Home / รักโบราณ / ชายาอสรพิษ / บุรุษปริศนา 2

Share

บุรุษปริศนา 2

last update publish date: 2024-12-25 19:20:46

เช้าตรู่วันถัดมา หลี่หลิงเฟิ่งมาถึงป่าอัศดงก่อนเวลาหนึ่งชั่วยาม ตั้งแต่นางค้นพบสมุนไพรล้ำค่าในป่าลึก กิจวัตรประจำวันของพวกนางจึงได้เพิ่มการหาสมุนไพรในป่าแห่งนี้ไปขาย โดยปกติแล้วนางมักจะพาเสี่ยวเซียงมาด้วย เพื่อฝึกให้สาวใช้ได้ปรับตัวและคุ้นชินกับการเอาชีวิตรอดต่ออันตรายเล็กๆ น้อยๆ

แรกเริ่มเสี่ยวเซียงก็หวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ก็ไม่อยากให้เจ้านายเข้ามาตามลำพัง อย่างไรก็ตามความเป็นความตายของนางก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตของหลี่หลิงเฟิ่ง จึงได้ทำใจกล้าไปกับหลี่หลิงเฟิ่งทุกครั้ง นานวันเข้าจากคนที่รู้สึกหวาดกลัวกลับกลายเป็นรอคอยที่จะผจญภัยกับบทเรียนใหม่ๆ ทุกวัน การเปลี่ยนแปลงของสาวใช้ตัวน้อยนางนี้ทำเอาหลี่หลิงเฟิ่งพึงพอใจอย่างมาก

เพราะมีเวลาจำกัด ไหนจะเรื่องที่ต้องแอบหลบสายตาสอดส่องจากอาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญพวกนั้น วันเวลาที่นางสามารถกอบโกยสมุนไพรก็น้อยลงไปทุกที

วันนี้จึงแตกต่างออกไปเล็กน้อย นางละทิ้งการฝึกฝนเสี่ยวเซียง เลือกพาเสี่ยวเฉินติดตามมาแทน นอกจากจะทำให้นางกังวลเรื่องความปลอดภัยน้อยลง ก็ยังสามารถหาสมุนไพรได้มากกว่าทุกวัน ความรู้ตลอดหลายเดือนที่นางพร่ำสอนก็ไม่ได้เสียเปล่าแต่อย่างใด

ตั้งแต่นางตัดสินใจพาทั้งสองเข้ามาในป่าอัศดงอีกครั้ง เรื่องที่นางฝึกพลังยุทธ์จึงไม่จำเป็นต้องปิดความลับอีกต่อไป อีกอย่างนางก็ไม่คิดที่จะปิดบังสองคนนี้อยู่แล้ว

“พวกเราเดินลึกเข้าไปอีกหน่อย” หลี่หลิงเฟิ่งมองไปรอบๆ พลันถอนหายใจ ละแวกนี้พวกนางเข้ามาเก็บหมดแล้ว จะเหลือก็แต่สมุนไพรที่พบเห็นได้ทั่วไป ไม่มีค่าอะไรมากมาย

เส้นทางในช่วงแรกๆ ยังมีเส้นทางให้เดินสายเล็กๆ ที่พวกนางเคยทำไว้ แต่หลังจากนี้นางเจอแต่ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้า บางครั้งก็มีพุ่มหญ้ารุงรังมีหนามแหลมพันแข้งพันขา ได้แต่อาศัยมีดสั้นช่วยกันถางออก

สิ่งเดียวที่ทำให้นางหงุดหงิดก็คือ ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ก็ยังไม่มีสมุนไพรล้ำค่าสักต้นโผล่มา อย่างนี้ไม่เท่ากับเหนื่อยเปล่าหรอกหรือ

“พักที่นี่ก่อนครึ่งเค่อก็แล้วกัน” หลี่หลิงเฟิ่งพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ หลังจากออกคำสั่งนางก็ไม่สนใจอีกต่อไป เมื่อมีเสี่ยวเฉินอยู่ด้วยนางก็คลายความระแวดระวังไปมาก ด้วยความที่นางตื่นเช้าเกินไปจึงทำให้รู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้างเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงเอนกายลงพิงต้นไม้ใหญ่และปิดตาลงเพื่อพักผ่อน

