Beranda / รักโบราณ / ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา / ตอนที่ 1 ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย!

Share

ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา
ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา
Penulis: อันเข่อซิง

ตอนที่ 1 ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย!

last update Tanggal publikasi: 2024-12-14 09:52:25

"น้องรอง น้องรอง ข้าจะทำเช่นไรดี!!"

ชายตัวสูงโปร่งร่างบาง ผิวหนังแทบจะติดกระดูก อีกทั้งบนร่างกายต่างก็เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ซึ่งเขาเอาแต่เรียกชื่อของน้องสาวที่กำลังนอนหายใจโรยรินด้วยความไม่สบายใจ

ผิวของเด็กหนุ่มขาว และซีดมาก จึงทำให้เห็นร่องรอยของการถูกทำร้ายได้อย่างชัดเจน เขามองดูน้องสาวที่นอนสลบไสลและตัวร้อนผ่าวแก้มทั้งสองแดงก่ำด้วยความกังวล

ท่านพ่อ ท่านแม่ ก็ออกไปทำไร่ทำนาตั้งแต่เช้ามืด ส่วนข้าอยู่บ้านคอยช่วยเหลือท่านย่าทำงานบ้าน และดูแลน้อง ๆ

เมื่อสองวันก่อนด้วยความหิวของน้องเล็ก น้องรองจึงแอบไปเอาหมั่นโถวในห้องครัวมาให้น้องเล็กหนึ่งลูก พอท่านย่าจับได้ พวกเราก็โดนท่านย่าทุบตีอย่างหนัก ดีที่ตอนนั้นน้องเล็กออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ๆ เลยปลอดภัย

แต่น้องรองน้องสาวเพียงคนเดียวของข้า นางอาการสาหัสจนถึงกลับต้องล้มหมอนนอนเสื่อ อีกทั้งยังไข้ขึ้นสูงมาตั้งแต่วันนั้น ซึ่งเกิดจากการลงโทษที่ไม่เป็นธรรมของท่านย่า

"มัวแต่ยืดยาดอืดอาดอยู่ได้ ข้าใช้ให้เจ้าไปให้อาหารหมูในคอก และเป็ดไก่ แต่เจ้ากลับมานั่งพักผ่อนเฉื่อยชาอะไรอยู่ที่นี่!!"

นางหลี่ไช่หัวผู้เป็นย่า เห็นว่าหลานชายหายไปนานจึงเดินมาดู พอเห็นว่าประตูห้องที่สามแง้มอยู่ นางจึงเดินตรงดิ่งมา และได้เห็นว่าหลานชายแอบมาอู้งาน นางจึงตะคอกใส่อย่างหมดความอดทน

"หน็อยแน่!! แกริอาจกล้าไม่ฟังคำสั่งของข้างั้นรึ!"

นางหลี่ไช่หัวง้างฝ่ามือเตรียมจะตบสั่งสอน แต่หลานชายตัวดีกลับอ้างว่าน้องสาวของเขาไข้ขึ้นสูงมากกว่าเมื่อวาน อยากให้ท่านย่าอนุญาตให้เขาไปเชิญท่านหมอเฉินมาดูอาการน้องของตน แต่มีรึที่นางหลี่ไช่หัวผู้ขี้เหนียวจะยอมควักสักอีแปะ เพื่อคนงานข้าทาสอย่างพวกเขา

"แกกล้าดียังไง! ถึงได้มาขอให้ข้าไปเชิญท่านหมอมารักษาน้องขี้โรคของเจ้า ที่วัน ๆ เอาแต่กินกับกิน งานการไม่รู้จักทำ พอกินเสร็จแล้วไปเที่ยวเล่นแทนที่จะรู้จักหน้าที่ แล้วนี่ข้าต้องฉีกเนื้อเฉือนหนังของตัวเองมาช่วยพวกแกด้วยหรือไง"

พูดจบนางหลี่ผู้เป็นย่าก็สะบัดหน้าหนี และไม่ลืมที่จะตะโกนบอกให้เจ้าใหญ่หรือหลี่จง ซึ่งเป็นหลานคนแรกของครอบครัวบุตรคนที่สอง ให้รีบ ๆ ไปทำงานเสีย ไม่เช่นนั้นจะถูกนางทุบตีอีกครั้ง

"น้องรองเจ้านอนพักไปนะ ประเดี๋ยวพี่ใหญ่ของเจ้าทำงานเสร็จแล้วจะรีบกลับมาเช็ดตัวให้เจ้าอีกที"

เจ้าใหญ่บิดน้ำออกจากผ้าหมาด ๆ แล้ววางลงบนหน้าผากของผู้เป็นน้อง ก่อนเขาจะลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังเดินออกไปพร้อมกับปิดประตูเบา ๆ เพื่อให้น้องสาวได้นอนพักผ่อน ถึงแม้ว่านางจะไม่ฟื้นขึ้นมาหนึ่งวันแล้วก็ตาม แต่เขาก็คอยหยอดน้ำข้าวต้มให้นางเพื่อหวังว่านางจะกลับมาแข็งแรงโดยเร็ววัน

แอดดด!!

เมื่อเสียงฝีเท้าเงียบลงหลี่หลิวสาวน้อยวัยหกปีเศษค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความยากลำบาก

"เมื่อกี้นี่มันอะไรกัน ความทรงจำที่น่ากลัวกำลังหลั่งไหลทะลักเข้ามาในหัวของฉันอย่างบ้าคลั่ง ปวดหัวจัง หรือโรคไมเกรนของฉันจะกำเริบขึ้นอีกมาหรือเปล่าเนี่ย"

เสี่ยวเหมยซึ่งลืมตาตื่นขึ้นมาเต็มที่แล้วต่างก็เหลียวซ้ายมองขวา เธอกลับพบว่าที่ที่ตนเองอยู่ ณ ตอนนี้ เหมือนกับภาพความทรงจำที่ได้รับมาเธอก็ยิ่งตกใจ มือเล็ก ๆ เสื้อผ้าโบราณที่เก่า และมีรอยปะอยู่หลายแห่งมันช่างดูโทรมมาก แต่ก็สะอาดในระดับหนึ่ง พื้นห้องเป็นปูนสาก ๆ มีเสื่อหมอนสำหรับห้าคนในห้องแคบ ๆ ที่ไม่มีแม้แต่หน้าต่าง เสี่ยวเหมยเห็นแบบนั้นก็ถึงกับกุมขมับตัวเองทันที

"ฉันมาอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย อุ๊ย!!!"

