LOGIN“คุณหนูเจ้าคะ เรามีเงินเหลือไม่กี่ตำลึงแล้วนะเจ้าคะ”ต่วนชิงโอดครวญ นึกไม่ถึงเลยว่าตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ล่วงเลยมาเกือบเจ็ดวันแล้วที่พวกนางยังหางานใหม่ทำไม่ได้ ทรัพย์สินที่นำติดตัวมาจากจวนอ๋องน้อยนิดต่างถูกใช้ไปกับค่าที่พักและค่าอาหารเสียสิ้น หากมิใช่เพราะบุรุษชั่วร้ายผู้นั้นโผล่มาที่นี่ นางคงยังทำงานอยู่ในร้านอาหารเล็กๆ นั้นอย่างสบายใจ“คุณหนูหิวหรือไม่”“เจ้าหิวหรือไม่” นางไม่ตอบ หากแต่ถามกลับด้วยความเป็นห่วง“ไม่เจ้าค่ะคุณหนู”ต่วนชิงคลี่ยิ้มให้เจ้านายด้วยความรัก ไม่น่าเชื่อเลยว่าท่านอ๋องจะถอดถอนใจได้อย่างง่ายดายนัก นับตั้งแต่วันนั้นพวกนางก็มิเห็นเขาอีกเลย เห็นทีนางก็คงมิได้พบโม่หยางเซิงอีกเป็นแน่แต่หากเพื่อคุณหนูแล้ว...นางยินดียิ่งอวี้หลานเอ๋อร์มองสาวใช้ด้วยท่าทีรู้สึกผิด“เจ้าเคยเห็นโรงรับจำนำบ้างหรือไม่”“คุณหนูจะจำนำอันใดเจ้าคะ เรามิได้นำเครื่องประดับติดตัวมาแม้แต่ชิ้นเดียว”“อย่าสงสัยมากนัก ในเมื่อข้านำเจ้ามาลำบาก ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าอดตายแน่” นางยังคงหัวเราะร่า ค่อยๆ เดินนำไปอย่างระมัดระวัง เหตุที่นางเลือกมาเมืองใต้เป็นเพราะครั้งหนึ่งนางเคยมาเหยียบที่นี่และพอจะรับรู้สภาพความ
“วันนี้ร้านปิดแล้ว เด็กๆ เก็บของ”“เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้ อีกมินานลูกค้าก็จะทยอยกันเข้ามาอีก”ต่วนชิงขมวดคิ้วเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ หากเจ้าคนแซ่โม่ปรากฏกายขึ้นเสียทีนี้ แสดงว่าต้องมีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นเป็นแน่“จริงสิ...ท่านอ๋องมาด้วยหรือไม่”“เป็นท่านอ๋องที่เร่งตามหาพวกเจ้า ท่านอ๋อง...”หายไปไหนเสียแล้วทันทีที่หันไปเตรียมตัวจะอวดสาวน้อย หากแต่เพียงหันใบหน้าไปยังโต๊ะตัวเดิมที่จากมา บรรดาอาหารยังคงพรั่งพร้อมอยู่เต็มโต๊ะ จะมีแต่บุคคลที่นั่งเหม่อเมื่อครู่หายไปอย่างไร้ร่องรอย“จะว่าไป...”ส่วนบุคคลที่หายสาบสูญไปจากหน้าร้านเมื่อครู่กำลังเดินย่องเข้ามาภายในครัวอย่างแผ่วเบา หลายคนหันมาเห็นก็ทำท่าจะเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย หากเพียงแต่เขายกมือแล้วโบกให้ออกไปทุกคนกลับเชื่อฟังเขาง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ อาจเป็นเพราะท่าทางอันสุขุมและน่าหวาดเกรงนั่นสำหรับสตรีที่กำลังเคี่ยวน้ำซุปอยู่ในความมุ่งมั่นนั้นกวาดพายไม้ไปมาโดยมิได้สนใจสิ่งรอบกาย ไม่ได้รับรู้เลยว่ามีใครมายืนซ้อนอยู่ข้างหลังด้วยความเงียบเชียบ ดวงหน้างามดมกลิ่นควันหอมฉุย คลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ยามใดที่นางทำสิ่งที่ชอบ นางจะไม่รับรู้การ
