ตอนที่ 6 หน้ากล้อง
ผมรู้สึกหนาวจนคิดว่าตัวเองนอนจมอยู่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง ร่างหายเลือดเนื้อและกระดูกปวดจนแทบทนไม่ได้ มือเล็กๆ ถูกยกขึ้นมาบีบกดทิ้งไว้บนหัวแล้วพยายามไล่เรียงเรื่องราวต่างๆ ที่มันสับสนวุ่นวายในความทรงจำให้มันลำดับถูกต้อง จนเมื่อสติสตังและกำลังวังชานั้นพอช่วยให้ผมพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง บนเตียงนอนหลังใหญ่ซึ่งการตกแต่งนั้นผมจำได้ในทันทีว่ามันคือห้องเดียวกับฉากทุเรศเรทเอ็กซ์ซึ่งมีผมนอนแก้ผ้าถ่างขาให้ไอ้คนชั่วนั่นเล่นละครตบตาทุกคน
“คุณคราม” ผมตวัดผ้าห่มผืนใหญ่ออกจากตัวแล้วหัวสมองก็ปวดหนึบขึ้นมาทันทีเมื่อเวลานี้ผมไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
“ไอ้คนชั่ว!”
ผมดีดตัวลงจากเตียงนอนแล้วรื้อค้นหาเสื้อผ้าของตัวเองซึ่งสวมใส่มาเมื่อคืนนั้นทุกซอกทุกมุมแต่มันไม่มีเลย ไม่รู้ว่าไอ้หมาป่าเจ้าเล่ห์กำลังคิดวางแผนทำอะไรอีก ในเมื่อหมดหนทางที่จะค้นหาผมจึงถือวิสาสะเปิดประตูตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่แล้วเลือกหยิบเสื้อผ้าเจ้าของห้องออกมาจากไม้แขวนก่อนจะเดินเข้ามายืนตะโกนก่นด่าไอ้ผีห่าซาตานโรคจิตนั้นอยู่ภายในห้องน้ำกว้าง เมื่อทั่วทั้งร่างในเงากระจกนั้นมีแต่รอยดูด รอยแดงขึ้นเรียงกันเป็นแผงจนแทบนับไม่ไหว
“ไอ้สัด!” ผมกวาดท่อนแขนกวาดเครื่องอาบน้ำ ครีมโฟม เครื่องโกนหนวด ทุกอย่างบนเคาน์เตอร์หินอ่อนหรูหราลงไปตกแตกกระจายจนเกลื่อนพื้นเพราะรู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองพลาดให้ตกอยู่ในฐานะเหยื่ออีกแล้ว
ผมจัดการสวมเสื้อผ้าเหล่านั้นอย่างลวกๆ แล้วรื้อค้นข้าวของจากในลิ้นชักหยิบแว่นกันแดดแบรนด์ดังราคาหลายหมื่นบาทออกมาสวมก่อนจะหลบหนีออกจากห้องมาแล้วสาบานกับตัวเองว่าจะไม่กลับมาเหยียบห้องนี้อีก ผมเดินก้มหน้าพยายามหลบสายตาของทุกคนเพราะเพียงแว่นกันแดดอันเดียวนี้ผมไม่รู้ว่ามันจะเพียงพออำพรางช่วยให้คนลืมดารินทร์ไปได้จริงหรือไม่
“คุณดารินทร์!”
