Masukลู่เยียนหรันหันไปทางฮูหยินผู้เฒ่าซูด้วยใบหน้าสงบนิ่ง แล้วยกมือขึ้นประสานพร้อมกับย่อกายคารวะอย่างนอบน้อมก่อนจะพูดขึ้น
“ท่านย่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอส่งเสริมให้คุณชายใหญ่กับแม่นางไป๋เจ้าค่ะ พวกเขาทั้งสองรักมั่นกันถึงเพียงนี้ ข้าก็ไม่อยากเข้าไปแทรกกลางระหว่างความรักของทั้งสอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าซูชะงักไปเล็กน้อย นางหันไปมองหลานชายของตนเองกับสตรีอ่อนแอที่ยังคงคุกเข่าร้องให้อยู่อย่างน่าสงสารแล้วก็หันกลับมาหาลู่เยียนหรันที่ยืนนิ่งอยู่
“อาหรัน การหมั้นหมายของพวกเจ้าทั้งสองเป็นราชโองการจากฝ่าบาท อย่างไรเสีย เจ้าก็ต้องเป็นฮูหยินเอกของจวนส่วนนางก็ให้เป็นอนุดีหรือไม่ถึงอย่างไร นางก็เป็นผู้มีพระคุณของอี้หาน”
“ท่านย่า! ให้อาเยว่เป็นอนุไม่ได้ขอรับ นางมีนิสัยอ่อนหวานและไร้เดียงสานัก หากเป็นอนุภรรยาเกรงว่านางจะถูกรังแก นางเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งหากถูกรังแกคงจะทนรับไม่ไหวขอรับ”
น้ำเสียงไม่พอใจของซูอี้หานดังขึ้น เขาเองในยามนี้ก็คุกเข่าลงไปอยู่เคียงข้างกับไป๋อิงเยว่เพื่อขอร้องท่านย่าของตนเอง กล่าวจบเขาก็หันไปสบตากับไป๋อิงเยว่เพื่อปลอบโยนนางที่กำลังร่ำให้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
เขาเพียงรู้สึกว่านางช่างน่าทะนุถนอมยิ่งนัก ช่างเป็นสตรีที่อ่อนโยนและไร้เดียงสา เขาไม่อาจยอมให้นางต้องมาถูกรังแกแบบนี้ในเมืองหลวงนี้การเป็นอนุภรรยาสำหรับนางแล้วก็เหมือนกำลังส่งนางเข้ากองไฟ สตรีผู้น่าสงสารคนนี้จะทนอยู่ได้อย่างไร
ดวงตาคมกริบยกขึ้นมองลู่เยียนหรันที่ยังคงยืนนิ่งไม่ได้เอ่ยคำใด ลู่เยียนหรันนั้นเติบโตมาจากการเลี้ยงดูจากบ้านของเขาถึงแม้นางจะเป็นเด็กกำพร้าเช่นกันทว่านางก็ยังคงมีสินเดิมมากมายและมีฝ่าบาทเป็นผู้หนุนหลัง ขอเพียงให้นางเอ่ยปาก ฝ่าบาทต้องยินยอมให้ไป๋อิงเยว่แต่งเข้ามาเป็นภรรยาเสมอภาคเป็นแน่
“เยียนหรันข้ารู้ว่าผิด แต่นางเป็นผู้มีพระคุณของข้า เจ้าให้นางแต่งเข้ามาเป็นภรรยาเสมอภาค ข้าสัญญาว่าจะไม่มีวันละเลยเจ้า ข้ารักเจ้าเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้นางตั้งครรภ์อยู่เจ้ายอมนางไปก่อนได้หรือไม่”
ลู่เยียนหรันพลันรู้สึกสะอิดสะเอียนกับคำว่ารักของเขา คำว่ารักนี้หลอกหลวงนางมาหลายปี หัวใจของนางเจ็บปวดมาเท่าไหร่กับคำนี้ จากนี้นางจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีก
ฮูหยินผู้เฒ่าซูเมื่อได้ฟังสิ่งที่หลานชายตัวดีพูดถึงกับโกรธจนแน่นหน้าอก นางยกมือขึ้นกุมหน้าอกแน่นพร้อมชี้นิ้วไปยังซูอี้หานอย่างโมโหแล้วด่าเขา
“ไร้ยางอายสิ้นดี! เจ้า—”
ยังเอ่ยไม่ทันจบ ร่างของนางก็พลันอ่อนแรงและเซถลา สาวใช้ที่ยืนอยู่ต่างช่วยกันประคองร่างของฮูหยินผู้เฒ่าอย่างระมัดระวัง
“ท่านย่า! ตามหมอเร็ว!”
