LOGINตอนที่5 ใจดำนัก
เรือนพักลู่เยียนหรัน
สายลมยามเช้าพัดต้องเข้ามาในห้องที่เงียบสงบ ร่างบอบบางของลู่เยียนหรันนอนอยู่บนเตียงกว้าง สีหน้านางเต็มไปด้วยความทุกทรมาน เหงื่อเย็นไหลเต็มใบหน้า
ภาพในวันที่นางต้องตายไปพร้อมลูกในท้องนั้นพลันตามหลอกหลอนในฝัน หยดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังและเสียใจไหลรินออกมาจากหางตา
“คุณหนู! คุณหนู!”
เสียงเรียกของรั่วเจียงปลุกให้ลู่เยียนหรันสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันที่น่ากลัวนั้น ดวงตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาเบิกกว้างราวกับรอดพ้นจากนรกอีกครั้ง
“คุณหนูท่านฝันร้ายหรือเจ้าคะ”
รั่วเจียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นนางทรุดกายนั่งอยู่ข้างเตียง สองมือกุมมือของลู่เยียนหรันไว้แน่น
ลู่เยียนหรันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงช้า ๆ นางยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าของตนเองออก ก่อนจะเลื่อนมากุมที่หัวใจ ความเจ็บปวดใจที่นางได้รับนั้นยังคงอยู่
มันช่างเจ็บปวดยิ่งนัก เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เจ็บจนนางไม่อาจขยับตัวได้ นิ้วเรียวเล็กกุมหน้าอกเอาไว้แน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับรั่วเจียง
“ฝันร้ายมันผ่านไปแล้ว”
รั่วเจียงที่ขอบตาแดงระเรื่อและมีหยาดน้ำตาคลออยู่พลันพยักหน้าอย่างยินดี นางเผยรอยยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
ลู่เยียนหรันยิ้มบางแล้วยื่นมือไปเช็ดน้ำตาของสาวใช้ผู้ภักดีออกอย่างแผ่วเบา รั่วเจียงเป็นสาวใช้ที่ติดตามนางมาจากตระกูลลู่นางก็เป็นเสมือนญาติคนสุดท้ายของนาง
“เจ้าไปเก็บของ เราจะออกไปจากที่นี่กัน”
รั่วเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่น
“คุณหนูหากเราออกไปจากที่นี่แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนกันเจ้าค่ะ…”
กล่าวจบนางก็เงยหน้าขึ้นมองคุณหนูของตนที่ยังคงมีคราบน้ำตาอยู่ ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอีกครั้ง พวกนางนั้นไร้ซึ่งที่อยู่เพราะตระกูลลู่นั้นอยู่ไกลถึงชายแดน ถึงจะไปได้ทว่าก็กลัวว่าคงจะไม่ปลอดภัย
เพราะการเดินทางนั้นช่างลำบากและเสี่ยงอัตราย อีกทั้งคุณหนูของนางยังคงมีสมรสประราชทานที่ฝ่าบาททรงประทานให้อยู่ ที่ไม่อาจฝ่าฝืนได้ง่าย ๆ
ลู่เยียนหรันนั่งนิ่ง หยดน้ำตาอุ่นกลับไหลริน ไร้ที่พึ่งหรือ ครอบครัวของนางสละชีวิตเพื่อแผ่นดินแต่ยามนี้นางกลับไร้ที่พึ่งพา ต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาของผู้อื่น มือเรียวเล็กกำแน่นราวกับคิดตกแล้วอย่างไรเสียนางก็จะไม่อยู่ที่นี่
“เจ้าไปนับสินเดิมของข้ามาให้ละเอียด”
“เจ้าค่ะ”
กล่าวจบ รั่วเจียงก็ลุกขึ้นแล้วคารวะนางอย่างนอบน้อมก่อนจะหมุนกายก้าวออกไปทันที
ลู่เยียนหรันหันไปมองตามแผ่นหลังของสาวใช้คนสนิทจนลับสายตาไปในที่สุด นางลุกขึ้นจากเตียงทอดมองออกไปยังบานหน้าต่างที่ยังคงเปิดแง้มไว้
สายลมเย็นโชยเข้ามาแผ่วเบาทำให้บรรยากาศช่างเย็นสบายยิ่งนัก สิบห้าปี นางอาศัยอยู่ที่จวนตระกูลซูมาเนิ่นนานถึงสิบห้าปีแล้ว
