Masukอัคนีเปิดประตูรถให้ และรอจนหญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่งลงบนเบาะข้างคนขับเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงปิดประตู ดวงตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อยเป็นประกายหมายมาดบางอย่างโดยที่นิชมลไม่ทันได้สังเกต
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา รถคันหรูก็แล่นมาจอดที่หน้าบ้านเช่าของนิชมลอย่างนุ่มนวล หญิงสาวปลดล็อกเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะหันมาทางคนขับ
“ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยฉันแล้วก็มาส่งที่บ้านอีก แต่คุณยังไม่ได้บอกฉันเลยนะคะ ว่าจะให้ฉันตอบแทนยังไง”
“ผมไม่ขออะไรมากหรอกครับ” รอยยิ้มแสนเสน่ห์ระบายอยู่บนใบหน้าคมเข้ม “แค่อยากให้คุณเลี้ยงข้าวสักสองมื้อก็พอ”
นิชมลแย้มยิ้มบางๆ เมื่อได้คำตอบ “ไม่มีปัญหาค่ะ แต่ห้ามแพงนะคะ ฉันไม่มีเงินมากนักหรอก”
“ตามใจคนเลี้ยงสิครับ...” เขาหันมาบอกพร้อมกับกวาดมองใบหน้างาม ในลักษณะที่ทำให้คนถูกมองเขินอายได้โดยไม่ต้องทำอะไรมาก
“แล้วคุณจะให้ฉันเลี้ยงเมื่อไรล่ะคะ”
ชายหนุ่มบุ้ยปาก กลอกตาครุ่นคิด “เอาไว้ผมจะบอกอีกทีนะครับ”
“ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันเข้าบ้านก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวก่อนสิครับ” อัคนีเอ่ยเรียกไว้ ก่อนที่เธอจะผลักประตูรถออกไป
“มีอะไรหรือคะ”
“ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”
“อ๋อค่ะ...” หญิงสาวอมยิ้มจนแก้มเต็มย้วย แล้วจึงแนะนำตัวเอง “ฉันชื่อนิชมล แล้วคุณล่ะคะ”
“ผม ‘อัคนี’ ครับ”
ชื่อดังกล่าวทำให้นิชมลรู้สึกว่าช่างเหมาะสมกับเขาเป็นที่สุด เพราะลักษณะของบุรุษที่นั่งอยู่ข้างๆ นั้น แข็งแกร่ง ทรงพลัง และให้ความรู้สึกร้อนรุ่มตลอดเวลาเมื่ออยู่ใกล้ๆ
“ถ้าอย่างนั้นฉันเข้าบ้านก่อน ขับรถดีๆ นะคะคุณอัคนี”
“แล้วพบกันครับคุณนิชมล” เขาเอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะปล่อยให้หญิงสาวลงจากรถโดยไม่ได้ชวนคุยอีก
นิชมลลงไปยืนข้างฟุตพาทและรอจนอัคนีออกรถ เธอจึงเดินเข้าบ้านด้วยหัวใจที่เบิกบาน ราวกับดอกไม้ได้รับน้ำค้างยามแรกอรุณ...
