LOGINจางลี่ค่อย ๆ ก้าวลงเบื้องล่าง นับเป็นการเหยียบพื้นแผ่นดินแคว้นหลู่ครั้งแรก หากทว่านางก็ต้องพบความประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามิได้มีเหล่าข้าราชบริพารมาต้อนรับอุนหนาฝาคั่งดั่งที่คิดหมาย มิมีเสียงแซ่ซ้องต่อการเดินทางมาของว่าที่องค์ชายาผู้เป็นถึงพระธิดาแห่งอ๋องผู้เป็นใหญ่จากแดนไกลอย่างแคว้นฉี หากมินับทหารและองครักษ์ยืนเวรยามหน้าประตูเมืองก็มีเพียงชายวัยกลางคนหนวดเคราขาวโพลนในชุดข้าราชการระดับสูงพร้อมด้วยนายทหารชั้นมหาดเล็กผู้ติดตามอีกสองสามคน และถัดไปเป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับนางในชุดงดงามบอกสถานะว่าควรเป็นนางในวังมากกว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไป สักครู่ชายวัยกลางคนผู้นั้นค้อมศีรษะลงคล้ายถวายคำนับพร้อมเอ่ยว่า
“ขอต้อนรับพระธิดาจางลี่ ข้านี้มีนามว่าวั่งซู เป็นพระอาจารย์ของหลู่อ๋อง และนี่คือฮุยอิน เป็นธิดาของข้าที่ได้รับพระบัญชาจากองค์ชายหลี่เจี๋ยให้มาคอยต้อนรับพระธิดาในวันนี้”
ทั้งวั่งซูและธิดาของเขาต่างถวายคำนับพร้อมกันอีกครั้ง จางลี่เห็นว่าฮุยอินนั้นน่าจะอายุพอ ๆ กันกับนาง เป็นหญิงสาวที่มีใบหน้างดงามแต่แววตาของนางเหมือนมีบางอย่างซ่อนอยู่ หากจางลี่ก็ไม่อยากคิดอะไรมากนักในเวลานี้
“แล้วตอนนี้องค์ชายหลี่เจี๋ยมิได้ประทับในพระราชวังดอกหรือ?”
เจียนเจ้า ราชองครักษ์ในวัยสี่สิบต้นผู้รับบัญชาจากฉีหวนกงให้ติดตามพระธิดามายังแคว้นหลู่เป็นผู้ถามขึ้นขณะหลินเจิน นางต้นห้องก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ วั่งซูปรายยิ้มอย่างเป็นมิตรและเอ่ยตอบว่า
“ขณะนี้หลู่อ๋องติดภารกิจออกว่าความเรื่องบ้านเมืองกับเหล่าเสนาบดีจึงมิได้ออกมาต้อนรับพระธิดาจางลี่ ข้าต้องขออภัยต่อพระธิดาด้วย”
“ข้านึกว่าการเดินทางไกลของว่าที่องค์ชายาจากแคว้นฉีจักได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริกจากเหล่าพสกนิกรและข้าราชบริพารขององค์ชายหลี่เจี๋ย”
“มิเป็นไรดอกท่านเจียนเจ้า”
จางลี่ปรามราชองครักษ์ที่เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ นางยิ้มตอบให้พระอาจารย์ของหลู่อ๋องแม้ใจเริ่มไม่สงบสุข
“องค์ชายคงติดภารกิจหนักหน่วงด้วยเป็นเรื่องบ้านเมือง ท่านเป็นพระอาจารย์ของพระองค์ออกมาต้อนรับข้าเช่นนี้ก็น่าดีใจมากแล้ว”
“ข้าต้องขออภัยต่อพระธิดาเป็นอย่างยิ่งที่หลู่อ๋องมิอาจมาต้อนรับพระชายาได้ด้วยตนเอง แต่ก็ได้ให้ข้ามาคอยดูแลองค์ชายา ข้าจักพาพระธิดาไปยังตำหนักร้อยไหมซึ่งเป็นตำหนักที่สวยงามมากอยู่ทางทิศตะวันออกของวังหลวง...อ้อ...เพียงพระธิดาจางลี่และนางกำนัลผู้ติดตามเท่านั้น”
