EP.1
ผู้ที่ไม่ถูกเลือก
—— Kawngkwan ——-
“นิยายสองเรื่องนี้...พี่คงส่งให้อาจารย์ดูไม่ได้หรอกนะ” รุ่นพี่สาวพูดพลางยื่นต้นฉบับคืนให้ของขวัญด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขณะที่มืออีกข้างก็ไถหน้าจอโทรศัพท์ในมือไปราวกับไม่ได้สนใจจะสนทนาอะไรกับเธอสักเท่าไรนัก
“อ้าว...ทำไมล่ะคะ?” คนตัวเล็กเหลือบมองไปทางห้องพักของอาจารย์อย่างสับสน เธอเอ่ยถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหว
“ก็งานมันยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่พี่ตั้งเอาไว้ อย่าลืมสิว่า พี่เป็นกรรมการที่ช่วยอาจารย์คัดเลือกผลงานของน้อง ๆ นะ ถ้าพี่อ่านแล้วไม่ผ่าน...ก็ไม่ต้องส่งไปมืออาจารย์หรอก” รุ่นพี่สาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เฉยชา เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์พลางมองดูอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“แต่…พี่กิ่งคะ” ของขวัญลดสายตาลงมองต้นฉบับสองเล่มในมือ สองเล่มที่เธอทุ่มเทเขียนมาตลอดหนึ่งปีเต็ม ๆ
“งั้นพี่พอจะให้คำแนะนำขวัญได้ไหมคะ... ว่านิยายสองเรื่องนี้ควรปรับ ควรแก้ อะไรบ้าง?” เสียงเธอค่อย ๆ เบาลงจนแทบกลืนหายไปกับอากาศ
“มันไม่มีอะไรต้องแก้เลยจ้ะ” พี่กิ่งยิ้มบาง ๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เพราะมันแย่ตั้งแต่บทแรกแล้ว”
คำตอบนั้น…เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนชั่วขณะ ของขวัญนิ่งงัน ไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับคำพูดนั้น
เจ็บ? อาย? โกรธ? หรือผิดหวังในตัวเอง?
“ถ้าจะให้พี่พูดในฐานะบ.ก. แล้วก็ในฐานะรุ่นพี่ที่เคยชนะโพรเจกต์ INK YOUR DREAM มาแล้วนะ…” เธอเริ่มอธิบาย พลางเหลือบตามองต้นฉบับในมือของขวัญ
“นิยายทะลุมิติสมัยสงครามโลก? หรือแนวรักวิ่งหนีผีใส ๆ อะไรแบบนั้น?”
“ขอโทษนะ แต่มันไม่มีใครลงทุนทำหรอกจ้ะ ตลาดเขาไม่ได้อยากได้แนวแบบนั้น” รุ่นพี่พูดด้วยน้ำเสียงที่แดกดันและแววตาที่ดูแคลนเธออย่างเห็นได้ชัดเจน
“บทของเธอ...มันน่าเบื่อมากเลยรู้มั้ย?”
