Masukขณะนั้นเองในรถอีกคัน ชายแปลกหน้าซึ่งขับตามมาและจอดรถซุ่มดูอยู่ไม่ห่างนัก ก็รีบกดโทรศัพท์หาผู้เป็นเจ้านายทันที
“ผมอยู่หน้าบ้านของคุณนิชมลแล้วครับนาย เมื่อสักครู่นี้คุณเลิศภพลงมาจ่ายเงินให้กับป้าคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของบ้านเช่า” ลูกน้องรายงานตามที่เห็น
“นี่ถึงขนาดเช่าบ้านให้กันอยู่เลยเหรอ มันชักจะมากเกินไปแล้ว!” อัคนีกำมือเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนเขียวครึ้ม ก่อนจะสั่งการอะไรบางอย่างผ่านโทรศัพท์มือถือ แล้วจึงก้าวออกจากห้องนั่งเล่น ขึ้นไปยังห้องของหลานสาวตนเอง
อรนิดามองอาหนุ่มด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความสดใสโดยสิ้นเชิง ร่างสูงเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนเตียงใกล้ๆ ผู้เป็นหลานสาว พร้อมกับยกมือขึ้นวางบนศีรษะเล็กๆ และลูบเบาๆ อย่างรักใคร่แกมเอ็นดู
“เป็นไงบ้าง...ยังเจ็บแผลอยู่ไหม”
“ไม่ค่อยเจ็บแล้วค่ะ”
“สบายใจได้แล้วนะ อาจัดการเรื่องผู้หญิงคนนั้นให้เรียบร้อยแล้ว อารับรองว่าเขาจะไม่มายุ่งกับเลิศภพอีก” คนเป็นอาเอ่ยปลอบด้วยสีหน้าที่แสร้งทำเป็นยิ้มแย้ม หากในใจกลับขุ่นเคืองพยาบาลสาวคนนั้น ราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
“จริงๆ เหรอคะอาเพลิง!” ประโยคดังกล่าวทำเอาอรนิดาเบิกตาโตเป็นไข่ห่าน แล้วรีบโผเข้ากอดอาหนุ่มอย่างดีใจทันที
“จริงสิ...” อัคนีคลี่ยิ้มบางๆ แววตาเป็นประกายอ่อนโยน “แต่อรต้องสัญญากับอานะ ว่าจะไม่ทำอะไรโง่ๆ แบบวันนั้นอีก รู้ไหมว่าอาเจ็บปวดมากแค่ไหน”
“อรขอโทษค่ะอาเพลิง...” เสียงใสดังงุ้งงิ้งอยู่ในอ้อมอกแกร่ง ก่อนจะผละใบหน้าออกมายิ้มหวาน “อรสัญญาค่ะว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว”
อัคนีพยักหน้ายิ้มๆ “ดีมากจ้ะ เป็นหลานสาวอาเพลิงต้องเข้มแข็งและห้ามยอมแพ้อะไรง่ายๆ เข้าใจไหม”
“ค่ะอาเพลิง”
อรนิดารับคำพลางยิ้มอวดฟันขาวสะอาด เมื่อผู้เป็นอาออกปากว่าจะจัดการกับศัตรูหัวใจให้ เธอเกลียดผู้หญิงมากเล่ห์คนนั้นนัก! ที่ผ่านมาเลิศภพไม่เคยทำตัวห่างเหินและให้ความสำคัญกับเธอเป็นอันดับหนึ่งอยู่เสมอ แต่พอมีนิชมลเข้ามา เขาก็เริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป
“อรรักอาเพลิงค่ะ รักที่สุดเลย”
สาวน้อยบอกอย่างเอาใจ แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอาหนุ่ม ผู้เปรียบเสมือนดั่งพ่อกับแม่ของเธอด้วยความซาบซึ้ง เขาใจดีและตามใจเธอเสมอ อรนิดารู้ว่าหากอัคนีรับปากอะไรแล้ว เขาจะทำตามที่สัญญาได้ทุกครั้ง