เช้าวันต่อมา ท้องฟ้าของกรุงเทพมหานครโล่งโปร่ง นกน้อยที่ทำรังอยู่บนกิ่งมะม่วงข้างบ้าน ส่งเสียงล้อแสงพระอาทิตย์ นิชมลลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว แล้วออกไปทำงานแต่เช้าเหมือนเช่นทุกวัน เธอแวะไปหาเลิศภพที่ห้องทำงานของเขา เพื่อคืนเงินค่าเช่าบ้านให้ก่อนจะเริ่มงาน
“มาแต่เช้าอีกแล้วนะมล”
“ก็บ้านพักมลอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เองนี่คะ” หญิงสาวยิ้มหวาน แล้วจึงส่งเงินให้หมอหนุ่ม “มลเอาเงินมาคืนพี่ภพค่ะ”
“อืม...งั้นวันนี้พี่ก็รวยแล้วสิ”
“รวยแล้วก็ดีค่ะ...จะได้ไปเลี้ยงข้าวเที่ยงวันนี้” นิชมลรีบบอกพร้อมทั้งอมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“ได้ๆ อยากกินอะไรก็คิดไว้แล้วกัน”
“ถ้างั้นเช้านี้มลจะไม่กินข้าว รอให้พี่ภพเลี้ยงนะคะ จะถล่มให้กระเป๋าฉีกไปเลย”
คำพูดที่เจื้อยแจ้วนั้นทำให้หมอหนุ่มหรี่ตาลงข้างหนึ่งเป็นเชิงล้อเลียน “ระวังจะเป็นโรคกระเพาะ ก่อนจะได้ถล่มพี่นะ”
“ไม่กลัวค่ะ กลัวพี่ภพไม่จนมากกว่า...” หญิงสาวบอกพลางหัวเราะเบาๆ แล้วจึงขอตัวไปทำงานของตัวเองบ้าง
บรรยากาศการทำงานที่โรงพยาบาลก็ดูวุ่นวายเหมือนเช่นทุกวัน คนที่หายป่วยแล้วก็เก็บของกลับบ้าน ในขณะที่คนไข้รายใหม่ยังทยอยมาเรื่อยๆ โดยมิขาด แต่นิชมลก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเหน็ดเหนื่อยเพราะชีวิตของคนไข้สำคัญที่สุด เธอเลือกเรียนสาขานี้ เนื่องจากอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และอยากดูแลพ่อแม่ยามท่านเจ็บไข้ได้ป่วย
หญิงสาวเงยหน้าจากโต๊ะทำงานอีกครั้งในเวลาใกล้เที่ยง เมื่อนึกได้ว่าวันนี้เป็นอีกวันซึ่งมีนัดทานข้าวกับพี่ชายที่แสนดีอย่างเลิศภพ
นิชมลเตรียมจะเก็บของใส่ในกระเป๋าสะพาย แต่ทว่าโทรศัพท์ติดต่อภายในที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นเสียก่อน มือบางเอื้อมไปรับเพราะคิดว่าคงเป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานโทร.ติดต่อมาแน่
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับคุณนิชมล” เสียงทุ้มที่ตอบกลับมาจากปลายสาย ทำให้นิชมลหัวใจเต้นแรงถี่ระรัวดุจจะโลดออกมานอกทรวงทันที เสียงทุ้มน่าฟังนี้แม้จะได้ยินเพียงไม่กี่ครั้งก็จำได้ดีว่าเป็นเสียงใคร
“เอ่อ...ค่ะคุณอัคนี”
“ผมมาทวงสัญญาครับ ตอนนี้รอคุณอยู่ที่ลานจอดรถ หวังว่าจะได้เห็นคุณนะ” อัคนีพูดแค่นั้นก็กดวางสายโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธ นิชมลทำหน้ายุ่งยากเพราะไม่คิดว่าอัคนีจะมาแบบสายฟ้าแลบเช่นนี้ ในขณะกำลังอยู่ในสภาวะกระอักกระอ่วน ร่างสูงในชุดกาวน์สีขาวของเลิศภพก็เดินมาหายังโต๊ะ เพื่อจะพาเธอไปรับประทานอาหารกลางวัน ตามที่ได้คุยกันไว้ในตอนเช้า
“ไปกันหรือยังมล”