“ท่านอ๋อง แวะทานอาหารกันก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”โม่หยางเซิงกล่าวด้วยความเป็นห่วง เมื่อคืนนี้กว่าจะเดินทางมาถึงเมืองใต้ก็ค่ำมืด ภายในเมืองเงียบสงัดราวกับเมืองร้าง ซย่าลู่หงจึงยินยอมเข้าพักผ่อนในโรงเตี๊ยม ทว่าทันทีที่พระอาทิตย์พ้นจากขอบฟ้าเจ้าตัวก็เร่งเร้าให้ออกตามหาพระชายาทันทีโดยมิได้มีอะไรลงท้องเลยตั้งแต่เมื่อคืน“เปิ่นหวางมิหิว”ไม่พูดเปล่ายังควบม้าก้าวต่อไป“หากมิทานอะไรสักนิด เกรงว่าจะมิมีแรงตามหาพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”เฮ้อ...ไม่คิดเลยว่าครั้งหนึ่งเขาจะต้องล่อลวงท่านอ๋องให้ทานอาหารเหมือนเด็กๆ เดิมทีเจ้านายเขาเป็นคนมีเหตุผลยิ่ง เมื่อมีรักความรู้สึกย่อมมาเหนือเหตุผลเช่นนี้เอง“เช่นนั้นก็รีบเข้า”โม่หยางเซิงคลี่ยิ้มอย่างดีใจรีบนำเข้าข้างทาง นำม้าทั้งสองผูกไว้ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ แล้วมุ่งไปยังร้านอาหารที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน กลิ่นอาหารหอมฉุยชวนให้ท้องร้องโครกครากน้ำลายสอ กว่าจะฝ่าผู้คนเข้ามาภายในได้ก็ทุลักทุเลพอสมควร อากาศภายในร้อนอบอ้าวยิ่ง“รับอะไรดีขอรับ”“แล้วแต่เจ้า”โม่หยางเซิงยิ้มแหย รีบเปลี่ยนคำเรียกขานเสียไม่ทันเมื่อได้รับสายตาดุๆ เขม่นมอง ดวงตาปราดเปรี่ยวรีบสอดส่องหาที่นั่งในมุมเล็กๆ ก่อนจะ
“หยิบบัญชีมาให้เปิ่นหวาง”ซย่าลู่หงทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ในมือถือกระดาษสองแผ่นที่ค้นหาจากใต้เตียงของนาง กระดาษทั้งคู่ยังคงว่างเปล่าไร้ซึ่งการขีดเขียนใดๆ คิดไปถึงคำพูดที่นางพยายามบอกให้เขาเชื่อใจก่อนจากไปแล้วก็ยิ่งรู้สึกใจหายวาบสมุดเล่มหนาถูกยื่นมาให้ตรงหน้า มือใหญ่รีบคว้าเปิดหลักฐานหน้าสำคัญที่ทำให้ความไว้วางใจหมดเสียสิ้น ทันทีที่ดวงตาหงส์กวาดไปทั่วเขานั่งตัวแข็งทื่อ ดวงตาทั้งสองกรอกไปมาอย่างไม่เชื่อสายตา กิริยาท่าทางนั้นทำให้โม่หยางเซิงพอจะเดาได้ลางๆ ว่ามีสิ่งทำให้ท่านอ๋องคิดไม่ตกเสียแล้วกระดาษทั้งสองแผ่นและสมุดหน้านั้นมันว่างเปล่าราวกับมิเคยถูกขีดเขียนมาก่อน...เปิดดูทั้งทิวาและราตรีเช่นนั้นหรือ...เขาจะรอถึงราตรีได้เช่นไรกัน!“เจ้าจงปิดประตูหน้าต่างทั้งหมดเสีย ห้ามให้แสงเล็ดลอดเข้ามาภายในได้เด็ดขาด” แค่นี้คงทดแทนกันได้กระมัง ถึงจะดูโกงไปบ้างก็ตามที“พ่ะย่ะค่ะ”โม่หยางเซิงรีบทำตามคำสั่งอย่างทุลักทุเล แม้จะไม่เข้าใจว่าท่านอ๋องทำไปเพื่ออันใดก็ตามที ในขณะที่ซย่าลู่หงยืดตัวขึ้นเต็มความสูงก่อนจะเดินไปหยิบตะเกียงที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกลับมาตั้งไว้ที่เตียงภายในห้องมืดมิดเฉกเช่นจำลองเวลายามค่ำค
