INICIAR SESIÓNโจวซือเหย่ไม่ได้ปล่อยเธอ แต่กลับช่วยจัดเสื้อผ้าที่ถูกเลิกขึ้นของเธอให้เรียบร้อยท่ามกลางความมืดมิด น้ำเสียงของเขาช่างนุ่มนวลและแฝงไปด้วยความอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก “คุณช่วยเลิกเย็นชากับผมแบบนี้ได้ไหม?”“ผมรู้ว่าคุณโกรธ คุณอยากจะระบายออกมาผมก็ไม่ห้าม แต่อย่าทำท่าทีห่างเหินกับผมแบบนี้เลย”“ถ้าคุณมีอารมณ์อะไรก็มาลงที่ผมได้ แต่อย่าไปยุ่งกับซูอี้เลย ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในช่วงพักฟื้น รับเรื่องกระทบกระเทือนใจไม่ได้ มันไม่ดีต่ออาการป่วยของเธอ”เจียงซู่แค่นหัวเราะอย่างเหยียดหยัน: “สงสารงั้นเหรอ?”โจวซือเหย่อธิบาย: “พอเธอหายดี หน้าที่ของผมก็จบลงแล้ว”เจียงซู่เผยสีหน้าเยาะหยันพลางเอ่ยปาก: “โจวซือเหย่นี่คุณเป็นพี่เลี้ยงส่วนตัวของตระกูลเวิงไปแล้วหรือไง?”เมื่อก่อนเขาต้องรับผิดชอบชีวิตเวิงอี๋ มาตอนนี้ยังต้องมารับผิดชอบเซียวซูอี้อีก พ่อแม่ของพวกเธอยังไม่ทุ่มเทเท่าคนนอกอย่างเขาเลยอ้อ... ไม่สิ เขาจะเป็นคนนอกได้ยังไง ในเมื่อเขาทำหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ดีเสียยิ่งกว่าคนในครอบครัวจริง ๆ เสียอีกมีแต่เธอนี่แหละที่เป็นคนนอกที่ทำตัวไม่รู้ความ เข้ามาแย่งตำแหน่งคนในที่ควรจะเป็นของเซียวซูอี้โจวซือเหย่เอ่ย: “
ยามนี้เซียวซูอี้ไม่ใช่คนสติดีอยู่แล้ว เมื่อถูกเจียงซู่พูดยั่วยุปลุกปั่นซ้ำเติม จึงไม่อาจข่มกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป วินาทีที่ความโกรธพุ่งพล่าน เธอจึงตรงเข้าฉีกทึ้งใบสำคัญการหย่าและทะเบียนสมรสที่โจวซือเหย่เก็บรักษาไว้อย่างดีจนขาดวิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเจียงซู่ยืนอยู่ข้างหลัง พลางจ้องมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ตอนที่เธอพบว่าโจวซือเหย่ยังเก็บของพวกนี้ไว้ เธอรู้สึกรังเกียจมันมากทีเดียวคนนอกมองมาคงนึกว่าเขาช่างรักมั่นลึกซึ้ง แต่ที่จริงมันก็แค่ความซึ้งใจที่เขามโนขึ้นมาเองฝ่ายเดียวในเมื่อวันนี้ทุกอย่างถูกทำลายด้วยน้ำมือของเซียวซูอี้ก็ถือว่าไม่เลว ถือเสียว่าเป็นการชดใช้ที่เขาเคยเผาของดูต่างหน้าของเธอทิ้งในตอนนั้นเสียงโครมครามจากห้องทำงานดึงดูดความสนใจของป้าเฉินที่อยู่ชั้นล่าง เมื่อเธอวิ่งขึ้นมาก็ต้องชะงักกับภาพเศษกระดาษสีแดงและรูปถ่ายงานแต่งงานที่ฉีกขาดกระจัดกระจายเต็มพื้นป้าเฉินหันไปมองเจียงซู่พลางละล่ำละลักถาม “นี่มันเรื่องอะไรกันคะ?”ของที่วางอยู่ในห้องทำงาน ย่อมเป็นของที่คุณผู้ชายให้ความสำคัญ โดยเฉพาะรูปถ่ายบนพื้นนั่น ป้าเฉินเคยแอบเห็นเขาจ้องมองมัน อย่างเหม่อลอยอยู่หลายครั้ง เห็
เมื่อก่อนเซียวซูอี้จะมีนิสัยใจคออย่างไร เจียงซู่ไม่เคยรู้และไม่นึกสนใจ แต่ในยามนี้ นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นกลับเปี่ยมด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ เห็นได้ชัดเลยว่าโจวซือเหย่คงทุ่มเทถนอมกล่อมเกลี้ยงเธอมาเป็นอย่างดีเจียงซู่จ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง เมื่อเห็นว่าเธอกำลังเสวยสุขในชีวิตที่แสนหวาน ความคิดด้านมืดในใจก็เริ่มผุดพรายขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ยิ่งเซียวซูอี้ขาวสะอาดไร้ราคีเพียงใด เจียงซู่ก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเท่านั้น... บิดเบี้ยวจนอยากจะบดขยี้ความงดงามนั้นให้แหลกลาญคามือ“อยากรู้เหรอว่าฉันเป็นใคร?”