Masuk“ถ้าอรบอกว่า ยินดีแต่งงานกับพี่เมฆ เช่นนั้นแล้วพี่เมฆยังจะอยากแต่งงานกับอรอีกไหมคะ” อรรัมภาพูดชัดถ้อยชัดคำเสียงดังฟังชัด “ตั้งใจพูด ไม่ได้พูดเพราะเอาใจหรือรู้สึกผิดที่ทำให้พี่เมฆน้อยใจนะคะ แต่อรคิดมาดีแล้วว่า อรก็อยากจะอยู่กับพี่เมฆไปตลอดเช่นกัน แบบนี้แล้วจะรบกวนจัดงานแต่งงานให้อรได้ไหมคะ”
Lihat lebih banyakบ้านสิริวดี
อรรัมภากลับเข้าบ้านมาในตอนค่ เห็นไฟในห้องโถงเปิดสว่าง เมื่อก้าวเท้าเข้ามาก็เห็นพี่ชายนั่งยิ้มต้อนรับอย่างอารมณ์ดี อำพลเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศในวันนี้ แต่ท่าทางดูไม่อิดโรยอ่อนล้าเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับดูสดใสกระชุ่มกระชวยกว่าตอนไปด้วยซ้ำ
“พี่พลกลับมาตอนไหนคะ” อรรัมภาเอ่ยทักทายพี่ชายด้วยรอยยิ้ม
อำพลดึงตัวน้องสาวเข้ามากอดด้วยความคิดถึงครอบครัวสิริวดีเหลือกันแค่สองพี่น้องเท่านั้น หลังจากที่บิดาและมารดาล่วงลับจากไปก่อนวัยอันควร
มารดาของสองพี่น้องเสียชีวิตไปเมื่ออรรัมภาอายุเพียงสิบขวบ ต่อมาบิดาของทั้งคู่ก็ครองตัวเป็นโสดและดูแลบริษัทน้ำตาลไปพร้อมๆ กับลูกชายหญิงทั้งสอง
จนเมื่อห้าปีที่แล้ว บิดาล้มป่วยลงกะทันหันด้วยโรคเส้นเลือดสมองแตกและจากไปในที่สุด
อำพลซึ่งในขณะนั้นเรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศพอดี ต้องรีบกลับมาจัดการงานศพของบิดา และสืบทอดกิจการบริษัทน้ำตาลของครอบครัวต่อ พร้อมกับดูแลน้องสาวคนเดียวอย่างอรรัมภามาจนทุกวันนี้
“พี่เข้าบ้านมาเมื่อตอนเย็นนี่เอง อรไปไหนมาล่ะ” พี่ชายตอบพร้อมคลายอ้อมกอดให้น้องสาวนั่งลงข้างๆ
“ไปทำบุญกับนภัสมาค่ะ”
“แล้วไม่ชวนยัยนภัสมาบ้าน พี่ไม่ได้เจอนภัสมานานมากแล้ว” อำพลเอ็นดูเพื่อนรักของน้องสาวประดุจน้องแท้ๆ ของตนเองอีกคน
“ทำบุญกินข้าวแล้วก็แยกกันค่ะ นภัสมีธุระต่อ อรไปซื้อของในซุปเปอร์มาร์เกตนิดหน่อยแล้วถึงค่อยเข้าบ้านมา พี่พลกินข้าวหรือยังคะ”
“พี่เรียบร้อยมาจากสนามบินแล้ว พี่รออรเพราะมีเรื่องสำคัญอยากจะบอก” ท่าทีของอำพลเป็นงานเป็นการขึ้นมาเล็กน้อย อรรัมภาตั้งใจรอฟังว่าพี่ชายจะพูดอะไร
“จำเรื่องที่คุณพ่อเคยสั่งไว้ได้ไหม” พี่ชายเท้าความถึงเรื่องเก่าในอดีตที่สองพี่น้องไม่มีวันลืม
อรรัมภาสบตาพี่ชายแล้วพยักหน้า เรื่องสำคัญเช่นนี้คงไม่มีใครกล้าลืมแน่ โดยเฉพาะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวและตัวเธอเอง ยิ่งไม่เคยลืมเลยสักวินาที
“พี่คิดว่า เราพร้อมจะจัดการเรื่องนี้แล้ว น้องอรพร้อมไหม” อำพลถามความคิดเห็นน้องสาว
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจของครอบครัว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับน้องสาวคนเดียวโดยตรง และจะว่าไปนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้อำพลทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมด ตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ผู้บริหารบริษัท
ก็เพื่อวันนี้ …
วันที่จะปลดหนี้สินก้อนใหญ่ และคืนอิสรภาพในชีวิตให้อรรัมภา น้องสาวสุดที่รักของเขานั่นเอง
“อรพร้อมค่ะ พี่พลจะจัดการอย่างไรว่ามาเลย” อรรัมภาพยักหน้าเล็กน้อย รู้สึกตื่นเต้นกับข่าวดีที่ได้รับ
