เข้าสู่ระบบ“คุณชายกลับมาแล้วขอรับ!”
สิ้นเสียงนั้นก็พลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูจวน
ร่างสูงโปร่งในชุดเกาะเหล็กของซูอี้หานกระโดดลงจากม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาก้าวเข้ามาในจวนด้วยท่วงท่าสง่างามใบหน้าคมคาย
ทันทีที่ลู่เยียนหรันมองเห็นใบหน้าของซูอี้หาน ดวงตาคู่สวยก็พลันเบิกตากว้างเล็กน้อย ดวงตาสั่นไหว มือเรียวเล็กกำแน่นใต้แขนเสื้อ นางพยายามข่มความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในใจ ทั้งความเจ็บปวด ความคับแค้น ความหวาดกลัว
เมื่อร่างสูงสง่างามนั้นก้าวผ่านนางไป ลู่เยียนหรันทำได้เพียงหลบสายตาลง มือเรียวเล็กกำแน่นจนสั่นอยู่ใต้แขนเสื้อ
บัดนี้รอบข้างนางเต็มไปด้วยเสียงถามไถ่พูดคุย หัวเราะ ยินดีทว่าในหัวใจนางกลับอยากออกไปให้ไกลจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
“เยียนหรัน”
น้ำเสียงของซูอี้หานดังขึ้นเบื้องหน้า
ลู่เยียนหรันชะงักเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าที่เรียบสงบที่สุด ดวงตาคู่สวยของนางทอดมองใบหน้าของเขานิ่ง ๆ ทว่ามือเรียวใต้แขนเสื้อนั้นกลับสั่นเล็กน้อย
ซูอี้หานกระตุกยิ้ม ดวงตาคมของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยพลันกวาดสายตามองลู่เยียนหรันในอาภรณ์ที่งดงามนั้น
ในใจรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนักกับการแต่งตัวของนาง เขาจากไปไม่กี่ปีนางก็กลายเป็นพวกคุณหนูสูงศักดิ์ที่วัน ๆ เอาแต่แต่งหน้าสวย สวมใส่อาภรณ์เบาบางและรัดรูปจนไม่น่าดูเช่นนี้ได้
ริมฝีปากหยักได้รูปของเขากำลังจะอ้าปากพูดขึ้นทว่ากลับถูกเสียงหนึ่งหยุดลงเสียก่อน
“พี่อี้หาน”
น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นทำให้ทุกสายตาพลันหันไปจับจ้องที่นางทันที
ร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าอ่อนหวานนั้นก้มลงเล็กน้อยอย่างอ่อนแอ ดวงตาคู่สวยของนางหลุบลงเล็กน้อยดูแล้วช่างเป็นสตรีที่บอบบางและอ่อนแอยิ่งนัก
ไป๋อิงเยว่ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย นางก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังของซูอี้หาน
ซูอี้หานหันไปประคองนางอย่างทะนุถนอม ดวงตาคมจดจ้องใบหน้าอ่อนหวานนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เขาขยับเข้าไปหานางแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อาเยว่อย่าได้กลัวไป”
ซูอี้หานยิ้มบางอย่างอ่อนโยนแล้วหันกลับมายังบรรดาเหล่าญาติ ๆ และฮูหยินผู้เฒ่าที่กำลังจ้องมองมาที่สตรีผู้มาใหม่นั้นด้วยสายตาเดียวกัน
เขารีบเอ่ยขึ้นทันที
“ท่านย่า นางชื่อ ไป๋อิงเยว่ เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตข้าที่ชายแดน และตอนนี้นางก็กำลังตั้งครรภ์ลูกของข้าอยู่”
ซูอี้หานหยุดพูดแล้วหันไปทางลู่เยียนหรันที่ยืนนิ่งอยู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เยียนหรัน ข้ารู้ว่าทำผิดต่อเจ้า แต่เพราะช่วยชีวิตข้านางจึงยอมสละร่างกาย ข้าต้องรับผิดชอบต่ออาเยว่”
คำพูดของซูอี้หานทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าซูชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววตึงเครียดทันที ก่อนจะหันไปทางลู่เยียนหรันผู้เป็นคู่หมั้นของซูอี้หานที่เฝ้ารอเขามานานถึงสามปี
ไป๋อิงเยว่ทรุดกายลงคุกเข่าทันที ใบหน้าอ่อนหวานนั้นเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาจนดูน่างสงสารยิ่งนัก นางก้มหน้าเล็กน้อยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่น
“พี่สาวได้ปรดสงสารข้ากับลูกด้วย”
“อาเยว่!”
