ตอนที่ 7 บาดแผล
ผมถูกจับยัดเข้ามาอยู่ภายในเบาะรถด้านหลังทั้งที่ไม่เต็มใจ รถคันใหญ่เร่งความเร็วบ่ายหน้าไปตามเส้นทางบนถนนซึ่งผมคุ้นเคย ผมขยับพาตัวเองไปนั่งอยู่ชิดติดกับประตูฝั่งตรงข้ามด้านหลังคนขับรถ ซึ่งตีหน้าขรึมสายตาเพ่งตรงไปเบื้องหน้าเหมือนไม่คิดจะเหลียวหลังหันกลับมาสนใจคนที่อาศัยนั่งอยู่ด้านหลัง
ติ๊ง เสียงสัญญาณเตือนจากโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ราคาแพงดังขึ้น พร้อมกับเจ้าของมันหยิบยกขึ้นมาเปิดหน้าจออ่านอะไรเพียงครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มแสยะเยือกเย็นน่ารังเกียจ
“อะไร?” ผมตวัดเสียงถามออกไปเพราะลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่ามันต้องมีเรื่องราวอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นกับผมอีกแน่ๆ
“นักข่าวพวกนี้...ทำงานเร็วดีนะ”
โทรศัพท์มือถือในมือนั้นถูกพลิกหันกลับสลับหน้าจอสว่างมาทางผม ตัวหนังสือเล็กๆ พวกนั้นเขียนว่ายังไงผมอ่านไม่ถนัด แต่ภาพที่ปรากฏอยู่เด่นหลาเต็มหน้าจอนั้น คือภาพของผมกำลังเงยหน้าเชยคางช้อนสายตาขึ้นสูง โดยมีผู้ชายหล่อเข้มนัยน์ตาคมโน้มตัวลงมาประกบปากจูบ ร่องรอยด่างดวงเห็นเป็นจุดเป็นจ้ำตามซอกคอและไหล่ขาวเด่นจนแทบไม่ต้องใช้การสังเกตเพิ่มเติม
“คุณ มันไอ้คนทุเรศ” ผมคว้ามือตะปบโทรศัพท์มือถือเครื่องสวยแล้วหยิบแย่งมันมาได้ก่อนจะขว้างมันทิ้งลงไปบนพื้นซึ่งพรมหนาปูรองฝ่าเท้าของเราอยู่
“ฮึ ทำไม....เธอไม่ชอบข่าวนี้เหรอ” เจ้าของรถคันใหญ่ก้มลงไปหยิบโทรศัพท์ซึ่งตกห่างอยู่จากรองเท้าหนังราคาแพงไม่มากนัก ก่อนจะขยับปากอ่านออกเสียงดังๆ ให้ผมได้ยิน
“จูบหวานไม่แคร์สื่อ ไม่น่าเชื่อว่านักแสดงหนุ่มซีรีส์วายคนนี้จะปล่อยภาพให้เป็นข่าว ฉาวซ้ำ ฉาวซ้อน กันอีกรอบ เรียกว่ามหากาพย์ชู้รักนักแสดงหนุ่มคนนี้มีเรื่องมาเซอร์ไพรส์เราชาวไร่เผือกอย่างไม่มีหยุดพัก เมื่อช่วงเช้าของวันนี้มีคนพบว่านักแสดงหนุ่มดารินทร์ เดินลงมาจากคอนโดหรูส่วนตัวของไฮโซพันล้านอย่างคุณคราม ด้วยสภาพที่แทบไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงแอบไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันมาตลอดทั้งคืนเพราะเสื้อผ้าที่สวมใส่เดินลงมานั้นนักขุดทั้งหลายลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาใช้ตู้เสื้อผ้าเดียวกัน แถมยังการันตีด้วยรอยจูบมากมาย ชนิดที่เรียกว่าตั้งใจอวดให้สื่อเห็นกันเต็มๆ ตาทีเดียว....”