“พี่ภพคะ คือว่า...” พยาบาลสาวคล้ายจะเงียบเสียงไป
“หืม...มีอะไรเหรอ?” เลิศภพเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “อย่าบอกนะ ว่ามีนัดกับหนุ่มอย่างกะทันหัน” หมอหนุ่มสัพยอกเล่นๆ
หากทว่าคำพูดนั้นกลับทำให้นิชมลพยักหน้าและยอมรับเสียงอ่อยๆ แต่โดยดี
“ใช่ค่ะพี่ภพ”
“ฮ่า...ฮ่า...จริงเหรอเนี่ย?” เสียงทุ้มพูดกลั้วหัวเราะอย่างขบขัน “ชักอยากจะเห็นแล้วสิว่าผู้ชายโชคร้ายคนนั้นเป็นใคร”
“พี่ภพน่ะ” คนถูกล้อรีบค้อนน้อยๆ “อย่าล้อมลได้ไหม”
“เอาล่ะๆ ถ้างั้นก็รีบไปเถอะ ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ”
ประโยคดังกล่าวทำให้นิชมลค่อนข้างโล่งอกที่หมอหนุ่มไม่โกรธเธอ
“แต่ยังไงวันหลังก็ต้องเลี้ยงมลนะคะ”
“โอเคจ้ะ กลัวแต่เราจะไม่ว่างให้พี่เลี้ยงนั่นแหละ”
“เขามาแค่วันเดียวเท่านั้นล่ะค่ะ” หญิงสาวบอกเลิศภพพร้อมกับบอกตัวเองไปในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันหัวใจไม่ให้หวั่นไหวไปกับอัคนีมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเขานั้นช่างหล่อเหลาและทรงเสน่ห์อย่างหาตัวจับยาก
จากนั้นร่างอรชรของนิชมลก็เดินลงมายังลานจอดรถ โดยมีร่างสูงแกร่งกำยำของอัคนีในชุดเสื้อเชิ้ต กางเกงสแล็ก รองเท้าหนังเงาวับ ยืนพิงรถเบนซ์สปอร์ตคันหรูของตัวเอง บดบังดวงตาด้วยแว่นกันแดดสีดำ ดูหล่อเท่สมาร์ต จนสายตาหลายต่อหลายคู่ของบรรดาสาวๆ ทั้งหลายต่างหันมามองเป็นจุดเดียวกัน และก็ต้องอิจฉาตาร้อนกันเป็นระนาวเข้าไปอีก เมื่อเห็นนิชมลเดินขึ้นรถสปอร์ตสีแดงคันนั้น
“คุณรู้ได้ยังไงคะว่าฉันทำงานอยู่ที่นี่” นิชมลเอ่ยถาม หลังจากที่รถแล่นพ้นอาณาเขตของโรงพยาบาลมาแล้ว
“ถ้าคนเราสนใจอะไรสักอย่างหรือใครสักคน ก็ไม่ยากที่จะค้นหาไม่ใช่เหรอครับ” อัคนีหันมาสบตาแวบหนึ่งก่อนจะหันไปมองถนน ประโยคนั้นทำให้คนฟังต้องรีบหลุบเปลือกตาลงอย่างเขินอาย ไม่อยากจะเข้าข้างตัวเองหรอกว่าเขากำลังสนใจเธอ มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะเขาทั้งดูหล่อเหลาและเพียบพร้อม ในขณะที่เธอเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
“แล้วคุณอยากทานอะไรคะ” นิชมลเปลี่ยนเรื่องพูดด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้ผมให้คุณเลือก แต่วันหลังผมจะเลือกเอง”
“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
หญิงสาวเลือกร้านอาหารที่บรรยากาศดีใกล้ๆ โรงพยาบาล ร้านนั้นเป็นร้านที่ราคาอาหารไม่แพงมากนัก แต่สะอาดสะอ้านและการตกแต่งดูหรูหราพอสมควร
“ร้านนี้คุณพอจะทานได้ไหมคะ”
“ไม่มีปัญหาครับ” เขายิ้มให้อย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง ทำให้นิชมลคลายความอึดอัดลงไปมาก
อัคนีเลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวในแบบสุภาพบุรุษ ก่อนจะเดินอ้อมไปนั่งที่ฝั่งตรงข้าม สายตาเขาจับจ้องที่ใบหน้าเนียนใสไม่วางตา พลอยทำให้คนถูกมองหยิบจับอะไรไม่ถูกด้วยความเขินอาย