ซูอี้หานอุทานด้วยความตกใจ เขารีบย่อลงหวังจะประคองไป๋อิงเยว่ให้ลุกขึ้นทว่านางกลับไม่ยอมลุกขึ้นอย่างเด็ดขาด
“อาเยว่เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้!”
ไป๋อิงเยว่เงยใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองซูอี้หานด้วยแววตาน่าสงสารที่สุดแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเนื้อน้อยต่ำใจ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ทัพ… เพื่อจะได้อยู่กับท่านไม่ว่าจะเป็นเพียงทาสรับใช้ข้าก็ยอม…”
น้ำเสียงนางสั่นปนกับเสียงสะอื้นเล็กน้อยจนคนฟังนั้นพลันรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก
ซูอี้หานมองสตรีที่อ่อนแอน่าทะนุถนอมตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสารทว่าสายตาคมของเขากลับหันไปมองลู่เยียนหรันที่ยังคงยืนนิ่ง ใบหน้าเย็นชาและดูหยิ่งผยองยิ่งนัก
เมื่อเห็นท่าทางของลู่เยียนหรันที่เอาแต่ยืนนิ่งไม่สนใจพวกเขาเลย ซูอี้หานก็พลันรู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ดวงตาคมกริบจ้องไปยังลู่เยียนหรันแล้วพูดขึ้น
“เยียนหรัน อาเยว่ขอร้องเจ้าถึงเพียงนี้เหตุใดเจ้าถึงได้กลายเป็นคนใจดำเช่นนี้ได้!”
ลู่เยียนหรันยืนนิ่งงัน คิ้วเรียวงามนั้นขมวดเล็กน้อย มือเรียวเล็กกำแน่นใต้แขนเสื้อ
นางรู้ว่าทั้งสองคนนี้นั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาก่อนจะกลับเมืองหลวงแล้ว แต่ในชาติที่แล้วกว่าไป๋อิงเยว่จะยอมรับว่าตั้งครรภ์กับซูอี้หานนั้นก็เป็นหลังจากนี้อีกสามเดือนในวันแต่งงานของนางกับซูอี้หาน
เป็นเช่นนี้ก็ดีในชาตินี้นางไม่มีทางยอมแต่งกับซูอี้หานเป็นแน่ งั้นก็ใช้เหตุผลนี้เพื่อถอนหมั้นกับเขา
….
ตอนที่8 งานเลี้ยงจวนตระกูลซูยามค่ำสายลมเย็นพัดโชยแผ่วเบาในลานบ้านนั้นกำลังคึกคักไปด้วยเสียงดนตรีและเสียงพูดคุยหัวเราะบรรยากาศในวันเลี้ยงฉลองการเลื่อนตำแหน่งของซูอี้หานขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่โดยราชโองการของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความคึกครื้น ต่างจากเรือนเล็กทางทิศตะวันตกที่เงียบสงบลู่เยียนหรันนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ใบหน้างดงามทอดมองเงาสะท้อนของตนเองนิ่ง ๆ“คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนมาตามท่านเจ้าคะ”รั่วเจียงเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบาเมื่อนางก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าลู่เยียนหรันผู้เป็นนายลู่เยียนหรันถอนหายใจแผ่วเบา แล้วลุกขึ้นยืน มือเรียวยกขึ้นจัดอาภรณ์เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น“ไปเถิด”กล่าวจบ ทั้งสองคนก็ก้าวออกจากห้องไปไม่นานทั้งสองก็เห็นแสงโคมไฟสว่างไสวอยู่เบื้องหน้า เสียงพูดคุย และเสียงดนตรี ช่างครื้นเครงยิ่งนักลู่เลียนหรันในอาภรณ์เรียบง่ายก็ก้าวขึ้นไปยังเรือนด้านใน ห้องโถงกว้างเต็มไปด้วยเหล่าฮูหยินและคุณหนูสูงศักดิ์มากมายนั่งประจำที่กันอย่างคึกครื้น โดยมีฮูหยินผู้เฒ่าซูนั่งประจำตำแหน่งสูงสุดขณะเดียวกันนั้น ซูอี้หานก็ก้าวเข้ามาด้วยเคียงข้างเขาคือไป๋อิงเยว่ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าง