นิชมลเดินออกมาจากโรงพยาบาลในตอนเย็นหลังเลิกงานเพื่อไปรอรถเมล์ที่ป้าย ในระหว่างทางนั้นเธอได้แวะกดเงินในตู้เอทีเอ็ม ด้วยหวังว่าจะนำไปคืนให้กับเลิศภพในวันพรุ่งนี้ มือบางสอดบัตรเข้าไปในเครื่องและกดรหัสจำนวนสี่หลัก จากนั้นก็กดเลือกจำนวนเงิน ซึ่งไม่กี่อึดใจตู้ก็ส่งเงินตามจำนวนที่กดออกมาให้ นิชมลนับเงินก่อนจะหยิบใส่ลงในกระเป๋าสตางค์อย่างเรียบร้อย แล้วจึงค่อยเดินต่อไปยังป้ายรถเมล์
ระหว่างที่ร่างบางในชุดพยาบาลสีขาวสะอาดตากำลังเดินอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งวิ่งปราดเข้ามาประชิดด้านหลัง โดยใช้ความว่องไวกระชากเอากระเป๋าสะพายของเธอไปอย่างรวด เร็ว นิชมลยืนอึ้งอยู่เพียงเสี้ยววินาทีด้วยความตกใจ และเมื่อนึกได้ว่าตัวเองถูกกระชากกระเป๋า จึงรีบวิ่งตามพร้อมกับร้องตะโกนให้คนช่วย
“ช่วยด้วยค่ะ!!! ช่วยด้วยค่ะ!!!”
หลายคนหันมามองตาม หากก็ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วย ทำให้นิชมลหมดหวัง เพราะโจรกระชากกระเป๋าเริ่มวิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ แต่แล้วโจรคนนั้นก็ถูกขัดขวางด้วยร่างสูงสง่าของใครคนหนึ่ง
“ส่งกระเป๋านั้นคืนมาซะ” เสียงทุ้มทรงอำนาจดังกังวานขึ้น
“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็อย่ามาแส่ หลีกไปโว้ย!” โจรชั่วหน้าแดงก่ำด้วยความเดือดดาล
“แล้วถ้าฉันไม่หลีกล่ะ”
“งั้นก็ตายซะ!”
พูดจบ...โจรชั่วก็ชักมีดที่เหน็บไว้ด้านหลังออกมา แล้วดีดปลายด้ามเสียงดังกริ๊ก ความแวววาวของมีดเล่มนั้นบ่งบอกว่ามันคมมากแค่ไหน เพียงแค่เฉียดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย คงจะทำให้เนื้อขาดวิ่นเป็นแน่ โจรร้ายแสยะยิ้มอย่างเป็นต่อเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีอาวุธใดๆ มันรีบพุ่งเข้าหาชายหนุ่ม โดยหวังจะเสียบท้องให้ไส้ทะลัก และคิดว่าระยะแค่นี้มันไม่พลาดแน่ ทว่าร่างสูงก็สามารถเอี้ยวตัวหลบว่องไว ปลายด้ามของมีดวืดพลาดเป้า ทำให้โจรชั่วเสียหลัก ชายหนุ่มพลเมืองดีจึงใช้ลำแขนข้างหนึ่ง กระแทกเข้าใส่ข้อมือของโจรเต็มแรง จนมีดเล่มนั้นกระเด็นตกลงไปที่พื้น แล้วลำขาแกร่งอีกข้างของชายหนุ่มพลเมืองดีคนนั้น ก็ยกขึ้นเตะเข้าที่ชายโครงของโจรชั่วดังป้าบๆๆ ก่อนที่เขาจะเข้าคลุกวงใน ประเคนเข่าใส่บริเวณชายโครงของโจรติดๆ กันหลายครั้ง จนมันทรุดตัวลงไปนอนแผ่หลากับพื้น ท่ามกลางเสียงไทยมุงที่เฮดังลั่นเมื่อเห็นคนชั่วสิ้นฤทธิ์!