เสี่ยวเหมยอุทานออกมาเมื่อเธอพยายามจะลุกขึ้นนั่ง แต่ความทรงจำอันเลวร้ายจากการถูกทุบตีทำให้เธอเข้าใจได้ทันที ว่า เด็กนี่ตายเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว ส่วนฉันก็ไม่รู้ว่านอนหลับไปอีท่าไหนถึงมาโผล่อยู่ที่นี่ได้

เสี่ยวเหมยพยายามรวบรวมความทรงจำของเด็กน้อยคนนี้ กลายเป็นว่าเด็กคนนี้พึ่งอายุได้เพียงหกปีกว่า ๆ ชื่อหลี่หลิว เธอมีพี่ชายหนึ่งคนคือหลี่จงซึ่งมีอายุได้เก้าปี และยังมีน้องเล็กชื่อหลี่เฉินอายุสี่ปี พ่อมีชื่อว่าหลี่หง แม่มีชื่อว่าหวังลู่ ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง และค่อนข้างไปทางขาดแคลน ส่วนผู้นำของครอบครัวนี้คือปู่หลี่หวนเป็นสามีของนางหลี่ไช่หัว ท่านปู่และท่านย่ามีบุตรด้วยกันสามคน ลุงหลี่โจวคือพี่คนโตแต่งงานมีครอบครัว และมีลูกชายหนึ่งคนอายุสามปีโดยประมาณ ลุงหลี่เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงจึงพยายามอ่านหนังสือเพื่อหวังสอบเข้าเป็นข้าราชการ แต่จนป่านนี้ก็ยังสอบไม่ผ่านเลยสักครั้ง แต่ด้วยการสนับสนุนจากท่านปู่ และท่านย่า จึงทำให้ลุงโจวได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องงานไร่งานนาจึงตกเป็นของท่านพ่อของเจ้าของร่างนี้ หลี่หงทำงานอย่างยากลำบากกับภรรยา เพื่อแบ่งเบาภาระท่านปู่ท่านย่าแต่กลับโดนใช้งานเยี่ยงข้าทาส พวกเขาทำงานเต็มที่แต่อาหารกลับไม่เพียงพอ ทำให้ครอบครัวบุตรคนที่สองดูเหมือนพวกขาดสารอาหาร และสุดท้ายหลี่เทียนบุตรชายคนเล็ก เขาแต่งงานมีครอบครัว และย้ายออกไปอยู่กับภรรยาพร้อมกับบุตรอีกสองคนชายหญิง เขาได้รับมรดกจากท่านปู่ไปไม่น้อย เพราะเป็นลูกที่ท่านปู่ให้ความรักมากที่สุดเลยก็ว่าได้ หลี่เทียนแยกตัวออกไปก็ทำไร่แล้วนำไปขายไม่ต่างจากบ้านของท่านปู่นัก ทว่าดูโดยรวม ๆ แล้วทางนั้นสถานการณ์ดีกว่าทางนี้มากโข

"จิ๊ ๆ ช่างร้ายกาจนัก ท่านย่าผู้นี้เอาเปรียบครอบครัวของข้า แถมยังใช้งานเหมือนช้างม้า แต่ไม่แม้นที่จะให้อิ่มท้อง"

เสี่ยวเหมยที่จับต้นชนปลายตามความทรงจำที่น้อยนิดได้แล้วเธอถึงกับหัวเสีย คนยุคนี้ช่างบ้าบออะไรแบบนี้ แถมผู้นำครอบครัวอย่างท่านปู่ก็ปิดหูปิดตาไม่สนใจอะไรนอกจากการอ่านหนังสือ นี่คงเป็นแบบอย่าง และแรงผลักดันทำให้ลุงใหญ่อยากเป็นข้าราชการอย่างแน่นอน แต่ท่านลุงใหญ่ก็ปาเข้าสามสิบกว่าปีแล้วน่าจะปล่อยวางได้แล้วนะ แถมดูจากความทรงจำลุงใหญ่คนนี้ไม่เคยแม้แต่จะสอบผ่านเลยสักครั้งด้วยซ้ำ

"ข้าต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัย ไม่เช่นนั้นล่ะก็ คนคงจะคิดว่าข้าถูกผีเข้าจนนำข้าไปเผาไฟเป็นแน่"

เสี่ยวเหมยในร่างของหลี่หลิวรู้สึกกระหายน้ำจึงลุกขึ้นเทน้ำในเหยือกขึ้นมาดื่มอย่างช้า ๆ ด้วยความรู้พื้นฐานในการดูแลคนป่วยทำให้นางค่อย ๆ ปรับสภาพร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ร่างกายนี้ไม่ได้ขยับเขยื้อนมาพักใหญ่ จึงค่อนข้างจะชาตามแขนขาอยู่บ้าง หลี่หลิวกำมือเข้าออกช้า ๆ เพื่อกระตุ้นให้เลือดลมไหลเวียน อาการปวดหัววิงเวียนจึงค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ แต่ร่างนี้มันขาดสารอาหารมากเกินไปแล้ว ผอมจนเหลือแต่กระดูกเลยก็ว่าได้ ผิวขาวซีดของเด็กน้อยมีรอยฟกช้ำดำเขียวอยู่หลายจุด นี่ไม่ใช่การสั่งสอนทั่วไปเสียแล้ว เพราะนี่มันเป็นการฆาตกรรมทางอ้อมชัด ๆ

"ไม่แม้นแต่จะพาไปหาหมอ มิหนำซ้ำหยูกยายังไม่ให้กินอีก นี่ท่านย่าหลี่ไช่หัวผู้นี้คิดจะตัดเสบียงให้ลดลงหรือยังไง"