“เงินสิบล้านที่คุณพ่อยืมมาตอนขยายธุรกิจ หลายปีนี้พี่เอากำไรมาเก็บไว้ในบัญชี และเอาเงินไปต่อเงินให้มันพอกพูนขึ้น ตอนนี้พี่พร้อมจะคืนเงินก้อนนี้ให้คุณลุงสันต์แล้ว”
“ถ้าเอาเงินก้อนนี้ออกมา บริษัทจะไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องหรือคะ” อรรัมภาเกรงว่าบริษัทจะมีปัญหาเรื่องเงิน
“ไม่จ้ะ เพราะเงินก้อนนี้พี่เอามาเก็บไว้ต่างหาก เพื่อต้องการคืนเงินให้คุณลุงสันต์ตั้งแต่คุณพ่อยังไม่เสีย อรไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้บริษัทมีกำไรที่จะเลี้ยงตัวเองได้แล้ว” อำพลอธิบายให้น้องสาวสบายใจ
“ถ้างั้นก็ดีค่ะ คุณพ่อจะได้หมดห่วงเสียที”
“พี่ให้คนติดต่อคุณลุงสันต์ไปแล้ว แต่ว่า...”
“มีปัญหาอะไรหรือคะ” อรรัมภาถามด้วยความสงสัย
“เจ้าหนี้ของเราต้องการให้อรเป็นคนเอาไปคืนด้วยตัวเอง พี่เลยมาถามความสมัครใจก่อนว่า อรสะดวกจะเอาไปคืนเองไหม”
“ไม่มีปัญหาค่ะ เรื่องนี้อรจัดการเอง พี่พลไม่ต้องเป็นห่วง ว่าแต่ทางโน้นนัดที่ไหนเมื่อไรคะ”
“วันมะรืน ที่บ้านเก่าของคุณลุงสันต์ เดี๋ยวพี่ให้คนรถไปเป็นเพื่อนแล้วกัน”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ อรไปเองได้ อรจะได้จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ขอบคุณพี่พลมากนะคะ ถ้าคุณพ่อยังอยู่ท่านต้องดีใจมากที่มีเงินคืนเพื่อนเก่าอย่างคุณลุงสันต์แล้ว” อรรัมภาพนมมือไหว้พี่ชายด้วยความซาบซึ้ง
เงินสิบล้านไม่ใช่แค่หนี้สินที่ทำให้บิดากังวลจนวันสิ้นลมหายใจ แต่อรรัมภาเองก็ติดร่างแหกับเงินก้อนนี้ไปด้วย เมื่อเรื่องนี้กำลังจะจบสิ้นปัญหาของเธอที่คาราคาซังก็คงจะจบสิ้นด้วยเช่นกัน
ชีวิตใหม่ที่อรรัมภารอคอย กำลังจะเริ่มต้นแล้วในเร็วๆ นี้
เลี้ยวโค้งข้างหน้าก็จะถึงบ้านคุณลุงสันต์แล้ว หลังจากที่ตกลงกับอำพลเรียบร้อย อีกสามวันอรรัมภาก็มาที่นี่เพียงลำพังพร้อมเช็คเงินสดมูลค่าสิบล้าน เพื่อปลดเปลื้องภาระหนี้สินที่มีมายาวนานของครอบครัว
ครอบครัวของอรรัมภากับเจ้าหนี้มีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน คุณลุงสันต์และบิดาของเธอเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอกันมาตั้งแต่สมัยเด็ก
จนเมื่อโตขึ้นบิดาของอรรัมภาเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ได้โอกาสตั้งบริษัทน้ำตาล อันเป็นธุรกิจของครอบครัวมาจนถึงทุกวันนี้
ส่วนคุณลุงสันต์นั้นยังคงสร้างครอบครัวอยู่ที่บ้านเกิด ด้วยการทำไร่ทำสวน ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวมาแต่ก่อน อรรัมภาจำได้ว่าตอนเด็กๆ บิดาเคยพามาที่นี่หลายครั้ง และทุกครั้งที่มาคุณลุงสันต์จะให้ความเมตตาเอ็นดูเธอสองพี่น้องเสมอมา
แม้กระทั่งตอนที่บิดาคิดจะขยายกิจการบริษัทน้ำตาลให้เติบโตขึ้น แต่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน อรรัมภายังจำได้เลยว่าบิดากลัดกลุ้มและคิดหาทางออกอยู่นานเป็นเดือน
จนในที่สุดเมื่อคุณลุงสันต์รู้เรื่องทุกอย่างก็คลี่คลาย บริษัทน้ำตาลสิริวดีเติบโตได้จนทุกวันนี้ ผงาดขึ้นเป็นบริษัทส่งออกน้ำตาลอันดับหนึ่งของประเทศได้นั้น ก็เป็นเพราะเงินสิบล้านที่คุณลุงสันต์หยิบยื่นมาให้นั่นเอง แต่...