“หยุดนะ!” ผมปัดมือใส่โทรศัพท์เครื่องนั้นจนมันกระเด็นปลิวไปกระแทกใส่กระจกหน้ารถจนคนขับสะดุ้ง
“เขาเขียนไม่ถูกใจเธอเหรอ หรือว่า...มีอะไรผิดไป” เสียงเยาะเย้ยหยันถามผมอย่างน่ารังเกียจ
“จอดรถ ผมจะลง...ผมบอกให้จอด!” ผมตวาดเสียงแข็งพร้อมทั้งกระแทกฝ่ามือไปยังเบาะที่นั่งของคนขับ
“เธอไม่มีที่ให้ไปแล้วดารินทร์” เสียงเยาะเย้ยย้ำชัด ถากถางถึงความฉิบหายอันสิ้นหวังในชีวิตผมให้เจ็บปวดรวดร้าวอย่างโหดร้าย
“ต่อให้ไม่มีที่ไป...ผมก็จะไม่อยู่ใกล้คุณ”
“เธอต้องการฉันดารินทร์ เพราะมีแค่ฉันคนเดียวที่จะพาเธอเดินไปจนสุดกระดาน...”
“ไม่...ผม...จะไม่ยอม...เป็นหมากในเกมของคุณ” ผมดึงล็อกเปิดประตูใหญ่ก่อนจะกลั้นใจหลับตาแล้วบอกลาโลกอันน่าอัปยศอดสูใบนี้ด้วยการทิ้วตัวเอนหลังหงายไปบนอากาศอันว่างเปล่า
“ดารินทร์!”
ภาพของพื้นถนนคอนกรีตหมุนคว้างผ่านสายตาไปอย่างเร็วๆ สลับกับล้อรถหมุนผ่านไปตามด้วยเสียงผมพัดอื้ออึงเต็มสองหู เสียงบีบแตรดังระงมเซ็งแซ่แผดเต็มกกหู ผิวหนังนั้นแสบร้อนราวกับถูกผลักลงไปในตะแกรงบนเตาไฟ ผมจำได้เพียงเสียงของใครคนหนึ่งตะโกนก้องร้องเรียกชื่อของผมอยู่ในความมืด แต่ช่างเถอะ...ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ผมไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ผมเหนื่อย....
เจ็บ...ปวดไปหมดทั้งตัว แขน ขาใบหน้าตึงจนแทบขยับไม่ได้ ผมปรือตาเปิดขึ้นมาอย่างยากลำบากแล้วพบว่าผมยังไม่ตายตกนรกลงไปเสียที ผมยังมีชีวิต มีลมหายใจเพื่อต้องทนอยู่กับโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คนพวกนั้นจะเกลียดผมจนพอใจหรือทำลายผมจนเบื่อแล้วเลิกยุ่งเลิกวุ่นวายหรือลืมผู้ชายที่ชื่อดารินทร์คนนี้ไปเสียที
“คุณดารินทร์ไม่ทราบว่าเป็นยังไงบ้างคะ” นางพยาบาลในชุดขาวเอ่ยถามผมเสียงเรียบ
“เจ็บครับ” ผมขยับริมฝีปากตึงๆ นั้นอย่างยากลำบาก ประสาทหูได้ยินเสียงแหบพร่าอ่อนแรงของตัวเองแล้วยังรู้สึกเวทนา
“อีกสักพักคุณหมอจะเข้ามาดูอาการนะคะ หากรู้สึกเจ็บปวดตรงไหนหรือไม่สบายยังไง ให้คุณดารินทร์แจ้งคุณหมอได้เลยนะคะ”
“ผมอยากกลับบ้าน” ผมกลืนน้ำลายฝืดๆ นั้นลงคอรู้สึกกระบอกตามันร้อนจนเหมือนจะระเบิดออกมา
“คุณดารินทร์ต้องลองถามคุณหมอดูนะคะ ว่าสามารถกลับไปนอนพักรักษาตัวที่บ้านได้หรือเปล่า” นางพยาบาลเหลือบหางตามาทางผมแล้วถอนหายใจแรงๆ ความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาดวิ่งพล่านพุ่งชนความรู้สึกของผม
“คุณเกลียดผมใช่มั้ย?” ผมขยับตัวลุกขึ้นนั่งแล้วเฝ้ามองแผ่นหลังบอบบางของนางพยาบาลคนสวย
“เอ่อ...เปล่านะคะ คือว่าฉัน...”