หลี่หลิวนำร่างอันเปราะบางเหมือนคนขี้โรคนอนลงบนที่นอนเดิมเพื่อฟื้นฟูร่างกายสักหน่อย ถึงจะออกไปข้างนอกตอนนี้คงมิวายถูกท่านย่าดุด่าว่าเสแสร้งแกล้งทำเป็นสำออย แม้ว่าตอนนี้จะหิวมาก แต่การดื่มน้ำบ่อย ๆ ก็คงช่วยได้ในระดับหนึ่ง

หลี่หลิวบ่นกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะปิดตาลงด้วยความเหลือเชื่อ เคยอ่านนิยายมาก็มากแต่ไม่คิดมาก่อนว่ามันจะกลายเป็นเรื่องจริงแบบนี้ แบบนี้หรือไม่พวกนักเขียนที่เขียน ๆ กันได้ข้ามภพมาแล้วเอากลับไปเขียนเป็นนิยายให้คนอ่านกัน หลี่หลิวได้แต่คิดไปคิดมาจนกระทั่งเผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว

"พี่มาแล้ว"

พี่ใหญ่ที่พึ่งเสร็จจากการให้อาหารสัตว์ที่เลี้ยงไว้ เดินเข้ามาภายในห้องนอนหลังจากที่เขาล้างไม้ล้างมือเสร็จ เขาก็เอาผ้าที่ตกหล่นอยู่ข้าง ๆ น้องสาวลงกระมังน้ำเช่นเคย หลี่จงใช้มือวัดไข้น้องรองอย่างห่วงใย ก่อนจะวางผ้าที่บิดหมาด ๆ วางลงหน้าผากของนางอีกครั้ง

"หลี่หลิวไข้เจ้าลดแล้ว ดีจริง ๆ ท่านพ่อกับท่านแม่กลับมาท่านต้องดีใจมากแน่ ๆ "

หลี่จงยิ้มหน้าบานเมื่อเห็นว่าน้องสาวอาการดีขึ้น

คืนก่อนอยู่ดี ๆ เขาก็นอนไม่หลับ ได้ยินเสียงท่านแม่นอนสะอื้นเบา ๆ ทำให้ในใจของเขาอยู่ไม่สุข ถ้าเป็นไปได้ข้าที่เป็นพี่ใหญ่ก็อยากจะช่วยน้องรองให้มากกว่านี้ แต่เมื่อท่านย่าออกคำสั่งมา ข้าทำได้แค่ปกป้องน้องรองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากได้กินอิ่มท้องสักหน่อย น้องเล็กคงไม่งอแง น้องรองก็คงไม่ต้องทำเช่นนั้น ทำไมท่านย่าถึงใจร้ายแต่กับครอบครัวของเรานักนะ คิดแล้วเจ้าใหญ่ก็จุกในอกไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้

"อืม.." หลี่หลิวที่รู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องมองอยู่ นางจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เห็นเด็กหนุ่มผอมโซนั่งยิ้มแฉ่งอยู่ข้าง ๆ ทำให้หลี่หลิวตกอกตกใจไม่น้อย

"พะ พี่ใหญ่"

"ไม่ต้องลุก ๆ เจ้าพักอีกหน่อยเถอะนะ ว่าแต่..เจ้าหิวไหม ตอนนี้ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วข้าจะไปเอาน้ำต้มโจ๊กที่ท่านแม่ทำตอนเช้ามาให้เจ้ากิน" เจ้าใหญ่เห็นใบหน้าซีดเซียวของน้องรองจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

"เจ้าค่ะ ข้าเริ่มหิวแล้ว แต่ว่าท่านย่าจะไม่โกรธหรือเจ้าคะ ถ้ารู้ว่าพี่ใหญ่ไปเอาโจ๊กที่ทำไว้ให้ลุงใหญ่มากินเช่นนี้"

"เจ้าอย่าห่วงเลย ข้าเอามาแค่น้ำต้มโจ๊กเท่านั้น ไม่ได้เอาข้าวมาท่านย่าไม่เคืองหรอก" เจ้าใหญ่ยิ้มกริ่มก่อนจะลุกเข้าไปห้องครัว เขาตักน้ำต้มโจ๊กที่เอาแต่น้ำจริง ๆ มาให้น้องรองได้ดื่ม

น้ำในหม้อโจ๊กนี่มันจะพออิ่มท้องได้อย่างไรกัน หลี่หลิวมองน้ำสีขุ่นที่รับมาจากพี่ชายที่ยิ้มไม่หุบ แล้วดื่มรับรสชาติที่จืดชืดของมันอย่างจนใจ ขนาดเกลือในบ้านท่านย่าผู้นี้ยังไม่ให้ใส่มากเลยด้วยซ้ำ เพราะกลัวจะสิ้นเปลืองเงินทอง ถ้าประหยัดขนาดนี้ ต้องมีเงินเก็บมากโขเลยแน่ ๆ ว่าแต่ท่านย่าเขาไม่คิดจะเอามาจุนเจือครอบครัวสักหน่อยเลยหรือ ถ้าจะพูดให้ถูกควรบอกว่าท่านย่าไม่คิดแบ่งปันมาให้ครอบครัวของนางเลยถึงจะใช่

"อร่อยใช่ไหม" เจ้าใหญ่มองหน้าน้องรองที่ซดน้ำโจ๊กจนหมดถ้วยอย่างพอใจ

"เจ้าค่ะ" หลี่หลิวตอบไปพร้อมกับยื่นมือออกไปรับเอาน้ำที่พี่ชายตักมาให้ แล้วจึงดื่มตามน้ำต้มโจ๊กไปเพื่อล้างปาก

น้ำต้มโจ๊กอะไรกัน นั่นมันน้ำซาวข้าวซะมากกว่า มันทั้งไร้รสชาติแถมยังไม่อิ่มท้องเลยแม้แต่นิด แบบนี้ฉันจะเอาชีวิตน้อย ๆ นี้ให้อยู่รอดได้ยังไงกัน

