LOGIN“หม่อมฉันหร้อมรับโทษเพคะ และหากหม่อมฉันตายไปก็ขอพระองค์โยนร่างของหม่อมฉันลงไปที่ใต้ตำหนักร้อยไหมให้จระเข้ของพระองค์ฉีกทึ้ง มิต้องเหลือซากแม้กระดูกกลับคืนแผ่นดินฉี”
ควับ!!
“ฮึก!”
จางลี่สะดุ้ง หลังของนางแอ่นเมื่อหลี่เจี๋ยหวดแส้ลงบนหลังบอบบางหนแรกจนชุดผ้าแพรเป็นรอยแยกบางๆ หากนางกลับมิส่งเสียงร้องออกมาเพียงสักแอะ หลู่อ๋องขบกรมแน่นก่อนลงแส้เป็นครั้งที่สอง คราวนี้เนื้อผ้าบนแผ่นหลังของนางขาดออกจากกันหากจางลี่ก็มิยอมส่งเสียงร้องออกมาดังเดิม
4
บุปผาเดียวดาย
ยิ่งจางลี่ไม่ส่งเสียงร้องก็เหมือนเป็นการยั่วยุโทสะอ๋องหลี่เจี๋ย เขาตวัดปลายแส้ลงไปอีกสามครั้งแผ่นหลังของนางก็เป็นรอยแผลปริแยก โลหิตซึมออกมาหากนางก็ยังกัดฟันแต่ใบหน้าของนางกดเกร็ง คิ้วขมวดมุ่น
ควับ!!
เสียงปลายแส้สะบัดลงบนแผ่นหลังของนางอีกครั้งคราวนี้โลหิตสาดกระเซ็น แต่ก่อนที่หลี่เจี๋ยจะเงื้อมือเพื่อลงแส้ซ้ำลงไปอีกเขาต้องชะงักเมื่อโม่โฉวปราดเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า
“พอก่อนเถิดพระองค์...เกรงว่าหากลงแส้จนครบร้อยครั้งนางอาจทนไม่ไหวและต้องสิ้นใจในคุกหลวงนี้เป็นแน่”
ราชองครักษ์เอกกราบทูลด้วยเสียงแน่นหนักทั้งที่เขาไม่เคยขัดต่อพระประสงค์ของหลู่อ๋องมาก่อน หลี่เจี๋ยลดมือที่กำแส้ลง เขานิ่วหน้าและขบกรามเหมือนรู้สึกเจ็บปวดขณะปรายดวงตาคมไปยังร่างของจางลี่ซึ่งบัดนี้นางซบหน้าแน่นิ่งไปแล้ว ร่างสูงใหญ่หอบหายใจ สีหน้าโกรธขึ้นราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้หากก็ยังเสียงแข็งกร้าวไม่แปลงเปลี่ยน
“เจ้าอยากจะร้องขอให้ข้าละเว้นโทษต่อพระธิดาฉีอ๋องเช่นนั้นหรือ?”
“หามิได้...กระหม่อมรู้ว่านี่คือการลงทัณฑ์ที่มิอาจเลี่ยง หากแต่พระธิดานั้นเป็นเพียงหญิงตัวเล็ก แม้แต่นักโทษชายยังทานทนมิไหว บ้างก็ตายตั้งแต่ยังลงแส้มิถึงกึ่งหนึ่งของโทษที่ได้รับ และที่สำคัญมากไปกว่านั้น หม่อมฉันอยากให้พระองค์ทรงตรองให้หนักว่าพระธิดาเพิ่งเดินทางมาถึงแคว้นหลู่เพียงมิกี่ราตรี หากนางต้องมีอันเป็นไปเกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตบานปลายไปกว่านี้ อย่าลืมว่ายังมีทหารและคนของแคว้นฉีที่ติดตามนางมาด้วยนะพะย่ะค่ะ”
คำกล่าวที่ไม่เกินความจริงขององครักษ์ราวกับว่าได้ฉุดอารมณ์ของหลู่อ๋องให้ดิ่งลง หลี่เจี๋ยก้มลงมองแส้ในมือก่อนโยนมันลงตรงหน้าโม่โฉว
“คราวหน้าหากนางทำผิดอีก ข้าจักให้เจ้าเป็นคนลงทัณฑ์ และคราวนี้จักมิมีการผ่อนโทษแม้แต่คราเดียว!”
