Masukนางยอมออกเรือนแทนพี่ใหญ่เพื่อหวังเป็นอิสระจากตระกูลอวี้โดยเร็ว มอบทายาทให้เขาสักคนเพื่อแลกกับหนังสือหย่า แต่...มิใช่เขาหรอกหรือที่เอ่ยปากว่าจะขอร่วมหอกับภรรยาเพียงครั้งเดียว เหตุใดถึงได้ขยันให้นางอุ่นเตียงบ่อยเช่นนี้เล่า! “เปิ่นหวางมิแข็งแรงเช่นนี้ ประสิทธิภาพการมีบุตรย่อมน้อยยิ่ง หากเจ้ามิอยากให้ผิดพลาด เรามาร่วมหอกันอีกครั้งเถิด...”
Lihat lebih banyak“ท่านอ๋องเอ้อร์1ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงขันทีร้องบอกพลางประสานมือก้มหน้าลง หากแต่มิทันมีเสียงตอบรับประตูใหญ่ก็ถูกเปิดออกพร้อมๆ กับร่างสูงก้าวเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน เหล่าองครักษ์ขยับกายเปิดทางบุรุษหน้าเครียดเขม็งก่อนจะเดินออกจากห้องอ่านหนังสือด้วยความรวดเร็วอย่างมิต้องรอคำสั่ง
เพียงเห็นบุคคลที่อยากพบ จึงโน้มตัวลงอย่างนอบน้อม
“ถวายพระพรฝ่าบาท”
“น้องรอง อย่ามากพิธีเลย” ว่าแล้วปิดหนังสือในมือ “เจ้ามาหาข้าถึงที่นี่ มีเรื่องร้อนใจอันใด”
ซย่าหมิ่นเก๋อหรือฮ่องเต้ผู้มีอายุเยาว์วัยที่สุดตามประวัติศาสตร์แผ่นดินไห่หมิง พระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นฮ่องเต้ตั้งแต่สิบเจ็ดชันษาเนื่องจากบิดาสิ้นวาสนาจากไปเร็วนัก นี่ก็นับได้ว่าเข้าปีที่สิบแห่งการครองราชย์ แต่พระองค์ก็ทรงเปี่ยมไปด้วยความสามารถยิ่งนัก
“ข้าออกสำรวจพื้นที่เมืองห่าว งบประมาณที่เบิกจากท้องพระคลังไปก็มิใช่น้อย แต่วัสดุที่ใช้ก่อสร้างนั้นล้วนเป็นของชั้นต่ำ ราคาของมันยังไม่ถึงครึ่งกับที่เบิกไปด้วยซ้ำ”
เพราะไม่อยากเสียเวลาจึงรีบเข้าเรื่องโดยเร็ว
หลังจากเกิดพิรุณกระหน่ำโปรยราวกับบ้าคลั่งเมื่อปลายปีที่แล้ว เมืองห่าวซึ่งเป็นแผ่นดินราบลุ่มที่สุดที่อยู่ภายใต้การปกครองของไห่หมิง น้ำป่าทะลักกวาดเอาชีวิตและทรัพย์สินชาวบ้านไปมากยิ่ง บ้านเรือนล้วนถูกทำลายจนสิ้น เขาและฮ่องเต้จึงริเริ่มให้ช่วยเหลือสร้างที่พำนักแก่ราษฎร โดยมีผู้ควบคุมจัดการเรื่องนี้ ก็คือขุนนางเก่าแก่สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน...
หลังจากที่ได้รับข่าวว่าการก่อสร้างแล้วเสร็จ ด้วยความรอบคอบจึงคิดไปตรวจตราเองเสียหน่อยโดยมิบอกกล่าวแก่ใคร ภาพที่คิดไว้กับความเป็นจริงช่างแตกต่างกันเหลือเกิน แทนที่เขาจะเห็นบ้านเรือนที่ถูกสร้างใหม่ทำด้วยไม้แข็งแรงพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ในอนาคต แต่กลับเป็นไม้ท่อนยาวอ่อนแอเสียนี่!