“ไม่ต้องโกหกผมหรอก...ผมรู้...”
“ฉันเคยถูกเพื่อนสนิทแย่งสามีมาก่อน...ฉันรู้ว่ามันเจ็บแค่ไหน” ด้านหลังเครื่องแบบพยาบาลสีขาวสั่นตามแรงสะอื้นจนผมรู้สึกได้ น้ำเสียงเครือนั้นทำให้ผมเจ็บปวด การถูกแย่งสามีสำหรับเธออาจจะเจ็บปวดแต่การถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับสามีคนอื่นโดยไร้หนทางต่อสู้ ไร้โอกาสแก้ตัว ไม่มีใครเชื่อคำอธิบายนั้นก็เจ็บปวดไม่ต่างกันหรืออาจจะเจ็บปวดมากกว่าเพราะผมไม่เหลืออะไรเลย
“ผมไม่ได้ทำ....ผมบอกคุณได้เท่านี้”
“คุณดารินทร์”
เราสองคนหันมามองหน้ากันแล้วแข่งกันร้องไห้อย่างแสนทรมาน ความเจ็บปวดของผมนอกจากบาดแผลนับร้อยตามร่างกายแล้วมันยังมีความอึดอัดใจที่ไม่สามารถอธิบายบอกกล่าวเล่าให้ใครเข้าใจได้ว่าเรื่องทั้งหมดนั้นมันเป็นเพียงแค่คนสารเลวต้องการทำลายชีวิตผม
“เอาเถอะค่ะ คืนนี้...ฉันมีหน้าที่ดูแลคุณ ถ้าอยากได้อะไรคุณดารินทร์สามารถกดออดเรียกฉันได้ตลอดเวลานะคะ” พยาบาลคนสวยซึ่งมีป้ายชื่อติดตรงหน้าอกว่าชื่อ "กานดา" ยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาทิ้งแล้วหันหลังเดินจากไป
ผมลงจากเตียงเดินลากเสาน้ำเกลือขวดใหญ่ไปหยุดอยู่ตรงหน้ากระจกภายในห้องน้ำ ทั่วทั้งตัวนั้นมีผ้าพันแผลพอกพันทบทับจนเกือบมองไม่เห็นผิวหนัง ไอ้ส่วนที่โผล่พ้นให้เห็นอยู่ก็มีร่องรอยถลอก หนังกำพร้าเปิดถลกจนเห็นเป็นเหงื่อน้ำเหลืองใสๆ ผุดขึ้นมาเป็นหยดๆ ตามใบหน้านั้นแผลเก่าจากรองเท้าส้นสูงของพี่รัณยังไม่ทันหาย ตอนนี้มันก็กลายเป็นผ้าพันแผลผืนใหญ่พันไว้จนรอบหัว โหนกแก้ม จมูก คาง เต็มไปด้วยรอยแดงและผ้าก๊อซหนา ริมฝีปากที่รู้สึกว่ามันปวดตึงนั้นบวมเจ่อมีร่องรอยเหมือนถูกเย็บมาจากด้านใน
ผมทิ้งภาพอันน่าเวทนาของตัวเองแล้วเดินลากเสาสเตนเลสกลับมายืนเหม่อออกไปทางหน้าต่างห้องพัก กะประมาณคาดเดาจากตึกสูงคุ้นตาหลายแห่งทำให้พอเดาได้ว่าเวลานี้ผมคงกำลังยืนอยู่ภายในโรงพยาบาลใหญ่ใจกลางเมือง ไม่นานนักคุณหมอท่าทางใจดีก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับสอบถามอาการความเจ็บ ความปวดของร่างกายผม โดยมีพยาบาลผู้น่าสงสารคนนั้นยืนส่งยิ้มเศร้าๆ มาให้
“ผมขอกลับไปนอนพักที่บ้านได้หรือเปล่าครับ” ผมเงยหน้าขึ้นไปสบตากับคุณหมอ
“หมอว่าคุณดารินทร์ควรจะอยู่ที่โรงพยาบาลต่ออีกสักสามสี่วันนะครับ แผลหลายจุดนั้นต้องรักษาความสะอาดแล้วก็ยังต้องหมั่นล้างแผลด้วย”
“แต่ผมอยากกลับบ้าน”
“ถ้าอย่างนั้น...ผมจะลองถามคุณครามดูนะครับ”
“ถามคุณคราม ทำไมต้องถามเขา” เขากดหัวคิ้วตึงๆ นั้นเข้าหากันทันที
“คุณครามเป็นคนพาคุณดารินทร์มาส่ง แล้วเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยครับ”
“เขากับผมเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกัน ค่าใช้จ่าย ค่ารักษาพยาบาลผมออกเองได้...ผมจะกลับบ้าน”
“แต่...คุณครามบอกว่าเป็น..”
“ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นครับ..ผมจะกลับบ้าน” ผมกระชากสายน้ำเกลือออกโดยไม่สนใจคุณหมอและพยาบาลซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ท่อยางซิลิโคนซึ่งคาค้างอยู่ตรงหลังมือมีเลือดสีแดงหยดออกมาเป็นทาง พยาบาลชื่อกานดาคนนั้นรีบเข้ามาช่วยกดห้ามเลือดแล้วพูดบอกให้ผมหยุดอยู่นิ่งๆ อย่างใจเย็น
“คุณดารินทร์คะ”
“ขอให้ผมกลับบ้าน...ผมขอร้อง” หยดน้ำตาใสไหลลงไปปะปนกับเลือดขุ่น บางส่วนพรมรดลงไปบนหลังมือสีขาวสะอาดของพยาบาลสาวที่เงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยสายตาสมเพชเวทนา เธอคงกำลังคิดว่านี่เป็นชะตาอันน่าอดสูเป็นวิบากของกรรมชั่วที่ชู้อย่างผมควรได้รับ
"ได้โปรด...ให้ผมกลับบ้าน"
ผมนั่งอยู่ภายในรถแท็กซี่ซึ่งแล่นมาจอดเทียบอยู่หน้าประตูรั้วของบ้านหลังใหญ่ ด้านในนั้นเห็นเป็นรถหรูราคาแพงจอดเรียงกันอยู่หลายคัน หนึ่งในนั้นเป็นรถใหม่ป้ายแดงของผมเอง ภายในบ้านมีแสงสว่างเปิดค้างเอาไว้เห็นผ่านช่องหน้าต่างหลายบานแสดงว่าคุณแม่และพี่ดารัณยังอยู่ แต่น่าแปลก...ที่หลายวันมานี้ผมไม่มีคนในครอบครัวโทรหา ส่งข้อความหรือแวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลหรือถามหาผมแม้แต่ประโยคเดียว
“น้องจะลงมั้ย พี่จะได้ไปรับผู้โดยสารต่อ” เสียงโชเฟอร์เอ่ยถามผมพร้อมกับสอดสายตามองเข้าไปในบ้านผ่านรั้วอัลลอย
“ไม่ครับ ผม...เปลี่ยนใจแล้ว”
"แล้วน้องจะไปไหน"
"ไป....ไป คอนโดเจเจ"
ผมนั่งแท็กซี่มาจอดอยู่หน้าคอนโดมิเนียมของตัวเองแต่ยังคงรู้สึกหนักอึ้งอยู่ในอก ภาพเหตุการณ์กองทัพนักข่าวในวันก่อนยังหลอกหลอนผมอยู่ให้รู้สึกหวาดผวาไม่ปลอดภัย ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมานั้นทำให้ผมหวาดระแวงไม่มั่นคง
“น้องครับ น้องจะลงมั้ยครับ” โชเฟอร์ตะโกนถามซ้ำมาจากด้านหน้า
“เอ่อ...ไม่ครับ...ผมเปลี่ยนใจแล้ว”
ผมไม่มีที่ไปเหมือนที่ผู้ชายคนนั้นพูดเอาไว้จริงๆ ไม่มีที่ไหนเลยที่จะยอมรับฝ่าเท้าคู่นี้ของผมให้ยืนเหยียบได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง... ผมก้มหน้าลงกับฝ่ามือแล้วพยายามกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ให้มิดชิดที่สุดเพราะรู้สึกอายลุงโชเฟอร์เหลือเกิน
“แล้วคราวนี้น้องจะไปไหนครับ” เสียงโชเฟอร์ร้องถามมาจากที่นั่งของคนขับอีกหน
“ไป...ไป....ผมไม่รู้....ฮึก ฮึก ฮือ ผมไม่รู้....ผมไม่รู้จะไปไหน...”