ปี๊ดๆ ปี๊ดๆ
เสียงนกหวีดดังขึ้น ตำรวจสองนายรีบวิ่งเข้ามาจับคนร้ายที่ลงไปนอนหมอบอยู่กับพื้น จากนั้นไทยมุงก็สลายตัวไป ร่างสูงใหญ่จึงก้มลงไปหยิบกระเป๋าแล้วนำมาคืนให้กับหญิงสาว
ทันทีที่เห็นคนช่วยเต็มตา นิชมลก็ถึงกับสะดุดลมหายใจตัวเองไปชั่วขณะ เธอจำได้แม่น ‘เขา’ คือผู้ชายคนเดียวกับที่เธอวิ่งไปชนบนโรงแรมเมื่อหลายเดือนก่อน ไม่อยากเชื่อว่าเขาจะเป็นคนช่วยเธออีกครั้งในวันนี้
“ขะ...ขอบคุณมากนะคะ” เสียงหวานเอ่ยขึ้น และรู้สึกว่ามันติดขัดไปหมด เพราะเธอกำลังสะดุดลมหายใจตัวเองด้วยความตื่นเต้น
“ไม่เป็นไรครับ” เสียงทุ้มบอกพร้อมกับยิ้มละไมให้
ให้ตายสิ! หัวใจของนิชมลกำลังจะละลายไปกับรอยยิ้มแสนเสน่ห์ของเขา ใบหน้าเนียนใสเริ่มระเรื่อจนกลายเป็นสีแดงแจ๋ ทำให้อัคนีหัวเราะออกมาเบาๆ
“ท่าทางคุณจะยังไม่หายตกใจใช่ไหม”
“เอ่อ...ค่ะ”
“ดีใจที่ได้พบกันอีกครั้งนะครับสาวน้อย”
คำพูดประโยคนั้น ทำให้นิชมลรู้ว่าเขาเองก็จำเธอได้เช่นกัน ดวงตาคู่สวยมองใบหน้าหล่อคมคายเต็มตา หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นอย่างลิงโลด จนต้องรีบเอ็ดตัวเองว่ามิควรแสดงอาการเช่นนั้นต่อหน้าเขา
“ค่ะ”
“คุณกำลังจะไปไหนครับ ให้ผมไปส่งไหม” อัคนีเอ่ยอาสา
“เอ่อ...ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกำลังจะกลับบ้านพักน่ะค่ะ ฉันกลับเองได้”
“คุณไม่ไว้ใจผม?” คิ้วเข้มดกดำเลิกขึ้นเป็นเชิงถาม
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” เสียงหวานรีบบอกอย่างลนลานเพราะกลัวเขาจะเข้าใจผิด พร้อมกับไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกเช่นนี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งเจอกันแค่สองครั้งเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผมไปส่งนะ ผมเป็นห่วงความปลอดภัยของคุณ”
“คือ...คือว่า...” ริมฝีปากรูปกระจับจิ้มลิ้มเม้มเข้าหากันด้วยความลังเล
“ถ้าคุณปฏิเสธ ผมจะถือว่าคุณรังเกียจ” อัคนีทิ้งไม้ตาย พลางยิ้มกริ่มในใจ
“เปล่านะคะ คือฉันไม่อยากรบกวนต่างหาก แค่นี้ฉันก็เป็นหนี้บุญคุณของคุณจะแย่อยู่แล้ว” นิชมลบอกเสียงอ่อยๆ
“ถ้าอย่างนั้นผมจะให้คุณตอบแทนบุญคุณผมก็แล้วกัน คุณจะได้ไม่รู้สึกว่าติดค้าง ตกลงไหมครับ”
“ตอบแทนยังไงคะ?” คิ้วเรียวงามยับย่นขณะเอียงคอมองเขาอย่างสงสัย
“ไปขึ้นรถก่อนครับ แล้วผมจะบอกคุณ...” ริมฝีปากหยักได้รูปคลี่ยิ้มแสนเสน่ห์อีกครั้ง ทำเอานิชมลหัวใจกระตุกวูบไหวเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
“ก็ได้ค่ะ”
เขาผายมืออย่างสุภาพ แล้วเดินนำหญิงสาวไปยังรถเมอร์ซิเดสเบนซ์สปอร์ตสีแดงเงาวับ ซึ่งจอดอยู่ริมฟุตบาทห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตร
งานแต่งงานระหว่าง ‘อัคนี’ และ ‘นิชมล’ ถูกจัดขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา คนที่มาร่วมงานเป็นเพียงคนในครอบครัวและคนสนิทเท่านั้นบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเองและความชื่นมื่น เดวิดกับซาร่าบินตรงจากประเทศอังกฤษเพื่อมาร่วมงานของลูกสาวบุญธรรม เช่นเดียวกับพ่อและแม่ของนิชมลที่มาร่วมงานนี้ด้วย“แด๊ดกับมัมขอให้ลูกมีความสุขมากๆ นะแนนซี่” ซาร่ากล่าวอวยพร“ขอบคุณค่ะ มัมไม่โกรธใช่ไหมคะ ที่แนนซี่ไม่ได้อยู่ดูแลมัมแล้ว”“จะโกรธทำไมล่ะลูก ความสุขของแนนซี่กับพอลสำคัญที่สุด” ซาร่าตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบอะไรบางอย่าง “เขาหล่อมากเลยนะแนนซี่”นิชมลยิ้มเขินๆ “ค่ะมัม”“ฉันฝากแนนซี่กับพอลด้วยนะคุณอัคนี” ซาร่าหันไปทางเจ้าบ่าว“ผมสัญญาด้วยชีวิตครับว่าจะดูแลทั้งสองคนให้ดีที่สุด” ชายหนุ่มยืนยันด้วยน้ำเสียงและแววตาที่หนักแน่น“ขอบคุณมากๆ”“ผมต่างหากที่ต้องพูดคำนี้ เพราะคุณซาร่ากับคุณเดวิดช่วยดูแลภรรยาและลูกชายของผมเป็นอย่างดี...” อัคนียกมือขึ้นไหว้สองสามีภรรยาชาวอังกฤษ“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะแนนซี่คือลูกสาวของเราเหมือนกัน”การอวยพรของเดวิดและซาร่าจบลงด้วยความซาบซึ้ง จากนั้นก็เป็นแขก
คืนนี้พระจันทร์ทรงกลดทอแสงอร่ามเรืองอยู่เหนือยอดมะพร้าวที่ไหวไปมาน้อยๆ ช่างแลดูงดงามยิ่งนัก ก่อนเข้านอนบรรยากาศนั้นเงียบสงบจนได้ยินเสียงร้องของหัวใจบอกว่ามีความสุขได้อย่างชัดเจนพอลหลับไปแล้วเพราะเหนื่อยล้าจากการเล่นสนุกสนานมาตลอดทั้งวัน นิชมลก้มลงจูบที่หน้าผากเล็กนั้นเบาๆ แล้วจึงเดินไปยืนชื่นชมความงามของธรรมชาติในยามค่ำคืนที่ริมหน้าต่างในขณะที่ร่างอรชรกำลังทอดมองอยู่นั้น ไออุ่นหวามๆ ของกายแกร่งก็ลอยล่องมาพร่างพรมเบียดแนบจากด้านหลัง ก่อนที่ลำแขนแข็งแรงจะสอดเข้ารวบเอวบาง พร้อมๆ กับปลายจมูกโด่งเป็นสันฝังลงที่ต้นคอขาวละมุน“อุ๊ย...” หญิงสาวอุทานเบาๆ เพราะไม่คิดว่าอัคนีจะเข้ามาในนี้“ทำไมยังไม่นอน หือ...” เสียงทุ้มกระซิบถามในขณะที่ยังคลอเคลียดอมดมอยู่กับพวงแก้มขาวอมชมพู“แล้วคุณล่ะคะ” เธอหันหน้ากลับมาถามเขาบ้าง “ทำไมถึงยังไม่นอน”“นอนไม่หลับ” เขาทำสายตาเจ้าชู้หรี่มอง “หาคนกล่อมนอนอยู่”“สงสัยจะชินกับการมีคนกล่อมนอนล่ะสิคะ”หญิงสาวมีอาการคอแข็งขึ้นมาฉับพลัน“ไม่เคยมีใครกล่อมสักที”“เชื่อได้แน่เหรอคะ ว่านายหัวอัคนีผู้ยิ่งใหญ่จะไม่เคยมีใครกล่อมนอน”“เชื่อได้สิครับ รักเมียคนเดียว ไม่เคยไปทำเ