คงไม่ต้องบอกกระมังว่างบประมาณที่เหลือมันมีขาเดินไปเองได้อย่างไร
“เหตุใดเจ้าไม่กักตัวพยานเล่า”
“ข้าหรือไม่ทำ...ไม่มีโจรชั่วคนไหนทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้สืบสานได้โดยง่าย”
มันน่าโมโหนัก ทันทีที่รู้กลโกงของขุนนางผู้นั้นแล้ว เขาเดินทางไปบ้านเถ้าแก่จาง เจ้าของไม้พวกนั้นเพื่อกักตัวมาให้ปากคำ ทว่าบ้านกลับเงียบสงัด ประตูถูกลงกลอนไว้ราวกับบ้านร้าง ผู้คนละแวกนั้นถึงได้เอ่ยปากว่าเถ้าแก่จางหายออกไปนับตั้งแต่วันที่คนจากเมืองหลวงกลับมา
ซย่าหมิ่นเก๋อหยิบสมุดที่ถูกส่งให้พลางยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ซย่าลู่หงเป็นพระอนุชาแท้ๆ ที่ได้รับความไว้วางใจจนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นชินอ๋อง จัดได้ว่าเป็นบุรุษที่มีความสามารถสุขุมเยือกเย็นนัก เขามีหน้าที่ตรวจราชการแผ่นดินร่วมกับฮ่องเต้ และนั่นก็หมายถึงสมุดจดบันทึกการคลังทั้งหมดที่ใช้จ่ายในการปฏิบัติราชกิจและช่วยเหลือราษฎรเขาย่อมรู้เป็นอย่างดี
พลิกไปสองหน้า รอยยิ้มเริ่มคลายลง หัวคิ้วขมวดติดกัน
“ท่านเห็นอะไรบ้างหรือไม่”
“เจ้าคิดอ่านอย่างไร”
สมุดบัญชีเล่มหนาเตอะถูกโยนลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
“ข้าต้องลงโทษผู้คิดทรยศแผ่นดินให้ได้”
“เจ้ากำลังสงสัยใคร”
“ข้าไม่เชื่อว่าท่านจะคิดไม่ออกพี่ใหญ่”
คนฟังมองอีกฝ่ายที่ตีหน้านิ่งเฉยแล้วก็ลอบถอนหายใจ แต่แล้วฉับพลันริมฝีปากได้รูปกระตุกยิ้มอยู่นิดหน่อย เขาไม่กล้าคิดเลยว่าเหยื่อของน้องชายจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
“ประทานพระราชโองการอภิเษกแก่ข้า”
“เจ้าคิดดีแล้วหรือ” หรี่ตาลงอย่างไม่มั่นใจ
ไม่มีคำตอบใดๆ มีก็เพียงแต่ใบหน้ารูปไข่กระตุกลง
ซย่าหมิ่นเก๋ออ้าปากทำท่าจะเปล่งวาจา แต่แล้วเมื่อเห็นดวงตาเรียวดุจเนตรหงส์แพรวพราว เต็มไปด้วยอุดมการณ์อย่างแรงกล้า ก็เริ่มฉุกคิดออกว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร ประโยคถัดมาจึงผลุบหายเข้าไปในลำคอ ไม่คิดจะขัดขวางอีกต่อไป
“...ได้”
“อย่าลืมเล่า”
ซย่าลู่หงกัดฟันกรอด ที่ผ่านมาเป็นความผิดของเขาเองที่ไว้ใจขุนนางเก่าแก่ตั้งแต่สมัยที่บิดายังครองราชย์ หากเป็นเงินที่ถูกเบิกออกไปจากท้องพระคลังด้วยชื่อของขุนนางเหล่านั้นแล้วเขาย่อมปล่อยผ่านอย่างง่ายดาย ความจริงเขามองเห็นความผิดปกตินี้มาเสียพักใหญ่ มัวแต่จับตามองขุนนางรุ่นใหม่เพราะด้วยเกรงจะคิดคด นึกไม่ถึงเลยว่าช่วงเวลาหลายปีทั้งๆ ที่คิดว่าตนเองทุ่มเทแรงกายแรงใจไปจนสิ้น กลับเป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่า ลืมไปได้อย่างไรว่าชื่อเสียง อำนาจ เงินทองล้วนเป็นสิ่งยั่วยวน ขุนนางที่จงรักภักดิ์ดีมาตลอดกลับทรยศอย่างน่าชัง
กล้ามากที่ท้าทายราชวงศ์เช่นนี้...
รอให้จับตัวให้ได้คาหนังคาเขาก่อนเถิด...รับโทสะของเขาไว้ให้ได้ก็แล้วกัน!
