تسجيل الدخولเว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ วางกระดาษลง หัวใจของเขาหนักอึ้งกว่าครั้งใด หากรายชื่อเหล่านี้เป็นความจริงนั่
เว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ วางกระดาษลง หัวใจของเขาหนักอึ้งกว่าครั้งใด หากรายชื่อเหล่านี้เป็นความจริงนั่นหมายความว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา ราชสำนักเว่ยถูกเครือข่ายเดียวกันแทรกซึมแทบทุกหน่วยงาน ไม่ใช่เพียงการลอบปลงพระชนม์อดีตเว่ยอ๋อง แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อยึดอำนาจทั้งแผ่นดิน เว่ยเซวียนเฉินถือรายชื่อในมือ ดวงตาคมเข้มเย็นเยียบราวน้ำแข็ง พระองค์อ่านชื่อสุดท้ายบนกระดาษช้า ๆ จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที หานเฟิงรีบถามด้วยความตกใจ“ฝ่าบาท มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”เว่ยเซวียนเฉินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “รายชื่อขุนนางกบฏมีทั้งหมดห้าสิบสามคน”พระองค์หยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “และหนึ่งในนั้น...คือผู้ที่ยังเข้าเฝ้าข้าทุกวัน”ห้องทรงงานตกอยู่ในความเงียบงัน เพราะศัตรูไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ไกลอีกต่อไป แต่กำลังยืนอยู่ในราชสำนักเดียวกับเว่ยอ๋องทุกเช้าทางเลือกของพระชายาสายลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านตำหนักท้ายวังอย่างแผ่วเบา ใบไม้สีเหลืองร่วงหล่นลงบนลานหินจนดูเงียบเหงากว่าทุกวันหลังเหตุเพลิงไหม้หอเก็บเ
“วันที่ยี่สิบเอ็ด ข้าเห็นแม่ทัพลู่เฉิงพบหานกั๋วกงเป็นครั้งที่สาม ทั้งสองสนทนากันเรื่องการเปลี่ยนกำลังรักษาวัง”“วันที่ยี่สิบสาม มีการเปลี่ยนเวรทหารก่อนกำหนดตามคำสั่งหานกั๋วกง”“วันที่ยี่สิบสี่ อดีตเว่ยอ๋องพระอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว”เว่ยเซวียนเฉินหลับตาลงความทรงจำเมื่อสิบปีก่อนค่อย ๆ ผุดขึ้นทีละภาพ เขาจำได้ว่าพระบิดาแข็งแรงมาตลอด แม้จะทรงประชวรอยู่บ้าง แต่ไม่เคยถึงขั้นหมดเรี่ยวแรงภายในเวลาเพียงไม่กี่วันตอนนั้นทุกคนเชื่อว่าเป็นโรคเก่ากำเริบ แต่หากสิ่งที่หมอหลวงหลัวบันทึกไว้เป็นความจริง ก็แปลว่ามีคนเตรียมทุกอย่างไว้ล่วงหน้า เว่ยเซวียนเฉินลืมตาขึ้นช้า ๆ“ลู่เฉิงอยู่ที่ใด”หานเฟิงก้มหน้า“หลังลาออกจากราชการ มีรายงานว่าเขาเดินทางไปทางเหนือ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบตัวอีก”“คนทั้งคนจะหายไปโดยไร้ร่องรอยไม่ได้”“กระหม่อมจะส่งคนออกตามหาอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”เว่ยเซวียนเฉินพยักหน้า ก่อนรับสมุดกลับมาอ่านเอง หน้าถัดไปมีข้อความที่เขียนด