ตอนที่7 ข้าจะทวงคืนจวนตระกูลซูเรือนเล็กทิศใต้ภายในเรือนที่เงียบสงบ ไป๋อิงเยว่นั่งอยู่บนเตียง มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยของตนเองแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยเป็นประกาย ริมฝีปากอวบอิ่มเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเก่งกาจดวงตาคู่สวยของนางทอดมองออกไปยังประตูห้องที่กำลังเปิดแง้มอยู่ราวกับกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่“ลู่เยียนหรันชาตินี้ข้าจะทวงทุกสิ่งที่เป็นของข้าคืนมา เจ้าอย่าได้หวังว่าจะมีชีวิตที่ดีเลย ชาติที่แล้วเพราะเจ้าข้าถึงได้จมน้ำตายไปพร้อมกับลูก ชาตินี้ตำแหน่งฮูหยินเอกต้องเป็นของข้าเพียงผู้เดียว”น้ำเสียงแม้แผ่วเบาทว่าเต็มไปด้วยความเยียบเย็น ดวงตาคู่สวยพลันฉายแววสังหารขึ้นมาวูบหนึ่งทว่าเมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นและเร่งรีบก้าวเข้ามาใกล้ ๆ สีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนน้ำตาแดงระเรื่อจนน่าสงสารนางยกมือขึ้นเช็ดชาดบนริมฝีปากออกเล็กน้อยเผยใบหน้าที่ซีดเซียวลงพร้อมกับถอดอาภรณ์ชั้นนอกออกอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงอาภรณ์บางเบาที่แนบไปตามลำตัวร่างบอบบางของไป๋อิงเยว่ก็พลันนอนลงบนเตียงกว้างทันที ก่อนจะหลับตาลงช้า ๆ เมื่อเสียงฝีเท้านั้นก้าวมาหยุดอยู่หน้าห้องเงาร่างสูงโปร่งของซูอี้หา
ซูอี้หานยืนจ้องสตรีตรงหน้า คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใบหน้าของนางนั้นซีดเผือด เขาถอนหายใจแล้วยกมือใหญ่ขึ้นหมายจะสัมผัสหน้าผากของนางว่าร้อนหรือไม่ทว่าลู่เยียนหรันกลับหลบฝ่ามือของเขาทันทีซูอี้หานขมวดคิ้วแน่น พลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจเมื่อก่อนนางไม่ใช่หรือที่อยากจะออดอ้อนเขา ไม่สบายเมื่อไหร่ก็พลันหาโอกาสเข้าใกล้เขา ให้เขาป้อนยาให้ มุกเดิม ๆ เช่นนี้เขาก็เริ่มชักเบื่อแล้ว เขาลดมือลงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“อีกสองวันท่านย่าให้เจ้าไปวัดสือหมิงกับข้า ไปเตรียมตัวเสียให้พร้อม”กล่าวจบ ดวงตาคมก็พลันกวาดมองอาภรณ์สีสันสดใสที่นางสวมในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เป็นถึงคุณหนูสูงศักดิ์แต่กลับแต่งกายยั่วยวนเช่นนี้ราวกับสตรีในหอนางโลม“ชุดนี้สีฉูดฉาดเกินไป แถมยังรัดรูปขนาดนี้เจ้าไปเปลี่ยนเถิดไม่เหมาะกับเจ้า”เขากล่าวขึ้นแล้วจ้องมองลู่เยียนหรันที่ยังคงนั่งนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม ใบหน้านางเรียบนิ่งเกินไป เขารู้ว่านางกำลังงอนเขาอยู่จึงได้ทำท่าทีเย็นชาเช่นนี้ใส่เขาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาซูอี้หานถอนหายใจอย่างจนใจก่อนจะพูดต่ออย่างใส่ใจ“เยียนหรันเจ้ายังโกรธที่ข้าพาอาเยว่มาหรือ อย่างไรนางก็
ตอนที่5 ใจดำนักเรือนพักลู่เยียนหรันสายลมยามเช้าพัดต้องเข้ามาในห้องที่เงียบสงบ ร่างบอบบางของลู่เยียนหรันนอนอยู่บนเตียงกว้าง สีหน้านางเต็มไปด้วยความทุกทรมาน เหงื่อเย็นไหลเต็มใบหน้าภาพในวันที่นางต้องตายไปพร้อมลูกในท้องนั้นพลันตามหลอกหลอนในฝัน หยดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังและเสียใจไหลรินออกมาจากหางตา“คุณหนู! คุณหนู!”