"พี่ใหญ่ข้าอยากไปเดินเก็บผักป่าบนภูเขา ท่านช่วยพาข้าไปได้ไหมเจ้าคะ"

หลี่หลิวจำได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากเชิงเขานัก มีหลายครอบครัวที่นอกจากทำไร่แล้ว ก็ยังออกล่าสัตว์ป่าด้วย ถึงแม้นาน ๆ ครั้งจะจับสัตว์ได้ก็ตาม แต่มันก็คุ้มค่าที่มีเนื้อให้ได้กิน

"เจ้าพึ่งฟื้นตัว รอไว้พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปหลังจากให้อาหารสัตว์เรียบร้อยแล้ว ดีหรือไม่" เจ้าใหญ่ใช้มือเรียวบางลูบหัวน้องสาวด้วยความห่วงใย พร้อมกับส่งรอยยิ้มแสนอบอุ่นใจให้กับนาง

"พี่ชาย ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะ ข้านอนมามากพอแล้ว ท่านพาข้าไปเถอะนะ น๊าพี่ใหญ่.." หลี่หลิวจับมือพี่ชายที่ลูบหัวตนมาจับไว้ แล้วแกว่งไปมาเป็นการออดอ้อน ฉันลงทุนขนาดนี้ ดูซิว่าเขายังจะทนได้ไหม ในความทรงจำของแม่หนูนี่ พี่ชายคนนี้รักน้องสาวมาก และตามใจนางอยู่บ่อยครั้ง เสี่ยวเหมยจึงใช้โอกาสนี้ออดอ้อนพี่ชายตัวผอม เพื่อที่จะขึ้นเขาไปหาของกิน

น้ำแช่ข้าวมันไม่อิ่มท้องเลยสักนิด ข้าต้องไปหาอะไรบนเขาสักหน่อย อย่างน้อยพวกผักป่าหรือผลไม้อาจจะช่วยให้อิ่มท้องได้บ้าง แต่ร่างกายนี้ก็พิลึก อยู่ ๆ พลังวังชาก็กลับมาเต็มเปี่ยม อาการวิงเวียนและชาตามตัวหลังจากพักไปครู่หนึ่งก็มลายหายไป ราวกับว่าไม่เคยเป็นเสียอย่างงั้น แต่นับว่าเป็นเรื่องดีที่ฉันจะได้ออกไปดูโลกที่ล้าหลังนี้ และจะได้สำรวจพื้นที่สักหน่อย

"ก็ได้ ๆ แต่ข้าต้องไปบอกท่านย่าเสียก่อน"

"งั้นท่านก็รีบหน่อย ข้าจะเตรียมตัวรอนะเจ้าคะ"

"ตกลง ตามใจเจ้า"

หลังจากที่เจ้าใหญ่ลุกขึ้นเดินมาหน้าประตูห้องนอน เขาก็หันกลับไปมองผู้เป็นน้องสาวด้วยความห่วงใย นางพึ่งหายไข้ข้าจะพานางไปดีหรือไม่นะ แต่ด้วยนิสัยของนาง หากข้าไม่พาไปก็อาจเป็นไปได้ที่นางจะแอบออกไปด้วยตนเอง หากเป็นแบบนั้นไม่สู้ข้าไปด้วยจะไม่ดีกว่าหรือ ปัญหาคือท่านย่าจะยอมหรือไม่นี่สิ ใช่…. ข้าต้องอ้างว่าไปหาผักป่า หากบอกว่าพาน้องไปเที่ยวเล่นแล้วละก็ มิวายคงโดนดุด่าแถมถูกใช้ไปผ่าฟืนอีกตามเคยทั้งที่ไม้ฟืนที่เก็บมา และผ่าไว้ก็มากมายพอแล้ว

"ท่านย่าขอรับ ตอนนี้น้องรองตื่นแล้ว"

"ข้าก็บอกแล้วไง ว่านางเด็กนั่นมันไม่เป็นไร พวกเจ้านั่นแหละที่เป็นกระต่ายตื่นตูม" เมื่อนางหลี่ไช่หัวได้ยินเช่นนั้น นางก็เอ็ดหลานชายตัวดีไปหนึ่งที

"คือว่า.... ข้าอยากพาน้องรองไปเก็บผักป่าขอรับ บ้านเราไม่ได้ไปเก็บนานมากแล้ว ท่านว่า.."

"ก็ไปสิ ไปหามาเยอะ ๆ ล่ะ ถ้าได้มาเยอะจะได้เอาไปขาย ข้าจะได้มีเงินเก็บไว้ซื้อข้าวปลาให้พวกเจ้ากิน ถ้าเช่นนั้นรีบไปซะสิ เดี๋ยวจะมืดค่ำเอาเสียก่อน"

ไม่ทันที่เจ้าใหญ่จะเอ่ยปากขอ ท่านย่าหลี่ไช่หัวก็อนุญาต แถมบอกให้เก็บมาเยอะ ๆ หลี่จงจึงกล่าวขอบคุณ และไปตระเตรียมตะกร้าสะพายหลังกับมีดพร้า แล้วเดินมาเรียกหลี่หลิว ทว่ากลับไม่พบนางอยู่ที่ห้องเขาจึงเดินไปหน้าบ้าน และเห็นนางสวมใส่รองเท้ารอเรียบร้อยแล้วจึงเดินปรี่เข้าไปหา

"พี่ใหญ่เร็ว ๆ ดูสิข้าเตรียมตัวเสร็จแล้ว" หลี่หลิวที่อายุสามสิบแล้ว แต่ต้องมาเรียกเด็กน้อยว่าพี่มันรู้สึกกระดากปากไม่น้อย แต่ด้วยร่างกายนี้เป็นน้องสาวของเขา และเราก็มาอยู่แทนที่นาง ดังนั้นจึงต้องหัดเรียกเช่นนี้ให้ชินเข้าไว้