“ต่อให้เขียนอีกสิบเรื่อง ก็ไม่มีวันได้รับเลือกหรอก”
“เลิกฝันที่จะเป็นนักเขียนบทได้แล้ว ของขวัญ”
“เธอควรยอมรับความจริงสักทีว่า เธอไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้เลย”
ของขวัญกัดริมฝีปากแน่น มือสั่นน้อย ๆ ขณะกอดนิยายตัวเองเอาไว้แนบอก
“และโพรเจกต์ INK YOUR DREAM เนี่ย...มันใหญ่ระดับประเทศนะคะ”
“คณะเราก็ต้องส่งตัวแทนที่มีโอกาสชนะไปแข่งขัน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้มหา’ลัย”
“ซึ่ง...เธอเองก็ไม่ใช่คนแรกที่ฉันปฏิเสธ หัดยอมรับความจริงซะบ้างสิ” รุ่นพี่กระแทกเสียงใส่หน้าเธอราวกับว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นความผิดของเธอ
คำว่า ‘ความจริง’ กรีดลึกลงกลางใจเธออย่างโหดร้าย เงียบไปหลายนาที ก่อนที่ของขวัญจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ มือข้างหนึ่งกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
“การถูกปฏิเสธ...ขวัญรับได้อยู่แล้วค่ะ” เธอเอ่ยเสียงเรียบ
“แต่คนที่เป็นรุ่นพี่ และทำงานหน้าที่บ.ก. ควรมีคำแนะนำดี ๆ ให้รุ่นน้องมากกว่าคำว่า ‘ไม่ผ่าน’ กับ ‘น่าเบื่อ’ แบบนี้นะคะ เคยมีคนบอกพี่บ้างไหมคะว่า พี่ไม่เหมาะกับการเป็น บ.ก. เช่นกัน” เธอจ้องหน้ารุ่นพี่สาว ก่อนจะเดินออกไปจากห้องโดยไม่คิดที่จะหันหลังกลับมามองอีก
“นี่!! นอกจากผลงานเธอจะไม่ดีแล้วเนี่ย มารยาทเธอยังแย่มาก ๆ อีกด้วยนะ” รุ่นพี่สาวเอ่ยไล่ตามหลังของเธอมาติด ๆ
เสียงประตูห้องกิจกรรมปิดลงพร้อมกับจังหวะหัวใจของของขวัญที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้เธอกำลังผิดหวัง เสียใจ หรือเจ็บใจมาก ๆ อยู่กันแน่
ร่างบางเดินออกจากตึกกิจกรรมอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่หลังคณะนิเทศศาสตร์ โดยมีเพื่อนสนิทอีกสองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“มะ...มึง...โอเคใช่ไหมเนี่ย?” คะนิ้งเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง หลังจากที่เห็นท่าทีของอีกฝ่ายก็พอจะเดาออกแล้วว่า ผลการตัดสินมันออกมาในรูปแบบไหน
ของขวัญเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เสียงเธอสั่นเหมือนจะหัวเราะ แต่ก็กลืนไม่ลง
“แย่...มันแย่กว่าที่คิดไว้มากๆ” ของขวัญหันไปตอบเพื่อนพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เกิดอะไรขึ้น?” คะนิ้งขมวดคิ้วทันที
“กูแค่รู้สึกว่า การตัดสินมันไม่ค่อยแฟร์เลยอะ ยัยพี่กิ่งไม่บอกจุดบกพร่องอะไรเลย ไม่เคยให้คำแนะนำอะไร”
“บอกแค่ว่ามันแย่ มันไม่ดี ทั้ง ๆ ที่...” ของขวัญระบายความรู้สึกของเธอออกมาทั้งหมดต่อหน้าเพื่อนสนิททั้งสองคน
“แต่ก็ช่างเถอะ ๆ ๆ” แต่แล้วเธอก็ส่ายหน้าเหมือนความคิดในหัวของเธอมันกำลังถกเถียงกันเองอย่างหนักหน่วง
“ผลงานกูมันคงไม่ดีพอจริง ๆ แหละ” หญิงสาวถอนหายใจออกมา แววตาของเธอทั้งเหนื่อยและท้อเกินกว่าจะพูดความรู้สึกทั้งหมดออกมาได้
คำพูดของรุ่นพี่ที่วิจารณ์งานเขียนของเธอมันทำให้เธอรู้สึกไม่มีความมั่นใจในผลงานของตัวเองเลยจริง ๆ
“แล้วอาจารย์ผิงว่าไงบ้างอะมึง ท่านไม่ได้บอกเลยเหรอว่าไม่เลือกเพราะอะไร?”