เสียงเรียกชื่อของผมดังไปทั่วทั้งล็อบบี้ผมเงยหน้าขึ้นมาจากพื้นทางเดินก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกนั้นก่อนจะถูกกองทัพนักข่าววิ่งกรูเข้ามาแล้วไล่ต้อนผมให้จำใจเดินถอยหลังไปยืนพิงผนังของเสาต้นหนึ่ง โทรศัพท์มือถือ กล้องไลฟ์สด ไมค์ไวเรทจำนวนมากถูกยื่นจ่อเข้ามาใกล้พร้อมคำถามมากมายจนผมแทบฟังไม่รู้เรื่อง
“คุณดารินทร์ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้คะ”
“ที่คุณดารินทร์หายหน้าไปเจ็ดวัน แสดงว่าคุณดารินทร์มาพักอยู่กับคุณครามจริงๆ อย่างที่คนเขาลือกันใช่มั้ยคะ”
“สรุปว่าคุณดารินทร์กับคุณครามเป็นอะไรกันคะ”
“คุณดารินทร์ยอมรับแล้วใช่มั้ยคะว่าเป็นมือที่สามที่ทำให้คุณดารัณและคุณครามหย่าขาดจากกัน”
“คุณดารินทร์....”
ผมรู้สึกพะอืดพะอมจนอยากจะโก่งคออ้วกใส่หน้าคนพวกนี้แทนการตอบคำถาม ด้านหลังของโทรศัพท์หลากยี่ห้อเคสมือถือหลากหลายลายทั้งการ์ตูนและภาพกราฟิกทำให้ผมมึนงงสับสนไปหมด ผมถูกกดดันบีบให้ยืนตัวลีบอยู่ภายในวงล้อมของคนที่พยายามล้วงถามถึงสิ่งที่ผมไม่ได้ทำ
“คุณดารินทร์พูดอะไรสักหน่อยสิคะ”
“เอ่อ...ผม...ผมไม่..” ผมพยายามหันหน้าหลบมุมกล้องแต่ไม่รู้จะหันไปทางไหนเพราะทั้งด้านหน้า ด้านซ้ายและด้านขวานั้นถูกขวางไว้ด้วยเหล่านักข่าวสายบันเทิงจากทุกสำนัก
“ดารินทร์” เสียงห้วนออกห้าวตะโกนมาจากด้านหลังกลุ่มคนเกือบครึ่งร้อย ความสูงอันโดดเด่นกับใบหน้าหล่อเข้มเจิดจรัสสู้กับเสียงชัตเตอร์และแสงแฟลชของกล้องเกือบร้อยตัว ไฮโซหนุ่มเดิมยิ้มอย่างเยือกเย็นผ่าทะลุกลางวงสัมภาษณ์มายืนค้ำอยู่เบื้องหน้าก่อนจะยกมือขึ้นมาจับขยับปกเสื้อเชิ้ตตัวหลวมโพลกของผมให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยหลังจากถูกยื้อยุดฉุดดึงจากมือใครหลายคนเมื่อครู่
“คุณครามพอตอบได้มั้ยคะว่าตอนนี้สถานะของคุณสองคนเป็นอะไรกัน” เสียงของนักข่าวคนหนึ่งดังทะลุขึ้นมาท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ จากนั้นความเงียบจึงกลับมาเหมือนทุกคนกำลังเงี่ยหูรอฟังคำตอบ
“แล้วคุณคิดว่ายังไงครับ”
“ดูจากตอนนี้...ฉันคิดว่า เรื่องที่กำลังเป็นข่าวอยู่คุณครามคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยคะว่าคุณครามกับคุณดารินทร์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันจริงๆ”
“ไม่!” ผมตะโกนขึ้นมากลางปล้องร้องปฏิเสธ ผมจะไม่ยอมให้ใครมาใช้ชีวิตผมแทนเบี้ยแทนหมากบนกระดานอย่างไร้ค่าอีกแล้ว