เซียวซูอี้พยักหน้า: “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนนอกจะเข้ามาได้ง่าย ๆ คุณรู้จักซือเหย่เหรอคะ? หรือว่าเป็นญาติฝ่ายไหนของตระกูลโจว?”ไม่รู้เพราะอะไร เซียวซูอี้ถึงรู้สึกต่อต้านและเป็นปรปักษ์ต่อผู้หญิงตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้ดีว่าการรู้สึกแบบนี้มันไม่ดีและไม่ถูกต้อง แต่กลับควบคุมหัวใจตัวเองไม่ได้เลยเจียงซู่กระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ: “ที่ฉันเข้ามาที่นี่ได้ ก็เพราะฉันคืออดีตภรรยาของโจวซือเหย่ บ้านที่เธออาศัยอยู่นี่ก็คือเรือนหอของฉันกับเขา แม้แต่ป้าแม่บ้านที่ทำกับข้าวให้เธอทาน ก็คือคนที่ดูแ
เมื่อเห็นเจียงซู่สาดคำพูดร้ายกาจใส่ลูกชาย เวินเหยาฉินก็ขมวดคิ้วมุ่นเพียงเล็กน้อย แววตาฉายแววไม่พอใจวูบหนึ่งส่วนโจวซือเหย่ที่เป็นตัวคู่กรณีกลับไม่ถือสา ราวกับคุ้นชินเสียแล้วเขาเอ่ยสั้น ๆ เพียงว่า “อย่าพูดคำหยาบเลย”เจียงซู่ได้ยินดังนั้นก็แค่นยิ้มหยันเรื่องสกปรกเขาก็ทำมาไม่น้อย คราวนี้กลับมาหาว่าคำพูดของเธอสกปรกอย่างนั้นหรือ?โจวซือเหย่เอ่ย: “แม่ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว แม่กลับไปก่อนเถอะ”เวินเหยาฉินเห็นท่าทางไล่แขกของลูกชายก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา นี่อะไรกัน... ขนาดแม่แท้ ๆ มาหา เขายังมองว่าขวางหูขวางตาเชียวหรือ?แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ก่อนจะเดินจากไป เธอได้ปรายตามองไปทางเจียงซู่แวบหนึ่งโจวซือเหย่ไม่ได้สนใจว่าท่าทีห่วงใยของเขาจะถูกเมินเฉย เขาเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ: “ป้าเฉินบอกว่าพักนี้คุณทานข้าวน้อยลง เป็นเพราะเบื่ออาหารหรือว่าไม่สบายตรงไหนไหม? ผมจะเรียกหมอประจำบ้านมาตรวจดูหน่อย”“ร่างกายคุณทรุดโทรมมาก ต้องบำรุงให้ดี จะปล่อยให้ตัวเองแย่ลงแบบนี้ไม่ได้”นับตั้งแต่แท้งลูกจนถึงตอนนี้ เธอยังไม่เคยบำรุงร่างกายอย่างจริงจังเลยสักครั้ง ตอนนี้เธอยังอายุน้อยอาจจะยังไม่เ
มีคนบ้าคอยตามติดอยู่ข้างกายตลอดเวลาแบบนี้ ระวังเถอะว่าสักวันเขาเองก็จะพลอยบ้าไปด้วยขณะที่เดินผ่านอาคารหลักของจิ่งหยวน เวินเหยาฉินก็ได้เผชิญหน้ากับเจียงซู่อีกครั้งยามนี้ เวินเหยาฉินไม่มีท่าทีถือดีในฐานะแม่สามีอีกต่อไป และเจียงซู่เองก็ไม่มีความนอบน้อมดั่งเช่นลูกสะใภ้ในวันวานเช่นกันแต่เมื่อต้องสบกับแววตาที่เย็นชาจนผิดปกติของเจียงซู่ เวินเหยาฉินก็ยังรู้สึกไม่ชินนัก หลัก ๆ เป็นเพราะเธอเคยชินกับการที่เจียงซู่ต้องให้ความเคารพยำเกรงตนมาโดยตลอดเวินเหยาฉินเผยอริมฝีปากขึ้นคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเธอก็เงียบไปใจจริงเธอก็อยากจะด่าทอเจียงซู่ให้เจ็บแสบ หรือไม่ก็ฟาดเงินใส่สักปึกเพื่อสั่งให้ผู้หญิงคนนี้ออกไปให้พ้นหน้าลูกชายของเธอเสียที แต่เวินเหยาฉินรู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คนไร้เหตุผลขนาดนั้น เธอรู้แก่ใจว่าคนที่ดึงดันไม่ยอมปล่อยมือเสียทีคือลูกชายของเธอเอง น้ำเสียงของเวินเหยาฉินอ่อนลงหลายส่วนขณะถามออกไปว่า: “เธออยากไปจากที่นี่ไหม?”เมื่อได้ยินคำถาม ขนตาของเจียงซู่สั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายตรง ๆเวินเหยาฉินพูดต่อ: “ฉันจะส่งเธอไปจากที่นี่ แต่เธอต้องสัญญากับฉันว่า เมื่อจากเมื
เวินเหยาฉินขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยถาม: “ถ้าอาการของเซียวซูอี้ไม่ดีขึ้นเสียที แกจะเลี้ยงดูแม่นั่นไปตลอดเลยหรือไง”พักเรื่องฝั่งเจียงซู่เอาไว้ก่อน ลำพังแค่การที่เขาเอาเซียวซูอี้มาประคบประหงมไว้ข้างกาย เธอก็ไม่ชอบใจอยู่แล้ว สำหรับคนและเรื่องพรรค์นี้ เวินเหยาฉินไม่อยากจะเฉียดเข้าใกล้เลยสักนิด เพราะการเอาตัวไปพัวพันกับคนเหล่านี้มีแต่จะทำให้ชีวิตหาความสงบไม่ได้ มีแต่ความวุ่นวายเต็มไปหมดโจวซือเหย่เอ่ย: “หมอบอกแล้วว่าอาการของเธอเริ่มดีขึ้นตามลำดับครับ”เวินเหยาฉินกล่าวย้ำ: “ที่ว่าดีขึ้นน่ะมันยังไม่หาย! แกรีบส่งคนออกไปซะ ตอนนี้คุณปู่เริ่มไม่พอใจแกแล้วนะ คู่แต่งงานคนต่อไปของแกจะเป็นเจียงซู่ไม่ได้ และต้องไม่ใช่เซียวซูอี้ด้วย ตัดความสัมพันธ์กับพวกเธอให้ขาดซะ” “ตอนนี้โจวจิ่งอี้เริ่มไปดูตัวแล้ว แถมคู่เดตยังเป็นคนของตระกูลคัง ถ้าพวกเขาถูกตาต้องใจกันขึ้นมา คุณปู่จะยิ่งให้ความสำคัญกับเขามากกว่าเดิม”ตระกูลคังกับตระกูลโจวนับว่ามีฐานะทางสังคมที่คู่ควรการแต่งงานครั้งแรกของเขาจบลงไปอย่างคลุมเครือและไร้ทิศทาง ดังนั้นสำหรับการแต่งงานครั้งที่สอง เวินเหยาฉินจึงตั้งใจจะให้เขาได้พบกับคนที่เหมาะสมและมีฐานะเ
ความจริงแล้ว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือความเคยชินในบรรยากาศที่แสนคุ้นเคยนี้ ทำให้เจียงซู่หลงทางได้อย่างง่ายดาย ถือได้ว่านี่คือสัญชาตญาณของร่างกาย ซึ่งเธอไม่สามารถควบคุมมันได้เลยเจียงซู่ค่อย ๆ หลับตาลง โดยร่างกายของเธอกำลังซบลงอยู่ในอ้อมแขนของอีกคน ทำให้เธอหนีออกจากความเป็นจริงได้ในชั่วขณะการที่
ความเจ็บปวดทางกายบริเวณไหล่ ณ เวลานี้ ไม่อาจเทียบได้กับความเจ็บปวดทางใจจากความทรงจำได้เลย“แม่งเอ๊ย ให้มันรู้ไปซะบ้าง”พานหยางสบถออกมาพร้อมกับกระชากผมและตบหน้าเจียงซู่เต็มแรง จนเธอเกิดอาการหูอื้อและรู้สึกเจ็บไปทั้งแถบเพื่อนของเขายังคงยืนโห่ร้องเยาะเย้ยอยู่ข้างหลังภาพที่อยู่ตรงหน้าเธอ ณ ตอนนี้ร
37องศา คืออุณหภูมิที่ร่างกายสบายที่สุด แต่ไม่ใช่อุณหภูมิที่ดีที่สุดสำหรับความรู้สึกการแต่งงานที่ราบเรียบไร้คลื่นใด ๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับน้ำนิ่ง ที่มักจะซ่อนอัตรายบางอย่างไว้เช่นกัน...ในหนึ่งเดือนคุณหญิงย่ามักจะไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรมสองวันสวนมนต์ ไหว้พระต่าง ๆ นับตั้งแต่การทำพิธีแต่งงานแก้เคล็ด
หลังจากงานฉลองครบรอบมหาวิทยาลัยจบลงเจียงซู่ยืนอยู่ด้านข้าง รอให้อาจารย์เจิงคุยกับเพื่อนเก่า แต่แล้วบทสนทนาที่ดังมาจากด้านข้างก็ดึงความสนใจของเธอ“ผ่านไปหลายปี โจวซือเหย่ก็ยังคงโดดเด่นไม่เปลี่ยนแปลงเลยนะ”“นี่มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระอะไร คนที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด แถมชาติกำเนิดยังสูงส่งราวกับอยู