ลู่เยียนหรันก้มลงมองกำไลหยกพยัคฆ์บนข้อมือของนางด้วยดวงตาที่เอ่อคลอด้วยน้ำตา มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบไล้ผิวหยกอุ่นนั้นทว่าในหัวใจกับเย็นยะเยือกจนสุดขีด ไม่รู้ว่าเมื่อใดกันหยดน้ำตาก็พลันร่วงหล่นใส่กำไลหยกบนข้อมือเสียแล้ว
หลังจาก ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชาย สู้ตายในสนามรบเพื่อปกป้องชายแดนไว้ ก็เหลือเพียงนางที่อายุเพียงหกขวบและท่านย่าที่แก่ชรา เมื่อท่านย่ารู้ข่าวการสิ้นของตระกูลลู่ท่านก็ตรอมใจตายไปเพียงไม่กี่วัน
เหลือเพียงข้าคนเดียว ฝ่าบาทสงสารจึงมีราชโองการแต่งงานให้ข้ากับตระกูลซูที่เป็นเพื่อนร่วมรบกับท่านพ่อของข้าและส่งตัวข้าในวัยหกขวบมาอยู่ในการดูแลของตระกูลซู
เด็กน้อยที่กำลังอ้างว้างนั่งร้องให้อย่างเดียวดาย ในวันนั้นเป็นวันแรกที่ข้าได้พบกับซูอี้หานในวัยแปดขวบ เขารูปร่างสูงโปร่งใบหน้างดงามและมีรอยยิ้มที่อ่อนโยน
“อย่าร้อง จากนี้ข้าจะปกป้องเจ้าเอง เจ้าคือภรรยาของข้า ข้าไม่มีวันให้ใครมารังแกเจ้าแน่”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่นนั้นฝังลงในใจของข้า ใบหน้าเล็กที่เปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาเงยหน้าขึ้น ดวงตากลม ๆ จ้องมองเด็กชายตรงหน้านิ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับเล็กน้อย
ใบหน้าเล็ก ๆ กลม ๆ พ่วงแก้มของนางแดงระเรื่อจากการร้องให้นั้นช่างน่ารักยิ่งนัก เด็กชายยิ้มให้อย่างไร้เดียงสา เขาหยิบกำไลหยกพยัคฆ์ออกจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้ววางลงบนมือเล็ก ๆ ของลู่เยียนหรัน
“กำไลประจำตระกูล มอบให้เฉพาะภรรยาเอกเท่านั้น มันเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
“อืม”
เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้ารับอย่างน่าเอ็นดู ดวงตากลมโตที่แดงระเรื่อจากการร้องให้จ้องมองเด็กชายตรงหน้าด้วยความชื่นชมในใจก่อนจะเผยรอยยิ้มไร้เดียงสา
“ข้าจะรักษามันอย่างดี”
เด็กชายยิ้มอ่อนโยนแล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะของเด็กหญิงอย่างเอ็นดู ตั้งแต่นั้นมา นางก็อยู่ในความดูแลของเขาเรื่อยมา เขาไม่ชอบให้นางแต่งหน้าทาปาก นางก็ไม่แต่ง เขาไม่ชอบให้นางสวมอาภรณ์สีสันงดงามและรัดรูป นางก็ยินดีเชื่อฟังเขา
เขาชอบชาน้ำค้าง นางก็ตื่นแต่เช้าเพื่อเก็บน้ำค้างจากดอกไม้มาชงให้อย่างใส่ใจ
หยดน้ำตาอุ่น ๆ ร่วงหล่นลงบนกำไลหยกอุ่นนั้นอีกครั้ง คำลวงของเขาทำให้นางต้องตายพร้อมกับลูกในท้อง ความรักความผูกพันที่มีมาด้วยกันตั้งแต่เด็กนั้นสำหรับเขาช่างไร้ค่า
มือเรียวเล็กกำกำไลหยกนั้นไว้แน่น ก่อนจะค่อย ๆ ถอนมันออกมาจากข้อมือของนางแล้ววางมันลงไปยังกล่องไม้ข้างเตียง
“คุณหนูลู่คุณชายใหญ่เชิญท่านไปพบเจ้าค่ะ”
เสียงของสาวใช้ดังขึ้นหน้าประตูห้อง
ลู่เยียนหรันยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
“วันนี้ข้าไม่สบาย ไม่อยากพบใคร”
กล่าวจบ ลู่เยียนหรันก็ไม่ได้ใส่ใจอีก นางขยับร่างกายนอนลงแล้วหันหลังให้สาวใช้ทันที
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้ที่ยืนอยู่หน้าห้องได้แต่ตอบรับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม แล้วก็ก้าวจากไป
