Masukหลี่หลิงเฟิ่งไม่คิดจะซ่อนตัวอีกต่อไป นางฟาดฝ่ามือลงบนกลางหลังเสี่ยวเฉินด้วยแรงทั้งหมดที่มีเพื่อส่งเสี่ยวเฉินให้ไปไกลมากที่สุด ส่วนนางรุดเข้าไปหาชายชุดดำข้างหน้า ขณะที่นางเอี้ยวตัวหันไปผลักเสี่ยวเฉินนั้นมืออีกข้างที่ว่างอยู่ล้วงเข้าไปหยิบผงสีขาวชนิดหนึ่งในมิติออกมา
“คุณหนู!” เสี่ยวเฉินที่โดนฝ่ามือปะทะจากผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกำเนิดใหม่ระดับกลางลอยละลิ่วไปหลายจั้ง ดวงตาฉายแววตื่นตระหนก เมื่อร่วงลงบนพื้นได้ก็ทำท่าจะวิ่งกลับมาหาหลี่หลิงเฟิ่งอีกครั้ง
‘กลับไป! รีบไปตามอู๋เหยียนมาที่นี่ เร็ว! ยิ่งเจ้าอยู่จะยิ่งทำให้ข้าห่วงหน้าพะวงหลัง ไปซะ’ หลี่หลิงเฟิ่งเพ่งกระแสจิตอย่างหนักหน่วงจนรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย นางไม่แน่ใจว่าเสี่ยวเฉินจะได้ยินที่นางพูดหรือไม่ นางเคยอ่านเจอในตำราฝึกพลังธาตุ ทว่าก็ยังไม่เคยลองใช้มาก่อน
อย่างไรก็ดี นางไม่สามารถสัมผัสกลิ่นอายเสี่ยวเฉินได้อีก หลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก ยังดีที่กระแสจิตของนางใช้ได้ อย่างน้อยเสี่ยวเฉินก็ไม่ได้วิ่งกลับเข้ามาหานาง
หลี่หลิงเฟิ่งสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง เรียกความมั่นใจของตนกลับมา มือทั้งสองข้างเย็นเฉียบ ด้วยพละกำลังของนางในตอนนี้ คิดจะใช้พลังยุทธ์ปะทะคงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะชนะ
“เจ้า มานี่ให้ข้า!” หนึ่งในชายชุดดำเจ้าของเสียงอันทรงพลังตลาดออกมาด้วยความโมโห หลี่หลิงเฟิ่งไม่คิดจะหลบเลี่ยงอยู่แล้ว ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้อย่างเชื่องช้า สีหน้าสงบนิ่ง แต่ภายในใจกำลังครุ่นคิดวิธีร้อยแปดพันอย่างที่จะถ่วงเวลาให้ได้นานที่สุด
เมื่อนางเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็สังเกตเห็นรูปร่างกำยำผิวคล้ำกรำแดด ใบหน้าดุดันเต็มไปด้วยจิตสังหารจ้องเขม็งมาที่นาง ส่วนอีกคนที่อยู่ด้านหลังเป็นบุรุษร่างผอมบางอมโรคคนหนึ่ง แววตาลุ่มลึกยากจะหยั่งถึง
“พี่ชาย ท่านคิดจะฆ่าคนปิดปากอย่างนั้นหรือ” เสียงนุ่มนวลของหญิงสาวดังขึ้นแผ่วเบา ระบายรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก ชวนให้คนที่พบเห็นสบายตาไปด้วย
“สังหารเจ้าหรือ” บุรุษชุดดำรูปร่างกำยำตวาดลั่นพร้อมกับหัวเราะลั่น “ข้าต้องฆ่าเจ้าแน่ เช่นนั้นแล้ว หากเรื่องนี้แพร่ออกไป พวกข้าไม่กลายเป็นคนถูกไล่ล่าเองหรอกหรือ” เขามองหลี่หลิงเฟิ่งราวกับเห็นตัวประหลาดสมองหมู แต่เมื่อเพ่งพินิจมองหญิงสาวก็ได้แต่อ้าปากค้าง
สาวงาม ช่างงดงามเหลือเกิน งามกว่าทุกคนที่เขาเคยเจอมา
เสียงเกรี้ยวกราดที่กำลังเปร่งออกมา พลันเปลี่ยนเป็นนุ่มนวล “แต่ถ้าเจ้าอยากมีชีวิตรอด มาเป็นเมียพวกข้าสักสองสามคืนก่อนเป็นไง ฮ่าๆ ถึงตอนนั้นข้าอาจจะใจดีเลี้ยงเจ้าไว้เป็นนางบำเรอก็ได้ เจ้าว่าอย่างไร” บุรุษต่ำทรามผู้นั้นแสยะรอยยิ้มอันน่ารังเกียจออกมา สายตาหื่นกระหายมองอย่างจาบจ้วงแทะโลมหลี่หลิงเฟิ่งไปทั่วเรือนร่าง