วั่งซูหันไปบอกเจียนเจ้าและนายทหารอีกกว่าสิบนายพร้อมด้วยข้าราชบริพารอีกไม่กี่คน ราชองครักษ์ชะงักในทันใด วั่งซูยังยิ้มใจเย็น
“มิต้องกังวลไปดอกราชองครักษ์ จักมิมีภยันตรายใดต่อองค์ชายาของท่านอ๋อง ในเมื่อนางก็ได้มาอยู่บนผืนแผ่นดินหลู่ซึ่งนับได้ว่าเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับแคว้นฉีและในบัดนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นก็ยิ่งแนบแน่นมากขึ้นไปอีก นี่เป็นพระประสงค์ของหลู่อ๋องที่จะให้พระธิดาได้พักในตำหนักอันถือว่าวิจิตรงดงามยิ่ง พระองค์จะทรงมอบตำหนักร้อยไหมเป็นของขวัญอันล้ำค่าแก่องค์ชายา พระธิดาของฉีหวนกง พระปิตุลาขององค์ชายนั่นอย่างไร”
“แล้วเหล่าทหารกับข้าราชบริภารของพระธิดาเล่า พวกท่านจะให้เราอยู่ที่ใด” เจียนเจ้าถาม
“ข้าได้จัดที่พักไว้สำหรับพวกท่าน มิต้องเป็นกังวลอันใด แคว้นหลู่ยินดีต้อนรับคนจากแคว้นฉีเสมอ”
ราชองค์รักษ์จำต้องทำตามที่วั่งซูบอก ปล่อยให้คนขององค์ชายหลี่เจี๋ยนำพระธิดาจางลี่และนางกำนัลคนสนิทขึ้นเกี้ยวที่ได้เตรียมไว้ไปยังตำหนักร้อยไหมซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของวังหลวง ขณะนั้นหลินเจินซึ่งเดินตามขบวนไปไม่ห่างก็ให้เกิดความพะวักพะวงอย่างประหลาด ทุกอย่างดูไม่เหมาะเจาะแม้แต่น้อย
องค์ชายหลี่เจี๋ยรู้ว่าวันนี้องค์ชายาจะเดินทางมาถึงแต่กลับไม่ออกมาต้อนรับอ้างว่ามีภารกิจสำคัญทั้งที่เรื่องนี้ควรสำคัญกว่าเรื่องทั้งปวง แม้จางลี่จะเป็นธิดาของสนมปลายแถวแต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระธิดาของฉีหวนกง ผู้ปกครองแคว้นฉีที่ใครต่างยำเกรง หากแต่นางก็พยายามสงบปากคำเอาไว้กระทั่งไปถึงวังน้ำขนาดใหญ่กว้างขวางสุดลูกตา มีสะพานทอดยาวไปยังตำหนักหินอ่อนอาบแสงแดดเป็นประกายระยับตรงกลางวังน้ำ เพียงวั่งซูและบุตรสาวเดินนำพระธิดาจางลี่และหลินเจินกระทั่งไปถึงตำหนัก หลินเจินถึงกับอ้าปากค้าง
“โอ...ท่านหญิง...ที่นี่ช่างงดงามยิ่งนัก ข้ามิเคยเห็นตำหนักใดงดงามเช่นที่นี้มาก่อน”
“ข้าดีใจที่พวกท่านคิดเช่นนั้น”
พระองค์ไอเบา ๆ หลายครั้ง ฉีจื่อหยวนรีบประคองพระวรกาย แต่ฉีหวนกงส่ายพระพักตร์“เรายังมีเรื่องสุดท้าย” พระองค์มองเว่ยเซวียนเฉิน “เจ้าคือผู้ปกครองที่ดี อย่าเดินซ้ำรอยของเรา”เว่ยเซวียนเฉินค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม “กระหม่อมจะจดจำไว้”ฉีหวนกงหันกลับมาหาฉีเยว่หนิง พระองค์กุมมือของนาง ก่อนค่อย ๆ วางลงบนพระหัตถ์ของเว่ยเซวียนเฉิน“ต่อจากนี้ แผ่นดินฉีกับแผ่นดินเว่ย อย่าให้ต้องมีสงครามเพราะความทะเยอทะยานอีก”พระสุรเสียงเริ่มแผ่วลง“เยว่หนิง...