“ทานอะไรดีคะ” เสียงหวานเอ่ยถามแก้เก้อเมื่อพนักงานนำเมนูอาหารมาให้เลือก
“ทานได้ทุกอย่างที่คุณสั่ง”
บุคลิกของเขาช่างแสนสมาร์ตและชวนละลายไปทุกอิริยาบถ แม้กระทั่งพนักงานเสิร์ฟที่มารับออเดอร์ยังอดเขินแทนนิชมลไม่ได้
งานแต่งงานระหว่าง ‘อัคนี’ และ ‘นิชมล’ ถูกจัดขึ้นในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา คนที่มาร่วมงานเป็นเพียงคนในครอบครัวและคนสนิทเท่านั้นบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเองและความชื่นมื่น เดวิดกับซาร่าบินตรงจากประเทศอังกฤษเพื่อมาร่วมงานของลูกสาวบุญธรรม เช่นเดียวกับพ่อและแม่ของนิชมลที่มาร่วมงานนี้ด้วย“แด๊ดกับมัมขอให้ลูกมีความสุขมากๆ นะแนนซี่” ซาร่ากล่าวอวยพร“ขอบคุณค่ะ มัมไม่โกรธใช่ไหมคะ ที่แนนซี่ไม่ได้อยู่ดูแลมัมแล้ว”“จะโกรธทำไมล่ะลูก ความสุขของแนนซี่กับพอลสำคัญที่สุด” ซาร่าตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบอะไรบางอย่าง “เขาหล่อมากเลยนะแนนซี่”นิชมลยิ้มเขินๆ “ค่ะมัม”“ฉันฝากแนนซี่กับพอลด้วยนะคุณอัคนี” ซาร่าหันไปทางเจ้าบ่าว“ผมสัญญาด้วยชีวิตครับว่าจะดูแลทั้งสองคนให้ดีที่สุด” ชายหนุ่มยืนยันด้วยน้ำเสียงและแววตาที่หนักแน่น“ขอบคุณมากๆ”“ผมต่างหากที่ต้องพูดคำนี้ เพราะคุณซาร่ากับคุณเดวิดช่วยดูแลภรรยาและลูกชายของผมเป็นอย่างดี...” อัคนียกมือขึ้นไหว้สองสามีภรรยาชาวอังกฤษ“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะแนนซี่คือลูกสาวของเราเหมือนกัน”การอวยพรของเดวิดและซาร่าจบลงด้วยความซาบซึ้ง จากนั้นก็เป็นแขก
คืนนี้พระจันทร์ทรงกลดทอแสงอร่ามเรืองอยู่เหนือยอดมะพร้าวที่ไหวไปมาน้อยๆ ช่างแลดูงดงามยิ่งนัก ก่อนเข้านอนบรรยากาศนั้นเงียบสงบจนได้ยินเสียงร้องของหัวใจบอกว่ามีความสุขได้อย่างชัดเจนพอลหลับไปแล้วเพราะเหนื่อยล้าจากการเล่นสนุกสนานมาตลอดทั้งวัน นิชมลก้มลงจูบที่หน้าผากเล็กนั้นเบาๆ แล้วจึงเดินไปยืนชื่นชมความงามของธรรมชาติในยามค่ำคืนที่ริมหน้าต่างในขณะที่ร่างอรชรกำลังทอดมองอยู่นั้น ไออุ่นหวามๆ ของกายแกร่งก็ลอยล่องมาพร่างพรมเบียดแนบจากด้านหลัง ก่อนที่ลำแขนแข็งแรงจะสอดเข้ารวบเอวบาง พร้อมๆ กับปลายจมูกโด่งเป็นสันฝังลงที่ต้นคอขาวละมุน“อุ๊ย...” หญิงสาวอุทานเบาๆ เพราะไม่คิดว่าอัคนีจะเข้ามาในนี้“ทำไมยังไม่นอน หือ...” เสียงทุ้มกระซิบถามในขณะที่ยังคลอเคลียดอมดมอยู่กับพวงแก้มขาวอมชมพู“แล้วคุณล่ะคะ” เธอหันหน้ากลับมาถามเขาบ้าง “ทำไมถึงยังไม่นอน”“นอนไม่หลับ” เขาทำสายตาเจ้าชู้หรี่มอง “หาคนกล่อมนอนอยู่”“สงสัยจะชินกับการมีคนกล่อมนอนล่ะสิคะ”หญิงสาวมีอาการคอแข็งขึ้นมาฉับพลัน“ไม่เคยมีใครกล่อมสักที”“เชื่อได้แน่เหรอคะ ว่านายหัวอัคนีผู้ยิ่งใหญ่จะไม่เคยมีใครกล่อมนอน”“เชื่อได้สิครับ รักเมียคนเดียว ไม่เคยไปทำเ