“ยังไม่ถึงอาจารย์เลยด้วยซ้ำ ก็ถูกปัดให้ตกรอบแล้ว” ขวัญหันไปตอบด้วยแววตาที่เจ็บปวดใจ
“ไม่เป็นไรนะมึง ปีหน้าก็มีโพรเจกต์อีก ไว้มึงเขียนนิยายเตรียมเอาไว้แล้วเสนอแข่งปีหน้าก็ได้” คะนิ้งเอื้อมมือมากุมมือเพื่อนแน่น
“มันไม่มีปีหน้าแล้วคะนิ้ง” ของขวัญทิ้งตัวซบไหล่เพื่อนอย่างนอยด์ ๆ กับสิ่งที่เธอเจอมา
“…โพรเจกต์นี้ เขาให้แค่เด็กปีหนึ่ง ที่อายุไม่เกินสิบแปดเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ถ้าปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าก็ไม่มีโอกาสแล้ว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา และแววตาที่ไร้ซึ่งความหวัง
ความเงียบเข้ามาแทนที่บทสนทนา มีเพียงเสียงลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบไม้ที่ไหวเบาเหนือหัว
ในตอนที่ทุกคนยังจมอยู่ในความเงียบ เสียงส้นรองเท้าสะท้อนพื้นคอนกรีตก็ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“ขวัญ…มาอยู่ตรงนี้เอง” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้นมาทางด้านหลัง พร้อมกับใบหยก เพื่อนร่วมคณะอีกคนเดินเข้ามาช้า ๆ
ทั้งสามคนเงยหน้าไปมองทางใบหยกแบบงุนงง เพราะปกติแล้วแม้จะอยู่คณะเดียวกันแต่ก็แทบจะไม่เคยทักทาย หรือพูดคุยกันสักเท่าไร
“พอดีว่าฉันเป็นห่วงเธอน่ะ กลัวว่าเธอจะคิดมากเรื่องที่พี่กิ่งเขาพูด”
“ฉันก็เลยรีบตามมาดูว่าเธอโอเคไหม ที่ไม่ได้ถูกเลือกในโพรเจกต์นี้” ใบหยกเอ่ยเสียงอ่อนโยน เธอมองทางของขวัญด้วยแววตาที่คล้ายจะห่วงใย
“สาบานว่าเป็นห่วง?” ปอพูดลอย ๆ ขึ้นมาด้วยใบหน้าที่ไม่เป็นมิตรกับใบหยกสักเท่าไร
“...” ของขวัญขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พอดีเมื่อกี้ฉันนั่งรออยู่ด้านนอกห้องน่ะ...ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังเธอกับพี่กิ่งหรอกนะ”
“อ๋อ…ไม่เป็นไร” ของขวัญตอบกลับไปทันที พยายามฝืนยิ้ม แต่สายตาของเธอกลับจับจ้องไปที่สิ่งหนึ่งในมือของใบหยก… ซึ่งมันคือ ‘ใบตอบรับเข้าร่วมโพรเจกต์ INK YOUR DREAM’ ที่มีลายเซ็นของอาจารย์ผิงประทับเด่นอยู่ตรงมุมขวาบน
“...เออ...ยังไงฉันก็ดีใจด้วยนะ ที่เธอได้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโพรเจกต์นี้นะ” ของขวัญพูดออกมาช้า ๆ เธอมองดูใบตอบรับนั้นด้วยความรู้สึกที่เจ็บปวดลึก ๆ ภายในใจ
เหมือนมองดูความฝันของตัวเองที่ตอนนี้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่น ทั้งที่เธอพยายาม ทั้งที่เธอตั้งใจและทุ่มเททุกอย่างเพื่อมันมาตลอดหนึ่งปีเต็ม ๆ
“ขอบคุณนะ ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่า จะผ่านการคัดเลือกได้ง่ายดายแบบนี้” อีกฝ่ายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบ ๆ