อัคนีก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลในอีกสองสัปดาห์ต่อมา โดยมีวีไปรับแต่เช้ามืด ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับพระอาทิตย์ดวงโตกำลังจะโผล่พ้นขอบน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ ขึ้นมาทักทายทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้เฉกเช่นเดียวกับทุกๆ วัน บรรยากาศธรรมชาติในตอนเช้านั้นช่างแลดูสดใสบริสุทธิ์ โอบล้อมด้วยสายลมแสงแดดและท้องทะเลสีคราม ทำให้ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดด้วยความดีใจ ที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมกับคนที่เขารักทั้งสองคนเมื่อสองวันก่อน นิชมลได้สั่งให้ป้าแจ๋วจัดห้องให้อัคนีบนเรือนหลังใหญ่เช่นเดิม ส่วนเธอย้ายไปอยู่อีกห้องกับลูกชาย“คุณพักห้องนี้เหมือนเดิมนะคะ…” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยเมื่อประคองเขาขึ้นมาถึงห้อง แล้วพาไปนั่งลงบนเตียงกว้างซึ่งเคยเป็นเตียงของเขา“แล้วคุณล่ะมล”“มลก็กลับไปอยู่ห้องเดิมของมลสิคะ”“ทำไมไม่อยู่ห้องเดียวกันล่ะครับ” เสียงทุ้มถามอ้อนๆ ด้วยแววตากรุ้มกริ่ม“ได้ไงกันคะ” หญิงสาวค้อนอย่างน่ารัก “มลก็ขาดทุนแย่สิแบบนั้น”“ถ้างั้นเรารีบแต่งงานกันเถอะนะมล ผมเหงา ไม่อยากอยู่คนเดียว”นิชมลเบ้ปากคล้ายกับจะยิ้ม “เมื่อก่อนก็อยู่ได้นี่นา ไม่เห็นจะบ่นแบบนี้เลย”“อยู่ได้แต่ทรมานน่าดู...” สีหน้าเขาเคร่งเ
ไพลิณีย์มาที่โรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมอาการของอัคนี ครั้นพอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นนิชมลยืนอยู่ข้างๆ เตียงชายหนุ่ม ไพลิณีย์จึงมีสีหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย“คุณนิชมล...”“สวัสดีค่ะคุณลิน” นิชมลเอ่ยทักทายพร้อมกับยิ้มให้ราวกับไม่ได้โกรธเคืองกันมาก่อน“คุณสบายดีนะคะ”“มลสบายดีค่ะ และก็อยากจะขอโทษคุณลินเรื่องที่...” นิชมลกำลังจะขยับปากพูด“อย่าพูดถึงมันเลยค่ะคุณนิชมล เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว เอาเป็นว่าลินให้อภัยค่ะ จากนี้ไปเรามาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันดีกว่านะคะ ความจริงที่เรื่องเป็นแบบนี้ก็เพราะเพลิงไม่เคยรักลินเลยต่างหากล่ะคะ”“ขอบคุณมากนะคะคุณลิน”ไพลิณีย์ยิ้มละไม ก่อนจะเข้าไปกอดนิชมลอย่างอบอุ่น อัคนีมองภาพนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ เขาดีใจที่คนที่เขารักทุกคนต่างให้อภัยซึ่งกันและกัน“ว่าแต่จะแต่งงานกันเมื่อไรเหรอคะ ลินจะได้เตรียมตัดชุด” ไพลิณีย์หันไปถามคนป่วยบ้าง“แล้วแต่มลเขาน่ะครับลิน” นายหัวหนุ่มยื่นมือของตัวเองไปจับมือเรียวเล็กของนิชมลแบบเอาใจ พร้อมทั้งขยิบตาข้างเดียวยิบๆ อย่างยวนยั่ว“ว่าไงคะคุณมล”“มลขอตัวไปดูพอลก่อนนะคะ ไม่รู้ไปเล่นซนอยู่ที่ไหน” นิชมลเดินหนีอย่างเขินๆ ปล่อยให้ไพลิณีย์และอัคนีมองตาม