"เจ้าจะเอามีดสั้น และเสียมขุดมัน ไปด้วยทำไมกัน" เจ้าใหญ่เดินมาถึงหน้าบ้านเห็นนางตระเตรียมมีด และเสียมเพื่อจะนำไปด้วยจึงถามขึ้นอย่างสงสัย

ปกติแล้วเราไปเก็บผักหนามไม่จำเป็นต้องมีมีดหรือเสียมด้วยซ้ำ ที่เขาพกมีดพร้าไปด้วยเพื่อตัดผ่าทาง ซึ่งอาจจะมีกิ่งหนามขวางทางจึงต้องนำมีดพร้าขนาดกลางไปด้วยก็เท่านั้น

หลี่หลิวไม่ตอบอะไร นางดึงมือพี่ชายของเจ้าของร่างนี้ และเร่งเร้าให้เขาใส่รองเท้า ส่วนนางเอามีดสั้นที่มีปลอกเหน็บข้างเอวแล้วถือเสียมเดินนำหน้าหลี่จงไปก่อนอย่างเอาแต่ใจ

"ช้าหน่อย ๆ รอข้าก่อน" เจ้าใหญ่เห็นเช่นนั้น จึงรีบนั่งลงวางตะกร้าสวมใส่รองเท้า พอเสร็จก็รุดหน้าไปหาน้องสาว พร้อมตะกร้าไม้ไผ่ที่มีมีดพร้าอยู่ด้วยทันที

"เจ้าจะรีบไปใย ดูเถิดพี่ลืมแม้กระทั่งกระบอกน้ำแล้วเห็นไหม" เจ้าใหญ่ที่เร่งรีบตามน้องรองมา แต่ทว่ากลับลืมสิ่งที่จำเป็นไปเสียแล้ว หากเป็นเช่นนี้น้องสาวของเขาคงต้องกระหายน้ำเอามาก ๆ เป็นแน่

"ไม่เห็นจะเป็นไร เราก็แค่ไปตัดไม้ไผ่ที่ป่าข้างริมลำธารก็ได้แล้ว" เด็กน้อยวัยหกขวบพูดเป็นต่อยหอย แถมนางยังเดินนำทางไปจนถึงลำธารตีนเขา แล้วบอกให้พี่ชายตัวผอมตัดไม้ไผ่เพื่อทำกระบอกสำหรับใส่น้ำ

คาดไม่ถึงเลยว่าพี่ชายร่างบางของเจ้าของร่างนี้จะแข็งแรงไม่น้อย เพียงไม่นานก็ได้กระบอกมาสองอัน จากนั้นจึงพักดื่มน้ำริมลำธารแล้วเติมน้ำใส่กระบอก และหาใบไม้มาก่อนจะม้วน ๆ สำหรับยัดปิดเป็นฝาจนพร้อม หลี่หลิวใช้มือน้อย ๆ ของเจ้าของร่าง และนั่งยอง ๆ ใช้อุ้งมือช้อนน้ำขึ้นมาดื่มอย่างอารมณ์ดี

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้อยู่กับธรรมชาติแบบนี้ ในเมืองใหญ่ผู้คนต่างวุ่นวาย มากหน้าหลายตา ร้อยพ่อพันแม่ ต่างจิตต่างใจแข่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน แถมยังมีแต่ปัญหารุมเร้า ใครจะไปคิดละว่า การได้หนีจากเมืองที่วุ่นวายมันจะสบายใจแบบนี้กัน ไม่ต้องรีบเร่งแข่งขัน ไม่มีหัวหน้าคอยบ่น นี่แหละคือสวรรค์บนดินชัด ๆ

"ไปกันเถอะ นี่ก็กินเวลามานานมากแล้ว"

"อื้ม ไปกันเจ้าค่ะ"

"ตามข้ามา เดินระวัง ๆ ด้วยเข้าใจหรือไม่"

"เจ้าค่า"

"ระวังพวกกับดักของนายพรานด้วยนะ หากพลาดพลั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้"

"ข้ารู้ ๆ"

เจ้าใหญ่ที่เดินนำหน้าได้แต่คอยบอกน้องรองอย่างห่วงใย ถึงเขาจะเคยพาน้องรองขึ้นเขามาสามสี่ครั้งแล้ว แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอ เหมือนที่ท่านพ่อของเขาเคยพาเขามา และคอยเตือนเขาอยู่บ่อยครั้ง จนเขาชำนาญแล้วจึงปล่อยให้ขึ้นเขาเองได้เช่นนี้

"พี่ใหญ่รอข้าก่อน"

ด้วยสภาพอากาศที่เป็นใจพื้นบนเขาค่อนข้างชุ่มชื้น ตามทางเดินถูกเปิดจนคล้ายถนนสายหนึ่ง หลี่หลิวเดินตามพี่ชาย และคอยสอดส่องจนเจอกับกลุ่มเห็ดโคนเข้า จึงเอ่ยบอกให้ผู้เป็นพี่ชายหยุดรอ ส่วนนางวิ่งออกไปข้างทางที่มีต้นไม้พุ่มไม้เล็ก ๆ อยู่เต็มไปหมด ด้วยความตื่นเต้น

"เจ้าอย่าเดินมั่วซั่วแบบนั้น เดี๋ยวเจอกับดักเข้าจะได้รับบาดเจ็บเอานะ"

หลี่จงเห็นน้องรองวิ่งหน้าตาตื่นจึงรีบพูดห้ามปราม และต้องตามนางไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ พอเห็นน้องรองนั่งย่อตัวลง และเอามีดสั้นออกมาค่อย ๆ งัดดอกเห็ดที่มีทั้งดอกตูม และดอกบานอย่างพอใจ เขาจึงมองการกระทำของนางด้วยความสับสน

"น้องรอง นั่นเจ้าทำอะไรรึ"

"ท่านไม่เห็นหรือ ว่าข้ากำลังเก็บเห็ด" หลี่หลิวชูเห็ดที่ตนเองพึ่งจะดึงออกมาจากพื้นดินด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