“อย่างนั้นหรือ?” หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาเบาๆ สายตาที่เคยสงบนิ่งพลันเย็นชาขึ้นมาหลายส่วน นางเหลือบมองที่ข้างขอบสระแวบหนึ่ง ริมฝีปากพลันคลี่ยิ้มกว้างสดใส
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู” หลี่หลิงเฟิ่งพุ่งกายเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมายืนด้านข้างระหว่างชายชุดดำทั้งสองอย่างรวดเร็ว ประกายสังหารพลันปรากฏขึ้นบนดวงตาของหญิงสาว พร้อมกับสาดผงสีขาวที่มือออกไปข้างหน้า
“อ๊ากกก” เสียงร้องโหยหวนสองเสียงดังลั่น สองมือกุมดวงตาตัวเองอย่างเจ็บปวดทรมาน หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะเย้ยหยันอยู่ในใจ คนพวกนี้เห็นนางเป็นคนปัญญาอ่อนหรือไง มีหรือที่คนปกติจะนอนรอให้คนอื่นมาเชือดได้ง่ายๆ
จากนั้นสายตาหญิงสาวหันไปสนใจบุรุษชุดดำอีกคนที่นอนรอความตายอยู่บนพื้น ความโกรธของนางพุ่งสูงหมื่นจั้ง ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้บ้าน่าตายผู้นี้ นางคงไม่ต้องมารนหาที่ตายอย่างนี้แน่
อยากตายนักหรือ เดี๋ยวพี่สาวคนนี้จัดให้!
อั่ก! เท้าเล็กเหยียบลงบนหน้าอกของชายหนุ่มอย่างแรง ร่างสูงใหญ่กระตุกสองสามทีก่อนจะแน่นิ่งไป
“สมควรตาย!” บุรุษชุดดำร่างผอมบางคำรามออกมาอย่างเคียดแค้น พลังอันมหาศาลสีส้มสายหนึ่งพุ่งตรงมาที่หลี่หลิงเฟิ่งอย่างรวดเร็ว โดยที่นางไม่อาจป้องกันได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ตูม!
เมื่อโดนพลังทรงพลังเช่นนั้น ร่างของนางปลิวกระเด็นตกลงไปในสระน้ำอย่างแรง น้ำในสระสาดกระเซ็นไปรอบทิศ ด้วยอานุภาพที่รุนแรงนี้ ภายในกายของนางบอบช้ำแสนสาหัส หลี่หลิงเฟิ่งกระอักเลือดออกมาไม่หยุด ผิวหนังภายนอกเสียดสีกับผิวน้ำ ส่งผลให้มีบาดแผลราวมีดกรีดหลายร้อยเล่มไปทั่วร่าง บัดนี้น้ำในสระถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉาน
ทว่าต่อให้นางบาดเจ็บแค่ไหน สติของนางก็ยังแจ่มชัด หลี่หลิงเฟิ่งประคองตัวเองว่ายไปฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว เกาะขอบสระไว้แน่น
“หึ เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าไม่มีปัญญา เป็นอย่างไรพิษหญ้าเผยกู่ ทรมานดีหรือไม่” แววตาคมกริบจ้องมองทั้งสองคนที่ยังคงกุมหน้าของตนอยู่ ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน
หญ้าเผยกู่เป็นหญ้าที่พบเห็นได้ทั่วไป โดยปกติแล้วรากของมันมีสรรพคุณทางยาช่วยให้เลือดลมไหลเวียนคล่อง แต่ถ้านำใบของมันไปตากแห้งแล้วบดเป็นผงจะทำให้เกิดพิษร้ายแรงชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือ ผงขับสลาย มีฤทธิ์ทำให้ตาบอดชั่วขณะ ราวๆ หนึ่งเค่อ*
“นางสารเลว เอายาถอนพิษมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!” เสียงโวยวายดังขึ้นมาอีกครั้งจากชายร่างกำยำ ชี้มือมาทางหลี่หลิงเฟิ่ง สีหน้าฉายแววโกรธแค้น
“อย่าคิดว่าจะหนีไปไหนรอด รอให้ข้าสับเจ้าเป็นหมื่นๆ ชิ้น ดูสิว่าเจ้ายังจะปากดีอยู่อีกหรือไม่! อ๊ากกก” หางคิ้วของหญิงสาวเลิกขึ้นอย่างท้าทาย
คิดจะฆ่านางหรือ ยังเร็วไปอีกสิบปี!