“เสี่ยวเซียงกลัวว่าคุณหนูจะหิวระหว่างทาง จึงได้เตรียมหมั่นโถวมาให้ คุณหนูกินรองท้องไปก่อนนะขอรับ” เสี่ยวเฉินเห็นว่าหลี่หลิงเฟิ่งไม่คิดจะเดินต่อ จึงนั่งลงข้างๆ หยิบหมั่นโถวที่อยู่ในตะกร้าลูกหนึ่งส่งไปให้หลี่หลิงเฟิ่ง อีกลูกส่งเข้าปากตัวเอง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหิวหรืออะไรกัน เขารู้สึกว่าอาหารที่เสี่ยวเซียงทำวันนี้ดูเหมือนจะอร่อยเป็นพิเศษ

“เจ้ากินเถอะ ข้ายังไม่หิว ข้าจะพักสายตาสักครู่หนึ่ง” หลี่หลิงเฟิ่งพูดขณะที่ยังหลับตาอยู่ แม้ว่านางจะบอกให้เขากิน แต่เสี่ยวเฉินก็เลือกที่จะเก็บหมั่นโถวไว้ตามเดิม สายตามองไปรอบด้านคอยสอดส่องระวังภัย

แม้ว่าภายนอกหลี่หลิงเฟิ่งจะเหมือนคนที่พักผ่อนจริงๆ ทว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบด้านก็ไม่อาจเล็ดลอดจากการรับรู้ของนางไปได้ ที่นางกล้าเข้าป่าแห่งนี้บ่อยครั้ง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพลังจิตของนางที่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ๆ นางได้ ถึงแม้ว่าจะน้อยนิด แต่หากมีอันตรายใกล้เข้ามา ก็เพียงพอให้พวกนางหลบหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย

มุมปากของหญิงสาวยกยิ้มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว นางคิดไม่ผิดจริงๆ ที่วันนั้นตัดสินใจรับเสี่ยวเฉินมา คนผู้นี้มีความกตัญญูรู้คุณ เมื่อคิดว่านางเป็นผู้มีพระคุณ เขาก็จะตอบแทนด้วยความจงรักภักดี เมื่อวางใจลงได้แล้ว นางก็ทุ่มเทสมาธิทั้งหมดทั้งมวลเข้าสู่การสำรวจพื้นที่ห่างไกลออกไป

ในตอนที่นางกำลังหว่านพลังจิตออกไปรอบๆ นั้น จู่ๆ นางก็สัมผัสถึงความเย็นสบายและความหอมละมุนสายหนึ่งลอยเข้าไป กลิ่นหอมจางๆ ไม่ไกลจากที่นางพักอยู่เท่าไหร่

หลี่หลิงเฟิ่งถ่ายทอดพลังจิตออกไปมากกว่าเดิม สุดท้ายก็ส่ายหัว นางยิ้มอย่างละเหี่ยใจ ไกลเกินไป ด้วยพลังของข้าตอนนี้ยังไม่เพียงพอ คงต้องไปดูเองแล้วล่ะ!

หลี่หลิงเฟิ่งเปิดเปลือกตาขึ้นมาช้าๆ มือล้วงหยิบสมุนไพรสองต้นออกมา ต้นหนึ่งยื่นให้เสี่ยวเฉิน อีกต้นส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวกลืนลงท้อง

“กินมันซะ เราจะเดินไปข้างหน้าอีกหน่อย ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ไกลจากตรงนี้ อาจจะเป็นสมุนไพรหายากก็ได้ แต่ข้ายังไม่เคยเดินเข้าไปลึกขนาดนี้มาก่อน หญ้าต้นนี้จะช่วยต้านพิษให้เจ้าได้ระดับหนึ่ง”

“ขอรับ” แม้ภายในใจจะยังรู้สึกกลัวเส้นทางต่อจากนี้ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าคุณหนูจะเอาตัวรอดไปได้ คุณหนูไม่เคยทำในสิ่งที่เกินตัว คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองก่อนเสมอ

“ไปกันเถอะ”

ตูม!