ร่างสูงสง่าของผู้ครองแคว้นก้าวฉับ ๆ ออกไป โม่โฉวถอนหายใจโล่ง แต่เมื่อเขาลุกขึ้นผู้คุมคุกหลวงร่างใหญ่อย่างยักษ์ปักหลั่นก็เข้ามาและเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านโม่โฉว...ท่านกล้าเหลือเกินที่ยับยั้งการลงทัณฑ์ของหลู่อ๋องในครานี้ แต่...ข้ามิเคยเห็นพระองค์ทรงลดหย่อนโทษให้ผู้ใดเลย ทุกคนต่างรู้ว่าหลู่อ๋องนั้นเหี้ยมหาญและเด็ดขาดนัก”
“หากข้ามิมีเหตุผลเพียงพอก็คงต้องถูกบั่นหัวโทษฐานขัดพระประสงค์ของพระองค์เป็นแน่”
ผู้คุมได้ฟังดังนั้นก็หันกลับไปมองร่างของจางลี่ที่แผ่นหลังของนางชุ่มด้วยโลหิตและแน่นิ่งไปแล้ว เขาส่ายหน้าไปมา
“องค์ชายาช่างงดงามนัก นางบอบบางราวกับบุปผาในสรวงสวรรค์”
“หากนางก็เป็นเช่นบุปผาเดียวดาย ที่นี่หาใช่สรวงสรรค์สำหรับนางไม่”
“ข้ายอมใจพระธิดา ตอนหลู่อ๋องลงแส้นางใจเด็ดนัก ไม่ยอมร้องออกมาเลย...แล้วนี่ข้าต้องทำอย่างไรต่อไปท่านโม่โฉว”
“เรียกทหารและนางกำนัลอีกเพียงสองสามนางมาพาพระธิดากลับไปที่ตำหนักร้อยไหม เก็บเรื่องนี้ไว้อย่าได้แพร่งพรายออกไปเพราะหากทหารแคว้นฉีที่ติดตามนางมารู้เข้าอาจเกิดเรื่องใหญ่”
“ขอรับท่านโม่โฉว”
ผู้คุมรับคำก่อนหันไปออกคำสั่งทหารยามที่ยืนเฝ้าประตู โม่โฉวนึกถึงคำพูดของผู้คุมอีกครั้ง ชายอกสามศอกเยี่ยงเขาก็ยังนึกไปไม่ถึงว่าพระธิดาของฉีหวนกงจะใจเด็ดได้ถึงขนาดนี้ นางไม่ร้องขอและอดกลั้นต่อการลงทัณฑ์ร้ายแรงได้อย่างน่าประหลาดใจแท้
ณ ตำหนักร้อยไหม
“หมอหลวงเจ้าคะ อาการของพระธิดาเป็นเยี่ยงไรบ้างเจ้าคะ?”
หลินเจินเอ่ยถามแพทย์ประจำวังหลวงที่เข้ามาดูแลอาการของพระธิดาจางลี่หลังถูกส่งตัวกลับมายังตำหนักในสภาพหมดสติและเบื้องหลังของนางเต็มไปด้วยรอยแผลจากการลงแส้ มีนางกำนัลฝ่ายในเพียงสองสามนางที่เข้ามาช่วยเช็ดรอยโลหิตและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้องค์ชายาขณะที่นางกำนังคนสนิทยืนมองด้วยใจระย่อ น้ำตาคลอหน่วยตลอดเวลา กระทั่งแพทย์หลวงซึ่งเป็นชายสูงวัยแต่ใบหน้านั้นเอื้ออารีมาถึงและทำการตรวจดูพร้อมทั้งจัดยา สั่งการให้นางกำนัลทำแผลให้องค์ชายาอย่างดีทำให้หลินเจินเบาใจลงไปมาก หากนางก็ยังคงเป็นกังวลจึงต้องตามมาถามหมอหลวงอีกครั้งก่อนที่เจะกลับออกไปจากตำหนัก
พระองค์ไอเบา ๆ หลายครั้ง ฉีจื่อหยวนรีบประคองพระวรกาย แต่ฉีหวนกงส่ายพระพักตร์“เรายังมีเรื่องสุดท้าย” พระองค์มองเว่ยเซวียนเฉิน “เจ้าคือผู้ปกครองที่ดี อย่าเดินซ้ำรอยของเรา”เว่ยเซวียนเฉินค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม “กระหม่อมจะจดจำไว้”ฉีหวนกงหันกลับมาหาฉีเยว่หนิง พระองค์กุมมือของนาง ก่อนค่อย ๆ วางลงบนพระหัตถ์ของเว่ยเซวียนเฉิน“ต่อจากนี้ แผ่นดินฉีกับแผ่นดินเว่ย อย่าให้ต้องมีสงครามเพราะความทะเยอทะยานอีก”พระสุรเสียงเริ่มแผ่วลง“เยว่หนิง...