“ยังไงเราฝากเพื่อน ๆ ช่วยเชียร์เราตอนที่ไปแข่งขันในโพรเจกต์นี้ด้วยนะ” ใบหยกหันมองทั้งสามคนพลางพูดด้วยใบหน้าระรื่น ก่อนจะโบกมือลาพลางเดินกลับออกไป
“…อีนี่น่าตบให้คว่ำเลยจริง ๆ นะ มันจงใจเดินมาทับถมมึงแท้ ๆ เลยอะ” ปอพูดเสียงลอดไรฟัน
“ช่างเขาเถอะ” ของขวัญพึมพำ
“ผลงานของเขาน่าจะดีจริง ๆ …เพราะคนที่ตอบรับเข้าร่วมคือ อาจารย์ผิง เลยนะ” ของขวัญพูดออกมาด้วยใบหน้าที่เศร้า ๆ
แม้เธอรู้ดีว่าทุกการแข่งขัน การคัดเลือกย่อมมีทั้งคนที่สมหวังและไม่สมหวัง แต่ถ้าอาจารย์ผิงเป็นคนตัดสินเองคงจะดีกว่านี้
คะนิ้งกับปอหันมองหน้ากันนิ่ง ๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกเลย เพราะทุกคนรู้ว่า…ตอนนี้ ไม่มีคำไหนจะปลอบใจของขวัญได้อีกแล้ว
“แต่!! เดี๋ยวนะ ๆ กูว่ามึงยังไม่หมดหวังซะทีเดียวหรอกขวัญ” ปอ เพื่อน(เกย์)สาว ไถหน้าจอโทรศัพท์พลางจดจ่ออ่านข้อมูลบางอย่างก่อนจะส่งต่อให้กับของขวัญในทันที
“ยังไงอะ?” ของขวัญขมวดคิ้วอย่างข้องใจ เพราะสำหรับเธอทุกอย่างมันจบลงแล้ว
“นี่ไง...กูเข้าไปเช็กกับทางเพจหลักของโพรเจกต์นี้มา...โพรเจกต์นี้น่ะจะเปิดรับสมัคร ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกของมหา’ลัยใช่ไหม?” ปอเลื่อนหน้าจอไถไปยังหน้ากติกาและการโพรโมตของทางเพจหลัก
“ซึ่งจะมีการคัดเลือกใน ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ และที่สุดท้ายคือภาคกลาง” เขาเน้นย้ำพร้อมกับส่งโทรศัพท์ให้ทางของขวัญได้อ่านรายละเอียดด้วยตัวเองอีกครั้ง
“นั่นหมายความว่า มึงยังมีเวลาสำหรับการส่งใบสมัครเข้าร่วมใหม่อีกครั้ง แต่ต้องสมัครในฐานะของนักศึกษามหา’ลัยอื่น”
“ซึ่งทั้งหมดที่กูอ่านชื่อมาเนี่ย...มีมหา’ลัยอเธน่า มหา’ลัยเดียวเลยที่เราจะสามารถขอถ่ายโอนหน่วยกิตจากที่นี่ไปได้เกือบทั้งหมด ซึ่งมึงอาจจะต้องเรียนซ้ำเพิ่มแค่ไม่กี่วิชาเท่านั้น”
“…มันจะเป็นไปได้เหรอวะ ระยะมันเหลือแค่หกเดือนเองนะ” ของขวัญรับโทรศัพท์จากปอ มานั่งอ่านรายละเอียดทั้งหมดในทันที
“เป็นไปได้ แต่มึงต้องรีบทำเรื่องลาออกจากมหา’ลัยที่นี่ และถ่ายโอนหน่วยกิตทั้งหมดให้เสร็จภายในอาทิตย์นี้เลย” ปออธิบายรายละเอียดทุกอย่าง และวางแผนช่วยเพื่อนของเขาเป็นช็อต ๆ
“อืม แล้วที่สำคัญเลยนะ ยัยพี่กิ่งน่ะ นางก็แค่เคยเข้าร่วมโพรเจกต์นี้ และนางเองก็ตกรอบตั้งแต่แรก ๆ เลยด้วย”
“ไม่รู้เอาอะไรมามั่นหน้า ดูถูกผลงานของคนอื่นขนาดนี้” ปอเบะปากเล็กน้อย เพราะในคณะนี้ไม่มีใครชอบยัยพี่กิ่งคนนี้เลยสักคน แม้ว่านางจะเป็นถึงกรรมการนักศึกษา แต่ก็ไม่ได้เป็นรุ่นพี่ที่ใครอยากเคารพสักเท่าไร
“ขณะที่นักศึกษาจากมหา’ลัยอเธน่า เป็นผู้ชนะในโพรเจกต์นี้ และก็มีซีรีส์ชื่อดังอยู่ในตอนนี้เลยด้วย และก็เป็นกรรมการในการคัดเลือกโพรเจกต์นี้” ปออ่านประวัติผู้ชนะคนก่อน พร้อมกับมองที่ขวัญอย่างสนับสนุนให้เพื่อนตัวเองยอมเสี่ยงที่จะไปเริ่มใหม่อีกรอบ
