Se connecterมีคนบ้าคอยตามติดอยู่ข้างกายตลอดเวลาแบบนี้ ระวังเถอะว่าสักวันเขาเองก็จะพลอยบ้าไปด้วยขณะที่เดินผ่านอาคารหลักของจิ่งหยวน เวินเหยาฉินก็ได้เผชิญหน้ากับเจียงซู่อีกครั้งยามนี้ เวินเหยาฉินไม่มีท่าทีถือดีในฐานะแม่สามีอีกต่อไป และเจียงซู่เองก็ไม่มีความนอบน้อมดั่งเช่นลูกสะใภ้ในวันวานเช่นกันแต่เมื่อต้องสบกับแววตาที่เย็นชาจนผิดปกติของเจียงซู่ เวินเหยาฉินก็ยังรู้สึกไม่ชินนัก หลัก ๆ เป็นเพราะเธอเคยชินกับการที่เจียงซู่ต้องให้ความเคารพยำเกรงตนมาโดยตลอดเวินเหยาฉินเผยอริมฝีปากขึ้นคล้ายจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเธอก็เงียบไปใจจริงเธอก็อยากจะด่าทอเจียงซู่ให้เจ็บแสบ หรือไม่ก็ฟาดเงินใส่สักปึกเพื่อสั่งให้ผู้หญิงคนนี้ออกไปให้พ้นหน้าลูกชายของเธอเสียที แต่เวินเหยาฉินรู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คนไร้เหตุผลขนาดนั้น เธอรู้แก่ใจว่าคนที่ดึงดันไม่ยอมปล่อยมือเสียทีคือลูกชายของเธอเอง น้ำเสียงของเวินเหยาฉินอ่อนลงหลายส่วนขณะถามออกไปว่า: “เธออยากไปจากที่นี่ไหม?”เมื่อได้ยินคำถาม ขนตาของเจียงซู่สั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายตรง ๆเวินเหยาฉินพูดต่อ: “ฉันจะส่งเธอไปจากที่นี่ แต่เธอต้องสัญญากับฉันว่า เมื่อจากเมื
เวินเหยาฉินขมวดคิ้วมุ่นพลางเอ่ยถาม: “ถ้าอาการของเซียวซูอี้ไม่ดีขึ้นเสียที แกจะเลี้ยงดูแม่นั่นไปตลอดเลยหรือไง”พักเรื่องฝั่งเจียงซู่เอาไว้ก่อน ลำพังแค่การที่เขาเอาเซียวซูอี้มาประคบประหงมไว้ข้างกาย เธอก็ไม่ชอบใจอยู่แล้ว สำหรับคนและเรื่องพรรค์นี้ เวินเหยาฉินไม่อยากจะเฉียดเข้าใกล้เลยสักนิด เพราะการเอาตัวไปพัวพันกับคนเหล่านี้มีแต่จะทำให้ชีวิตหาความสงบไม่ได้ มีแต่ความวุ่นวายเต็มไปหมดโจวซือเหย่เอ่ย: “หมอบอกแล้วว่าอาการของเธอเริ่มดีขึ้นตามลำดับครับ”เวินเหยาฉินกล่าวย้ำ: “ที่ว่าดีขึ้นน่ะมันยังไม่หาย! แกรีบส่งคนออกไปซะ ตอนนี้คุณปู่เริ่มไม่พอใจแกแล้วนะ คู่แต่งงานคนต่อไปของแกจะเป็นเจียงซู่ไม่ได้ และต้องไม่ใช่เซียวซูอี้ด้วย ตัดความสัมพันธ์กับพวกเธอให้ขาดซะ” “ตอนนี้โจวจิ่งอี้เริ่มไปดูตัวแล้ว แถมคู่เดตยังเป็นคนของตระกูลคัง ถ้าพวกเขาถูกตาต้องใจกันขึ้นมา คุณปู่จะยิ่งให้ความสำคัญกับเขามากกว่าเดิม”ตระกูลคังกับตระกูลโจวนับว่ามีฐานะทางสังคมที่คู่ควรการแต่งงานครั้งแรกของเขาจบลงไปอย่างคลุมเครือและไร้ทิศทาง ดังนั้นสำหรับการแต่งงานครั้งที่สอง เวินเหยาฉินจึงตั้งใจจะให้เขาได้พบกับคนที่เหมาะสมและมีฐานะเ