เมฆินทร์ช่างเป็นคนที่กดดันคนอื่นเก่งเสียจริง ขนาดไม่มีเสียงพูดสักคำ แต่ยังสามารถทำให้บรรยากาศรอบตัวอึดอัดได้ถึงเพียงนี้“ไม่ครับ แค่บอกว่าให้เอาของมาให้คุณอรเท่านั้น” ภานุบอกตามจริงความจริงแล้วต้องเรียกว่าอาสามาเองต่างหาก เมื่อเช้าภานุไปที่บ้านของอำพลแล้วรู้เรื่องทุกอย่าง ความห่วงใยและอยากดูให้แน่ใจว่าอรรัมภาอยู่ที่ไหนปลอดภัยดีหรือไม่ ทำให้เขาไม่ลังเลที่จะขอเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง“ขอบคุณมากนะนุ” หญิงสาวยิ้มให้จากใจจริงอีกครั้ง“ถ้าเสร็จธุระ ก็กลับไปได้แล้ว” เมฆินทร์เอ่ยเสียงเรียบอย่างชัดถ้อยชัดคำร่างสูงก้าวย่างเข้ามาอยู่ตรงกลางระหว่างอรรัมภาและภานุอย่างช้า พร้อมเอ่ยต่อว่า“ถ้าช้ากว่านี้ฝนอาจจะตก คุณจะกลับลำบาก” แม้น้ำเสียงจะดูอ่อนลง แต่คนฟังก็รู้ว่านี่คือการไล่อย่างมีมารยาท“นุรีบกลับเถอะ ไม่ชินทางด้วย เดี๋ยวจะถึงกรุงเทพฯช้า” อรรัมภาเป็นห่วงภานุกลัวว่าจะเดินทางลำบาก ตอนนี้มีเมฆฝนตั้งเค้ามาจริงๆ“งั้นผมไปก่อนนะคุณอร” ภานุทำได้แค่กล่าวลา และหันมาพยักหน้าเป็นเชิงทักทายเจ้าของบ้านที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหญิงสาว“อรไปส่งนะ” อรรัมภารีบก้าวตามไปทันทีเมฆินทร์ไม่เดินตามไปส่งแต่ยืนมองอยู่ห่างๆ พ
ดังนั้นเรื่องที่เมฆินทร์มอบหมายให้ทำจึงเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับอรรัมภาและทำได้โดยไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น อีกทั้งเธออยากทำให้ดีที่สุดเพื่อให้หมดภาระของคำว่า 'ชดใช้หนี้'“เอาล่ะ เปลี่ยนผ้าปูที่นอนแล้วกัน”งานแรกที่อรรัมภาจะทำวันนี้คือเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เมื่อคืนเพื่อหยุดยั้งความเอาแต่ใจของเขา เธอจึงเอาตัวเองเข้ามานอนบนเตียงนี้อย่างสบายอารมณ์ส่วนเขาเพราะไม่ทันตั้งตัวและดึกมาแล้วจึงไม่ได้เรียกนางแช่มให้เอากุญแจสำรองมาให้ ทำให้เมื่อเมฆินทร์ได้นอนดูดาวชมจันทร์อย่างสบายอารมณ์ตรงไหนไม่อาจรู้ได้“เห็นแก่ที่เมื่อคืนฉันนอนหรอกนะถึงเปลี่ยนให้ เดี๋ยวจะจำไม่ได้ว่านี่ที่นอนตัวเอง”อรรัมภาจัดการทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่ว แถมด้วยการเก็บผ้าขนหนูของเขาไปซักอีก แดดแรงแบบนี้รับรองว่าบ่ายก็เรียบร้อยแน่นอนนางแช่มยังไม่กลับมา อรรัมภาจัดการทุกอย่างลงเครื่องซักผ้ารอเวลาตากเท่านั้น เธอเห็นว่าไม่มีอะไรทำจึงหยิบไม้กวาดที่ข้างบ้านมาช่วยกวาดใบไม้ดอกไม้ ที่ร่วงหล่นที่พื้นเป็นการฆ่าเวลาอรรัมภาทำงานบ้านอย่างเพลิดเพลินและใช้เวลานี้สำรวจบริเวณรอบบ้านไปพร้อมๆ กัน ไม่รู้ว่าเมฆินทร์หรือนางแจ่มเป็นผู้ออกไอเดียการจัดแต่งต้นไม้