พ่อฝากเจ้า ช่วยดูแลสายสัมพันธ์ของสองแคว้น ให้ลูกหลานของเรา เติบโตในยุคที่ไม่มีเสียงศึก”ฉีเยว่หนิงน้ำตาไหลอาบแก้ม นางพยักหน้าทั้งที่สะอื้นจนพูดแทบไม่ออก“ลูกสัญญาเพคะ ลูกจะทำให้ได้”เว่ยเซวียนเฉินกุมมือของทั้งสองไว้พร้อมกัน“ข้าก็ให้สัญญาเช่นกัน ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิต เว่ยกับฉีจะเป็นพันธมิตร ไม่ใช่ศัตรู”ฉีหวนกงยิ้มอย่างโล่งพระทัย เป็นรอยยิ้มที่สงบที่สุดนับตั้งแต่ฉีเยว่หนิงจำความได้ ยามอาทิตย์ลับขอบฟ
กลับบ้านขบวนเสด็จของแคว้นเว่ยเดินทางข้ามชายแดนเข้าสู่แคว้นฉีในเช้าวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ธงมังกรแห่งเว่ยและธงประจำราชวงศ์ฉีโบกสะบัดเคียงกันตลอดเส้นทาง ทหารทั้งสองฝ่ายต่างลดอาวุธลงเพื่อแสดงไมตรี ภาพที่ครั้งหนึ่งไม่เคยมีผู้ใดคาดคิด บัดนี้เกิดขึ้นจริงต่อหน้าผู้คนทั้งสองแผ่นดินฉีเยว่หนิงเปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อย ดวงตาของนางทอดมองภูเขา แม่น้ำ และทุ่งกว้างที่คุ้นตา ทุกภาพล้วนเป็นความทรงจำในวัยเยาว์ สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กหญิงผู้วิ่งเล่นอยู่ในพระราชอุทยาน ก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นองค์หญิงที่ถูกส่งไปแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง นางถอนหายใจแผ่วเบา เว่ยเซวียนเฉินที่ประทับอยู่ข้างกันเอื้อมพระหัตถ์มากุมมือของนาง“กำลังคิดอะไรอยู่”ฉีเยว่หนิงยิ้มบาง “หม่อมฉันเคยคิดว่าจะไม่มีวันได้กลับมาที่นี่อีก”เว่ยเซวียนเฉินบีบพระหัตถ์ของนางเบา ๆ“ครั้งนี้เจ้าไม่ได้กลับมาในฐานะคนที่ถูกทอดทิ้ง แต่กลับมาในฐานะพระมเหสีแห่งเว่ย และภรรยาของข้า”ฉีเยว่หนิงหันมายิ้มให้พระองค์&ld
หยาดน้ำตาค่อย ๆ เอ่อขึ้นในดวงตาของฉีเยว่หนิง เว่ยเซวียนเฉินไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงจับมือของนางไว้เบา ๆ นางอ่านต่อ“หลังเจ้าจากมา พี่จึงเริ่มสืบเรื่องทั้งหมดด้วยตนเอง พี่พบว่า เจ้าถูกใช้เป็นหมากมาตั้งแต่ยังเด็ก เจ้าถูกส่งไปแคว้นเว่ย ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเผชิญอันตราย แต่เจ้ากลับไม่เคยคิดทรยศต่อผู้ใด เจ้าปกป้องทั้งศักดิ์ศรีของราชวงศ์ฉี และประชาชนของแคว้นเว่ย”ตัวอักษรเริ่มพร่าเลือนเพราะหยดน้ำตาที่ตกลงบนแผ่นกระดาษ หลิงเอ๋อร์ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลเองก็แอบเช็ดน้ำตา ฉีเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนอ่านต่อ“บิดาของเราประชวรหนัก หลังสงคราม พระองค์เปลี่ยนไปมาก หลายครั้งทรงนั่งมองตำหนักของเจ้าโดยไม่ตรัสสิ่งใด แม้ไม่เคยเอ่ยคำว่าคิดถึง