โจวซือเหย่ไม่รู้จะอธิบายให้เธอฟังอย่างไรว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่เหมือนเดิมมาตั้งนานแล้ว ทุกครั้งที่คำพูดเอ่อขึ้นมาถึงริมฝีปาก เขาก็ต้องกลืนมันกลับลงไปเพราะคำกำชับของหมอเขาไม่อาจปล่อยให้เธอที่เพิ่งจะเริ่มมีอาการดีขึ้น ต้องถูกกระตุ้นจนอาการกำเริบขึ้นมาอีกโจวซือเหย่กำลังเรียบเรียงคำพูดเพื่อจะปัดสอยไปแบบส่งเดช แต่แล้วเธอก็เปลี่ยนสีหน้าทันควัน ความไม่พอใจเมื่อครู่เลือนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยท่าทางขัดเขินที่รีบหลบอยู่ข้างกายเขา พร้อมกับเรียกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเกรงใจว่า: “คุณป้าเวิน”เซียวซูอี้เคยพบเวินเหยาฉินมาก่อน แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ไม่ได้เจอกันเพียงเดือนเดียวถึงได้ดูแก่ลงไปถนัดตา แต่เธอก็ยอมเก็บอาการเอาแต่ใจและเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาทโจวซือเหย่หันไปตามเสียงและสบเข้ากับแววตาตกตะลึงของเวินเหยาฉิน: “แม่ครับ”เวินเหยาฉินจ้องเขม็งไปที่เซียวซูอี้อยู่ครู่หนึ่งจนอีกฝ่ายเริ่มทำตัวไม่ถูก ถึงได้ละสายตาออกมาเธอไม่ได้สนใจเซียวซูอี้ แต่หันไปมองลูกชายแทนแล้วเอ่ยขึ้นว่า: “ตามแม่มาข้างนอก”ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น เวินเหยาฉินก็หมุนตัวเดินนำออกไปทันทีเมื่อเห็นท่าทีเย็นชาของเวิ
จิ่งหยวนถูกแบ่งออกเป็นเรือนหน้าและเรือนหลังอย่างชัดเจน ทว่าในด้านอาหารการกินป้าเฉินยังคงได้รับมอบหมายให้ดูแลทั้งสองฝ่าย ซึ่งเธอก็สังเกตเห็นถึงความเอาใจใส่ที่โจวซือเหย่มีต่อเซียวซูอี้ได้อย่างชัดเจนนั่นเพราะเธอเห็นป้าเฉินทุ่มเทเวลาและแรงกายอย่างหนักในแต่ละวันเพื่อคิดค้นเมนูใหม่ ๆ และอาหารเหล่านั้นล้วนถูกส่งไปยังเรือนหลังทั้งสิ้นราวกับกลัวว่าตัวเองจะทำหน้าที่ขาดตกบกพร่อง หลังจากป้าเฉินส่งอาหารให้เซียวซูอี้เสร็จ เธอก็มักจะกลับมาทำอาหารที่เจียงซู่เคยชอบกินให้เสมอเจียงซู่มองป้าเฉินที่คอยระแวดระวังตัวอยู่ทุกวันด้วยท่าทีสงบนิ่ง: “ป้าเฉินคะ ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ค่ะ”ป้าเฉินพยายามทำทุกอย่างเพื่อชดเชยแทนโจวซือเหย่ แต่สำหรับเจียงซู่แล้ว เธอและเขานั้นตัดขาดกันไปนานแล้ว ตอนนี้เขาจะดีกับใครก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ และเธอก็ไม่ได้แยแสด้วย สิ่งเดียวที่เธอสนใจในตอนนี้คือเธอจะไปจากที่นี่ได้เมื่อไหร่ป้าเฉินขยับปากพะงาบ ๆ คล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป ท่าทางดูอึดอัดใจอย่างยิ่งเดิมทีเธอคิดว่าการที่คุณผู้ชายพาคุณผู้หญิงกลับมา เพราะอยากจะเริ่มต้นกันใหม่ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่เธอคิดไ