รอยยิ้มร้ายกาจราวปีศาจสาวผุดขึ้นมา “อ้อ รับไปสิ” หลี่หลิงเฟิ่งคว้าต้นหญ้าที่อยู่ข้างริมสระใกล้ๆ นางขึ้นมา โยนไปให้บุรุษจอมโวยวาย โดยไม่ทันได้คิด เมื่อสิ้นเสียงหญิงสาว มือก็ยื่นออกไปข้างหน้ารับหญ้าต้นนั้นมาอย่างไม่รู้ตัว
หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มกริ่ม เจ้าโง่ ปัญญาทึบเอ๋ย “โง่เง่า ปัญญาอ่อน”
“นางแพศยา เจ้าเอาอะไรมาให้ข้า!” ชายหนุ่มนิ่งงันไปชั่วขณะ เมื่อได้สติพลันแผดเสียงคำรามลั่น
“อะไรน่ะหรือ” น้ำเสียงเนิบนาบดังขึ้นมาอีกหน สายตาเจ้าเล่ห์จับจ้องไปยังคนทั้งสองที่ตอนนี้ยังลืมตาไม่ขึ้น “เจ้าไปถามเอากับยมบาลสิ”
สิ่งที่นางโยนไปน่ะหรือ ก็แค่หญ้าต้นหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่หญ้าต้นนี้เป็นสมุนไพรล้ำค่าหายากที่สิบปีจะมีสักต้น ไม่คิดว่าจะมาเจอที่ป่าแห่งนี้ได้
จากที่นางได้ศึกษาตำรามาระยะหนึ่งแล้ว สมุนไพรหายากทุกชนิดมักจะมีสัตว์อสูรคอยปกป้องอยู่เสมอ บังเอิญว่าสระน้ำแห่งนี้มีหญ้าหลอมวิญญาณอยู่ต้นหนึ่ง
หลี่หลิงเฟิ่งไม่มีทางเลือก เพื่อถ่วงเวลาให้นานที่สุด นางจำเป็นต้องใช้วิธีเสี่ยงตายเช่นนี้
เจ้าไม่ตาย ก็เป็นข้าที่ม้วย เพราะฉะนั้นอย่าโทษที่ข้าใจร้าย
“ปากดีนัก งั้นก็อย่าอยู่เลย!” ว่าแล้วทั้งสองก็ซัดพลังมายังทิศทางของหลี่หลิงเฟิ่ง ทว่า ยังไม่ทันที่พลังจะถึงตัวนาง สายน้ำที่เคยสงบนิ่งพลันเกิดเป็นเกลียวคลื่นมหึมา ลึกลงไปไม่มีที่สิ้นสุด ร่างแบบบางของหญิงสาวถูกเกลียวคลื่นพัดไปตามกระแสหมุนวนไม่รู้เหนือรู้ใต้
บ้าเอ๊ย ข้าคำนวณมาทุกอย่าง แต่กลับไม่ได้คิดว่าสัตว์อสูรจะอยู่ใต้น้ำ อยากร่ำไห้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว
แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่มีเวลาคร่ำครวญให้กับความโชคร้ายได้นานนัก คลื่นใต้น้ำม้วนตัวนางลงไปลึกลงเรื่อยๆ สายตาของนางมองไม่เห็น รอบด้านมืดมิดไปหมด ร่างกายของนางหมุนวนรอบทิศ หูทั้งสองข้างไม่ได้ยินสิ่งใดนอกจากเสียงน้ำอึงอวลอยู่ข้างหูตลอดเวลา
หลี่หลิงเฟิ่งลอบยินดีอยู่ในใจที่เมื่อเช้าตัดสินใจไม่กินหมั่นโถว ไม่อย่างนั้น นางคงสำรอกออกมาจนหมดสิ้นเป็นแน่
ฟู่ๆๆ
ขณะเดียวกัน สถานการณ์บนบกเลวร้ายกว่าที่หลี่หลิงเฟิ่งประสบพบเจอยิ่งนัก บุคคลทั้งสามอยู่รอบสระน้ำปลิวกันไปคนละทิศคนละทาง จากลมที่พ่นออกมาจากปากสัตว์อสูร สภาพดีหน่อยเห็นจะเป็นบุรุษชุดดำปลายชุดขลิบทองผู้เคยนอนอยู่ริมสระที่สลบไปนานแล้วเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหวหรืออาจเป็นเพราะเสียเลือดมากก็เป็นได้ ถูกพัดปลิวไปหลายจั้ง แต่โชคดีที่ร่างกายไม่ได้กระแทกกับสิ่งกีดขวางใดๆ ต่างจากอีกสองคนที่ร่างกายกระแทกโดนลำต้นไม้ใหญ่จนกระอักเลือดออกมาหลายคำ