“คุณดารินทร์หมายความว่ายังไงคะ”
“หมายความว่า...ผมกับคุณคราม เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันและผมไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรกับเขาทั้งนั้น”
ผมยื่นมือออกไปผลักอกกว้างนั้นเต็มแรง หากแต่เจ้าของรอยยิ้มเยือกเย็นแต่เจ้าเล่ห์ร้ายกาจกลับตวัดท่อนแขนเกี่ยวเอวของผมแล้วเหนี่ยวรั้งดึงให้ขยับไปยืนชิดก่อนจะ “แสร้ง” ทำตาหวานฉ่ำเหมือนเวลาที่ผมต้องเข้าฉากกับคู่จิ้นเวลาแสดงฉากโรแมนติกในละคร หากแต่เวลานี้กล้องที่กำลังบันทึกภาพของเราสองคนอยู่มันเป็นกล้องจากโทรศัพท์มือถือของนักข่าวและครึ่งหนึ่งนั้นคงเป็นคนทั่วไปที่อยากรู้ อยากเผือก อยากเสือกเรื่องชาวบ้านมากกว่า
“ปล่อย...” ผมถลึงตาใส่คนที่ยังตีหน้าซื่อต่อหน้าสื่อ
“ถ้าเธองอน...ที่ฉันหายไปจากห้องตั้งแต่เช้าล่ะก็ ฉันมีข้อแก้ตัวนะ”
“แก้ตัวอะไร!” ผมตวัดเสียงถามอย่างไม่วางใจ พลันสมองเจ้ากรรมมันดันคิดวกวนกลับไปเห็นตัวเองซึ่งนอนเปลือยอยู่บนเตียงใหญ่พร้อมกับรอยจูบรอยดูดมากมายที่ไอ้คนใจร้ายเจ้าเล่ห์ทิ้งไว้บนร่างกายผม ฝ่ามือขยับเลื่อนขึ้นมาจับคอเสื้อก่อนจะขยำกำมันเอาไว้แน่นเมื่อนึกว่าถึงตรงนี้
“เอาไว้ขึ้นห้องแล้วจะบอก ตอนนี้เรากลับห้องดีกว่า อยู่ตรงนี้คนเยอะมันไม่เป็นส่วนตัว”
“ไม่! ผมจะไม่กลับขึ้นไปบนนั้นอีก ผมจะกลับบ้าน” ผมเอี้ยวตัวหลบแล้วสะบัดเอวออกจากอุ้งมือหนาแล้วพยายามหาช่องว่างพาตัวเองฝ่ากองทัพนักข่าวเพื่อไปหาเรียกรถแท็กซี่ หากแต่ผมขยับออกมาได้แค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้นหัวไหล่เล็กก็มีอันเจ็บแปลบพร้อมกับถูกรั้งกระชากกลับจากปลายมือของใครอีกคน
“โอ๊ย!”
เสื้อเชิ้ตตัวหลวมถูกดึงจนไหล่กว้างของมันรั้งล่นลงไปจนเผยให้เห็นช่วงไหล่และลำคอซึ่งพราวพร่างไปด้วยร่องรอยอันทุเรศตา พร้อมกับเสียงฮือฮาตกใจและเสียงกดชัตเตอร์และแสงแฟลช แสงไฟรัวจนมันตาลายไปหมด
“ปล่อยนะ” ผมสะบัดหัวไหล่แล้วรีบดึงคอเสื้อหลวมๆ นั้นให้มันกระชับกับตัวทันที
“ขอโทษทีนะ เมื่อคืน...ฉันรุนแรงกับเธอไปหน่อย แต่เธอก็เอาคืนฉันและนี่” นิ้วชี้เรียวยาวนั้นเคาะลงตรงมุมปากข้างหนึ่งซึ่งมีรอยแตกช้ำให้เห็นอยู่แต่ไม่มากนัก
“ไปให้พ้น”