-----------------------------------------------------------------------------
“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
เสียงในท้องพระโรงดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เหล่าบรรดาขุนนางนั่งเรียงเบื้องล่างถวายความเคารพทันทีที่บุรุษในเสื้อคลุมมังกรสีเหลืองทองนั่งลงบนบัลลังก์สูงศักดิ์เบื้องหน้า
“เราเรียกทุกคนมารวมกันที่นี่ ก็เพราะมีเรื่องสำคัญ อยากให้ทุกคนเป็นสักขีพยาน” เสียงทรงพลังว่าอย่างมีอำนาจ ก่อนจะเหลือบไปหาบุรุษที่นั่งฝั่งซ้ายมือ “น้องรอง”
ทันทีที่ถูกกล่าวถึง เจ้าของชื่อก็สาวเท้ามายืนเบื้องหน้า ทำความเคารพตามประเพณี ถึงแม้อยู่กันตามลำพังจะขานเรียกเหมือนพี่น้องสนิททั่วไป แต่ต่อหน้าขุนนางกำนัลอย่างไรก็ต้องรักษาพระเกียรติ
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านเสนาบดี”
อวี้เหยินจ่งสะดุ้ง ทำหน้าเลิ่กลั่ก แต่เพียงชั่วครู่ก็สามารถเก็บสีหน้าได้อย่างมิดชิด ลุกขึ้นมากลางท้องพระโรงอย่างรู้หน้าที่
“เราทราบว่าท่านกับฮูหยินมีบุตรีคนหนึ่งใช่หรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านจะค้านหรือไม่ หากเราประสงค์ให้นางแต่งเข้าจวนชินอ๋อง”
ตู้มมม“ว้ายยย”“แม่นางเสิ่น เจ้าทำอันใด!”โม่หยางเซิงร้องเรียกลั่นพร้อมๆ กับเสิ่นชิงหรูที่สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ นางมองคนตัวใหญ่สลับกับอวี้หลานเอ๋อร์ที่ผุดขึ้นผุดลงอยู่ในสายน้ำเฉียบเย็นด้วยแววตาแข็งกระด้าง“คุณหนู!”“เจ้ารีบไปทูลท่านอ๋องเร็วเข้า”เสียงทุ้มออกคำสั่งเมื่อเห็นต่วนชิงเดินเข้ามา“อย่านะ!”เสิ่นชิงหรูรีบเข้ามาดึงร่างนางไว้ในขณะที่โม่หยางเซิงรีบถอดรองเท้าเตรียมตัวจะกระโดดลงไป ผู้ประสงค์ร้ายเห็นดังนั้นจึงปล่อยมือจากต่วนชิงออกแล้วรีบมาดึงแขนแข็งแรงไว้เต็มกำลัง“ปล่อยให้มันตาย ห้ามลงไปช่วยมัน”“ท่านอ๋องมิปล่อยเจ้าไว้แน่”“ข้าบอกว่าอย่าไง ว้ายยย”เขาสะบัดนางออกแรงๆ เพียงครั้งเดียวร่างเล็กก็ปลิวไปกระแทกพื้นแข็งๆ ก่อนที่เสียงตู้มจะดังขึ้นมาอีกครั้งพร้อมๆ กับหยดน้ำใสกระเซ็นไปทั่วทุกสารทิศ เวลาเพียงไม่นานโม่หยางเซิงก็นำอวี้หลานเอ๋อร์ขึ้นมาด้านบนได้สำเร็จ อาภรณ์บางเบาแนบชิดเรือนร่างจนทำให้นางห่อตัวเล็กน้อย“ปล่อยให้มันจมน้ำตายไปเสีย เจ้าคนโง่”เสิ่นชิงหรูทำท่าจะเข้ามาประทุษร้ายคนที่ไอแค่กๆ ไล่น้ำที่กลืนลงคอออกไปด้วยท่าทางอ่อนล้าเต็มที โม่หยางเซิงลุกขึ้นก่อนจะคว้าตัวโยนลงไปกองกับพื้
“เปิ่นหวางหย่าเจ้าแล้ว และอย่ากลับมาที่เมืองหลวงอีก”ว่าไปแล้วต้องหลบหลีกสายตาที่เฝ้ามองอย่างเว้าวอน ใบหน้าขาวซีดเพราะความเย็นนั้นทำให้เขากลัว เขาต้องการให้นางหนีไปให้ไกล แม้นางจะมีความผิดติดตัว แต่เขาก็มิอยากเห็นนางต้องสิ้นด้วยน้ำมือของเขาเองเหตุใดเขาถึงได้...โครม!ซย่าลู่หงปิดประตูใส่นางอย่างรวดเร็วพอๆ กับที่นางพยายามขยับประตูไม้ด้วยความรุนแรงจนมือทั้งสองแดงช้ำ ริมฝีปากซีดแห้งแตกจนเจ็บแสบไปหมด นางร้องไห้เสียงดังลั่นท่ามกลางสาวใช้ที่โผล่หน้าออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทะเลาะกันรุนแรงจนถึงขั้นที่ท่านอ๋องเขียนหนังสือหย่าเช่นนี้“ท่านอ๋อง เปิดประตูให้ข้า”นางแผดเสียงดังลั่นในขณะที่มือก็ทุบโครมครามไม่หยุด“ลู่หง...”