แต่พี่รู้ว่าพระองค์เสียใจ หากยังเหลือเยื่อใยในฐานะพี่น้อง พี่อยากขอให้เจ้ากลับมาเยือนแคว้นฉีสักครั้ง ไม่ใช่ในฐานะองค์หญิงผู้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ในฐานะน้องสาวของพี่”ฉีเยว่หนิงค่อย ๆ พับจดหมายลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน เว่ยเซวียนเฉินยกมือเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน“เจ้ายังโกรธเขาอยู่หรือไม่”
เว่ยเซวียนเฉินยิ้มอย่างอบอุ่น“แรงไม่น้อยเลย อีกไม่กี่ปีก็คงวิ่งทั่วพระราชวัง”ฉีเยว่หนิงมองภาพตรงหน้าด้วยความสุข นางไม่เคยคิดเลยว่า ชีวิตซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นเจ้าหญิงที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จะลงเอยด้วยครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้ ขณะนั้น หานเฟิงเดินเข้ามาคำนับ“ฝ่าบาท...ทุกอย่างพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เว่ยเซวียนเฉินพยักหน้า “เริ่มพิธีได้”ฉีเยว่หนิงอุ้มพระโอรสลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง เว่ยเซวียนเฉินรีบประคองนางทันที“บาดแผลหายดีแล้วก็จริง แต่เจ้าก็ยังต้องระวัง”นางยิ้มอย่างเอ็นดู “พระองค์ยังเป็นห่วงหม่อมฉันเหมือนเดิม”“ตลอดชีวิต”พระองค์ตอบโดยไม่ลังเล ไม่นาน ขบวนเสด็จก็มาถึงท้องพระโรง ขุนนางทุกคนแต่งกายเต็มยศยืนเรียงแถวอย่างพร้อมเพรียง เสียงแตรหลวงและกลองมงคลดังก้องไปทั่วพระราชวัง ขันทีหลวงประกาศเสียงดัง“ฝ่าบาทเสด็จ”ทุกคนพร้อมใจกันถวายบังคม เว่ยเซวียนเฉินประทับเหนือบัลลังก์มังกร ส่วนฉีเยว่หนิงประทับเคียงข้างในฐานะพระมเหส
คืนหนึ่ง ขณะที่สายฝนอ่อน ๆ โปรยลงเหนือพระราชวัง ฉีเยว่หนิงกำลังอ่านหนังสืออยู่บนตั่งไม้ จู่ ๆ นางก็หยุดชะงัก มือค่อย ๆ วางลงบนหน้าท้อง หลิงเอ๋อรีบเดินเข้ามา“พระมเหสี เป็นอะไรหรือเพคะ”ฉีเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก “เหมือนลูกจะดิ้นแรงกว่าปกติ”ยังไม่ทันพูดจบ ความปวดก็แล่นผ่านร่างอีกระลอก นางกำชายผ้าปูตั่งแน่น หลิงเอ๋อร์ตกใจจนหน้าซีด“รีบไปตามหมอหลวง”เสียงฝีเท้าดังวุ่นวายไปทั่วตำหนัก หมอหลวงรีบเข้ามาตรวจอาการ ก่อนคุกเข่ารายงาน“พระมเหสีเริ่มเจ็บพระครรภ์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ในเวลาเดียวกัน เว่ยเซวียนเฉินกำลังประชุมกับเสนาบดี เมื่อหานเฟิงรีบวิ่งเข้ามากระซิบ พระองค์ก็ลุกขึ้นทันทีโดยไม่รอให้การประชุมสิ้นสุด“เลื่อนการประชุมทั้งหมด ข้าจะไปตำหนักหงส์”เหล่าขุนนางต่างยิ้มด้วยความเข้าใจ เมื่อพระองค์มาถึงหน้าตำหนัก เสียงของนางผดุงครรภ์ดังลอดออกมาจากด้านใน เว่ยเซวียนเฉินก้าวเข้าไปทันที แต่หมอหลวงรีบขวางไว้“ฝ่าบาท ตามธรรมเนียม...”เว่ยเซวียนเฉินตรัสหนักแน่น