อัคนีก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลในอีกสองสัปดาห์ต่อมา โดยมีวีไปรับแต่เช้ามืด ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับพระอาทิตย์ดวงโตกำลังจะโผล่พ้นขอบน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ ขึ้นมาทักทายทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้เฉกเช่นเดียวกับทุกๆ วัน บรรยากาศธรรมชาติในตอนเช้านั้นช่างแลดูสดใสบริสุทธิ์ โอบล้อมด้วยสายลมแสงแดดและท้องทะเลสีคราม ทำให้ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดด้วยความดีใจ ที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมกับคนที่เขารักทั้งสองคนเมื่อสองวันก่อน นิชมลได้สั่งให้ป้าแจ๋วจัดห้องให้อัคนีบนเรือนหลังใหญ่เช่นเดิม ส่วนเธอย้ายไปอยู่อีกห้องกับลูกชาย“คุณพักห้องนี้เหมือนเดิมนะคะ…” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยเมื่อประคองเขาขึ้นมาถึงห้อง แล้วพาไปนั่งลงบนเตียงกว้างซึ่งเคยเป็นเตียงของเขา“แล้วคุณล่ะมล”“มลก็กลับไปอยู่ห้องเดิมของมลสิคะ”“ทำไมไม่อยู่ห้องเดียวกันล่ะครับ” เสียงทุ้มถามอ้อนๆ ด้วยแววตากรุ้มกริ่ม“ได้ไงกันคะ” หญิงสาวค้อนอย่างน่ารัก “มลก็ขาดทุนแย่สิแบบนั้น”“ถ้างั้นเรารีบแต่งงานกันเถอะนะมล ผมเหงา ไม่อยากอยู่คนเดียว”นิชมลเบ้ปากคล้ายกับจะยิ้ม “เมื่อก่อนก็อยู่ได้นี่นา ไม่เห็นจะบ่นแบบนี้เลย”“อยู่ได้แต่ทรมานน่าดู...” สีหน้าเขาเคร่งเ
ไพลิณีย์มาที่โรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมอาการของอัคนี ครั้นพอเปิดประตูเข้ามาก็เห็นนิชมลยืนอยู่ข้างๆ เตียงชายหนุ่ม ไพลิณีย์จึงมีสีหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย“คุณนิชมล...”“สวัสดีค่ะคุณลิน” นิชมลเอ่ยทักทายพร้อมกับยิ้มให้ราวกับไม่ได้โกรธเคืองกันมาก่อน“คุณสบายดีนะคะ”“มลสบายดีค่ะ และก็อยากจะขอโทษคุณลินเรื่องที่...” นิชมลกำลังจะขยับปากพูด“อย่าพูดถึงมันเลยค่ะคุณนิชมล เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว เอาเป็นว่าลินให้อภัยค่ะ จากนี้ไปเรามาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันดีกว่านะคะ ความจริงที่เรื่องเป็นแบบนี้ก็เพราะเพลิงไม่เคยรักลินเลยต่างหากล่ะคะ”“ขอบคุณมากนะคะคุณลิน”ไพลิณีย์ยิ้มละไม ก่อนจะเข้าไปกอดนิชมลอย่างอบอุ่น อัคนีมองภาพนั้นแล้วอดยิ้มไม่ได้ เขาดีใจที่คนที่เขารักทุกคนต่างให้อภัยซึ่งกันและกัน“ว่าแต่จะแต่งงานกันเมื่อไรเหรอคะ ลินจะได้เตรียมตัดชุด” ไพลิณีย์หันไปถามคนป่วยบ้าง“แล้วแต่มลเขาน่ะครับลิน” นายหัวหนุ่มยื่นมือของตัวเองไปจับมือเรียวเล็กของนิชมลแบบเอาใจ พร้อมทั้งขยิบตาข้างเดียวยิบๆ อย่างยวนยั่ว“ว่าไงคะคุณมล”“มลขอตัวไปดูพอลก่อนนะคะ ไม่รู้ไปเล่นซนอยู่ที่ไหน” นิชมลเดินหนีอย่างเขินๆ ปล่อยให้ไพลิณีย์และอัคนีมองตาม