ซูอี้หานตวาดเสียงดังก้องเมื่อเห็นท่านย่าของเขาโกรธจนหมดสติไป เหล่าสาวใช้ต่างช่วยกันประคองร่างของฮูหยินผู้เฒ่าซูตรงไปยังเรือนพักทันที
ซูอี้หานหันไปมองลู่เยียนหรันที่ยังคงยืนนิ่งสงบอยู่ในใจเขาพลันรู้สึกหงุดหงิดกับท่าทางเย่อหยิ่งนี้ของนาง เขาถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์แล้วสะบัดแขนเสื้อก่อนจะหันไปอุ้มร่างบอบบางของไป๋อิงเยว่ขึ้นมาแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เยียนหรันข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว แต่หากเจ้ายังดื้อรั้นเช่นนี้ ข้าก็จะแต่งงานกับอาเยว่ก่อน เมื่อนางคลอดลูกชายออกมาเมื่อไหร่ ข้าถึงจะแต่งงานกับเจ้า”
กล่าวจบ เขาก็ก้าวออกไปทันทีไม่ได้หันกลับมาอีก
ลู่เยียนหรันยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นางทอดมองตามสองเงาร่างนั้นที่กำลังก้าวห่างออกไปเรื่อย นางยังคงสังเกตเห็นแววตาของผู้ชนะในดวงตาของไป๋อิงเยว่ที่มองมายังนางทว่าในยามนี้หัวใจนางกลับวางเปล่า
ความรักที่นางทุ่มเทมานานนับสิบกว่าปีนั้นกลับไร้ค่าสำหรับเขาไปเสียแล้ว
“คุณหนู เหตุใดคุณชายใหญ่ถึงทำกับท่านถึงเพียงนี้”
รั่วเจียงเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ นางรู้สึกคับแค้นแทนคุณหนูของตนยิ่งนัก คุณหนูของนางเฝ้ารอเขามาเนินนานทว่าในวันที่เขาประสบความสำเร็จได้เป็นแม่ทัพ เขากลับพาสตรีอื่นมาแถมยังประกาศว่าจะแต่งกับนางก่อน
มันช่างเป็นการหยามเกียรติกันเกินไปแล้ว คนทั้งเมืองหลวงต่างรู้ว่า คุณหนูของนางกับซูอี้หานเป็นคู่หมั้นกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ เหตุใดเขาถึงหักหน้ากันเช่นนี้
…….
ซูโจวเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหน้าท้องของลู่เยียนหรันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ที่ซูโจวนั้นอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ที่นี่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงามจวนเหยียนอ๋องเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น เสียงพายุฝนที่กำลังกระหน่ำดังขึ้นแผ่วเบา ภายในจวนนั้นกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายเพราะพระชายาของเหยียนอ๋องกำลังจะคลอดบุตรสาวใช้และบ่าวไพร่ต่างวิ่งวุ่นกันไปมาเพื่อเตรียมการอย่างเร่งด่วนหลี่จ้านเหยียนที่เพิ่งลงจากรถม้าเพราะรั่วเจียงวิ่งไปตามจากที่ทำงาน เขารีบวิ่งตรงไปยังเรือนของชายาของตนเองทันทีด้วยใจที่กระวนกระวายและสับสนภายในห้องนั้นเสียงกรีดร้องของลู่เยียนหรันดังขึ้นอย่างเจ็บปวด จนเขาเองก็พลันเจ็บปวดหัวใจ ไม่สนใจคำของหมอตำแยที่ให้เขารออยู่ด้านนอกเลยแม้แต่น้อยภายในห้องที่กำลังวุ่นวาย ลู่เยียนหรันนอนอยู่บนเตียงด้วยความทุกข์ทรมาน ใบหน้านางเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น เสียร้องคำรามของสายฝนนั้นกลับทำให้นางเห็นภาพนั้นอีกครั้งภาพที่นางกำลังทรมานจากการคลอดบุตรที่จวนตระกูลซูทำให้นางเริ่มรู้สึกกลัวยิ่งนัก มือเรียวของนางกลับสั่นเทาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาอุ่นไหลรินออกมาอย่างหวาดกลัว“พระชายาเบ่งเพคะ! พระชายา!”เสียงเร่งเร้าของห