“ฉันนึกว่าจะไม่ได้เจอคุณอีกแล้ว รู้ไหม ฉันคิดถึงคุณเหลือเกิน ฉันกลัวมากจริง ๆ ...”หยาดน้ำตาไหลพรากจนเปียกชุ่มเสื้อของโจวซือเหย่ ความร้อนผ่าวจากน้ำตานั้นราวกับเพลิงที่จ้องจะแผดเผาเข้าไปถึงอกของเขาโจวซือเหย่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ เรื่องที่เซียวซูอี้เริ่มมีสติยาวนานขึ้นนั้น หมอเคยบอกเขาไว้ก่อนหน้าแล้ว เขานิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมือลงบนไหล่ของเธอแล้วตบเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม “ไม่ต้องกลัว ทุกอย่างผ่านไปแล้ว”เมื่อถูกเธอกอดไว้แน่นขนาดนี้ โจวซือเหย่เริ่มรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงรีบเปลี่ยนประเด็น “หมอให้คุณทานยา ทำไมคุณถึงไม่ยอมทาน?”เซียวซูอี้ยังคงจำฝังใจกับเหตุการณ์ที่เวิงอี๋สั่งให้คนบังคับกรอกยาใส่ปากเธอ เธอจึงปฏิเสธตามสัญชาตญาณ “ฉันไม่ได้ป่วย ทำไมต้องกินยา? ไม่กิน! สั่งให้พวกเขาเอาออกไปเดี๋ยวนี้!”โจวซือเหย่ใช้โทนเสียงที่นุ่มนวลเกลี้ยกล่อม “ตอนนี้คุณกำลังไม่สบายนะ ต้องฟังคำสั่งหมอ ทานยาให้ครบ ร่างกายถึงจะกลับมาแข็งแรง”ทว่าทันทีที่สิ้นคำพูด เซียวซูอี้กลับผลักเขาออกอย่างแรงด้วยอาการตื่นตระหนก “บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ป่วย ฉันไม่กินยา คุณเป็นพวกเดียวกับเวิงอี๋ใช่ไหม?”“ต้
“ซือเหย่...”ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังคุมเชิงกันอย่างไม่ลดละ เวิงกั๋วเฉียง พ่อของเวิงอี๋ก็ปรากฏตัวขึ้นหลังจากที่ช่วยเซียวซูอี้กลับมาได้ โจวซือเหย่ได้แจ้งข่าวให้เวิงกั๋วเฉียงทราบ และตอนนี้เขากับลูกสาวคนโตก็พักอยู่ที่บ้านหลังย่อยของคฤหาสน์จิ่งหยวนการให้พ่อลูกได้กลับมาพบหน้ากันก็เรื่องหนึ่ง แต่อีกแง่หนึ่งคือโจวซือเหย่ต้องการให้เซียวซูอี้รับรู้ว่าเธอยังมีญาติอย่างพ่ออยู่ เพราะเขาเองก็ไม่สามารถอยู่เคียงข้างเธอได้ตลอดเวลาเวิงกั๋วเฉียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความประจบประแจงเล็กน้อย “ซูอี้ไม่เห็นหน้านาย เธอเลยไม่ยอมทานยาเลย นายช่วยไปเกลี้ยกล่อมเธอหน่อยได้ไหม”เมื่อได้ยินดังนั้น โจวซือเหย่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เดิมทีเขาเองก็อยากให้ร่างกายของเซียวซูอี้ฟื้นฟูโดยเร็วอยู่แล้ว เขาจึงลุกขึ้นเดินตามเวิงกั๋วเฉียงไปเจียงซู่เงียบนิ่ง เธอมองภาพนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ท่าทีของโจวซือเหย่นั้นเป็นไปตามที่เธอคาดไว้ แต่ที่น่าประหลาดใจคือเวิงกั๋วเฉียง...ลูกสาวคนเล็กตายด้วยน้ำมือของโจวซือเหย่ เมียก็ถูกโจวซือเหย่ส่งเข้าคุก แต่เขากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สามารถติดต่อคบค้าสมาคมกับชายคนนี้ต่อได้อย่างไร้ความตะข