จากนั้นสารวัตรสัญญาและตำรวจร้อยเวรอีกนายก็ลากลับ บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง นิชมลกำลังจะขยับหนีไปนั่งที่โซฟาตัวยาว แต่กลับถูกมือหนารั้งไว้เสียก่อน“จะไปไหนครับที่รัก”“มลจะไปนั่งตรงโน้นค่ะ” หญิงสาวบุ้ยปากไปที่โซฟาตัวยาว“นั่งนี่ก็ได้” คนป่วยออดอ้อน ทำตาวิบวับ“มลไม่ได้ไปไหนนี่คะ”“อยากให้อยู่ใกล้ๆ ขอกอดหน่อยนะ ไม่ได้กอดตั้งนาน”“ไหนว่าไม่อยากแตะต้องมลไงคะ” เธอแขวะให้จนได้“ก็ตอนนั้นคนมันหึงนี่ คิดว่ามลมีคนอื่น แล้วยังทำท่ารังเกียจผมอีกต่างหาก”“แล้วรู้ได้ยังไงว่ามลไม่มีคนอื่น”“รู้สิ...เพราะมลตัวสั่นมากตอนที่ถูกผมเมกเลิฟ...” ชายหนุ่มกระเซ้าเสียงแหบพร่า พลางมองหน้าคนถามด้วยแววตากรุ้มกริ่มนิชมลหน้าแดงแปร๊ดอีกระลอก เผลอใช้กำปั้นทุบที่หน้าอกเขาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อัคนีรู้สึกเจ็บปวดอะไร ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าสวยอย่างแสนรักใคร่ โดยนึกอยากจะหายไวๆ และพาเธอกระโจนขึ้นเตียงให้สมกับที่โหยหามานานแสนนาน“มลจ๋า...”“ขา...” หญิงสาวขานรับเสียงหวาน“คืนนี้อยู่เป็นเพื่อนผมนะ”“ถ้ามลอยู่กับคุณแล้วลูกล่ะคะ” นิชมลตกอยู่ในสภาวะของคนที่ห่วงหน้าพะวงหลัง“อืม...นั่นสิ”ในขณะที่ทั้งสองกำลังขบคิดอยู่น
“บางทีมลอาจจะต้องขอบคุณคุณอรนะคะ เพราะการจากไปครั้งนั้นทำให้มลได้เจอสิ่งดีๆ ในชีวิตหลายอย่าง” นิชมลบอกยิ้มๆ“หลานของอรชื่ออะไรคะ” อรนิดาถามต่อ ความหนักอึ้งที่แบกอยู่ในใจมานานตอนนี้เบาโหวงเมื่อได้รับการให้อภัยจากหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า“ชื่อพอลค่ะ”“พอล...” หญิงสาวบุ้ยปาก ทำท่าครุ่นคิด “คล้องจองกับเพลิงจังเลย”“เอ่อ...” นิชมลอึกอักด้วยความขัดเขิน เพราะไม่คิดว่าอรนิดาจะทันสังเกตว่าเธอจงใจตั้งชื่อนี้ให้ลูกก็เพราะคิดถึงเขา...นายหัวอัคนีที่รัก“ให้อภัยอาเพลิงได้ไหมมล ความจริงแล้วอาเพลิงรักมลมากและไม่รู้เรื่องใดๆ ด้วยเลย อาเพลิงอาจจะผิดที่จับมลมาทารุณ แต่อาเพลิงก็หลงรักมลเข้าจริงๆ ตั้งแต่ที่มลจากไป อาเพลิงก็เศร้ามาก ไม่เป็นอันทำการทำงานจนทุกอย่างพังทลายลงเหมือนอย่างที่มลเห็นนี่แหละ” อรนิดาง้อนิชมลแทนอาของตนอีกแรง โดยไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งนิชมลและอัคนีปรับความเข้าใจกันแล้วหรือยัง...นิชมลไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มอย่างเดียว แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้อรนิดายิ้มออกมาได้บ้าง อรนิดาสัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้เธอจะรักคนรอบข้างให้มากกว่าที่รักตัวเอง“อรอยากเห็นหน้าพอลจัง”“ตอนนี้พอลอยู่ที่โรงแรม