เมื่อเสียงฝีเท้าของสาวใช้ค่อย ๆ ไกลออกไปจนไม่ได้ยินเสียงอีก ลู่เยียนหรันจึงค่อย ๆ ยันกายขึ้นมาอีกครั้งแล้วก้าวลงจากเตียงอย่างช้า ๆ
สายลมยามเช้าที่เย็นสดชื่นช่วยคลายความทุกข์ในใจได้บ้างเล็กน้อย นางก้าวตรงไปหลังจากกั้นเพื่อชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์
ลู่เยียนหรันเลือกอาภรณ์สีสดใสที่นางชอบออกมาสวมใส่ ใบหน้าก็แต่งแต้มตามใจของนาง ในชาตินี้นางไม่เอาชีวิตไปผูกไว้กับเขานางจะเลือกทำสิ่งที่นางชื่นชอบ มือเรียวเล็กหยิบหวีขึ้นมาหวีผมอย่างใจเย็น
เสียงฝีเท้าหนักแน่นด้านนอกดังขึ้น ลู่เยียนที่กำลังหวีผมอยู่ชะงักมือไปเล็กน้อยเมื่อเสียงฝีเท้านั้นก้าวมาหยุดอยู่หน้าห้องของนาง
“ไหนว่าไม่สบาย…”
น้ำเสียงเยียบเย็นของซูอี้หานดังขึ้น
ลู่เยียนหรันหันไปตามเสียงนั้นทว่ายังไม่ทันได้ตั้งตัวร่างสูงโปร่งนั้นก็พลันถือวิสาสะก้าวเข้ามาในห้องของนางเสียแล้วแถมยังก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านางอย่างรวดเร็ว
….
ตอนที่8 งานเลี้ยงจวนตระกูลซูยามค่ำสายลมเย็นพัดโชยแผ่วเบาในลานบ้านนั้นกำลังคึกคักไปด้วยเสียงดนตรีและเสียงพูดคุยหัวเราะบรรยากาศในวันเลี้ยงฉลองการเลื่อนตำแหน่งของซูอี้หานขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่โดยราชโองการของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความคึกครื้น ต่างจากเรือนเล็กทางทิศตะวันตกที่เงียบสงบลู่เยียนหรันนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ใบหน้างดงามทอดมองเงาสะท้อนของตนเองนิ่ง ๆ“คุณหนู ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนมาตามท่านเจ้าคะ”รั่วเจียงเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบาเมื่อนางก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าลู่เยียนหรันผู้เป็นนายลู่เยียนหรันถอนหายใจแผ่วเบา แล้วลุกขึ้นยืน มือเรียวยกขึ้นจัดอาภรณ์เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น“ไปเถิด”กล่าวจบ ทั้งสองคนก็ก้าวออกจากห้องไปไม่นานทั้งสองก็เห็นแสงโคมไฟสว่างไสวอยู่เบื้องหน้า เสียงพูดคุย และเสียงดนตรี ช่างครื้นเครงยิ่งนักลู่เลียนหรันในอาภรณ์เรียบง่ายก็ก้าวขึ้นไปยังเรือนด้านใน ห้องโถงกว้างเต็มไปด้วยเหล่าฮูหยินและคุณหนูสูงศักดิ์มากมายนั่งประจำที่กันอย่างคึกครื้น โดยมีฮูหยินผู้เฒ่าซูนั่งประจำตำแหน่งสูงสุดขณะเดียวกันนั้น ซูอี้หานก็ก้าวเข้ามาด้วยเคียงข้างเขาคือไป๋อิงเยว่ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าง
ตอนที่7 ข้าจะทวงคืนจวนตระกูลซูเรือนเล็กทิศใต้ภายในเรือนที่เงียบสงบ ไป๋อิงเยว่นั่งอยู่บนเตียง มือเรียวเล็กยกขึ้นลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยของตนเองแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยเป็นประกาย ริมฝีปากอวบอิ่มเผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเก่งกาจดวงตาคู่สวยของนางทอดมองออกไปยังประตูห้องที่กำลังเปิดแง้มอยู่ราวกับกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่“ลู่เยียนหรันชาตินี้ข้าจะทวงทุกสิ่งที่เป็นของข้าคืนมา