เสียงเรียกชื่อเขาเครือสั่น แต่นั่นทำให้บุคคลที่ยืนอยู่หลังประตูหลับตานิ่ง นับเป็นครั้งแรกกระมังที่นางยอมเรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนม แต่ตอนนี้ความรู้สึกเขามันช่างหลากหลายเหลือเกิน ใครบ้างจะรู้สึกถวิลหาและเกลียดชังไปพร้อมๆ กันเช่นนี้!น่าตายนัก!อวี้หลานเอ๋อร์ค่อยๆ ทรุดตัวลงกับพื้น เงยใบหน้าขึ้นเพื่อหวังกักเก็บความเสียใจและสิ้นหวังให้ย้
เรือนลู่ฮวา“ท่านอ๋อง...”โม่หยางเซิงเอ่ยเรียกด้วยความเกรง นานเพียงใดที่เขามิเคยเห็นเจ้านายเต็มไปด้วยเพลิงโทสะเช่นนี้ ร่างสูงใหญ่กำยำนั่งยืดตรงอย่างแข็งขืน ดวงตาเรียวจ้องมองไปยังถ้วยชาใบเล็กตรงหน้าก่อนจะปัดตกดังเพล้ง“เสนาบดีและพระชายา อยู่ในเรือนลับพ่ะย่ะค่ะ”แท้จริงแล้วเรือนลับที่ว่าก็คือคุกภายในจวน เดิมทีมีไว้เพื่อกักขังทหารหรือสาวใช้ที่ทำผิดกฎ มีโทษไม่รุนแรงนัก หากแต่ที่นั่นมีไอของความหนาวเหน็บยิ่ง ไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายใดๆ“อืม”ซย่าลู่หงเพียงเอ่ยตอบเบาๆ ในขณะที่มือทั้งสองกำติดกันแน่นด้วยความแค้นใจ ทั้งๆ ที่เขาทุ่มเทความไว้เนื้อเชื่อใจทั้งหมดให้นาง มิคาดคิดมาก่อนเลยว่าสตรีที่ดูไร้เดียงสาผู้นั้นจะหลอกลวงเขาได้ขนาดนี้ตอนที่ออกจากห้องนางมา คิดจะกลับไปหยอกเย้านางอีกสักครา แต่กลับเห็นเงาดำวูบผ่านไปไหวๆ หากแต่ทันทีที่จะเข้ามาช่วยนาง กลับพบว่านางพูดคุยกับบุรุษชุดดำนั้นอย่างสนิทสนม แถมยังออกไปจากจวนทันทีโดยไม่แม้แต่คิดจะมาบอกเขาว่ามีผู้บุกรุก เช่นนั้นมันก็เป็นอันน่าสงสัยมากพอที่จะตามนางไปใช่แล้ว...แท้จริงนางร่วมมือกับคนชั่วร้ายผู้นั้น!ช่างน่าตายนัก!“ท่านอ๋องจะส่งพระชายาเข้าวัง
“ปล่อยเถิดเจ้าค่ะ ท่านเสนาบดี”คำพูดที่เรียกขานเปลี่ยนไปทำให้อวี้เหยินจ่งเผลอเบาแรงไปชั่วขณะจนอวี้หลานเอ๋อร์ขยับกายหนีจากการเกาะกุม แม้จะมิเคยสนใจไยดีบุตรสาวผู้นี้สักนิด แต่นางก็มิเคยเรียกเขาด้วยถ้อยคำห่างเหินเช่นนี้ เมื่อมีวาจาเช่นนี้หลุดออกจากปาก เขาย่อมแปลกใจจนเกือบตั้งตัวรับไม่ทัน“ข้าต้องลากลับแล้วเจ้าค่ะ”อวี้หลานเอ๋อร์ย่อเข่าแม้ใบหน้าจะมีน้ำตาไหลอาบ นางพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่นไปมากกว่าที่เป็นเฮอะ! นางยังไม่ชินอีกหรือ มีวันใดบ้างที่นางเคยได้รับความเอ็นดูในฐานะลูก“เจ้าจะมิได้รับสมุนไพรถอนพิษให้สามีของเจ้า หากเจ้ายังกล้าก้าวไปอีกก้าว”เสนาบดีเอ่ยคำเพียงประโยคเดียวทำให้สตรีที่หมุนตัวกลับหยุดฝีเท้าลง นางหันมามองบิดาด้วยความแคลงใจ และเมื่อเห็นใบชาในฝ่ามือใหญ่นั้นทำให้นางเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดีมันคือใบชาเดียวกับที่ส่งมาให้นาง“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดมันมีชื่อว่าชาไร้ตะวัน”อวี้เหยินจ่งสาวเท้าเข้ามาใกล้ๆ นางและค่อยๆ บดขยี้ชาในกำมือ จวบจนมันร่วงหล่นไปตามพื้นดิน“สิ้นราตรีนี้ กระทั่งทิวากรอยู่กลางศีรษะอีกครั้ง คนผู้นั้นจะมิได้มีโอกาสเห็นตะวันอีกเลย”คราวนี้อวี้

