ทันทีที่นางเดินไปได้ไม่กี่ก้าว พลันมีเสียงกึกก้องสนั่นฟ้ามาแต่ไกล พื้นดินสะเทือนเลื่อนลั่น หลี่หลิงเฟิ่งเพ่งมองไปยังลำแสงที่พุ่งวาบอยู่เบื้องหน้าไม่ไกลจากจุดที่พวกนางยืนอยู่

“ยอดฝีมือ ผู้ฝึกยุทธ์ เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นพิภพ!” เสี่ยวเฉินที่ยืนอยู่ด้านหลังอุทานออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ขาทั้งสองข้างสั่นด้วยความหวาดกลัว

นี่...ยอดฝีมือระดับนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร พวกเขาช่างโชคร้ายเกินไปแล้ว เสี่ยวเฉินอยากร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา

“นี่...คุณหนูหนีเร็ว!” ด้วยกลัวว่าหากถูกพบเข้าจะโดนลูกหลงไปด้วย เสี่ยวเฉินร้องออกมาอย่างตื่นตระหนกพลางดึงแขนเสื้อของหลี่หลิงเฟิ่งให้ถอยออกมา

หากแต่หญิงสาวไม่ได้ใส่ใจแม้แต่นิด สายตาของนางยังคงเพ่งมองไปยังการต่อสู้อันดุเดือดเบื้องหน้า ภาพที่นางเห็นเป็นเพียงแสงดาวตกที่กระทบกันเหนือน้ำ แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร น้ำในสระสาดกระจายไปทั่ว อันที่จริงพวกนางไม่ได้อยู่ใกล้มากนัก แต่ด้วยพลังที่ทรงอานุภาพเกินไปทำให้พวกนางเห็นมันจากที่ไกลๆ อย่างชัดเจน

หลี่หลิงเฟิ่งลอบอุทานในใจ เร็วเกินไป นางมองไม่ทันเลยสักนิด

คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน เม้มริมฝีปากแน่นก่อนเอ่ยออกมา “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนพวกนั้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นพิภพ”

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่ได้ยินมาว่าเวลาผู้ฝึกยุทธ์ขั้นพิภพเวลาต่อสู้กันพื้นดินจะสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น คุณหนูอย่าสนใจเลย พวกเรารีบไปกันเถอะ ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ยิ่งเป็นอันตรายนะขอรับ” น้ำเสียงเสี่ยวเฉินยิ่งพูดยิ่งร้อนรน ร่างกายกระสับกระส่ายไปมาไม่หยุด

“ใครบอกว่าพวกเราต้องสู้กันเล่า พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อมาเก็บสมุนไพร ไม่ได้รนหาที่ตายสักหน่อย” หลี่หลิงเฟิ่งหันหลังเดินไปแอบข้างหลังต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ ต้นหนึ่ง สายตาจับจ้องไปยังการต่อสู้ที่ไม่รู้จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ นางไม่ได้โง่สักหน่อย สู้ได้ก็สู้ สู้ไม่ได้ก็ไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปแส่หาเรื่องอยู่แล้ว

“ตั้งแต่เกิดมา ข้ายังไม่เคยเห็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นพิภพปะทะกันเลยนะ เสี่ยวเฉินตั้งใจดูให้ดี ไม่แน่วันหน้าอาจเป็นประโยชน์กับตัวเจ้าเองก็ได้” สายตาเจ้าเล่ห์ของนางกลิ้งกลอกไปมาอย่างซุกซน ในขณะที่บ่าวรับใช้ที่แอบอยู่ด้านข้างได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ

“ขอรับคุณหนู” แต่กระนั้นก็ยังเชื่อฟังหลี่หลิงเฟิ่งอย่างไร้ข้อแม้ สายตาจับจ้องเหตุการณ์ข้างหน้าไม่กะพริบ