"เห็ดอะไรกัน กินแล้วจะตายไหม ข้าได้ข่าวมาว่ามีคนเก็บเห็ดป่าไปกินแล้วตาย จากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเก็บเห็ดพวกนี้ไปกินอีกเลย จะมีก็แค่เห็ดหูหนูดำเท่านั้นแหละที่คนนิยมกินกันเพราะมันปลอดภัย และทำซุปอร่อยมาก"

"พวกเขาไม่รู้มากกว่า ว่าอันไหนกินได้หรือมีพิษ" หลี่หลิวงัดดอกเห็นด้วยมีดสั้นทีล่ะดอก และอธิบายให้พี่ชายตัวน้อยฟังไปด้วยว่าเห็ดชนิดนี้กินได้

เมื่อเห็นน้องสาวดูมั่นใจขนาดนั้น เพื่อไม่ให้นางเสียกำลังใจเขาจึงนั่งลง และช่วยน้องสาวเก็บแถมยังหาใบไม้ใหญ่มารอง ก่อนจะวางเห็ดใส่แล้วทำเป็นมัด ๆ ได้สามมัดใหญ่

"นี่มันอาหารป่ามื้อใหญ่เชียวนะข้าต้องอิ่มท้องแล้วล่ะ"

เย็นนี้หากเป็นไปตามที่หลี่จงบอกแล้วล่ะก็ ท่านย่า ท่านปู่รวมทั้งลุงใหญ่คงไม่กล้ากินเมนูนี้อย่างแน่นอน หลี่หลิวคิดได้แบบนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 50 ไม่ใช่ความฝัน จบ

    "อ้าว....ยัยลูกคนนี้หนิ ถ้าไม่สบายทำไมไม่เข้าไปนอนในห้องนอนล่ะเนี่ย" หมิงหลิวมองไปที่ลูกสาวที่หลับไปทั้งแบบนั้น รองเท้าก็ยังไม่ได้เปลี่ยนเลยแท้ ๆ สงสัยเสี่ยวเหมยจะถูกหัวหน้ากดดันมาอีกสิท่า เห้อ...สมัยนี้ทำงานมันไม่ง่ายเลยจริง ๆ"แม่บอกแล้วว่าให้หาผู้ชายดี ๆ สักคนมาคอยดูแล ถ้าไปดูตัวตามที่แม่บอกแต่แรกคงจะไม่เป็นแบบนี้ ป่านนี้คงยิ้มหน้าบานเท่ากระด้งไม่ก็ออกไปเดทดูหนังผ่อนคลายแล้วซักหน่อยก็ยังดี" หมิงหลิวบ่นให้ลูกสาวหัวรั้นพร้อมทั้งเดินไปเอาผ้าห่มมาห่มตัวให้เสี่ยวเหมยวันนี้เป็นวันหยุดของเสี่ยวเหมยว่าแต่เสี่ยวเหมยไปไหนมากันแน่นะ ไหนว่าจะไปหาเพื่อนแล้วไหงถึงได้กลับมาอยู่ในสภาพแบบนี้กันหมิงหลิวส่ายหัวไปมาเบา ๆ อย่างไม่เข้าใจ ถึงแบบนั้นแต่เธอก็เดินเข้าครัวไปต้มโจ๊กไว้รอให้หมิงเหมยที่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเธอ"หมิงหลิวเอ้ย ทำไมเสี่ยวเหมยของเราถึงตัวร้อนแบบนี้ล่ะ"เสียงแหบชราของย่าหมิงดังมาจากห้องรับแขก ทำให้หมิงหลิวที่ทำโจ๊กอยู่ทำหน้างุนงง เมื่อกี้เสี่ยวเหมยยังไม่มีไข้นี่นาแล้วจู่ ๆ มีไข้ขึ้นมาเฉยเลยงั้นเหรอ หมิงหลิวปิดเตาเมื่อต้มโจ๊กเสร็จแล้วเธอก็เดินออกมาดู เห็นย่าหมิงกำลังเช็ดตัวให้เ

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 49 ข้าอยากมีเจ้าตัวเล็ก

    หลังจากวันที่สืออิงคลอดบุตร สือไท่ก็พาบ้านหลี่แวะไปเยี่ยมเยียนอยู่หลายครั้ง จนหลี่หลิวที่ไม่ค่อยไปไหนนักก็มักไปติดอยู่กับบ้านนั้นเข้าเสียแล้ว"วันนี้เจ้าจะไปหาสือต้าเหนิงอีกแล้วรึ ไหนเจ้าบอกว่าวันนี้จะทำสบู่ หรือว่าเจ้าเปลี่ยนใจไม่ทำแล้ว" หลี่จงเดินมารดน้ำผักยามเช้าแล้วถามไถ่ผู้เป็นน้องสาวขึ้นอย่างสงสัย"ข้าไปแค่ครู่เดียวเท่านั้น เดี๋ยวช่วงสายหน่อยข้าก็จะกลับมาทำงานเช่นเดิม""ในเมื่อเจ้าชอบเด็กถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงไม่มีให้เขาสักคนล่ะ""นี่ พี่ใหญ่...ข้าชอบเด็กก็จริง แต่ข้าก็ยังไม่อยากมีในเร็ว ๆ นี้หรอกนะ ข้ายังไม่พร้อมน่ะ""งั้นเจ้าก็อยู่บ้านบ้างสิ งานโรงเตี๊ยมเจ้าก็แทบจะโยนมาให้ข้าหมดแล้ว เจ้าหนิมันจริง ๆ เลยนะ""จะให้ข้าทำเช่นไรได้ เจ้าตัวเล็กนั่นน่ารักขนาดนั้น แถมแก้มน้อย ๆ ก็น่าหยิกน่าชังยิ่งนัก""น้องรอง...ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน นั่นไม่ใช่เจ้าเล็กของเรานะ ห้ามแม้แต่จะคิดที่จะไปหยิกแก้มเขาเชียวล่ะ""ข้ารู้หรอกน่า ชิ...ข้าล่ะเกลียดท่านจริง ๆ" หลี่จงส่ายหัว และยิ้มน้อย ๆ แล้วส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างรู้ทัน นางชอบหยิกแก้มนุ่ม ๆ ของเด็กเป็นที่สุด มีหรือข้าจะไม่รู้"เอาล่ะ หาก