นาทีนี้ต่อให้อรรัมภาเป็นนางฟ้าลงมาจากสวรรค์ เขาก็พร้อมจะพิฆาตแม่นางฟ้าคนนี้ให้แหลกคามือได้“ก็คุณสั่งว่าจะกินกาแฟขนมปังไข่ดาวตอนเช้า ฉันก็ทำให้ตามที่คุณสั่งแล้วไงคะ”“แล้วทำไมเธอไม่กินเหมือนกัน” เขาพาลไปหมดทุกเรื่อง“ก็ฉันไม่ชอบ ฉันอยากกินข้าวต้มนี่คะ” หญิงสาวพูดหน้าตาเฉยตักข้าวต้มเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย“อยู่กันแค่สองคน ทำไมต้องเรื่องมากด้วย ต่อไปเธอจะทำอะไรก็ทำให้เหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเสียเวลา”“ไม่เสียเวลาเลยค่ะ อีกอย่างรสนิยมการกินการอยู่ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้นี่คะ”ยอกย้อน ได้ อยากทำมากนักใช่ไหมเดี๋ยวเขาจะให้ทำจนหนำใจแน่ …เมฆินทร์หยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาดื่มยังไม่ทันได้กลืนลงคอ เขาก็กระแทกถ้วยลงบนโต๊ะอาหารแล้วหันมาหาเรื่องอีกว่า“หวานแสบไส้ขนาดนี้ ใครจะกินลง” เมฆินทร์มองหน้าคนทำอย่างเอาเรื่อง“ฉันก็ใส่ตามสูตรที่คุณสั่งแล้วนะ” อรรัมภาแปลกใจรีบยกกาแฟแก้วเจ้าปัญหาไปดูว่ามีอะไรผิดปกติหวานแสบไส้บ้าอะไร!อรรัมภาจำได้ว่าตอนชงกาแฟก็ใส่ตามสูตรที่เขาบอกมาทุกอย่างไม่ผิดเพี้ยน แล้วเมื่อชิมก็พบว่ารสชาติไม่ได้แตกต่างอะไรเลย แบบนี้มันหาเรื่องกันชัดๆ“ต้องการกาแฟใหม่ไหมค
อรรัมภากำลังจะล้มตัวลงนอน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน หญิงสาวคว้านาฬิกาเรือนเล็กที่ถอดวางข้างเตียงมามอง เที่ยงคืนกว่าแล้ว ใครกันมาเคาะ ไม่รู้จักคำว่าเกรงใจกันบ้างหรือไร“มีอะไรคะ” อรรัมภาถามด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่ายเต็มทีเมื่อเห็นหน้าคนที่เคาะประตูห้องนอนใช่ใครเสียที่ไหน ก็คนห้องตรงข้ามนั่นไง ป่านนี้ยังจะมีเรื่องอะไรกับเธออีก ตั้งแต่หัวค่ำเขาก็เรียกร้องให้ทำโน่นทำนี่ไม่หยุดหย่อน ในขณะที่ตัวเองนั่งชี้นิ้วสั่งอย่างสบายใจเมฆินทร์เห็นเธอเป็นทาสในเรือนเบี้ยจริงๆ หรือไง ถึงได้ทำราวกับคนอื่นไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย“ฉันนอนไม่หลับ ออกมานั่งเป็นเพื่อนหน่อย” พูดจบเขาก็เดินนำไปก่อน ทิ้งให้อรรัมภายืนตาค้างด้วยความงุนงงนี่เขานอนไม่หลับก็เป็นหน้าที่ที่เธอต้องมาถ่างตาอยู่เป็นเพื่อนด้วยหรือ ...มันจะเกินไปหน่อยไหมพ่อคุณ ไม่รู้จักเวล่ำเวลากันเสียบ้างเลยอรรัมภาได้แค่คิดในใจเท่านั้น แล้วก็ต้องก้าวเท้าเดินตามไปเงียบๆ โดยไม่ปริปากถามหรือบ่นสักคำ รู้ดีว่าขืนพูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เผลอๆ เมฆินทร์จะหาเรื่องมากขึ้นไปอีกระเบียงไม้ด้านหน้าคือสถานที่ที่เมฆินทร์หยุดเดินแล้วเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า สีหน้าเขาดูผ่อนคลา





