Mag-log inร่างโปร่งใสยืนมองฝูงหมาป่าที่แย่งกันกัดแทะร่างไร้วิญญาณตรงหน้า เสียงกัดแทะเหยื่ออย่างหิวโหย น่าสมเพช! นางผู้เคยสูงส่งดั่งดอกโบตั๋นในกระถางทองคำ ต้องตายเดียวดายอย่างน่าอนาจในก้นหุบเหวลึก ไอ้คนอัปรีชาติชั่ว ข้าโง่งมหลงรักสัตว์เดรัจฉานเช่นเจ้าได้อย่างไร ข้าจะกลับมาแล่เนื้อเจ้าเป็นชิ้นๆ จะล้างแค้นคนที่ทำร้ายครอบครัวให้สาสม แค้นนี้จะติดตามข้าตลอดทุกชาติไป!… ดวงวิญญาณมิได้สูญสลาย หากแต่ถูกชักนำเข้าสู่กาลเวลาอันทับซ้อนบิดเบี้ยว… ในศรรตวรรษที่ 20 นางกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง คราวนี้มิใช่หญิงอ่อนแอไร้เดียงสา แต่คือหัวหน้าแก๊งยากูซ่าในนาม จ้าวอู๋หลิงซี ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม เลือดเย็น ฆ่าคนไม่กะพริบตา ความรัก..สำหรับเธอในชาตินี้เป็นเพียง เครื่องมือ ใครก็ตามที่คิดหักหลังจะถูกบดขยี้อย่างไร้เมตตา ทว่าแม้จะมีเงินทองล้นมือ อำนาจเกรียงไกร...โรคร้ายกลับกลืนกินร่างกายจนสิ้นใจในวัยเพียง 45 ปี เมื่อดวงจิตดับสูญอีกครั้ง นางกลับมาในชาติแรกอีกครั้ง หากเจ้าไม่พลิกชีวิต.. เจ้าก็จะพบกับความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเจ้าเหี้ยมโหดไม่พอ.. เจ้าก็จักตายอย่างสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น
view moreจ้าวอู๋หลิงซี ยืนมองฝูงหมาป่าที่แย่งกันกัดแทะร่างไร้วิญญาณตรงหน้า ใช่แล้วนั้นร่างของนางเอง เสียงขู่คำรามของผู้ชนะที่ได้ครอบครองเหยื่อดังก้องหุบเขา เสียงกัดแทะเลือดเนื้ออย่างหิวโหยช่างน่าขยะแขยงสิ้นดี
น่าสมเพช! นางผู้เคยสูงส่งดั่งดอกโบตั๋นในกระถางทองคำ ต้องตายเดียวดายอย่างน่าอนาจในก้นหุบเหวลึก
ไอ้คนอัปรีชาติชั่ว ชาตินี้ข้าโง่งมหลงรักสัตว์ร้ายเช่นเจ้า
ข้าจะแข็งแกร่งเพื่อกลับมาแล่เนื้อเจ้าเป็นชิ้นๆ
จะไม่ยอมให้ความรักบังใจ
จะไม่เป็นคนโง่เง่าอ่อนแออีกต่อไป
จะล้างแค้นคนที่ทำร้ายครอบครัวให้สาสม
แค้นนี้จะติดตามข้าตลอดไป!…
ชาติที่สอง: จ้าวอู๋หลิงซีในศตวรรษที่ 20
ใบหน้าอ่อนละมุนงามสะดุดตาในชุดกิโมโนผ้าไหมสีดำสนิท รอยสักมังกรทะยานฟ้าพาดผ่านแผ่นหลังและแขนเรียว เป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งเหนือผู้ใด
จ้าวอู๋หลิงซีในยุคปัจจุบันคือผู้นำตระกูลยากูซ่า กล่าวคือนางเป็นเจ้าแม่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งญี่ปุ่น นางยืนอยู่บนตึกระฟ้าใจกลางเมืองโอซาก้า สายตาเย็นชามองต่ำไปยังโลกเบื้องล่างที่สว่างไสวราวกับเส้นเลือดที่เต้นระรัวในอุ้งมือของนาง การฆ่าคนเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับนางไม่ต่างจากการหายใจ
ความรู้สึกผิดหรือความลังเลไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมชีวิตของนาง ทุกการตัดสินใจเฉียบคมและนำมาซึ่งชัยชนะที่เด็ดขาด
ความรัก...เป็นเพียงคำพูดไร้สาระ เป็นเครื่องมือที่อ่อนแอและน่าสมเพช ผู้คนใช้มันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แลกเปลี่ยนอำนาจ หรือเพียงเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าภายใน
จ้าวอู๋หลิงซีไม่เคยอนุญาตให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามาแตะต้องใจ นางสร้างกำแพงลวดหนามที่สูงเสียดฟ้าไว้รอบกาย ไม่มีใครเข้าถึง ไม่มีใครทำร้ายได้อีก นางใช้ชีวิตอย่างผู้ล่าสูงสุด โดยมีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่เคียงข้าง ความโดดเดี่ยวเป็นเพื่อนสนิทที่ซื่อสัตย์ที่สุด
นางสร้างอาณาจักรแห่งความหวาดกลัวและความน่ายำเกรงเพียงหนึ่งเดียวขึ้นมาด้วยมือของตนเอง
จนกระทั่งในวัย 45 ปี ร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ากลับพ่ายแพ้ต่อศัตรูที่มองไม่เห็น นางจากไปด้วยโรคหัวใจวาย ทิ้งไว้เพียงตำนานอันน่าสะพรึงกลัวและความว่างเปล่าที่ไม่มีใครกล้าเติมเต็ม
นางยังใช้ชีวิตไม่สุด จะหยุดอยู่แค่ชาตินี้ได้ไง!!
ชาติที่สาม: นางกลับมาแล้ว
แสงเจิดจ้าบาดตาทำให้จ้าวอู๋หลิงซีต้องขมวดคิ้วแน่น กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องหอมและผ้าไหมเข้ามาแทนที่กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอายแห่งความตาย ร่างกายที่เคยกระปรี่กระเปร่ากลับอ่อนล้าโรยแรง
ความรู้สึกที่เคยแข็งแรงกล้ามเนื้อสมบูรณ์แบบที่ควรเป็นหายไปไหน ทำไมมันอ่อนปวกเปียกเช่นนี้
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจที่สุด ภาพสะท้อนในกระจกทองเหลืองคือเด็กสาวในวัยก่อนปักปิ่นด้วยซ้ำ มือที่เคยมีปนจากการจับอาวุธกลับเรียวยาวนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูก ผิวขาวเนียนละออไร้รอยสัก เด็กสาวผู้อ่อนแอใบหน้าอ่อนเยาว์ตรงหน้าคือข้าในชาติแรก!
ทว่า... คราวนี้...แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ความอ่อนโยนและใสซื่อได้มลายหายไปสิ้น เหลือไว้เพียงความเย็นชาและแววตาที่คมกริบดุจมีดพกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงาม อำนาจและความเด็ดขาดที่เคยเป็นของยากูซ่าผู้โหดเหี้ยมไหลเวียนอยู่ในทุกอณูของร่างกาย
ความทรงจำอันเจ็บปวดจากการถูกทรยศหักหลังถาโถมเข้ามาอีกครั้ง ทว่าครานี้มันไม่ใช่ความเสียใจ
หึ.. หึ.. ครานั้นข้าอ่อนแอโง่เขลาอย่างไร้สติ
"ความรัก?" เสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในยามฤดูหนาวเอ่ยเบาๆ
"เป็นเพียงภาพลวงตาที่งดงาม"
สามีผู้ทรยศ...หึ!
ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดมากกว่าที่ข้าเคยได้รับเป็นร้อยเท่าพันทวี
ข้าไม่ใช่หลิงซีผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป ข้าคือ จ้าวอู๋หลิงซี ผู้นำกลุ่มยากูซ่าทั้งเกียวโตที่กลับมาทวงคืนทุกสิ่ง รอรับกันได้เลย
ความแค้นที่เคยเร่าร้อนในใจบัดนี้กลับกลายเป็นความเยือกเย็นอันตราย
ข้าจะใช้สติปัญญาและความโหดเหี้ยมที่สั่งสมมาถึงสองชาติภพ พลิกชะตาชีวิตและทำลายพวกเจ้าให้ย่อยยับ
ดอกโบตั๋นที่ถูกเหยียบย่ำ เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง มันจะงดงามแผ่พิษร้ายได้มากเพียงใดพวกเจ้าจักได้รู้
ราตรีอันยาวนานผ่านพ้น ในที่สุดเสียงครางต่ำสมดั่งใจก็ดังสะท้อนอีกครั้ง พร้อมปลดปล่อยความกำหนัดออกจนหมดสิ้น กู้เหวินหลงทรุดกายลงนอนข้างร่างที่หมดสติสายตาคมกริบเหม่อมองเพดานสูงด้วยความว่างเปล่า ความอิ่มเอมมิได้สลักอยู่ในใจ หากเต็มไปด้วยความปราถนาอยากเอาชนะที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม“...หลิงซี”เสียงพึมพำแผ่วเบาทว่าเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะครอบครอง“ข้าจะต้อง... ได้ตัวเจ้ามา”เขาคือบุรุษผู้เลือดเย็น แข็งกระด้าง และเหี้ยมโหดในคราบองค์ชายผู้นุ่มนวล กะอีแค่สาวใช้นางหนึ่งนับว่าเป็นอะไรได้“ใครอยู่ข้างนอก! ลากนางออกไป” เสียงสั่งการเย็นชาดังขึ้นเหล่านางกำนัลรีบตรงเข้ามาลากร่างไร้สติหายใจรวยรินออกไปอย่างรู้หน้าที่ เหลือทิ้งไว้เพียงเงาร่างสูงใหญ่ขององค์ชายสี่ที่นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดเช่นเดียวกับทุกครั้ง... สตรีคนใดที่ได้ล่วงรู้และรองรับตัวตนอันวิปริตในเงามืดของเขา ย่อมต้องถูกกำจัดทิ้งอย่างไร้ร่องรอย เพื่อปกปิดความลับและรักษาภาพลักษณ์องค์ชายผู้สง่างามไว้ต่อหน้าผู้คนน่าเสียดายที่แผนการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของตระกูลจ้าวในงานปักปิ่นของคุณหนูอู๋หลิงซีกลับพังพินาศไม่เป็นท่าตระกูลจ้าวเป็นตระ
ตำหนักองค์ชายสี่ กู้เหวินหลงภายในห้องหับอันมืดมิด มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ส่องลอดผ่านม่านโปร่งบาง กลิ่นกำยานจันทน์หอมไม่อาจกลบกลิ่นอายแห่งความเหี้ยมโหดที่อบอวลคละคลุ้ง อากาศเย็นยามค่ำคืนกลับแฝงไปด้วยความเร่าร้อนอันมืดดำของบุรุษผู้เป็นเจ้าของตำหนักเสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังประสานกับเสียงร้องไห้อย่างหวาดผวาในความมืด เสียงหนึ่งดุดันดั่งราชสีห์กำลังตะครุบเหยื่อ อีกเสียงหนึ่งแผ่วพร่าสั่นสะท้านด้วยความขลาดกลัว ร่างเล็กในพันธนาการมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาที่มองสิ่งชั่วร้ายประหนึ่งมองเห็นปีศาจในคราบเทพบุตร ในมือของเขากำแส้หนังไว้แน่น ก่อนจะลากไล้ปลายสายแส้ผ่านผิวเนื้อที่เคยผุดผาด บัดนี้ปรากฏรอยแดงช้ำพาดผ่านเป็นสาย“ข้าอยากได้เจ้า... หลิงซี”น้ำเสียงทุ้มต่ำพึมพำกับตัวเองด้วยความคลั่งไคล้ เขามองร่างของสาวใช้อุ่นเตียงตรงหน้า ทว่าในจินตนาการกลับฉายภาพสตรีอีกคนที่เขาเพิ่งได้พบในงานปักปิ่นแรงปรารถนาอันรุ่มร้อนใคร่อยากครอบครองสตรีที่เคยมองว่าจืดชือในงานเลี้ยงวันนั้น เขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่ง ทั้งรูปโฉมงดงามเย้ายวนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดแพรพรรณ ทรวดทรงอวบอิ่มเต่งตึง และความสามารถอันเด็ดขาดที