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 48 สือต้าเหนิง

    ณ บ้านสือ....ยามอู่ ช่วงสิบเอ็ดโมงเช้าจนถึงเกือบบ่ายโมง"เร็วหน่อย ๆ นายหญิงจะคลอดแล้ว" ลุงชิงหัวพ่อบ้านวัยสี่สิบเอ็ดปีสามีของป้าชิงหร่วน ส่งเสียงบอกสาวใช้ในเรือนให้รีบไปเตรียมข้าวของตามที่หมอตำแยบอก"นายท่านขอรับ เดี๋ยวข้าส่งคนไปบอกนายน้อยดีหรือไม่ขอรับ"ลุงชิงหัวถามนายท่านของตนที่เดินวนไปมาอยู่หน้าห้องนอนหลายรอบอย่างตื่นเต้น"จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร เขาพึ่งเข้าห้องหอไปเมื่อคืน แถมดูจากสภาพของเขาแล้วตอนนี้คงยังเมาค้างอยู่อย่างแน่นอน" ใบหน้าของสือหานปรากฎแววของความอดรนทนไม่ไหวขึ้นมาจาง ๆ"แต่อย่างน้อย เราควรไปแจ้งข่าวให้นายน้อยทราบสักหน่อยนะขอรับ" ลุงชิงหัวกล่าวทักท้วงนายท่านสือหานด้วยความห่วงใย"ข้าคิดว่าหากนายน้อยรู้เรื่องไม่ว่าจะเป็นเช่นไรเขาจะต้องรีบบึ่งมาที่นี่อย่างแน่นอนขอรับ""เอาตามที่ท่านเห็นสมควรเถอะ แค่นี้ข้าก็ร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว"สือหานที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของภรรยาดังออกมาจากด้านในเป็นพัก ๆ ทำให้เขาปวดใจจนยากที่จะอธิบาย ในตอนนี้เขาก็ไม่มีกระจิตกะใจไปสนใจเรื่องอื่นอีกแล้ว เขาได้แต่เดินวนเวียนไปมาอยู่หน้าห้องนอนอย่างร้อนใจ ใบหน้าของสือหานในยามนี้ปราศจากรอยยิ้มอันอบอุ่นมีแต่ค

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 47 ส่งตัวบ่าวสาว

    ยามไฮ่ สี่ทุ่มโดยประมาณ...."ท่านพี่… ข้าว่าน่าจะได้เวลาแล้วนะเจ้าคะ"สืออิงเรียกสามีของตนที่กำลังติดลมดื่มด่ำสุรากับเพื่อนฝูงจนลืมเวลาไป"ถึงเวลาแล้วรึ?" สือหานที่ใบหน้าแดงก่ำวางจอกสุราลง แล้วหันมาถามสืออิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ โดยมีป้าชิงหร่วนคอยนวดขาให้นางเพื่อคลายความเมื่อยล้า"เจ้าค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว หากรอนานกว่านี้อีก เจ้าลูกชายของท่านพี่คงหมดสภาพไปแล้วอย่างแน่นอน" สืออิงหันหน้าไปทางสือไท่ที่ร่ำสุรามงคลกับเพื่อนพ้อง จนตอนนี้เขาดูเมามายแถมสนุกสนานจนลืมไปแล้วว่าตนกำลังทำอะไรอยู่"เว่ยหนิง..."สือหานเรียกเว่ยหนิงที่อยู่โต๊ะข้าง ๆ ที่เขาดื่มสุราไปเพียงเล็กน้อยแต่พอควร และคุยเล่นกับจางปิงกับครอบครัวอย่างสนุกสนาน ดูท่าทางแล้วพอถึงเวลาจริงจังกับเป็นเว่ยหนิงที่พึ่งพาได้มากที่สุด"เดี๋ยวพ่อมานะ เจ้าอยู่กับท่านแม่ และเล่นกับพี่ชายไปก่อน""ขอรับท่านพ่อ" เสียงเล็ก ๆ ของเด็กวัยสองขวบ ตอบรับผู้เป็นบิดา และหันไปเล่นกับพี่ชายที่เป็นบุตรชายของจางปิงต่อ เว่ยหนิงใช้มืออันหนาใหญ่ ยีหัวบุตรชายเบา ๆ แล้วลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะของนายท่านสือหาน"นายท่าน"เว่ยหนิงลุกขึ้นยืนเต็มตัว เขาก้าวขาเพียงเล็กน้อยก็มาถึง

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 46 แต่งงาน

    "ตั้งใจทำงานกันหน่อย อีกเดี๋ยวพอลูกค้าเริ่มมาแล้วจะวุ่นวายกันไปใหญ่ ตรงนั้นน่ะดึงผ้าให้ตึงกว่านี้อีกหน่อยมันหย่อนจนเกินงามไปแล้ว" สืออิงที่นั่งเก้าอี้ใช้พัดที่ยังไม่กางออกชี้สั่งงานคนงานของตน และแม่บ้านที่นำมาด้วยให้ช่วยกันเร่งมือตั้งแต่เช้าตรู่ยิ่งนางได้เห็นท่าทีของสือไท่ว่าเขามีความสุขมากแค่ไหนในตอนที่เขากลับไปถึงบ้าน นางยิ่งมีความกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น และยังหวังลึก ๆ ในใจว่านางยังจะทนไหวจนกว่าสือไท่จะตบแต่งจนเสร็จ สืออิงคอยบอกทารกในครรภ์อยู่เสมอว่าให้อดทนรอจนกว่าจะเสร็จงานแต่งของพี่ชายจึงค่อยออกมาพบเจอกัน เพราะนางอยากให้งานแต่งของสือไท่ครบถ้วนสมบูรณ์ไม่มีที่ติ นางจึงต้องลากร่างกายที่เหมือนจะพร้อมคลอดทุกเมื่อออกมาเร่งจัดแจงทุกอย่างให้เรียบร้อย"พี่สืออิง ท่านไม่ต้องเร่งรีบไป ข้ารู้ว่าท่านอยากอยู่รอดูวันนั้นของสือไท่ด้วยตาของท่านเอง แต่หากท่านฝืนตัวเองมากเกินไปตัวท่านเองนั่นแหละจะลำบาก ดูเอาเถอะทั้งสือไท่ และหลี่หลิวต่างมาคอยดูแลคุมงานอย่างใกล้ชิดถึงเพียงนี้ ท่านก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะที่จะคอยตรวจตราพวกเขาอีกที"หลี่ลู่เห็นพี่สืออิงมานั่งคอยสอดส่องอย่างใกล้ชิด และออกคำสั่ง