เสียงถวายพระพรดังกึกก้องไปทั่วพระราชวัง เมื่อทั้งสองเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรง ขุนนางทุกคนพร้อมใจกันคุกเข่า เสนาบดีฝ่ายซ้ายก้าวออกมาอ่านพระราชโองการ“ด้วยพระราชดำริแห่งเว่ยอ๋อง เว่ยเซวียนเฉิน”“ฉีเยว่หนิง ผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์ เสียสละเพื่อประชาชน และปกป้ององค์อ๋องด้วยชีวิต”“สมควรได้รับการสถาปนาเป็นพระมเหสีแห่งแคว้นเว่ย”ทันทีที่พระราชโองการอ่านจบ เสียงถวายพระพรดังกึกก้องอีกครั้ง เว่ยเซวียนเฉินทรงรับมงกุฎหงส์ทองจากขันทีหลวง พระองค์เดินไปยืนตรงหน้าฉีเยว่หนิง“เยว่หนิง...ตั้งแต่วันนี้ ไม่มีผู้ใดพรากเจ้าไปจากข้าได้อีก”ฉีเยว่หนิงเงยหน้ามองพระองค์ ดวงตาคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสุข“หม่อมฉันก็จะอยู่เคียงข้างพระองค์ ตราบจนลมหายใจสุดท้าย”เว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ สวมมงกุฎลงบนพระเศียรของนางอย่างทะนุถนอม ในวินาทีนั้น เสียงแตรพิธีและกลองหลวงดังก้องทั่วพระนคร ประชาชนด้านนอกต่างเปล่งเสียงถวายพระพรพร้อมกัน“ทรงพระเจริญ ...ทรงพระเจริญ...ทรงพระเจริญ”
จางลี่เองก็หาได้พักผ่อนไม่ นางเป็นกังวลต่อการหลบหนีออกไปจากตำหนักร้อยไหมของหลินเจินในห้วงเวลาของความโกลาหล เฝ้าคอยมองว่านางกำนัลคนสนิทจะกลับเข้ามาเมื่อใดหลังทุกอย่างสงบลงแล้ว ปริวิตกว่านางจะได้พบราชองครักษ์เจียนเจ้าดังที่หวังหรือไม่เพราะจวบจนแสงโคมทองอาบไปทั่วบึงน้ำใหญ่รอบตำหนักก็ยังไม่เห็นเงาของหล
เมื่ออีกราตรีมาถึงพระธิดาจางลี่ก็เริ่มหัวใจไม่เป็นสุข หลังอาหารมื้อเย็นที่เหล่านางกำนัลและข้ารับใช้ของปาอ๋องแคว้นหลี่นำมาถวายจางลี่ทำตัวตามปกติแม้เห็นว่านางกำนัลคนสนิทมีท่าทีลุกลี้ลุกลนนางจึงเอ่ยถามเมื่ออยู่กันสองต่อสอง“หลินเจิน...เจ้าบอกข้าว่าคืนนี้จะออกไปหาราชองครักษ์เจ้า แล้วเจ้าจะออกไปจากตำหน
“นี่ท่านกักขังข้าเช่นนั้นหรือ แล้วหากข้าขัดคำสั่งของท่าน”“คนของเจ้าทั้งหมดจะต้องกลายเป็นอาหารของจระเข้ในบึงใต้ตำหนักร้อยไหมทันที หรือหากเจ้าอยากลองดีกับข้า จะลองดูสักหนก็ได้พระธิดาจางลี่!”“ท่านร้ายกาจนักองค์ชายหลี่เจี๋ย...อื๊อ!”เสียงของนางหายเข้าไปในปากหยักได้รูปขององค์ชายอีกหน หลี่เจี๋ยกดท้ายทอ
“รู้เพคะ”“แล้วใยเวลาพูดถึงไม่ยอมเงยหน้าสบตาข้า”น้ำเสียงแม้ทรงอำนาจหากก็เยียบเย็นบาดจิต จางลี่จึงต้องเงยหน้าขึ้น มือของนางยิ่งเย็นมากกว่าเก่า องค์ชายหลี่เจี๋ยผู้มีพระชนมายุมากกว่านางถึงหนึ่งรอบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า ชั่วแว่บหลี่เจี๋ยกลับรู้สึกว่าพระธิดาของฉีหวนกงซึ่งเป็นพระปิตุลานั้นมิได้เป็นอย่างท