เจ้าอย่าได้หวังว่าจะมีชีวิตที่ดีเลย ชาติที่แล้วเพราะเจ้าข้าถึงได้จมน้ำตายไปพร้อมกับลูก ชาตินี้ตำแหน่งฮูหยินเอกต้องเป็นของข้าเพียงผู้เดียว”น้ำเสียงแม้แผ่วเบาทว่าเต็มไปด้วยความเยียบเย็น ดวงตาคู่สวยพลันฉายแววสังหารขึ้นมาวูบหนึ่งทว่าเมื่อเสียงฝีเท้าหนักแน่นและเร่งรีบก้าวเข้ามาใกล้ ๆ สีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนน้ำตาแดงระเรื่อจนน่าสงสารนางยกมือขึ้นเช็ดชาดบนริมฝีปากออกเล็กน้อยเผยใบหน้าที่ซีดเซียวลงพร้อมกับถอดอาภรณ์ชั้นนอกออกอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงอาภรณ์บางเบาที่แนบไปตามลำตัวร่างบอบบางของไป๋อิงเยว่ก็พลันนอนลงบนเตียงกว้างทันที ก่อนจะหลับตาลงช้า ๆ เมื่อเสียงฝีเท้านั้นก้าวมาหยุดอยู่หน้าห้องเงาร่างสูงโปร่งของซูอี้หา
ซูอี้หานยืนจ้องสตรีตรงหน้า คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใบหน้าของนางนั้นซีดเผือด เขาถอนหายใจแล้วยกมือใหญ่ขึ้นหมายจะสัมผัสหน้าผากของนางว่าร้อนหรือไม่ทว่าลู่เยียนหรันกลับหลบฝ่ามือของเขาทันทีซูอี้หานขมวดคิ้วแน่น พลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจเมื่อก่อนนางไม่ใช่หรือที่อยากจะออดอ้อนเขา ไม่สบายเมื่อไหร่ก็พลันหาโอกาสเข้าใกล้เขา ให้เขาป้อนยาให้ มุกเดิม ๆ เช่นนี้เขาก็เริ่มชักเบื่อแล้ว เขาลดมือลงแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“อีกสองวันท่านย่าให้เจ้าไปวัดสือหมิงกับข้า ไปเตรียมตัวเสียให้พร้อม”กล่าวจบ ดวงตาคมก็พลันกวาดมองอาภรณ์สีสันสดใสที่นางสวมในใจพลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เป็นถึงคุณหนูสูงศักดิ์แต่กลับแต่งกายยั่วยวนเช่นนี้ราวกับสตรีในหอนางโลม“ชุดนี้สีฉูดฉาดเกินไป แถมยังรัดรูปขนาดนี้เจ้าไปเปลี่ยนเถิดไม่เหมาะกับเจ้า”เขากล่าวขึ้นแล้วจ้องมองลู่เยียนหรันที่ยังคงนั่งนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม ใบหน้านางเรียบนิ่งเกินไป เขารู้ว่านางกำลังงอนเขาอยู่จึงได้ทำท่าทีเย็นชาเช่นนี้ใส่เขาเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาซูอี้หานถอนหายใจอย่างจนใจก่อนจะพูดต่ออย่างใส่ใจ“เยียนหรันเจ้ายังโกรธที่ข้าพาอาเยว่มาหรือ อย่างไรนางก็
ตอนที่5 ใจดำนักเรือนพักลู่เยียนหรันสายลมยามเช้าพัดต้องเข้ามาในห้องที่เงียบสงบ ร่างบอบบางของลู่เยียนหรันนอนอยู่บนเตียงกว้าง สีหน้านางเต็มไปด้วยความทุกทรมาน เหงื่อเย็นไหลเต็มใบหน้าภาพในวันที่นางต้องตายไปพร้อมลูกในท้องนั้นพลันตามหลอกหลอนในฝัน หยดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังและเสียใจไหลรินออกมาจากหางตา“คุณหนู! คุณหนู!”