมฉันมานานแล้วนะเพคะ”สิ้นเสียงนาง ลู่สิงโจวก็พุ่งเข้าบีบคอนางทันที"เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้า"ความอึดอัดจากการขาดอากาศหายใจถาโถมเข้าใส่ ใบหน้าของหลิ่วรั่วอินซีดเผือดในพริบตา“ฝ่าบาท... ท่านทำหม่อมฉันเจ็บ!”ลู่สิงโจวไม่สนใจแม้แต่น้อย แรงที่บีบคอยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆเสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น หลิ่วรั่วอินรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงที่ลำคอ นางจึงกัดมือของลู่สิงโจวที่กำลังบีบคอตนโดยสัญชาตญาณลู่สิงโจวขมวดคิ้ว ก่อนจับศีรษะของนางกระแทกเข้ากับเสาเตียงครั้งหนึ่ง... สองครั้ง...เลือดไหลอาบลงมาจากหน้าผากของหลิ่วรั่วอิน ภาพนั้นชวนหวาดหวั่นเป็นอย่างยิ่งดวงตาของลู่สิงโจวแดงก่ำ ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งก่อนที่หลิ่วรั่วอินจะหมดสติ นางถอดปิ่นปักผมออก แล้วแทงเข้าไปยังบริเวณหัวใจของลู่สิงโจวอย่างแรง“ทหาร! คุ้มกันฝ่าบาท!”องครักษ์กลุ่มหนึ่งถือดาบบุกเข้ามา ก่อนช่วยกันกดหลิ่วรั่วอินลงกับพื้นลู่สิงโจวกุมหน้าอก หอบหายใจหนัก “หลิ่วรั่วอินคิดลอบสังหารข้า งประหารชีว