ผมยกมือขึ้นมาปัดฝ่ามือนั้นออกไปจากตัวแล้วใช้แขนพยายามแหวกช่องพาตัวเองออกมาจากวงล้อมกองทัพนักข่าวอย่างยากลำบาก เสียงคำถามมากมายยังคงดังมาจากรอบทิศทางแต่ผมไม่อยากตอบคำถามอะไรของใครทั้งนั้น เพราะเวลานี้ ถ้าจะให้พูดจริงๆ ผมยังตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดเรื่องระยำอะไรขึ้นกับชีวิตตัวเอง
“ดารินทร์ เธอจะไปไหน” ผมเดินลิ่วออกมาจนเกือบพ้นหน้าประตูกระจกขนาดใหญ่ซึ่งเป็นทางเข้าของคอนโดหรู
“ผมบอกว่าจะกลับบ้าน”
“แล้วฉันล่ะ”
“คุณก็อยู่ของคุณไปสิ”
“เธอจะทิ้งฉันไปง่ายๆ อย่างนี้น่ะเหรอดารินทร์ ทำไมถึงได้ใจร้ายกับฉันนักล่ะ ถ้าเธอยังโกรธฉันอยู่เรื่องเมื่อคืน...ฉันขอโทษก็ได้นะ” ฝ่ามืออุ่นเอื้อมคว้ากุมมือของผมเอาไว้
“ผมไม่รับคำขอโทษจากคุณ”
ผมสะบัดแขนแล้วเดินออกมาจากคอนโดหรูตรงไปยืนรอโบกมือเรียกแท็กซี่เพื่อต้องการกลับบ้านตัวเอง โดยที่ด้านหลังนั้นมีเหล่าบรรดาเหยี่ยวข่าวยังคงถือกล้องและมือถือยกขึ้นสูงถ่ายภาพผมทุกอิริยาบถ
“จะตามมาทำไม!” ผมหันไปตวาดเสียงใส่อย่างนึกอึดอัดรำคาญใจ หากแต่คำตอบที่ได้คือรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของคนที่ยืนหันหลังให้กล้อง รอยยิ้มนั้นทำเอาผมเกือบบ้า และรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทันเมื่อไฮโซหมาป่าเจ้าเล่ห์คว้าผมเข้าไปสวมกอดพร้อมเสียงกระซิบอันน่ากลัว
“ฉันไม่ปล่อยให้เบี้ยเดินออกจากกระดานง่ายๆ หรอก”
“ไอ้...อื้อ” คำด่าทอของผมถูกกลืนหายไปกับกลีบปากนุ่มซึ่งบดบี้ขยี้ลงมา ทุกอย่างมันรวดเร็วจนแม้แต่ลมหายใจผมยังสะดุดเผลอหลุดสะดุ้งออกมาเฮือกใหญ่ แล้วพยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนเอาตัวเองให้หลุดพ้นจากลิ้นฉ่ำ ผมเหมือนคนถูกจับมัดมือมัดเท้าแล้วกดหัวลงไปในโอ่งแคบที่มีน้ำอยู่เต็มจะดิ้นรนหรือขัดขืนอย่างไรมันก็ไม่เคยได้อิสระกลับมา ทั้งแขนขาเนื้อตัวเจ็บร้าวระบมจนแทบไม่เหลือแรงจะหายใจด้วยซ้ำ
“ฮึก...” น้ำตาซึ่งกลั้นเก็บไว้พาลไหลลงมาจนนองหน้าในเวลาเพียงไม่กี่วินาที พลันจูบหนักนั้นชะงักลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นหวานนุ่มในชั่วพริบตา
“เจ็บเหรอ” ปลายจมูกโด่งแตะลากลงมาจากตรงกลางหว่างคิ้วก่อนถูกเขี่ยเล่นล้ออยู่กับปลายจมูกของผมเอง ฝ่ามือหยาบวางทาบนาบประคองสองแก้มแล้วพยายามช่วยเช็ดน้ำตาให้ และฉับพลันทันใดรถคันใหญ่แล่นปราดเลี้ยวมาจอดเทียบอยู่ตรงริมถนน
“ขึ้นรถสิ”
“ไม่!”
“ขึ้นรถ”
“ไม่ พอทีเถอะ...ชีวิตผมไม่เหลือให้คุณทำลายแล้ว ปล่อยผมไป...”