เสียงเรียกของรั่วเจียงปลุกให้ลู่เยียนหรันสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันที่น่ากลัวนั้น ดวงตาที่ชุ่มไปด้วยน้ำตาเบิกกว้างราวกับรอดพ้นจากนรกอีกครั้ง“คุณหนูท่านฝันร้ายหรือเจ้าคะ”รั่วเจียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นนางทรุดกายนั่งอยู่ข้างเตียง สองมือกุมมือของลู่เยียนหรันไว้แน่นลู่เยียนหรันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงช้า ๆ นางยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาบนใบหน้าของตนเองออก ก่อนจะเลื่อนมากุมที่หัวใจ ความเจ็บปวดใจที่นางได้รับนั้นยังคงอยู่มันช่างเจ็บปวดยิ่งนัก เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เจ็บจนนางไม่อาจขยับตัวได้ นิ้วเรียวเล็กกุมหน้าอกเอาไว้แน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับรั่วเจียง“ฝันร้ายมันผ่านไปแล้ว”รั่วเจียงที่ขอบตาแดงระเรื่อและมีหยาดน้ำตาคลออยู่พลันพยักห
ลู่เยียนหรันหันไปทางฮูหยินผู้เฒ่าซูด้วยใบหน้าสงบนิ่ง แล้วยกมือขึ้นประสานพร้อมกับย่อกายคารวะอย่างนอบน้อมก่อนจะพูดขึ้น“ท่านย่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ขอส่งเสริมให้คุณชายใหญ่กับแม่นางไป๋เจ้าค่ะ พวกเขาทั้งสองรักมั่นกันถึงเพียงนี้ ข้าก็ไม่อยากเข้าไปแทรกกลางระหว่างความรักของทั้งสอง”ฮูหยินผู้เฒ่าซูชะงักไปเล็กน้อย นางหันไปมองหลานชายของตนเองกับสตรีอ่อนแอที่ยังคงคุกเข่าร้องให้อยู่อย่างน่าสงสารแล้วก็หันกลับมาหาลู่เยียนหรันที่ยืนนิ่งอยู่“อาหรัน การหมั้นหมายของพวกเจ้าทั้งสองเป็นราชโองการจากฝ่าบาท อย่างไรเสีย เจ้าก็ต้องเป็นฮูหยินเอกของจวนส่วนนางก็ให้เป็นอนุดีหรือไม่ถึงอย่างไร นางก็เป็นผู้มีพระคุณของอี้หาน”“ท่านย่า! ให้อาเยว่เป็นอนุไม่ได้ขอรับ นางมีนิสัยอ่อนหวานและไร้เดียงสานัก หากเป็นอนุภรรยาเกรงว่านางจะถูกรังแก นางเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งหากถูกรังแกคงจะทนรับไม่ไหวขอรับ”น้ำเสียงไม่พอใจของซูอี้หานดังขึ้น เขาเองในยามนี้ก็คุกเข่าลงไปอยู่เคียงข้างกับไป๋อิงเยว่เพื่อขอร้องท่านย่าของตนเอง กล่าวจบเขาก็หันไปสบตากับไป๋อิงเยว่เพื่อปลอบโยนนางที่กำลังร่ำให้อย่างน้อยเนื้อต่ำใจเขาเพียงรู้สึกว่านางช่าง
“คุณชายกลับมาแล้วขอรับ!”สิ้นเสียงนั้นก็พลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตูจวนร่างสูงโปร่งในชุดเกาะเหล็กของซูอี้หานกระโดดลงจากม้าอย่างคล่องแคล่ว เขาก้าวเข้ามาในจวนด้วยท่วงท่าสง่างามใบหน้าคมคายทันทีที่ลู่เยียนหรันมองเห็นใบหน้าของซูอี้หาน ดวงตาคู่สวยก็พลันเบิกตากว้างเล็กน้อย ดวงตาสั่นไหว มือเรียวเล็กกำแน่นใต้แขนเสื้อ นางพยายามข่มความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาในใจ ทั้งความเจ็บปวด ความคับแค้น ความหวาดกลัวเมื่อร่างสูงสง่างามนั้นก้าวผ่านนางไป ลู่เยียนหรันทำได้เพียงหลบสายตาลง มือเรียวเล็กกำแน่นจนสั่นอยู่ใต้แขนเสื้อบัดนี้รอบข้างนางเต็มไปด้วยเสียงถามไถ่พูดคุย หัวเราะ ยินดีทว่าในหัวใจนางกลับอยากออกไปให้ไกลจากที่นี่ให้เร็วที่สุด“เยียนหรัน”น้ำเสียงของซูอี้หานดังขึ้นเบื้องหน้าลู่เยียนหรันชะงักเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าที่เรียบสงบที่สุด ดวงตาคู่สวยของนางทอดมองใบหน้าของเขานิ่ง ๆ ทว่ามือเรียวใต้แขนเสื้อนั้นกลับสั่นเล็กน้อยซูอี้หานกระตุกยิ้ม ดวงตาคมของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยพลันกวาดสายตามองลู่เยียนหรันในอาภรณ์ที่งดงามนั้นในใจรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนักกับการแต่งตัวของนาง เขาจากไปไม







