Masukนี่มันไม่ใช่การดูหมิ่นเขาหรอกเหรอ?เวิงอี๋ถลึงตาใส่เจียงซู่ “อย่ามาพูดอะไรเหลวไหลนะ ฉันไม่รู้จักกับผู้ชายคนนี้”เจียงซู่ย้อนถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “ถึงขั้นให้เงินให้ทองกันยังจะบอกว่าไม่รู้จักอีกเหรอ?”สิ้นคำนั้น แววตาของเวิงอี๋ก็พลันมืดหม่นลงทันที ยัยนี่ได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้วอย่างนั้นเหรอ?ได้ยินไปมากแค่ไหนกัน? แล้วเรื่องเด็กยัยนี่ได้ยินหรือเปล่า?สำหรับเจียงซู่ เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสนุกคั่นเวลาเท่านั้น เธอไม่ได้นึกอยากจะสอดรู้สอดเห็นเรื่องคาว ๆ ของเวิงอี๋เลยสักนิด เพียงแค่รู้สึกว่ามันตลกดีจนอดใจไม่ไหวก็เท่านั้นเองเมื่อก่อนเธอเคยหลงเชื่อว่าเวิงอี๋รักโจวซือเหย่สุดหัวใจ ทว่าท้ายที่สุดความรักที่ว่านั่นกลับตื้นเขินจนน่าสมเพชนักช่างน่าขำจริง ๆ ที่น้องสาวบุญธรรมผู้แสนดีที่โจวซือเหย่เฝ้าทะนุถนอมนักหนา กลับสามารถแยกแยะเรื่องความใคร่ของร่างกายและความภักดีออกจากกันได้อย่างสิ้นเชิงเจียงซู่เกรงว่ากลิ่นคาวโลกีย์และเรื่องฉาวโฉ่จะแปดเปื้อนถึงลูกน้อยผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในครรภ์ เธอจึงเลือกที่จะละทิ้งความอยากรู้อยากเห็นทั้งหมด แล้วหมุนตัวจากไปด้วยท่วงท่าสง่าเวิงอี๋จ้องมองตามเงาหลังนั้
“ลูกรัก ดูสิว่าใครมา ท่านลุงของลูกไงล่ะ มา มา ทักทายท่านลุงเขาหน่อยเร็ว” โจวจิ่งอี้จีบปากจีบคอพูดพลางบีบเสียงเล็กเสียงน้อย ทำท่าทางกระเง้ากระงอดกระซิก “ผมไม่ชอบท่านลุงเลย ผมเกลียดท่านลุงที่สุดในโลกเลยครับ~~”สิ้นคำงิ้วฉากนั้น เขาก็กลับมาใช้เสียงปกติพลางหัวเราะในลำคอ “สมกับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อจริง ๆ เห็นไหมว่ารสนิยมเราสองคนพ่อลูกน่ะถอดแบบกันมาเปี๊ยบ กระทั่งของที่เกลียดก็ยังเป็นอย่างเดียวกันเลย”เจียงซู่ “...” เธอได้แต่อึ้งกับความประสาทแดกที่คาดไม่ถึงของเขา หัวจะปวด! ผู้ชายคนนี้ช่างสรรหาความพิลึกพิลั่นมาได้ไม่หยุดหย่อน!โจวซือเหย่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม ราวกับอยากจะเฉือนเนื้อเถือหนังคนตรงหน้าให้แหลกคามือ ส่วนโจวจิ่งอี้เพียงล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนทำท่าทางเสเพลไม่ยี่หระ “มองผมแบบนี้หมายความว่าไง? อิจฉาที่สองพ่อลูกเขารักกันดีงั้นเหรอ?”เจียงซู่ไม่อยากแกว่งหาเสี้ยน ตัวเองเข้าไปอยู่ในสงครามประสาท เธอจึงเอ่ยแทรกขึ้น “ให้ฉันหลบไหม?”ปากเอ่ยถามไปพอเป็นพิธี ทว่าเรียวขากลับก้าวเดินนำไปก่อนฉับไวอย่างรู้หน้าที่ เธอผละออกจากห้องพักฟื้นโดยไม่รีรอ ก่อนจะทิ้งความปรารถนาดีด้ว