“เกมนี้มันยังไม่จบ...เธอต้องอยู่ต่อบนกระดานของฉัน”
ตอนที่ 27 ในคำว่า...รัก (จบ)“คุณครามครับ ผมยังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่าจะแต่งงานกับคุณน่ะ” ผมตีมือลงไปบนท่อนแขนของแฟนหนุ่มทันที เมื่อเห็นว่าเรื่องราวมันชักจะบานปลายใหญ่โตเพราะน้องครีมตะโกนป่าวประกาศเสียลั่นบ้านอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด“เรื่องแต่งงาน ฉันต้องรอให้เธอพูดด้วยอย่างนั้นเหรอดารินทร์ เรื่องสำคัญแบบนี้ฉันตัดสินใจเองได้”“แต่มันก็เป็นการตัดสินใจที่สำคัญของผมเหมือนกันนี่ครับ...นี่น่ะมันเป็นชีวิตของผมนะ”“ชีวิตของเรา....ตอนนี้ถ้าดูจากทางพฤตินัยแล้ว เราสองคนถือว่าเป็นสามีภรรยา นับว่าเป็นคนคนเดียวกันแล้วนะ เพราะฉะนั้นเรื่องสำคัญๆ อย่างเช่นเรื่องการแต่งงาน หัวหน้าครอบครัวหรือสามีอย่างฉัน จะขอใช้อำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจเอง”“หื้ออออ มีอย่างนี้ด้วยเหรอครับ”“มีสิ นี่ไง...ครอบครัวของเรา”“แต่ว่า...มันจะไม่เร็วเกินไปหน่อยเหรอครับ เราตกลงเป็นแฟนกันได้แค่สองวันเองนะ แล้วเมื่อคืนเราก็เพิ่งจะ...ลองมีอะไรกันครั้งแรกกับสอง สามครั้งหลังเท่านั้นเอง คุณครามไม่คิดว่าเราควรจะศึกษาดูใจกันอีกหน่อยเหรอครับ” ผมยังคงค้านเร
ตอนที่ 26 ครั้งแรก“คุณครามครับ”ผมเดินเข้าไปสวมกอดแฟนหนุ่มอย่างประจบเอาใจ เพราะรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่มีส่วนในการเอาปัญหาอันวุ่นวายภายในครอบครัวมากวนใจและต้องคอยให้คุณครามตามแก้ปัญหาให้ ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำนั้นมันอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ผมก็อดใจทอดทิ้งแม่และพี่สาวไปไม่ได้จริงๆ ในเมื่อเรามีกันอยู่แค่สามคนเท่านี้ จะดีหรือชั่วอย่างไรเสียทั้งสองก็เป็นคนในครอบครัวเพียงสองคนสุดท้ายในโลกใบใหญ่ที่ผมเหลืออยู่“จะง้อฉันเหรอ” ฝ่ามือนุ่มวางทับลงมาบนหลังมือของผมพร้อมกับใบหน้าเอี้ยวหันมาจูบลงบนหน้าผากเสียงดังจุ๊บใหญ่“ครับผมมาง้อ แล้วก็มาขอบคุณที่คุณครามยอมช่วยแม่กับพี่รัณด้วย” ผมย้ายตัวเองจากการโอบกอดแผ่นหลังกว้างเดินมายืนอยู่ด้านหน้าแล้วสวมกอดร่างหนานั้นเอาไว้จนเต็มอ้อมแขน“เธอรู้ใช่มั้ยดารินทร์ว่าฉันช่วยพวกเขาทำไม ฉันยื่นมือเข้ามาช่วย...ทั้งๆ ที่ฉันเกลียดเขานักหนา”“ครับ” ผมพยักหน้ารับเบาๆผมรู้ว่าคุณครามเองคงเจ็บปวดและรู้สึกเหมือนถูกหยามศักดิ์ศรีอย่างหนัก เมื่อเมี