“จริงด้วย ๆ” ของขวัญอ่านรายละเอียดทั้งหมดด้วยใจที่เริ่มเต้นแรงอีกครั้ง เหมือนเธอเริ่มเห็นโอกาสที่จะตามล่าท้าความฝันของตัวเองอีกครั้ง
ในตอนที่ของขวัญกำลังจดจ่ออยู่กับการอ่านกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของทางเพจ ที่เพิ่งจะอัปเดตเพิ่มเติมในวันนี้เลย
“ทำไมเงียบไป?” ปอหันไปถามเพื่อนสาวอีกคนที่เอาแต่นั่งนิ่ง ๆ เหมือนไม่ได้เห็นด้วยเท่าไร
“กูก็แค่เป็นห่วงมันน่ะ ถ้าเกิดว่าไปที่โน่น แล้วถูกปฏิเสธอีก...กูกลัวว่ามันจะเสียใจมากกว่านี้”
“แล้วถ้ามันย้ายไปอยู่ที่โน่น...เราจะตามไปปลอบใจมันยังไงล่ะ ถ้ามันเศร้า มันผิดหวังอีก มันจะอยู่คนเดียวได้เหรอ?” คะนิ้งกระซิบบอกกับปอไปเบา ๆ เหมือนไม่อยากให้ขวัญได้ยิน
ของขวัญที่กำลังนั่งจดจ่ออยู่กับการอ่านกติกาของโพรเจกต์นั้น พอได้ยินสิ่งที่คะนิ้งพูด เธอเองก็เงยหน้ามองทั้งสองคนด้วยความรู้สึกลังเลขึ้นมาทันที
“มันก็จริงนะ ถ้ากูย้ายมหา’ลัยขึ้นมาจริง ๆ จะไปหาเพื่อนที่ดี ที่เข้าใจแบบพวกมึงได้จากที่ไหนกัน” ของขวัญส่งโทรศัพท์คืนกลับให้ปอไป สายตาของเธอรู้สึกลังเลขึ้นมาเช่นกัน
และถ้าย้ายมหา’ลัยจริง ๆ เธอก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และการตัดสินใจย้ายมหา’ลัยกลางคันแบบนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลย ไหนจะพ่อไหนจะแม่อีก ซึ่งแน่นอนว่าพวกท่านไม่มีทางเห็นด้วยแน่
“แต่กูคิดว่ามึงควรจะเสี่ยงนะเว้ย” ปอโอบกอดเพื่อนทั้งสองคน และมองหน้าคะนิ้งกับของขวัญสลับไปมา
“เราทุกคนไม่ควรละทิ้งความฝันของตัวเอง เพียงเพราะว่าไม่มีเพื่อนไปด้วยหรอกนะ” ทั้งน้ำเสียงและแววตาของปอที่มองทางขวัญ ทำให้เธอรับรู้ได้ถึงความรัก ความหวังดีที่เพื่อนคนนี้มีต่อเธอจริง ๆ
“กูอยากดูซีรีส์ที่มาจากนิยายของมึงนะ อยากดูจริง ๆ และกูเชื่อว่าเพื่อนกูทำได้แน่ ๆ” ปอมองเข้าไปในแววตาของเพื่อนด้วยความมั่นใจจริง ๆ ว่า ของขวัญสามารถทำได้
“มันก็จริงอย่างที่อีปอมันพูดนะ ถ้ายอมแพ้ตอนนี้ ก็เท่ากับความพยายามทั้งหมดมันสูญเปล่า” คะนิ้งถอนหายใจออกมา
แววตาของคะนิ้งเต็มไปด้วยความเป็นห่วงของขวัญมาก ๆ เพราะทั้งสามคนเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมเลย คบกันมานานเกินครึ่งชีวิตของกันและกันเลยด้วยซ้ำไป
“แต่ถ้ามึงลองเสี่ยงดูอีกสักครั้ง ผลก็มีแค่สองทาง คือสมหวังกับผิดหวัง” คะนิ้งสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และเอื้อมมือไปบีบมือเพื่อนตัวเองเบา ๆ
“แต่เอาเป็นว่าถ้าวันไหนที่มึงเสียใจ ผิดหวัง มึงโทร. หาพวกกูนะ กูสัญญาว่าจะนั่งรถทัวร์ไปปลอบมึงถึงกรุงเทพเลย” คะนิ้งน้ำตาคลอ และเอ่ยไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“รักพวกมึงนะ” ของขวัญโผกอดทั้งสองคนแน่น
———- 🦅————