วังหลวงตำหนักองค์ชายใหญ่หลี่จ้านเหยียนอุ้มร่างบอบบางของลู่เยียนหรันก้าวเข้ามาด้วยความร้อนใจ เมื่อครู่นางยังพูดคุยกับเขาดี ๆ เหตุใดจึงเป็นลมไปได้“ตามหมอหลวง! เร็วเข้า!”เขาตวาดเสียงดังลั่น ใบหน้าคมนั้นเต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว เขาก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังเตียงใหญ่ก่อนจะวางร่างบอบบางนั้นลงบนเตียงอย่างทะนุถนอมเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็พลันดังเข้ามาหมอหลวงเว่ยก้าวเข้ามาด้วยท่าทางเร่งรีบก่อนจะหยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าหลี่จ้านเหยียนกำลังจะทำความเคารพทว่ากลับถูกเขาห้ามไว้ด้วยน้ำเสียงร้อนใจ“ไม่ต้องรีบดูนาง!”“พ่ะย่ะค่ะ”กล่าวจบ หมอหลวงเว่ยก็หันกลับมายังร่างบอบบางของลู่เยียนหรันที่เลือดหมดสติอยู่ เขาเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นเลือดสดที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์ของนาง“ไม่ใช่เลือดนาง”หลี่จ้านเหยียนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของหมอหลวงหมอหลวงเว่ยพลันถอนหายใจอย่างโล่งอกเขาเปิดกล่องยาของตนแล้วตรวจชีพจรของลู่เยียนหรันอย่างละเอียดใบหน้าที่ตึงเครียดเมื่อครู่นั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายและยิ้มแย้มหมอหลวงเว้ยหันไปหาหลี่จ้านเหยียนที่ทำหน้าเคร่งเครียดอยู่นั้นแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคารพ“ยินดีด้วยพ่
กล่าวจบบุรุษร่างกำยำก็ก้าวเข้ามาทว่ารั่วเจียงกลับใช้แรงทั้งหมดที่มีแล้วลุกขึ้นยืนก่อนจะดึงปิ่นเงินออกมพุ่งเข้าไปหมายจะแทงบุรุษผู้นั้นทว่านางกลับคาดความโหดเหี้ยมของเขาน้อยเกินไปบุรุษรูปร่างกำยำนั้นเพียงจับข้อมือรั่วเจียงแล้วออกแรงบีบเพียงนิดก่อนจะโยนร่างของรั่วเจียงลอยออกไปอย่างโหดร้าย รั่วบอบบางของรั่งเจีนงกระแทกกับเสาไม้แล้วทรุดลงไปกองบนพื้นดินอย่างเจ็บปวด ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง“รั่วเจียง!”ลู่เยียนหรันกรีดร้องด้วยความตกใจ ร่างบอบบางของนางกำลังจะวิ่งเข้าไปหาสาวใช้คนสนิททว่าในวินาทีนั้น มือใหญ่อันหยาบกร้านนั้นก็พลันคว้าข้อมือของนางเอาไว้อย่างแรงจนร่างบอบบางนั้นเซถลาล้มลงไป๋อิงเยว่ยิ้มร้ายแล้วก้าวเข้ามาหาร่างบอบบางของลู่เยียนหรัน นางทรุดกายลงนั่งอยู่เบื้องหน้าของลู่เยียนหรัน มือเรียวเล็กของนางยกขึ้นในมือนางนั้นมีปิ่นเงินอยู่เล่มหนึ่ง“ข้าอยากรู้นักว่าหาก ใบหน้างดงามของเจ้านี้เสียไปแล้วจะยังมีคนรักและต้องการเจ้าอยู่อีกหรือไม่!”ไป๋อิงเยว่หัวเราะออกมาอย่างคนเสียสติ นางกำลังจะยังมือขึ้นกรีดใบหน้างดงามของลู่เยียนหรันทว่าในวินาทีนั้น “หยุดนะ!”เสียงดุดันนั้นทำให้ไป๋อิงเยว่ชะงัก
ลู่เยียนหรันเองก็ใช่ว่าไม่รู้ เขาแค่เพียงอยากจะให้นางได้รับความเจ็บปวดเหมือนแสงจันทร์ขาวของเขาบ้างทว่าเขากลับคิดไม่ถึงว่านางจะตายพร้อมกับบุตรในครรภ์แล้วอย่างไรล่ะ ความรักที่มันมาสายเช่นนี้นางไม่ต้องการและไม่เคยต้องการลู่เยียนหรันยังคงยืนนิ่งมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับเขาและนางเป็นเพียงคนแปลกหน้าเท่านั้น นางไม่มีความรู้สึกโกรธเขา ไม่มีความรู้สึกเกลียดเขา“แม่ทัพซู เรื่องราวมันผ่านไปแล้วก็ช่างเถิด ตอนนี้ข้าเองก็ลืมมันไปจนสิ้นแล้ว… ท่านย่าสบายดีหรือไม่”ซูอี้หานพยักหน้าตอบด้วยน้ำเสียงแหบแห้งด้วยความรู้สึกจุกในใจ“ท่านย่าสบายดี”“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”ลู่เยียนหรันเอ่ยขึ้นแล้วหันไปมองรั่วเจียงก่อนจะเดินจากไปด้วยท่าทางสงบนิ่งโดยไม่ได้หันหลังมาอีกซูอี้หานยืนนิ่ง รู้สึกว่าในใจเจ็บปวดร้าวจนจุกอกไปหมด แม้จะมีผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาทว่าเขากลับรู้สึกเดียวดายยิ่งนัก หยดน้ำตายังคงไหลรินลงมาอย่างเจ็บปวดเขาหมุนกายแล้วค่อย ๆ ก้าวเดินออกไปด้วยความรู้สึกมากมายที่กำลังถาโถมเข้ามาจนหัวใจชาไปทั้งดวง….