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 45 จัดบ้าน

    หลังจากสร้างบ้านที่ท้ายสวนเสร็จหลี่หลิวก็พยุงท่านแม่ใหญ่อย่างสืออิงที่ท้องโตเต็มที่เดินตรวจตราดูความเรียบร้อยจนนางพอใจ หลี่ลู่เดินข้าง ๆ ตามมาพร้อมกับสือหาน และสือไท่ ก่อนจะพูดคุยเรื่องการจัดงานแต่งในอีกไม่กี่สิบวันข้างหน้าด้วยความกระตือรือร้น"เรื่องของแม่นางกงซูหนิงก็จบลงด้วยดี ต่อไปนี้ก็คงไม่มีอะไรมาคอยกวนใจหลี่หลิวอีกแล้วล่ะ" สือหานกล่าวพร้อมกับมองบ้านหลังที่ไม่เล็ก และไม่ใหญ่จนเกินไปอย่างพอใจ หลี่หลิวสร้างบ้านได้น่าอยู่ถึงเพียงนี้เชียวรึ ถึงข้าวจะของยังจัดการไม่เรียบร้อยดีเท่าไหร่นักแต่โดยรวมแล้วดูลงตัวเป็นอย่างมาก ถึงมันจะเรียบง่ายแต่ก็ดูเรียบหรูอย่างบอกไม่ถูก ไม่คิดเลยว่าบ้านธรรมดาหลังหนึ่งแต่ด้านในจะสามารถดูดีได้ถึงเพียงนี้"ตรงนี้ข้าจะเอาไว้ต้อนรับแขกเจ้าค่ะ"เมื่อเดินออกมาจากตัวบ้านที่สร้างเป็นเรือนหอ หลี่หลิวก็หันมาบอกว่าชายคาที่ยื่นออกไปนี้นางเตรียมไว้สำหรับรองรับแขก เพื่อว่าพวกท่านทั้งหมดมาเยี่ยมเยือนก็จะได้มานั่งพักชมวิวตรงจุดนี้ มันมีโต๊ะไม้ยาวที่สามารถรองรับผู้คนได้กว่าแปดถึงสิบคน ซึ่งหลี่หลิวมองเห็นว่าในอนาคตอาจจำเป็นต้องได้ใช้มันอย่างแน่นอน"เจ้าออกแบบบ้านหลังนี้ด้วย

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 25 ซอสหอยนางรม 4

    สือไท่ที่นั่งก้มหน้าก้มตามีรอยยิ้มเปื้อนบนใบหน้าอันหล่อเหลา หากใครได้มาเห็นเข้าคาดว่าหัวใจดวงน้อย ๆ คงฟูฟ่องขึ้นมาอย่างแน่นอนกลิ่นอายของท้องทะเลโชยมา ทำให้เขารู้สึกตัว และเงยหน้าขึ้นหันไปมองตะกร้าที่มีหอย และผักสีเขียวทั้งเจ็ดตะกร้าด้วยความสนใจ"นี่หน่ะหรือ คือหอยนางรมที่นางต้องการ" สือไท่ลุกขึ้นยืนต

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 20 ขบวนรถลาก

    "ข้าเคยไปครั้งหนึ่ง หากเจ้าอยากไปจริง ๆ ข้าก็สามารถนำทางให้เจ้าได้"ป๋ายรุ่ยฉีที่นั่งอยู่กับผู้เป็นบิดาตอบหลี่หลิวที่มาถามท่านผู้นำชุมชนว่าพอมีใครที่จะสามารถนำทางนางไปที่เทียนจวินได้บ้าง ทำให้เขารีบคว้าโอกาสนั้นไว้ เมื่อรู้ว่านางกับนายน้อยสือไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกัน"ตอนแรกนายน้อยสือไท่บอกพวกเราว่า...

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 19 ท่านชอบข้ารึ

    "ถ้าไปช้ากว่านี้คงได้ยืนรออยู่ด้านหน้านั่นนานเป็นแน่ ดีที่ข้ารีบตามท่านหานไปไม่เช่นนั้นขาของข้าได้บวมเพราะยืนนานเกินไปเป็นแน่เลยเจ้าค่ะ"ป๋ายฮ่าวเยว่ที่กลับถึงบ้านก็พูดถึงแต่อาหารที่นางได้กินเข้าไปว่ามันรสเลิศเพียงไหน ป๋ายเค่อได้แต่พยักยอมรับว่ามันอร่อยมากแต่หากต้องไปกินเช่นนั้นทุกวันเขาคงต้องขยันทำง

  • ฉันเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา   ตอนที่ 18 เปิดร้าน

    ก่อนที่สือไท่จะได้อ้าปากพูดก็โดนผู้เป็นแม่ใหญ่ชิงพูดตัดหน้าไปเสียก่อน"ข้าว่าก่อนที่จะสั่งอาหารเรามาเปิดร้านอย่างเป็นทางการเพื่อเรียกแขกเหรื่อกันก่อนดีหรือไม่"แปะ แปะ!!สืออิงตบมือเรียกคนงานที่รออยู่ด้านหน้าประตูสองสามคน พอได้ยินเสียงสัญญาณ คนงานก็ลงมือเอาป้ายไม้ยึดติดหน้าบ้านของหลี่หลิว และประดับโคมแ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status