“อันตรายเกินไป”“แต่หากมีหลักฐานเกี่ยวกับอดีตเว่ยอ๋องอยู่ที่นั่น”พระองค์ชะงัก ก่อนจะหันไปสั่งหานเฟิง “ข้าจะเข้าไป”หานเฟิงรีบคุกเข่า “ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”ฉีเยว่หนิงกล่าวทันที “หม่อมฉันเข้าไปเอง”เว่ยเซวียนเฉินหันกลับมามองนาง “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ”“หม่อมฉันตัวเล็กกว่า ผ่านช่องหน้าต่างได้ง่ายกว่า”“ข้าไม่อนุญาต”ฉีเยว่หนิงสบพระเนตรเขา“หากหม่อมฉันช่วยนำหลักฐานออกมาได้ พระองค์จะยอมเชื่อหรือไม่ว่าหม่อมฉันไม่ได้ทรยศ”คำถามนั้นทำให้เว่ยเซวียนเฉินนิ่งเงียบ นางไม่รอคำตอบ รีบวิ่งอ้อมไปด้านหลังอาคารทันที“เยว่หนิง!”เว่ยเซวียนเฉินรีบตามไปพร้อมหานเฟิง ด้านหลังหอเก็บเอกสารยังถูกไฟลามไม่มาก ฉีเยว่หนิงปีนขึ้นไปบนกองหินแล้วมุดผ่านหน้าต่างบานเล็กเข้าไปภายใน กลิ่นควันทำให้นางไออย่างรุนแรง ชั้นหนังสือหลายชั้นเริ่มไหม้ เสียงไม้แตกร้าวดังเป็นระยะ เศษถ่านร้อนตกลงมาจากเพดานไม่หยุดนางใช้ชายแ
เพลิงไหม้กลางเมืองหลวงเสียงระฆังเตือนภัยดังก้องไปทั่วเมืองหลวงของแคว้นเว่ย เปลวไฟสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นจากหอเก็บเอกสารหลวงจนมองเห็นได้จากทุกมุมของพระราชวัง ขุนนาง ขันที นางกำนัล และทหารต่างวิ่งวุ่นเข้าหาต้นเพลิง เสียงตะโกนสั่งการดังระงมปะปนกับเสียงไม้เก่าแตกหักเพราะความร้อนเว่ยเซวียนเฉินเสด็จมาถึงเป็นคนแรก ๆ แม้บาดแผลที่สีข้างจะยังไม่หายดี แต่พระองค์ไม่ทรงลังเลที่จะก้าวเข้าไปยังพื้นที่อันตรายหานเฟิงรีบเข้ามาขวาง“ฝ่าบาท พระองค์เข้าไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ หลังคาอาจถล่มได้ทุกเมื่อ”เว่ยเซวียนเฉินทอดพระเนตรเปลวเพลิงที่กำลังกลืนกินอาคารทั้งหลัง ก่อนตรัสเสียงหนักแน่น“บันทึกของอดีตเว่ยอ๋องอยู่ข้างใน”“กระหม่อมจะเข้าไปเอง”“ไม่”เว่ยเซวียนเฉินส่ายพระพักตร์“หากเอกสารเหล่านั้นหายไป ความจริงก็จะหายไปด้วย”หานเฟิงรู้ดีว่าไม่อาจทัดทานได้ จึงรีบหันไปสั่งทหาร“ตั้งแนวดับเพลิงทุกด้าน นำถังน้ำเพิ่มจากคลองหลวง และช่วยคนในอาคารออกมาให้หมด&r
หลังหานเฟิงจากไป เว่ยเซวียนเฉินหยิบรายงานการสวรรคตของพระบิดาขึ้นมาอีกครั้ง ตัวอักษรบนกระดาษเก่าจางลงตามกาลเวลา แต่กลับหนักหนาจนกดทับหัวใจเขาอย่างรุนแรง เขานึกถึงคืนที่ตนยังเป็นองค์ชายวัยเยาว์ ยืนอยู่หน้าตำหนักหลวงและถูกทหารกันไว้ไม่ให้เข้าไปพบพระบิดา เสียงไอแห้ง ๆ ของอดีตเว่ยอ๋องดังออกมาจากด้านใน เสียงหมอหลวงเร่งร้อน เสียงไทเฮาร้องไห้ และสุดท้ายคือเสียงประตูปิดลงพร้อมข่าวการสวรรคตตอนนั้นเขาเชื่อทุกอย่างที่ผู้ใหญ่บอกบัดนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจอีกต่อไปด้านตำหนักท้ายวัง ฉีเยว่หนิงได้รับข่าวจากแม่นมหลินว่าหานกั๋วกงกำลังเคลื่อนไหว นางยังคงถูกควบคุม แต่หลังเหตุลอบสังหาร เว่ยเซวียนเฉินมิได้เข้มงวดกับนางเท่าเดิม ทหารหน้าตำหนักยังอยู่ แต่แววตาของพวกเขาไม่เต็มไปด้วยความระแวงเหมือนก่อนแม่นมหลินนั่งอยู่ตรงข้ามฉีเยว่หนิง พลางลดเสียงลง“หานกั๋วกงไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นเสาหลักของฝ่ายไทเฮามาหลายสิบปี หากเขาถูกสืบถึง เรื่องนี้จะสะเทือนทั้งวัง”ฉีเยว่หนิงขมวดคิ้ว“เขาเกี่ยวข้องกับการสวรรคตของอดีตเว่ยอ๋องจริงหรือ”“ข้า