ตอนที่ 25 ช่วยเหลือ“ตกลงว่ายังไงครับที่รัก ไอ้ตี๋มันกลับมาทำไม”ท่อนแขนหนาสอดคล้องโอบรอบเอวของผมและตามมาด้วยริมฝีปากนุ่มกดจูบหนักๆ ลงมาตรงซอกคอ เหมือนคุณครามอยากจะแกล้งและแสดงให้คนมารบกวนเรากลางดึกได้เห็นว่าเขาได้มาขัดจังหวะเวลาหวานระหว่างเราสองคนอย่างไรบ้าง"ครามเหรอ?"“ดารัณ....คุณที่นี่ทำไม” ผมจับน้ำเสียงประหลาดใจของคุณครามได้พอๆ กับอ่านสายตาของพี่รัณและแม่ที่คงตกตะลึงไม่แพ้กัน“ฉันก็มาหาน้องชายของฉันยังไงละคะ”“เอ่อ...คือแม่กับพี่รัณเข้ามาในห้องก่อนสิครับ” ผมแกะท่อนแขนของคุณครามออกจากเอว แล้วเดินถอยหลังนำทางแม่และพี่สาวไปนั่งลงบนโซฟาคืนนี้อากาศในห้องเหมือนจะร้อนอบอ้าวมากกว่าทุกวัน ทั้งๆ ที่เวลานี้เครื่องปรับอากาศในห้องนั้นมันก็ทำงานตามปกติ และออกจะหนาวเกินไปด้วยซ้ำสำหรับผมเพราะเมื่อชั่วโมงที่แล้วคุณแฟนไฮโซกดลดระดับอุณหภูมิลงไปอีกหลายองศาเพราะคุณครามบอกว่ากิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ฉันท์แฟนนั้นมันต้องใช้แรงเยอะ“แม่...กับพี่รัณ มีเรื่องอะไรหรือเป
ตอนที่ 24 ความสัมพันธ์“จูบเพื่อการแสดงเธอยังทำได้ แล้วจูบเพื่อหัวใจ เธอจะไม่ลองดูหน่อยเหรอดารินทร์...”หมาจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ล่อหลอกลวงผมแล้วอาศัยช่วงของความมึนงงฉกชิงริมฝีปากของผมให้ตกไปอยู่ใต้อาณัติของเขาเอง จูบเบาๆ ราวกับสำลีนุ่มๆ ชุบน้ำผึ้งหวานละเลียดเฉียดเบียดจูบลงมาบนกลีบปาก ชั่วครั้งชั่วคราวจึงสลับปรับมุมจูบดูดลิ้นหนักแต่ไม่ถึงขึ้นรุนแรง ผมเผลอเพลินเดินหลงไปในดงจูบอันหอมหวาน มารู้สึกสะดุดหวิวสยิวเสียวก็เมื่อตอนสัมผัสจากปลายนิ้วเรียวที่สอดลึกเข้ามาภายใต้เนื้อผ้าของเสื้อนอน ฝ่ามือหยาบกดน้ำหนักลงแรงบีบเคล้นเฟ้นไปตามส่วนโค้งส่วนเว้าไปพร้อมกับบดเคล้าเร้าแรงจูบผสมกันจนผมไม่รู้จะให้ความสำคัญปัดป้องส่วนไหนก่อนดี“คุณครามพอแล้วครับ” ผมร้องห้ามแล้วพยายามเบี่ยงตัวหลบจากแรงเสียดสี เวลานี้เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดลุ่ยจนแทบจะร่วงหายไปจากตัว“ทำไมล่ะ”“มันสายมากแล้วครับ ผมต้องรีบลงไปเปิดร้าน”“ดารินทร์ เธอมีแฟนรวยเป็นพันล้านเชียวนะ ลงไปเปิดร้านสายแค่ไม่กี่ชั่วโมง ฉันไม่ยอมให้แฟนฉันข