“เจ้าว่าฝ่ายไหนจะชนะ” ตอนนี้นางพอแยกออกได้บ้างแล้ว มียอดฝีมือสามคนกำลังปะทะกันอยู่ จากที่นางเพ่งมองเหมือนว่าจะสองรุมหนึ่ง แล้วดูท่าการต่อสู้ครั้งนี้คงจะจบลงเร็วๆ นี้แล้ว

“เดรัจฉาน ข้าจะดูซิว่าเจ้าจะหนีไปไหนได้อีก” น้ำเสียงอันทรงพลังดังขึ้น เท้าเหยียบลงบนอกของบุรุษชุดดำขลิบทองที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นข้างสระน้ำ

“จะฆ่าก็ฆ่า พูดมากอยู่ได้” บุรุษที่นอนอาการร่อแร่พูดออกมาอย่างไร้อารมณ์ หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วมองดูชายปริศนาอย่างสนใจ เอ้อ เพราะปากอย่างนี้ มิน่าจึงถูกศัตรูไล่ล่าสังหาร

“หึ จะตายแล้วยังปากดี เอาอย่างนี้ดีมั้ย ถ้าเจ้าขอร้อง ข้าจะให้เจ้าตายโดยไม่ต้องทรมาน” ชายที่ชุดดำที่ยืนอยู่ด้านข้างแสยะยิ้มมุมปาก ก้มตัวลงไปบีบคางอีกฝ่ายแน่น ก่อนจะสลัดมือออกอย่างรุนแรง จนทำให้ใบหน้าที่บอบช้ำของบุรุษผู้นั้นหันมาทางพวกนาง สายตาสองคู่เผลอสบประสานกัน

หลี่หลิงเฟิ่งพลันตื่นตกใจ สันหลังเย็นวาบ นี่นางถูกพบเข้าแล้วหรือ ไม่น่าจะใช่ ด้วยระยะที่ไกลกันพอสมควร ไม่มีทางที่ชายผู้นั้นจะเห็นนาง

“ก่อนตาย ข้าเพียงอยากรู้ ใครส่งพวกเจ้ามา” ชายหนุ่มกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง หันหน้ากลับไปมองศัตรูที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาสาดประกายสังหารแวบหนึ่งออกมา ก่อนจะกลบมันลงด้วยความไร้อารมณ์เช่นเดิม

“อยากรู้หรือ ไปถามเอาจากยมโลกก็แล้วกัน” น้ำเสียงเย็นเยียบของชายชุดดำที่เท้ากดหน้าอกอยู่ดังขึ้นอีกครั้ง โซ่ตรวนเส้นหนึ่งที่อยู่ในมือพันรอบคอของเหยื่อ

“เอาเถอะ ถึงพวกเจ้าไม่บอก ข้าก็พอจะรู้ว่าใคร” อยู่ๆ มุมปากของชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังจะตายผู้นั้นก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายชุดดำทั้งสองที่เมื่อครู่ยังกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจพลันหน้าเปลี่ยนสี

“แต่ว่า...พวกเจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าฆ่าข้าแล้ว พวกเจ้าจะรอดไปได้” ตาทั้งสองข้างหลับพริ้มเตรียมรับชะตากรรม ช่างแตกต่างจากปากที่เอ่ยออกมาเมื่อครู่ยิ่งนัก

มุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุก ใจสังหรณ์ถึงลางร้ายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ มือหนึ่งฉุดกระชากข้อมือเสี่ยวเฉิน หันหลังค่อยๆ ย่องออกไปจากตรงนี้

“เฮอะ เจ้าจะรู้หรือไม่แล้วอย่างไร ไหนๆ ก็จะตายอยู่แล้ว เจ้ายังจะมาเล่นลิ้นอะไรอีก คิดว่าพูดอย่างนี้แล้วพวกข้าจะปล่อยให้เจ้ารอดไปได้งั้นรึ” ชายเจ้าของเสียงอันทรงพลังน่าสยดสยองนั่นดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด โซ่ในมือที่รัดคนบนพื้นอยู่ยิ่งรัดแน่นขึ้น เห็นได้ชัดว่าหมดความอดทนที่จะเสวนาต่อไปแล้ว