พ่อฝากเจ้า ช่วยดูแลสายสัมพันธ์ของสองแคว้น ให้ลูกหลานของเรา เติบโตในยุคที่ไม่มีเสียงศึก”ฉีเยว่หนิงน้ำตาไหลอาบแก้ม นางพยักหน้าทั้งที่สะอื้นจนพูดแทบไม่ออก“ลูกสัญญาเพคะ ลูกจะทำให้ได้”เว่ยเซวียนเฉินกุมมือของทั้งสองไว้พร้อมกัน“ข้าก็ให้สัญญาเช่นกัน ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิต เว่ยกับฉีจะเป็นพันธมิตร ไม่ใช่ศัตรู”ฉีหวนกงยิ้มอย่างโล่งพระทัย เป็นรอยยิ้มที่สงบที่สุดนับตั้งแต่ฉีเยว่หนิงจำความได้ ยามอาทิตย์ลับขอบฟ
กลับบ้านขบวนเสด็จของแคว้นเว่ยเดินทางข้ามชายแดนเข้าสู่แคว้นฉีในเช้าวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ธงมังกรแห่งเว่ยและธงประจำราชวงศ์ฉีโบกสะบัดเคียงกันตลอดเส้นทาง ทหารทั้งสองฝ่ายต่างลดอาวุธลงเพื่อแสดงไมตรี ภาพที่ครั้งหนึ่งไม่เคยมีผู้ใดคาดคิด บัดนี้เกิดขึ้นจริงต่อหน้าผู้คนทั้งสองแผ่นดินฉีเยว่หนิงเปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อย ดวงตาของนางทอดมองภูเขา แม่น้ำ และทุ่งกว้างที่คุ้นตา ทุกภาพล้วนเป็นความทรงจำในวัยเยาว์ สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กหญิงผู้วิ่งเล่นอยู่ในพระราชอุทยาน ก่อนจะเติบโตขึ้นมาเป็นองค์หญิงที่ถูกส่งไปแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง นางถอนหายใจแผ่วเบา เว่ยเซวียนเฉินที่ประทับอยู่ข้างกันเอื้อมพระหัตถ์มากุมมือของนาง“กำลังคิดอะไรอยู่”ฉีเยว่หนิงยิ้มบาง “หม่อมฉันเคยคิดว่าจะไม่มีวันได้กลับมาที่นี่อีก”เว่ยเซวียนเฉินบีบพระหัตถ์ของนางเบา ๆ“ครั้งนี้เจ้าไม่ได้กลับมาในฐานะคนที่ถูกทอดทิ้ง แต่กลับมาในฐานะพระมเหสีแห่งเว่ย และภรรยาของข้า”ฉีเยว่หนิงหันมายิ้มให้พระองค์&ld
หยาดน้ำตาค่อย ๆ เอ่อขึ้นในดวงตาของฉีเยว่หนิง เว่ยเซวียนเฉินไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงจับมือของนางไว้เบา ๆ นางอ่านต่อ“หลังเจ้าจากมา พี่จึงเริ่มสืบเรื่องทั้งหมดด้วยตนเอง พี่พบว่า เจ้าถูกใช้เป็นหมากมาตั้งแต่ยังเด็ก เจ้าถูกส่งไปแคว้นเว่ย ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเผชิญอันตราย แต่เจ้ากลับไม่เคยคิดทรยศต่อผู้ใด เจ้าปกป้องทั้งศักดิ์ศรีของราชวงศ์ฉี และประชาชนของแคว้นเว่ย”ตัวอักษรเริ่มพร่าเลือนเพราะหยดน้ำตาที่ตกลงบนแผ่นกระดาษ หลิงเอ๋อร์ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลเองก็แอบเช็ดน้ำตา ฉีเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก ก่อนอ่านต่อ“บิดาของเราประชวรหนัก หลังสงคราม พระองค์เปลี่ยนไปมาก หลายครั้งทรงนั่งมองตำหนักของเจ้าโดยไม่ตรัสสิ่งใด แม้ไม่เคยเอ่ยคำว่าคิดถึง แต่พี่รู้ว่าพระองค์เสียใจ หากยังเหลือเยื่อใยในฐานะพี่น้อง พี่อยากขอให้เจ้ากลับมาเยือนแคว้นฉีสักครั้ง ไม่ใช่ในฐานะองค์หญิงผู้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ในฐานะน้องสาวของพี่”ฉีเยว่หนิงค่อย ๆ พับจดหมายลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน เว่ยเซวียนเฉินยกมือเช็ดน้ำตาให้นางอย่างอ่อนโยน“เจ้ายังโกรธเขาอยู่หรือไม่”