ห้องโถงกว้างขวางเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เสนาบดีอวี้และขุนนางที่ถูกซัดทอดนั่งเรียงกันเป็นแถว ทั้งหมดนั่งอยู่ในท่าเดียวกันคือคุกเข่าลง มือทั้งสองถูกมัดไพล่ไว้ข้างหลัง นับได้ว่าการจับขบวนการคดโกงครั้งนี้เป็นผลงานชิ้นใหญ่ของอ๋องเอ้อร์เลยทีเดียว จากการเค้นคดีต่างๆ พบว่าคนทั้งหมดล้วนมีคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์มามากสิ่งอย่าง บ้างก็ฉ้อโกงเพียงนิด บ้างก็มากเสียหน่อย“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมยอมรับสารภาพเช่นนี้ คือ...” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยปากด้วยความกลัว สายตาพลันไปปะทะกับซย่าลู่หงที่นั่งอยู่ไม่ไกลแล้วหยุดปากลง ดวงตาดุร้ายเช่นนั้นใครจะอาจหาญกล่าวต่อกัน“เรารับปากพวกเจ้าหากรับสารภาพจะลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เรามิผิดวาจาเป็นแน่” ซย่าหมิ่นเก๋อยิ้มเล็กน้อยอย่างพอใจ ความขัดข้องใจเรื่องราชการต่างๆ มลายหายไปสิ้น ถึงจะลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต ถึงแม้จะดูโหดร้ายอยู่บ้าง แต่อย่างไรเสียฮ่องเต้ทรงมีคำสั่งให้เหล่าบรรดาญาติสามารถนำของเข้าเยี่ยมได้ฤดูกาลละหนึ่งครั้ง อย่างน้อยพวกเขาก็ได้รับรู้สภาพความเป็นอยู่ของภรรยาและบุตร แม้ว่าหลังจากนี้ทางราชการจะยึดทรัพย์สินชดใช้ตามเห็นสมควร“นำตัวกลับไปได้แล้ว”ฮ่องเต้โบกมือไล่ไ
ตู้มมม“ว้ายยย”“แม่นางเสิ่น เจ้าทำอันใด!”โม่หยางเซิงร้องเรียกลั่นพร้อมๆ กับเสิ่นชิงหรูที่สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ นางมองคนตัวใหญ่สลับกับอวี้หลานเอ๋อร์ที่ผุดขึ้นผุดลงอยู่ในสายน้ำเฉียบเย็นด้วยแววตาแข็งกระด้าง“คุณหนู!”“เจ้ารีบไปทูลท่านอ๋องเร็วเข้า”เสียงทุ้มออกคำสั่งเมื่อเห็นต่วนชิงเดินเข้ามา“อย่านะ!”เสิ่นชิงหรูรีบเข้ามาดึงร่างนางไว้ในขณะที่โม่หยางเซิงรีบถอดรองเท้าเตรียมตัวจะกระโดดลงไป ผู้ประสงค์ร้ายเห็นดังนั้นจึงปล่อยมือจากต่วนชิงออกแล้วรีบมาดึงแขนแข็งแรงไว้เต็มกำลัง“ปล่อยให้มันตาย ห้ามลงไปช่วยมัน”“ท่านอ๋องมิปล่อยเจ้าไว้แน่”“ข้าบอกว่าอย่าไง ว้ายยย”เขาสะบัดนางออกแรงๆ เพียงครั้งเดียวร่างเล็กก็ปลิวไปกระแทกพื้นแข็งๆ ก่อนที่เสียงตู้มจะดังขึ้นมาอีกครั้งพร้อมๆ กับหยดน้ำใสกระเซ็นไปทั่วทุกสารทิศ เวลาเพียงไม่นานโม่หยางเซิงก็นำอวี้หลานเอ๋อร์ขึ้นมาด้านบนได้สำเร็จ อาภรณ์บางเบาแนบชิดเรือนร่างจนทำให้นางห่อตัวเล็กน้อย“ปล่อยให้มันจมน้ำตายไปเสีย เจ้าคนโง่”เสิ่นชิงหรูทำท่าจะเข้ามาประทุษร้ายคนที่ไอแค่กๆ ไล่น้ำที่กลืนลงคอออกไปด้วยท่าทางอ่อนล้าเต็มที โม่หยางเซิงลุกขึ้นก่อนจะคว้าตัวโยนลงไปกองกับพื้