แต่ชายที่นอนอยู่เบื้องหน้าหาได้สะทกสะท้านไม่ ซ้ำยังเอ่ยต่อ “พวกเจ้าโง่หรือเป็นยอดฝีมือจอมปลอมกันแน่ ถึงไม่รู้ว่ามีคนอื่นอยู่ในนี้อีก” กล่าวจบชายหนุ่มก็หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างเย้ยหยัน มองขึ้นไปตรงหน้าอย่างดูแคลน

เวรเอ๊ย ไอ้คนน่าตายผู้นี้ จะตายอยู่แล้วยังจะลากพวกนางลงนรกไปด้วยอีก อยากตายก็ไปตายคนเดียวสิ บัดซบ!

“เสี่ยวเฉิน วิ่ง!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชายาอสรพิษ   กาลเวลา

    ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน

  • ชายาอสรพิษ   สิ้นแล้วค่ายโจร

    ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา

  • ชายาอสรพิษ   เริ่มบุก

    ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง

  • ชายาอสรพิษ   วิชาเนตรลักษณ์

    หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ

  • ชายาอสรพิษ   รู้จักใช้อาคม

    หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ

  • ชายาอสรพิษ   จัดเปลี่ยนของวิถียุทธ์

    กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง

  • ชายาอสรพิษ   ช้าไปแล้ว 1

    หลี่หลิงเฟิ่งวิ่งมาถึงทางแยกสี่สาย ยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก็ยังไม่สามารถตัดสินใจเลือกเดินต่อทางไหนได้ เวลาไม่คอยท่า ช้าลงอีกนิดหมายถึงชีวิตของนางสั้นลงทุกขณะ หากแต่นางไม่อยากวกกลับไปที่เดิมอีกแล้ว นางต้องหาพวกหลี่เจี้ยนให้พบโดยเร็ว จากนั้นทำลายเหมืองแห่งนี้ทิ้งเสีย อย่างไรเสีย ก็ไม่มีทางรักษาไว้ได้อยู่

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • ชายาอสรพิษ   เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

    ความเปียกชื้นปนความสากเหมือนโดนกระดาษทรายถูบนใบหน้าปลุกหลี่หลิงเฟิ่งที่กำลังนอนหลับใหลตื่นขึ้นมา ดวงตาเรียวสวยลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า กะพริบตาถี่ปรับสายตาให้ชินกับแสงที่เริ่มสลัวสัมผัสแรกที่หลี่หลิงเฟิ่งได้รับคือความหนักอึ้งบนหน้าอก ขนสีเงินยวงสะบัดวนบนหน้าของนาง อุ้งเท้าน้อยๆ ข้างหนึ่งเหยียบลงบนแก้

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • ชายาอสรพิษ   พลิกผันร้อยแปด 2

    “หึ คิดว่าแค่นี้จะขู่พวกข้าได้อย่างนั้นรึ โชคไม่ดีที่พวกเจ้าเลือกมาคืนนี้ จงทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียเถอะ” ชายชุดดำทั้งห้าหน้าตาถมึงทึง ไม่ลังเลอีก บุกโจมตีอย่างดุดัน ทว่า สะเปะสะปะจับตำแหน่งทั้งสามคนไม่ได้ ทำให้พวกหลี่หลิงเฟิ่งหลบการปะทะครั้งนี้ได้อย่างง่ายดายหลี่เจี้ยนสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาหลายส่ว

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • ชายาอสรพิษ   พลิกผันร้อยแปด 4

    เสียงก้อนหินถล่มดังสนั่นทุกคนเกิดความงงงวย สายตาทุกคู่มองไปยังทิศทางของเสียงเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรเช่นนี้มีเพียงหลี่หลิงเฟิ่งที่รู้เหตุการณ์ทุกอย่าง หากนางไม่ช่วงชิงโอกาสที่ศัตรูไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นช่องโหว่ในการหลบหนี สุดท้ายพวกนางทั้งสามต้องสังเวยชีวิตตนเองจริงๆ แน่ทั

    last updateLast Updated : 2026-03-17
More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status