ตอนที่ 23 บทพิสูจน์ใจ“คุณคราม ลุกมาทำไมครับ ผมบอกให้คุณนอนบนเตียงไง” ผมมารู้สึกตัวตื่นเพราะถูกใครบางคนล้มตัวลงมานอนเบียดภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ท่อนแขนยาวโอบดึงรั้งให้ผมพลิกตัวหันกลับเข้าไปหาอ้อมอกอันแข็งและแน่นตึง“เธอก็รู้ว่าฉันนอนไม่หลับถ้าฉันไม่ได้กอดเธอ” เสียงกระซิบแผ่วเบาแหบพร่าดังมาเพียงแค่ให้เราสองคนได้ยินเท่านั้น ผมเอี้ยวตัวหันหน้ากลับไปทางเตียงนอนหลังใหญ่ซึ่งเพื่อนสนิทนั้นยังคงนอนหลับใหลไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวจึงยังพอเบาใจว่าปาร์คจะไม่ตื่นขึ้นมาแล้วโวยวายงอนผมเข้าให้อีก“แต่ผมบอกแล้ว ว่าวันนี้ผมเหนื่อยมาก” ผมกระซิบกลับไปบ้าง พร้อมทั้งพยายามขยับดึงไหล่ตัวเองออกห่างจากอีกคน“ฉันรู้ว่าเธอเหนื่อย ฉันถึงมานอนกับเธอตรงนี้ไง ดารินทร์คืนนี้ฉันจะนอนกอดเธออย่างนี้ เธอจะได้อุ่นๆ แล้วก็หลับสบาย เอาล่ะคืนนี้ดึกแล้ว หลับซะนะคนดี” ปลายจมูกโด่งโค้งก้มลงมากดฝังลงบนซีกแก้มของผม ท่อนแขนสองข้างกอดขยับปรับท่านอนให้ผมจนอยู่ในท่วงท่าสบายเนื้อสบายตัว“คุณคราม”“นอนได้แล้ว
ตอนที่ 22 สมาคมคนโสดผมไม่รู้จริงๆ ว่าเมื่อคืนนั้นตัวเองเผลอหลับไปได้ยังไง มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองนั้นล้มตัวลงมานอนอยู่ในแนวระนาบส่วนหัวพาดวางไว้บนอะไรแข็งๆ สิ่งแรกที่พุ่งเข้ามาในประสาทสัมผัสการมองเห็นของผมคือดวงตากลมเปล่งประกายอันสดใสรับกับขนคิ้วขนตาสีดำสนิท ของคนที่หอบหมอนมาขอนอนด้วยเมื่อคืนนี้“มอนิ่งดารินทร์ เธอหลับฝันดีใช่มั้ย” เจ้าของดวงตาเป็นประกายทักทายผมในยามเช้า พร้อมกับรอยยิ้มหวานเสียจนทำเอาผมรู้สึกเขินขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“เอ่อ...ทำไมเหรอครับ” ผมทนสายตาวิบๆ วับๆ ของคุณครามไม่ไหวจึงต้องเฉไฉมองเลยหันไปจ้องมองสิ่งอื่นแทน“ฉันเห็นเธอนอนยิ้มเหมือนคนกำลังมีความสุข ดารินทร์เธอรู้หรือเปล่าว่ามันทำให้ฉันมีความสุขไปด้วย” ปลายนิ้วมืออุ่นดึงคางผมให้หันกลับมาหา“ผมน่ะเหรอนอนยิ้ม ผมไม่ได้บ้านะครับ”“ฉันไม่ได้โกหกนะ ถ้าเธอไม่เชื่อฉันมีหลักฐานด้วย” คุณครามหันไปด้านข้างแล้วเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา จากนั้นจึงเปิดโชว์ภาพพักหน้าจอซึ่งเป็นภาพใบหน้าของผมนอนหลับตาพ