เว่ยเซวียนเฉินยิ้มอย่างอบอุ่น“แรงไม่น้อยเลย อีกไม่กี่ปีก็คงวิ่งทั่วพระราชวัง”ฉีเยว่หนิงมองภาพตรงหน้าด้วยความสุข นางไม่เคยคิดเลยว่า ชีวิตซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นเจ้าหญิงที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จะลงเอยด้วยครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้ ขณะนั้น หานเฟิงเดินเข้ามาคำนับ“ฝ่าบาท...ทุกอย่างพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เว่ยเซวียนเฉินพยักหน้า “เริ่มพิธีได้”ฉีเยว่หนิงอุ้มพระโอรสลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง เว่ยเซวียนเฉินรีบประคองนางทันที“บาดแผลหายดีแล้วก็จริง แต่เจ้าก็ยังต้องระวัง”นางยิ้มอย่างเอ็นดู “พระองค์ยังเป็นห่วงหม่อมฉันเหมือนเดิม”“ตลอดชีวิต”พระองค์ตอบโดยไม่ลังเล ไม่นาน ขบวนเสด็จก็มาถึงท้องพระโรง ขุนนางทุกคนแต่งกายเต็มยศยืนเรียงแถวอย่างพร้อมเพรียง เสียงแตรหลวงและกลองมงคลดังก้องไปทั่วพระราชวัง ขันทีหลวงประกาศเสียงดัง“ฝ่าบาทเสด็จ”ทุกคนพร้อมใจกันถวายบังคม เว่ยเซวียนเฉินประทับเหนือบัลลังก์มังกร ส่วนฉีเยว่หนิงประทับเคียงข้างในฐานะพระมเหส
คืนหนึ่ง ขณะที่สายฝนอ่อน ๆ โปรยลงเหนือพระราชวัง ฉีเยว่หนิงกำลังอ่านหนังสืออยู่บนตั่งไม้ จู่ ๆ นางก็หยุดชะงัก มือค่อย ๆ วางลงบนหน้าท้อง หลิงเอ๋อรีบเดินเข้ามา“พระมเหสี เป็นอะไรหรือเพคะ”ฉีเยว่หนิงสูดลมหายใจลึก “เหมือนลูกจะดิ้นแรงกว่าปกติ”ยังไม่ทันพูดจบ ความปวดก็แล่นผ่านร่างอีกระลอก นางกำชายผ้าปูตั่งแน่น หลิงเอ๋อร์ตกใจจนหน้าซีด“รีบไปตามหมอหลวง”เสียงฝีเท้าดังวุ่นวายไปทั่วตำหนัก หมอหลวงรีบเข้ามาตรวจอาการ ก่อนคุกเข่ารายงาน“พระมเหสีเริ่มเจ็บพระครรภ์แล้วพ่ะย่ะค่ะ”ในเวลาเดียวกัน เว่ยเซวียนเฉินกำลังประชุมกับเสนาบดี เมื่อหานเฟิงรีบวิ่งเข้ามากระซิบ พระองค์ก็ลุกขึ้นทันทีโดยไม่รอให้การประชุมสิ้นสุด“เลื่อนการประชุมทั้งหมด ข้าจะไปตำหนักหงส์”เหล่าขุนนางต่างยิ้มด้วยความเข้าใจ เมื่อพระองค์มาถึงหน้าตำหนัก เสียงของนางผดุงครรภ์ดังลอดออกมาจากด้านใน เว่ยเซวียนเฉินก้าวเข้าไปทันที แต่หมอหลวงรีบขวางไว้“ฝ่าบาท ตามธรรมเนียม...”เว่ยเซวียนเฉินตรัสหนักแน่น