ตอนที่ 27 ในคำว่า...รัก (จบ)“คุณครามครับ ผมยังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่าจะแต่งงานกับคุณน่ะ” ผมตีมือลงไปบนท่อนแขนของแฟนหนุ่มทันที เมื่อเห็นว่าเรื่องราวมันชักจะบานปลายใหญ่โตเพราะน้องครีมตะโกนป่าวประกาศเสียลั่นบ้านอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด“เรื่องแต่งงาน ฉันต้องรอให้เธอพูดด้วยอย่างนั้นเหรอดารินทร์ เรื่องสำคัญแบบนี้ฉันตัดสินใจเองได้”“แต่มันก็เป็นการตัดสินใจที่สำคัญของผมเหมือนกันนี่ครับ...นี่น่ะมันเป็นชีวิตของผมนะ”“ชีวิตของเรา....ตอนนี้ถ้าดูจากทางพฤตินัยแล้ว เราสองคนถือว่าเป็นสามีภรรยา นับว่าเป็นคนคนเดียวกันแล้วนะ เพราะฉะนั้นเรื่องสำคัญๆ อย่างเช่นเรื่องการแต่งงาน หัวหน้าครอบครัวหรือสามีอย่างฉัน จะขอใช้อำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจเอง”“หื้ออออ มีอย่างนี้ด้วยเหรอครับ”“มีสิ นี่ไง...ครอบครัวของเรา”“แต่ว่า...มันจะไม่เร็วเกินไปหน่อยเหรอครับ เราตกลงเป็นแฟนกันได้แค่สองวันเองนะ แล้วเมื่อคืนเราก็เพิ่งจะ...ลองมีอะไรกันครั้งแรกกับสอง สามครั้งหลังเท่านั้นเอง คุณครามไม่คิดว่าเราควรจะศึกษาดูใจกันอีกหน่อยเหรอครับ” ผมยังคงค้านเร
ตอนที่ 26 ครั้งแรก“คุณครามครับ”ผมเดินเข้าไปสวมกอดแฟนหนุ่มอย่างประจบเอาใจ เพราะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่มีส่วนในการเอาปัญหาอันวุ่นวายภายในครอบครัวมากวนใจและต้องคอยให้คุณครามตามแก้ปัญหาให้ ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำนั้นมันอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ผมก็อดใจทอดทิ้งแม่และพี่สาวไปไม่ได้จริงๆ ในเมื่อเรามีกันอยู่แค่สามคนเท่านี้ จะดีหรือชั่วอย่างไรเสียทั้งสองก็เป็นคนในครอบครัวเพียงสองคนสุดท้ายในโลกใบใหญ่ที่ผมเหลืออยู่“จะง้อฉันเหรอ” ฝ่ามือนุ่มวางทับลงมาบนหลังมือของผมพร้อมกับใบหน้าเอี้ยวหันมาจูบลงบนหน้าผากเสียงดังจุ๊บใหญ่“ครับผมมาง้อ แล้วก็มาขอบคุณที่คุณครามยอมช่วยแม่กับพี่รัณด้วย” ผมย้ายตัวเองจากการโอบกอดแผ่นหลังกว้างเดินมายืนอยู่ด้านหน้าแล้วสวมกอดร่างหนานั้นเอาไว้จนเต็มอ้อมแขน“เธอรู้ใช่มั้ยดารินทร์ว่าฉันช่วยพวกเขาทำไม ฉันยื่นมือเข้ามาช่วย...ทั้งๆ ที่ฉันเกลียดเขานักหนา”“ครับ” ผมพยักหน้ารับเบาๆผมรู้ว่าคุณครามเองคงเจ็บปวดและรู้สึกเหมือนถูกหยามศักดิ์ศรีอย่างหนัก เมื่อเมี