ลู่เยียนหรันก้าวเดินมายังรถม้าที่จอดรออยู่นั้นด้วยท่าทางสงบนิ่ง ในมือของนางยังคงถือโคมไฟรูปกระต
จวนตระกูลซูภายในเรือนหลังเล็กที่ทรุดโทรม ไป๋อิงเยว่นั่งอยู่บนเตียงนอนเก่า นางร่ำให้อย่างเจ็บปวด ดวงตาแดงก่ำด้วยความแค้น มือเรียวเล็กกำแน่น“ลู่เยียนหรัน… หากข้าไม่มีความสุขเจ้าก็อย่าหวังเลย… ”ไป๋อิงเยว่เอ่ยออกมาอย่างโกรธแค้น ในใจเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ ทำไม นางทำทุกวิธีทางแล้วเหตุใดกลับเป็นเช่นนี้ได้ตอนนี้แม้แต่ ซูอี้หานบุรุษที่เคยบอกว่าจะปกป้องนางด้วยชีวิตของเขากลับขับไล่นางราวกับสัตว์เช่นนี้เสี่ยวซุนที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองคุณหนูผู้น่าสงสารของตนเองด้วยสายตาห่วงใย นางยกมือขึ้นเกาะชายอาภรณ์ผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วงทว่าในนาทีนั้นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นก็พลันดังเข้ามาพ่อบ้านเฟิงและบ่าวชายอีกสองนายเดินเข้ามาในห้องเก่า ๆ นั้นด้วยสีหน้าลำบากใจ พ่อบ้านเฟิงถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อน“คุณหนูไป๋ท่านอย่าโทษคุณชายเลยขอรับ ท่านล่วงเกินพระชายาองค์ชายใหญ่และยังมีคดีลอบทำร้ายพระชายาโทษเดียวคือประหาร คุณชายใหญ่คุกเข่าขอร้ององค์ชายใหญ่อยู่นานจึงได้ลดโทษเป็นการขับไล่ออกจากเมืองหลวงเท่านั้น เรื่องทั้งหมดท่านก็ทำตัวเองทั้งนั้น”“ออกไป! กรี๊ด!!”ไป๋อิงเยว่
“คุณหนูเรื่องที่เราจ้างโจรป่าไปย่ำยีคุณหนูลู่ถูกทางการตรวจสอบพบแล้วเจ้าค่ะ… ท่านแม่ทัพเองก็รู้แล้วเจ้าค่ะ… ”ไป๋อิงเยว่ชะงักเล็กน้อย แววตาฉายแววสับสนทว่านางก็พลันหัวเราะออกมาราวกับไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนั้น“รู้แล้วอย่างไรเล่า ถึงยังไงข้าก็แต่งเข้ามาในจวนตระกูลซูเป็นฮูหยินเอกเรียบร้อยแล้ว เรื่องเล็กน้อยแค่นั้นใครจะไปใส่ใจ”ทว่านางจะไม่ทันจะกล่าวจบ ฝ่ามือใหญ่ก็ฟาดใส่ใบหน้านางอย่างแรงจนร่างบอบบางนั้นเซถลาล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกันกับสาวใช้คนสนิทความเจ็บปวดบนใบหน้าทำให้ไป๋อิงเยว่ยกมือขึ้นกุมใบหน้าที่กำลังแสบร้อนด้วยความขุ่นเคืองแล้วหันหาผู้ที่ทำร้ายนางทันทีทว่าทันทีที่เห็นเขาใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นกลับชะงักเล็กน้อยก่อนจะรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นอ่อนแอน่าสงสาร น้ำตาร่วงหล่นราวไข่มุกพร้อมกับขยับกายเข้าไปหาเขาอย่างรวดเร็วสองมือเรียวเล็กยกขึ้นเกาะชายอาภรณ์ยาวของซูอี้หานแน่นแล้วพลันร้องให้สะอึกสะอื้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างน่าสงสาร“ท่านพี่… ข้า… ข้าเสียลูกไปแล้วเจ้าค่ะ… ลูกของเรา… ”ซูอี้หานยืนนิ่งด้วยสีหน้าเย็นชา สายตาคมกริบของเขาหันไปจ้องเขม็งใส่นางจนไป๋อิงเยว่ชะงักงันกับท่าทีเย็นช