เสียงถวายพระพรดังกึกก้องไปทั่วพระราชวัง เมื่อทั้งสองเสด็จเข้าสู่ท้องพระโรง ขุนนางทุกคนพร้อมใจกันคุกเข่า เสนาบดีฝ่ายซ้ายก้าวออกมาอ่านพระราชโองการ“ด้วยพระราชดำริแห่งเว่ยอ๋อง เว่ยเซวียนเฉิน”“ฉีเยว่หนิง ผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ซื่อสัตย์ต่อราชวงศ์ เสียสละเพื่อประชาชน และปกป้ององค์อ๋องด้วยชีวิต”“สมควรได้รับการสถาปนาเป็นพระมเหสีแห่งแคว้นเว่ย”ทันทีที่พระราชโองการอ่านจบ เสียงถวายพระพรดังกึกก้องอีกครั้ง เว่ยเซวียนเฉินทรงรับมงกุฎหงส์ทองจากขันทีหลวง พระองค์เดินไปยืนตรงหน้าฉีเยว่หนิง“เยว่หนิง...ตั้งแต่วันนี้ ไม่มีผู้ใดพรากเจ้าไปจากข้าได้อีก”ฉีเยว่หนิงเงยหน้ามองพระองค์ ดวงตาคลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสุข“หม่อมฉันก็จะอยู่เคียงข้างพระองค์ ตราบจนลมหายใจสุดท้าย”เว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ สวมมงกุฎลงบนพระเศียรของนางอย่างทะนุถนอม ในวินาทีนั้น เสียงแตรพิธีและกลองหลวงดังก้องทั่วพระนคร ประชาชนด้านนอกต่างเปล่งเสียงถวายพระพรพร้อมกัน“ทรงพระเจริญ ...ทรงพระเจริญ...ทรงพระเจริญ”
“รู้เพคะ”“แล้วใยเวลาพูดถึงไม่ยอมเงยหน้าสบตาข้า”น้ำเสียงแม้ทรงอำนาจหากก็เยียบเย็นบาดจิต จางลี่จึงต้องเงยหน้าขึ้น มือของนางยิ่งเย็นมากกว่าเก่า องค์ชายหลี่เจี๋ยผู้มีพระชนมายุมากกว่านางถึงหนึ่งรอบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า ชั่วแว่บหลี่เจี๋ยกลับรู้สึกว่าพระธิดาของฉีหวนกงซึ่งเป็นพระปิตุลานั้นมิได้เป็นอย่างท
“ทั้งที่อ๋องแคว้นฉีสั่งฆ่าพี่ชายตัวเองกระนั้นหรือ”“นั่นนับเป็นโอกาสอันดี อย่าลืมว่าความแค้นนั้นเป็นของหวาน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วองค์ชายย่อมเก็บความเดือดแค้นไว้ รอวันสะสาง และเมื่อฉีหวนกงเสนอยกธิดาให้เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเจ้าคิดหรือว่ามันจะช่วยผ่อนเบาสิ่งที่เคยทำไว้กับหลานตัวเองได้ องค์ชาย
ฮุยอินเป็นผู้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางนั้นระรื่นหูและก้องกังวานใสดุจระฆังหากสายตากลับคมวาววับยามจับจ้องไปยังพระธิดาโฉมงามผู้มาเป็นองค์ชายาปาอ๋องแห่งแคว้นหลู่ จางลี่มัวแต่มองไปรอบ ๆ ตำหนักใหญ่โตกว้างขวางและโดดเด่นด้วยการตกแต่งอันวิจิตร วั่งซูยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดิม“พระธิดา...ตำหนักนี้ต่อไปข้างห
“หลินเจิน...เจ้าคิดว่าข้าใจเร็วไปหรือไม่เล่า?”คำถามถูกตั้งขึ้นโดยหญิงสาวเรือนร่างบอบบางในชุดเสื้อคลุมผ้าไหมบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ว่ามิใช่ปุถุชนธรรมดาทั่วไปขณะนั่งในรถม้าและมีหญิงสาวอีกนางนั่งอยู่เคียงข้างแต่การแต่งกายนั้นบอกสถานะต่ำกว่า หลินเจินเลื่อนผ้าม่านในรถเทียมม้าเพื่อมองภาพเบื้องน