จากนั้นสารวัตรสัญญาและตำรวจร้อยเวรอีกนายก็ลากลับ บรรยากาศในห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง นิชมลกำลังจะขยับหนีไปนั่งที่โซฟาตัวยาว แต่กลับถูกมือหนารั้งไว้เสียก่อน“จะไปไหนครับที่รัก”“มลจะไปนั่งตรงโน้นค่ะ” หญิงสาวบุ้ยปากไปที่โซฟาตัวยาว“นั่งนี่ก็ได้” คนป่วยออดอ้อน ทำตาวิบวับ“มลไม่ได้ไปไหนนี่คะ”“อยากให้อยู่ใกล้ๆ ขอกอดหน่อยนะ ไม่ได้กอดตั้งนาน”“ไหนว่าไม่อยากแตะต้องมลไงคะ” เธอแขวะให้จนได้“ก็ตอนนั้นคนมันหึงนี่ คิดว่ามลมีคนอื่น แล้วยังทำท่ารังเกียจผมอีกต่างหาก”“แล้วรู้ได้ยังไงว่ามลไม่มีคนอื่น”“รู้สิ...เพราะมลตัวสั่นมากตอนที่ถูกผมเมกเลิฟ...” ชายหนุ่มกระเซ้าเสียงแหบพร่า พลางมองหน้าคนถามด้วยแววตากรุ้มกริ่มนิชมลหน้าแดงแปร๊ดอีกระลอก เผลอใช้กำปั้นทุบที่หน้าอกเขาเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อัคนีรู้สึกเจ็บปวดอะไร ดวงตาคู่คมจ้องมองใบหน้าสวยอย่างแสนรักใคร่ โดยนึกอยากจะหายไวๆ และพาเธอกระโจนขึ้นเตียงให้สมกับที่โหยหามานานแสนนาน“มลจ๋า...”“ขา...” หญิงสาวขานรับเสียงหวาน“คืนนี้อยู่เป็นเพื่อนผมนะ”“ถ้ามลอยู่กับคุณแล้วลูกล่ะคะ” นิชมลตกอยู่ในสภาวะของคนที่ห่วงหน้าพะวงหลัง“อืม...นั่นสิ”ในขณะที่ทั้งสองกำลังขบคิดอยู่น
“บางทีมลอาจจะต้องขอบคุณคุณอรนะคะ เพราะการจากไปครั้งนั้นทำให้มลได้เจอสิ่งดีๆ ในชีวิตหลายอย่าง” นิชมลบอกยิ้มๆ“หลานของอรชื่ออะไรคะ” อรนิดาถามต่อ ความหนักอึ้งที่แบกอยู่ในใจมานานตอนนี้เบาโหวงเมื่อได้รับการให้อภัยจากหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า“ชื่อพอลค่ะ”“พอล...” หญิงสาวบุ้ยปาก ทำท่าครุ่นคิด “คล้องจองกับเพลิงจังเลย”“เอ่อ...” นิชมลอึกอักด้วยความขัดเขิน เพราะไม่คิดว่าอรนิดาจะทันสังเกตว่าเธอจงใจตั้งชื่อนี้ให้ลูกก็เพราะคิดถึงเขา...นายหัวอัคนีที่รัก“ให้อภัยอาเพลิงได้ไหมมล ความจริงแล้วอาเพลิงรักมลมากและไม่รู้เรื่องใดๆ ด้วยเลย อาเพลิงอาจจะผิดที่จับมลมาทารุณ แต่อาเพลิงก็หลงรักมลเข้าจริงๆ ตั้งแต่ที่มลจากไป อาเพลิงก็เศร้ามาก ไม่เป็นอันทำการทำงานจนทุกอย่างพังทลายลงเหมือนอย่างที่มลเห็นนี่แหละ” อรนิดาง้อนิชมลแทนอาของตนอีกแรง โดยไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้ทั้งนิชมลและอัคนีปรับความเข้าใจกันแล้วหรือยัง...นิชมลไม่ตอบอะไรนอกจากยิ้มอย่างเดียว แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้อรนิดายิ้มออกมาได้บ้าง อรนิดาสัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้เธอจะรักคนรอบข้างให้มากกว่าที่รักตัวเอง“อรอยากเห็นหน้าพอลจัง”“ตอนนี้พอลอยู่ที่โรงแรม