เสนาบดีผู้ทรงอำนาจข่าวการเคลื่อนไหวของหน่วยเงาโลหิตไปถึงจวนหานกั๋วกงเร็วกว่าที่เว่ยเซวียนเฉินคาดไว้ยามเช้าของวันนั้น จวนเก่าแก่ทางทิศเหนือของเมืองหลวงยังคงเงียบสงบเหมือนทุกวัน ประตูใหญ่สีแดงเข้มปิดสนิท สิงโตหินคู่หน้าประตูตั้งตระหง่านราวกับผู้เฝ้าความลับของตระกูลหานมาหลายชั่วอายุคน ภายนอกดูเหมือนจวนของขุนนางเกษียณผู้วางมือจากอำนาจไปนานแล้ว แต่ภายในกลับมีคนเข้าออกเงียบ ๆ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างหานกั๋วกงนั่งอยู่ในห้องหนังสือด้านในสุด ชายชราสวมอาภรณ์สีเทาเข้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยตามวัย แต่ดวงตากลับยังคมกริบราวกับคนที่ไม่เคยปล่อยอำนาจให้หลุดมือ บนโต๊ะตรงหน้ามีรายงานหลายฉบับวางเรียงกัน หนึ่งในนั้นระบุว่าเงาโลหิตเริ่มตรวจสอบหมอหลวงหลัว เส้นทางเงินเก่า และเวรยามคืนที่อดีตเว่ยอ๋องสวรรคตเขาอ่านจนจบโดยไม่แสดงสีหน้า ก่อนค่อย ๆ วางกระดาษลง“ในที่สุดเด็กคนนั้นก็เริ่มขุดหลุมเก่า”ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า เขาคือจ้าวฉาง เลขาคนสนิทของหานกั๋วกง“นายท่าน ควรให้คนจัดการหมอหลวงหลัวหรือไม่ขอรับ”หานกั๋วกงหลุบตาลง“ช้าไปแล้ว หากเว่ยเซวียนเฉินสืบถึงเขา แปลว่าคนของมันย่อมจับตาอยู่ การฆ่า
“นี่ท่านกักขังข้าเช่นนั้นหรือ แล้วหากข้าขัดคำสั่งของท่าน”“คนของเจ้าทั้งหมดจะต้องกลายเป็นอาหารของจระเข้ในบึงใต้ตำหนักร้อยไหมทันที หรือหากเจ้าอยากลองดีกับข้า จะลองดูสักหนก็ได้พระธิดาจางลี่!”“ท่านร้ายกาจนักองค์ชายหลี่เจี๋ย...อื๊อ!”เสียงของนางหายเข้าไปในปากหยักได้รูปขององค์ชายอีกหน หลี่เจี๋ยกดท้ายทอ
“รู้เพคะ”“แล้วใยเวลาพูดถึงไม่ยอมเงยหน้าสบตาข้า”น้ำเสียงแม้ทรงอำนาจหากก็เยียบเย็นบาดจิต จางลี่จึงต้องเงยหน้าขึ้น มือของนางยิ่งเย็นมากกว่าเก่า องค์ชายหลี่เจี๋ยผู้มีพระชนมายุมากกว่านางถึงหนึ่งรอบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า ชั่วแว่บหลี่เจี๋ยกลับรู้สึกว่าพระธิดาของฉีหวนกงซึ่งเป็นพระปิตุลานั้นมิได้เป็นอย่างท
จางลี่เองก็หาได้พักผ่อนไม่ นางเป็นกังวลต่อการหลบหนีออกไปจากตำหนักร้อยไหมของหลินเจินในห้วงเวลาของความโกลาหล เฝ้าคอยมองว่านางกำนัลคนสนิทจะกลับเข้ามาเมื่อใดหลังทุกอย่างสงบลงแล้ว ปริวิตกว่านางจะได้พบราชองครักษ์เจียนเจ้าดังที่หวังหรือไม่เพราะจวบจนแสงโคมทองอาบไปทั่วบึงน้ำใหญ่รอบตำหนักก็ยังไม่เห็นเงาของหล
เมื่ออีกราตรีมาถึงพระธิดาจางลี่ก็เริ่มหัวใจไม่เป็นสุข หลังอาหารมื้อเย็นที่เหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ของปาอ๋องแคว้นหลี่นำมาถวายจางลี่ทำตัวตามปกติแม้เห็นว่านางกำนัลคนสนิทมีท่าทีลุกลี้ลุกลนนางจึงเอ่ยถามเมื่ออยู่กันสองต่อสอง“หลินเจิน...เจ้าบอกข้าว่าคืนนี้จะออกไปหาราชองครักษ์เจ้า แล้วเจ้าจะออกไปจากตำหน