ตอนที่ 25 ช่วยเหลือ“ตกลงว่ายังไงครับที่รัก ไอ้ตี๋มันกลับมาทำไม”ท่อนแขนหนาสอดคล้องโอบรอบเอวของผมและตามมาด้วยริมฝีปากนุ่มกดจูบหนักๆ ลงมาตรงซอกคอ เหมือนคุณครามอยากจะแกล้งและแสดงให้คนมารบกวนเรากลางดึกได้เห็นว่าเขาได้มาขัดจังหวะเวลาหวานระหว่างเราสองคนอย่างไรบ้าง"ครามเหรอ?"“ดารัณ....คุณที่นี่ทำไม” ผมจับน้ำเสียงประหลาดใจของคุณครามได้พอๆ กับอ่านสายตาของพี่รัณและแม่ที่คงตกตะลึงไม่แพ้กัน“ฉันก็มาหาน้องชายของฉันยังไงละคะ”“เอ่อ...คือแม่กับพี่รัณเข้ามาในห้องก่อนสิครับ” ผมแกะท่อนแขนของคุณครามออกจากเอว แล้วเดินถอยหลังนำทางแม่และพี่สาวไปนั่งลงบนโซฟาคืนนี้อากาศในห้องเหมือนจะร้อนอบอ้าวมากกว่าทุกวัน ทั้งๆ ที่เวลานี้เครื่องปรับอากาศในห้องนั้นมันก็ทำงานตามปกติ และออกจะหนาวเกินไปด้วยซ้ำสำหรับผมเพราะเมื่อชั่วโมงที่แล้วคุณแฟนไฮโซกดลดระดับอุณหภูมิลงไปอีกหลายองศาเพราะคุณครามบอกว่ากิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ฉันท์แฟนนั้นมันต้องใช้แรงเยอะ“แม่...กับพี่รัณ มีเรื่องอะไรหรือเป
ตอนที่ 24 ความสัมพันธ์“จูบเพื่อการแสดงเธอยังทำได้ แล้วจูบเพื่อหัวใจ เธอจะไม่ลองดูหน่อยเหรอดารินทร์...”หมาจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ล่อหลอกลวงผมแล้วอาศัยช่วงของความมึนงงฉกชิงริมฝีปากของผมให้ตกไปอยู่ใต้อาณัติของเขาเอง จูบเบาๆ ราวกับสำลีนุ่มๆ ชุบน้ำผึ้งหวานละเลียดเฉียดเบียดจูบลงมาบนกลีบปาก ชั่วครั้งชั่วคราวจึงสลับปรับมุมจูบดูดลิ้นหนักแต่ไม่ถึงขึ้นรุนแรง ผมเผลอเพลินเดินหลงไปในดงจูบอันหอมหวาน มารู้สึกสะดุดหวิวสยิวเสียวก็เมื่อตอนสัมผัสจากปลายนิ้วเรียวที่สอดลึกเข้ามาภายใต้เนื้อผ้าของเสื้อนอน ฝ่ามือหยาบกดน้ำหนักลงแรงบีบเคล้นเฟ้นไปตามส่วนโค้งส่วนเว้าไปพร้อมกับบดเคล้าเร้าแรงจูบผสมกันจนผมไม่รู้จะให้ความสำคัญปัดป้องส่วนไหนก่อนดี“คุณครามพอแล้วครับ” ผมร้องห้ามแล้วพยายามเบี่ยงตัวหลบจากแรงเสียดสี เวลานี้เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดลุ่ยจนแทบจะร่วงหายไปจากตัว“ทำไมล่ะ”“มันสายมากแล้วครับ ผมต้องรีบลงไปเปิดร้าน”“ดารินทร์ เธอมีแฟนรวยเป็นพันล้านเชียวนะ ลงไปเปิดร้านสายแค่ไม่กี่ชั่วโมง ฉันไม่ยอมให้แฟนฉันข