เสียงเรียกของรั่วเจียงปลุกให้ลู่เยียนหรันสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันที่น่ากลัวนั้น ดวงตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาเบิกกว้างราวกับรอดพ้นจากนรกอีกครั้ง“คุณหนูท่านฝันร้ายหรือเจ้าคะ”รั่วเจียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นนางทรุดกายนั่งอยู่ข้างเตียง สองมือกุมมือของลู่เยียนหรันไว้แน่นลู่เยียนหรันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงช้า ๆ นางยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าของตนเองออก ก่อนจะเลื่อนมากุมที่หัวใจ ความเจ็บปวดใจที่นางได้รับนั้นยังคงอยู่มันช่างเจ็บปวดยิ่งนัก เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เจ็บจนนางไม่อาจขยับตัวได้ นิ้วเรียวเล็กกุมหน้าอกเอาไว้แน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับรั่วเจียง“ฝันร้ายมันผ่านไปแล้ว”รั่วเจียงที่ขอบตาแดงระเรื่อและมีหยาดน้ำตาคลออยู่พลันพยักห
ลู่เยียนหรันหันไปทางฮูหยินผู้เฒ่าซูด้วยใบหน้าสงบนิ่ง แล้วยกมือขึ้นประสานพร้อมกับย่อกายคารวะอย่างนอบน้อมก่อนจะพูดขึ้น“ท่านย่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอส่งเสริมให้คุณชายใหญ่กับแม่นางไป๋เจ้าค่ะ พวกเขาทั้งสองรักมั่นกันถึงเพียงนี้ ข้าก็ไม่อยากเข้าไปแทรกกลางระหว่างความรักของทั้งสอง”ฮูหยินผู้เฒ่าซูชะงักไปเล็กน้อย นางหันไปมองหลานชายของตนเองกับสตรีอ่อนแอที่ยังคงคุกเข่าร้องให้อยู่อย่างน่าสงสารแล้วก็หันกลับมาหาลู่เยียนหรันที่ยืนนิ่งอยู่“อาหรัน การหมั้นหมายของพวกเจ้าทั้งสองเป็นราชโองการจากฝ่าบาท อย่างไรเสีย เจ้าก็ต้องเป็นฮูหยินเอกของจวนส่วนนางก็ให้เป็นอนุดีหรือไม่ถึงอย่างไร นางก็เป็นผู้มีพระคุณของอี้หาน”“ท่านย่า! ให้อาเยว่เป็นอนุไม่ได้ขอรับ นางมีนิสัยอ่อนหวานและไร้เดียงสานัก หากเป็นอนุภรรยาเกรงว่านางจะถูกรังแก นางเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งหากถูกรังแกคงจะทนรับไม่ไหวขอรับ”น้ำเสียงไม่พอใจของซูอี้หานดังขึ้น เขาเองในยามนี้ก็คุกเข่าลงไปอยู่เคียงข้างกับไป๋อิงเยว่เพื่อขอร้องท่านย่าของตนเอง กล่าวจบเขาก็หันไปสบตากับไป๋อิงเยว่เพื่อปลอบโยนนางที่กำลังร่ำให้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจเขาเพียงรู้สึกว่านางช่าง
“คุณชายกลับมาแล้วขอรับ!”สิ้นเสียงนั้นก็พลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูจวนร่างสูงโปร่งในชุดเกาะเหล็กของซูอี้หานกระโดดลงจากม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาก้าวเข้ามาในจวนด้วยท่วงท่าสง่างามใบหน้าคมคายทันทีที่ลู่เยียนหรันมองเห็นใบหน้าของซูอี้หาน ดวงตาคู่สวยก็พลันเบิกตากว้างเล็กน้อย ดวงตาสั่นไหว มือเรียวเล็กกำแน่นใต้แขนเสื้อ นางพยายามข่มความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในใจ ทั้งความเจ็บปวด ความคับแค้น ความหวาดกลัวเมื่อร่างสูงสง่างามนั้นก้าวผ่านนางไป ลู่เยียนหรันทำได้เพียงหลบสายตาลง มือเรียวเล็กกำแน่นจนสั่นอยู่ใต้แขนเสื้อบัดนี้รอบข้างนางเต็มไปด้วยเสียงถามไถ่พูดคุย หัวเราะ ยินดีทว่าในหัวใจนางกลับอยากออกไปให้ไกลจากที่นี่ให้เร็วที่สุด“เยียนหรัน”น้ำเสียงของซูอี้หานดังขึ้นเบื้องหน้าลู่เยียนหรันชะงักเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าที่เรียบสงบที่สุด ดวงตาคู่สวยของนางทอดมองใบหน้าของเขานิ่ง ๆ ทว่ามือเรียวใต้แขนเสื้อนั้นกลับสั่นเล็กน้อยซูอี้หานกระตุกยิ้ม ดวงตาคมของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยพลันกวาดสายตามองลู่เยียนหรันในอาภรณ์ที่งดงามนั้นในใจรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนักกับการแต่งตัวของนาง เขาจากไปไม