ไช่หลานรู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ แต่ในนาทีนี้ เธอกลับมืดแปดด้าน จนปัญญาจะดึงสติลูกสาวได้ จึงทำได้เพียงเออออตามน้ำไปก่อนเพื่อระงับพายุอารมณ์ที่กำลังคลั่ง...ภายใต้การดูแลและการคุมเข้มเรื่องโภชนาการอย่างเข้มงวด ร่างกายของเจียงซู่เริ่มฟื้นตัวกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นตามลำดับ อีกเพียงสองวันเธอก็จะได้รับอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้วส่วนข่าวเรื่องที่โจวหว่านซินถูกส่งตัวไปต่างประเทศ เธอก็เพิ่งจะได้รับรู้จากปากของโจวจิ่งอี้ที่แวะมาเยี่ยมเยียนเจียงซู่นึกกังขาในใจว่าผู้ชายคนนี้แอบติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ทุกมุมตึกหรืออย่างไรกัน ทำไมถึงได้ล่วงรู้ความเคลื่อนไหวในบ้านหลังนี้ไปเสียทุกเรื่องราว?โจวจิ่งอี้นั่งไขว้ห้างอยู่ที่ห้องพักผู้ป่วย เขากระตุกยิ้มกวนประสาทตามสไตล์หนุ่มเจ้าสำราญผู้ไม่แยแสโลก “พี่ว่าผมเรียกพี่ว่า พี่สะใภ้ หรือ คุณเจียงดีล่ะ?”“นายจะเรียกฉันว่าคนแปลกหน้าก็ได้นะ”โจวจิ่งอี้สวนกลับทันควันอย่างหน้าไม่อาย “แบบนั้นไม่ได้หรอก เพราะผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะจีบพี่อยู่พอดี”เจียงซู่กรอกตามองบนทันที “นายเดินไปชั้นสามสิ”โจวจิ่งอี้ขมวดคิ้วด้วยความฉงน “ไปชั้นสามทำไม”เจียงซ
เจียงซู่นั่งทานมื้อเย็นที่ป้าเฉินจัดเตรียมไว้ให้อย่างเงียบ ๆ ทว่ายังไม่ทันอิ่มดี โจวซือเหย่ก็เดินกลับเข้ามาในห้อง“...”ทำไมไม่ไปอยู่เฝ้าดูแลเวิงอี๋ล่ะ กลับมาทำไม?โจวซือเหย่ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าคมเข้มฉายแววรู้สึกผิดอย่างปิดไม่มิด เขาพยายามจะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่ทิ้งเธอไว้กลางคัน “จู่ ๆ เธอก็เป็นลมไปกะทันหัน ผมเลยต้อง...”เจียงซู่ไม่ได้รอให้เขาได้อธิบายเหตุการณ์จนจบ เธอขัดขึ้นทันควัน น้ำเสียงเรียบเฉยนั้นกรีดลึกยิ่งกว่าคำด่าทอ “คุณไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้นล่ะ และฉันก็ไม่ได้ต้องการฟังคำอธิบายจากคุณด้วย เราหย่ากันแล้ว คุณจะทำอะไร ไปไหน มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉัน”ในสายตาของคนนอก พวกเขาอาจจะดูเหมือนสามีภรรยาที่กำลังงอนง้อกันอยู่ ทว่าในความเป็นจริงแล้วนั้น สำหรับเจียงซู่ เธอไม่ต่างอะไรกับแม่อุ้มบุญที่ไร้ตัวตน และในฐานะลูกจ้าง เธอไม่มีความสนใจใคร่รู้ในชีวิตส่วนตัวของผู้ว่าจ้างอย่างเขาแม้แต่น้อยขอเพียงอย่าให้เรื่องคาว ๆ ของเขามาแปดเปื้อนถึงตัวเธอก็พอ เขาจะไปเสพสุขหรือทนทุกข์กับใครที่ไหน เธอก็ไม่คิดจะปรายตามองโจวซือเหย่ถึงกับน้ำท่วมปาก เมื่อเห็นท่าทางสงบนิ่งและไม่แยแสราวกับเข
เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เขาผิดต่อเธออย่างมหันต์เวิงอี๋ส่ายหน้าทั้งน้ำตาที่นองอาบแก้ม “ฉันไม่ได้ต้องการคำขอโทษ ฉันต้องการลูกของฉันคืนมา”โจวซือเหย่ถอนหายใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด “สิ่งที่มันเริ่มต้นจากความผิดพลาด ก็ไม่ควรปล่อยให้มันดำเนินต่อไปตั้งแต่แรก”“งั้นพี่จะให้ฉันทำยังไง?” เวิงอี๋โผเข้าคว้าแขนของโจวซือเหย่ไว้แน่น ร่างทั้งร่างสั่นเทาจนน่าเวทนา“ฉันเฝ้ารอวันที่เขาจะเกิดมา แต่สุดท้ายทุกอย่างก็พังทลาย ฉันรับไม่ได้ พี่ซือเหย่...”โจวซือเหย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงทว่ากลับแฝงไปด้วยความห่างเหิน “หลังจากนี้เดี๋ยวเธอก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เอง”เวิงอี๋ส่ายหน้าไปพร้อมกับร้องไห้อย่างหนัก สะอื้นไห้จนลมหายใจขาดห้วง “ชีวิตของฉันมันพังไปหมดแล้ว”เมื่อความเสียใจพุ่งขึ้นถึงขีดสุด สติสัมปชัญญะก็วูบดับลง ร่างบางร่วงหล่นลงทันที โชคดีที่โจวซือเหย่ถลาเข้าไปรับร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นไว้ได้ทันควัน“เวิงอี๋...”ใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษซบลงบนแผงอกของโจวซือเหย่ เขาแสดงสีหน้ากังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะรีบอุ้มเธอพุ่งตัวไปหาหมอโดยเร็วในวินาทีนั้น เจียงซู่ที่ยืนอยู่ข้างกายกลับถู
“วันหลังอย่าพูดแบบนี้อีก เดี๋ยวลูกเสียใจ”โจวซือเหย่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเคร่งขรึม ราวกับคำพูดประชดประชันของเจียงซู่คือความผิดบาปที่อภัยให้ไม่ได้เจียงซู่ย้อนถามด้วยแววตาว่างเปล่า “แล้วความทรมานของฉันล่ะ มันไม่ใช่เรื่องน่าเสียใจบ้างหรือไง?”โจวซือเหย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวลงมาเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงกึ่งปลอบประโลมกึ่งหลอกล่อตามนิสัย “เพื่อลูก เราทนกันอีกสักนิดนะ ไว้เขาเกิดมาเมื่อไหร่ ผมสัญญาว่าจะจัดการสั่งสอนเจ้าตัวแสบให้หนักเลย”คำพูดมักง่ายแบบนั้นไม่ได้ทำให้เจียงซู่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาบีบคั้นให้เธอต้องเป็นฝ่ายยอมถอยเสียสละ เพียงแต่เปลี่ยนจากยอมให้เวิงอี๋ มาเป็นการยอมให้ลูกในท้องแทนก็เท่านั้น สำหรับเขาแล้ว เธอไม่เคยเป็นที่หนึ่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว“พี่ซือเหย่”ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะเดินกลับห้องพัก เสียงที่แสนคุ้นเคยก็กรีดผ่านความเงียบเข้ามาเจียงซู่มองตามเสียงนั้นไป และพบกับเวิงอี๋ที่ยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของหล่อนขาวซีดไร้สีเลือดดูราวกับภูตผีสีหน้าของโจวซือเหย่เปลี่ยนไปในทันที “มาที่นี่ทำไม?”สายตาของเวิงอี๋กวาดมองคนทั้งคู่ด้วยความร้าวราน ก่อนจ