ตอนที่ 23 บทพิสูจน์ใจ“คุณคราม ลุกมาทำไมครับ ผมบอกให้คุณนอนบนเตียงไง” ผมมารู้สึกตัวตื่นเพราะถูกใครบางคนล้มตัวลงมานอนเบียดภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ท่อนแขนยาวโอบดึงรั้งให้ผมพลิกตัวหันกลับเข้าไปหาอ้อมอกอันแข็งและแน่นตึง“เธอก็รู้ว่าฉันนอนไม่หลับถ้าฉันไม่ได้กอดเธอ” เสียงกระซิบแผ่วเบาแหบพร่าดังมาเพียงแค่ให้เราสองคนได้ยินเท่านั้น ผมเอี้ยวตัวหันหน้ากลับไปทางเตียงนอนหลังใหญ่ซึ่งเพื่อนสนิทนั้นยังคงนอนหลับใหลไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวจึงยังพอเบาใจว่าปาร์คจะไม่ตื่นขึ้นมาแล้วโวยวายงอนผมเข้าให้อีก“แต่ผมบอกแล้ว ว่าวันนี้ผมเหนื่อยมาก” ผมกระซิบกลับไปบ้าง พร้อมทั้งพยายามขยับดึงไหล่ตัวเองออกห่างจากอีกคน“ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อย ฉันถึงมานอนกับเธอตรงนี้ไง ดารินทร์คืนนี้ฉันจะนอนกอดเธออย่างนี้ เธอจะได้อุ่นๆ แล้วก็หลับสบาย เอาล่ะคืนนี้ดึกแล้ว หลับซะนะคนดี” ปลายจมูกโด่งโค้งก้มลงมากดฝังลงบนซีกแก้มของผม ท่อนแขนสองข้างกอดขยับปรับท่านอนให้ผมจนอยู่ในท่วงท่าสบายเนื้อสบายตัว“คุณคราม”“นอนได้แล้ว
ตอนที่ 22 สมาคมคนโสดผมไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อคืนนั้นตัวเองเผลอหลับไปได้ยังไง มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองนั้นล้มตัวลงมานอนอยู่ในแนวระนาบส่วนหัวพาดวางไว้บนอะไรแข็งๆ สิ่งแรกที่พุ่งเข้ามาในประสาทสัมผัสการมองเห็นของผมคือดวงตากลมเปล่งประกายอันสดใสรับกับขนคิ้วขนตาสีดำสนิท ของคนที่หอบหมอนมาขอนอนด้วยเมื่อคืนนี้“มอนิ่งดารินทร์ เธอหลับฝันดีใช่มั้ย” เจ้าของดวงตาเป็นประกายทักทายผมในยามเช้า พร้อมกับรอยยิ้มหวานเสียจนทำเอาผมรู้สึกเขินขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“เอ่อ...ทำไมเหรอครับ” ผมทนสายตาวิบๆ วับๆ ของคุณครามไม่ไหวจึงต้องเฉไฉมองเลยหันไปจ้องมองสิ่งอื่นแทน“ฉันเห็นเธอนอนยิ้มเหมือนคนกำลังมีความสุข ดารินทร์เธอรู้หรือเปล่าว่ามันทำให้ฉันมีความสุขไปด้วย” ปลายนิ้วมืออุ่นดึงคางผมให้หันกลับมาหา“ผมน่ะเหรอนอนยิ้ม ผมไม่ได้บ้านะครับ”“ฉันไม่ได้โกหกนะ ถ้าเธอไม่เชื่อฉันมีหลักฐานด้วย” คุณครามหันไปด้านข้างแล้วเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา จากนั้นจึงเปิดโชว์ภาพพักหน้าจอซึ่งเป็นภาพใบหน้าของผมนอนหลับตาพ