ข้าหันมองสองสาวใช้ ข้ารู้ดีว่าเสี่ยวเหมยกำลังสืบความจริงไปรายงานนายของนาง ส่วนเสี่ยวฮวาเพียงแค่อยากรู้อย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น"ข้าเคยอ่านพบในตำราแพทย์เล่มหนึ่ง" ข้าไม่แสดงอารมณ์ใด"ในตำรากล่าวว่าพิษชนิดนี้จะขัดขวางระบบไหลเวียนโลหิต ส่งผลให้ผู้ได้รับพิษชักเกร็งและริมฝีปากเขียวคล้ำ""เจ้าค่ะ... แต่เข็มเงินเพียงไม่กี่เล่มจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? บ่าวไม่เคยพบเห็นการรักษาเช่นนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ"เสี่ยวเหมยถามแสร้งทำเป็นงุนงง ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้ใต้หน้ากากข้ายิ้มบางๆ "ข้าเพียงใช้เข็มเงินกระตุ้นจุดสำคัญ เพื่อเค้นขับพิษให้ออกจากร่างกายเท่านั้น"ข้าสบตาเสี่ยวเหมยด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา"อยู่ในงาน คุณหนูยังไม่ได้ทานอะไรเลย หิวหรือไม่เจ้าคะ?" เสี่ยวฮวาถามด้วยความห่วงใยจริงใจ ในขณะที่เสี่ยวเหมยไม่หลงเหลือความภักดีให้ข้า"ขอรังนกตุ๋นสักถ้วยก็พอ"ตลอดทั้งงานข้าไม่ได้แตะอาหารเลยแม้แต่น้อย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หิวมาก แค่ไม่อยากให้ท้องว่างเท่านั้น"บ่าวไปเตรียมน้ำให้คุณหนูอาบนะเจ้าคะ"เสี่ยวเหมยเจ้าจะประจบเอาใจใคร?"ไปเถิด เตรียมน้ำเสร็จเจ้าก็ไปพักผ่อนเสีย ข้าอาบเองได้" ปกติสาวใช้ทั้งสองจะคอยปรนนิบัติ
“ซีเอ๋อ ลุงขอบใจเจ้ามาก มิเช่นนั้นชีวิตแก่ๆ ของข้าคงจบสิ้นแล้ว หากวันหน้ามีอะไรให้ช่วย บอกลุงคนนี้ได้เลย!”ซูเหยียนหมิงเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจก่อนหน้านี้ ท่านพ่อมักบ่นให้เขาฟังเสมอว่าข้าอ่อนแอ เรียบร้อย เกรงใจคน จนเกรงว่าจะรักษากิจการตระกูลไว้ไม่ได้ ทว่าสิ่งที่เขาเห็นวันนี้ ข้ากลับเด็ดเดี่ยว เฉียบขาด และสะกดทุกคนได้จมดิน!“ท่านลุงเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านก็เปรียบดั่งญาติผู้ใหญ่ที่ข้าเคารพ หากช่วยได้ ข้าย่อมต้องช่วยเป็นธรรมดามิใช่หรือเจ้าคะ”ข้าเอ่ยเสียงใสออดอ้อนน่าเอ็นดู“เช่นนั้นหากวันใดบิดาเจ้ามิได้ดั่งใจ หนีมาหาลุงได้ตลอดเวลาเลยนะซีเอ๋อ!”ท่านลุงซูยิ้มร่า ยื่น 'หยกประจำตระกูลซู' ให้ข้าเก็บไว้... หยกชิ้นนี้ ต่อไปย่อมมีประโยชน์ต่อการล้างแค้นของข้าแน่นอน!“เจ้าจะมาล่อลวงบุตรีผู้อื่นเช่นนี้มิได้!”ท่านพ่อขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจที่สหายรักมาแย่งความรักจากบุตรสาว“หรือไม่ เจ้ามาเป็นบุตรสาวบุญธรรมของข้าเลยดีหรือไม่!”ซูเหยียนหมิงหัวเราะร่า ไม่สนสีหน้าบูดบึ้งของเพื่อนสนิท ขณะที่ท่านแม่ได้แต่ลอบยิ้มเอ็นดูท่าทางของสหายสนิทวัยดึกทั้งสองคนเมื่อส่งแขกคนสุดท้ายกลับไป ข้าเหมือนจะเป็นลมล้มพับให้ได้ ร่างกา