สัตว์อสูรที่หลับไหลใต้ผืนน้ำค่อยๆ เลื้อยขึ้นมาจากน้ำ ลำตัวยาวหลายสิบฉื่อ สีดำมะเมื่อมมันวาว อวบอ้วนจนเสียคนสองคนโอบรอบตัวมันก็ยังไม่มิด เกล็ดของมันส่องประกายระยิบระยับรับกับแสงแดด พุ่งตรงไปยังชายสองคนใต้ต้นไม้ที่กำลังยันตัวลุกขึ้นยืนอยู่ตอนนี้ ลิ้นสีแดงสดสามแฉกแลบออกมาพร้อมกับพ่นหมอกควันสีเขียวไปข้างหน้า
ฟู่
หย่อมหญ้าที่หมอกควันสีเขียวไหลผ่านนั้น เดิมจากที่เคยเขียวชอุ่ม ล้วนแห้งเหี่ยวลงทันที จากนั้นค่อยๆ แห้งเหือดสลายกลายเป็นเถ้าถ่านลอยคละคลุ้งอยู่กลางอากาศ
เห็นได้ชัดว่าหมอกควันที่มันพ่นออกมานี้มีพิษร้ายแรง
ชายร่างผอมสัมผัสถึงกลิ่นแปลกประหลาดที่ลอยเข้ามา สีหน้าพลันมืดครึ้มลง มือข้างหนึ่งรีบอุดจมูกตัวเองไว้ ขบกรามแน่นอย่างโกรธจัด ส่งเสียงลอดไรฟันออกมาแผ่วเบา” รีบอุดจมูกเร็วเข้า มีพิษ!”
น่าตายนัก! นางบ้านั่นไปปลุกสัตว์ประหลาดตัวไหนเข้า อย่าให้ข้าหนีรอดไปได้ ข้าจะให้มันต้องตายอย่างทรมานเป็นร้อยเท่าพันเท่า
พลังยุทธ์สีส้มสลับเขียวหลายสายพุ่งไปทั่วบริเวณ แต่ไม่สามารถทำอันตรายงูยักษ์ได้ เนื่องจากดวงตาที่ยังมองไม่เห็น พลังที่ปล่อยออกไปจึงสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ทว่าพิษของเจ้างูยักษ์ก็ทำอะไรมนุษย์สองคนนี้ไม่ได้เหมือนกัน งูยักษ์แลบลิ้นออกมาด้วยความโกรธ ไม่นานสองมนุษย์หนึ่งงูก็ปะทะกันอีนุงตุงนังไปหมด
ภายใต้สระน้ำ ร่างหนึ่งค่อยๆ จมลงไปยังก้นสระ หญิงสาวไม่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ภายนอกเลยแม้แต่น้อย กระแสน้ำกลับมาสงบนิ่งเหมือนอย่างเคย หลี่หลิงเฟิ่งหลับตาพริ้มทิ้งตัวดิ่งลงไปตามแรงโน้มถ่วง ปล่อยกระแสจิตออกไปสำรวจรอบๆ บริเวณ
ยังดีที่ชาติก่อนนางเคยฝึกดำน้ำ ทดสอบกลั้นหายใจได้ราวๆ ครึ่งเค่อ หลี่หลิงเฟิ่งไม่รู้ว่าสัตว์อสูรตัวนั้นจะสามารถกำจัดศัตรูพวกนั้นได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไร เวลาเท่านี้ก็เพียงพอให้คนของนางตามมาช่วยทันแล้ว ถึงนางจะไม่รู้ถึงระดับพลังยุทธ์ของอู๋เหยียน แต่หากจะเลวร้ายแค่ไหนก็ต้องสูงกว่านางแน่นอน
ขณะที่คิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา หลี่หลิงเฟิ่งสัมผัสถึงความเย็นสบายที่ได้รับก่อนหน้านี้ ยิ่งร่างนางดิ่งลึกลงไปเท่าไหร่ ความเย็นยิ่งแผ่ซ่านออกมาเรื่อยๆ
มันอยู่ข้างใต้นี่
หญิงสาวลืมตาขึ้นมาฉับพลัน แววตาสั่นระริกเจือความตื่นเต้น เร่งดำน้ำลงไปยังก้นสระ น้ำในสระแห่งนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก ยิ่งอยู่ลึกยิ่งให้ความรู้สึกเบาสบาย คิ้วของนางขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว นอกจากนั้นยังช่วยให้บาดแผลภายนอกของนางสมานตัวเร็วขึ้น
หรือน้ำในสระนี้จะมีคุณสมบัติคล้ายๆ กับน้ำทิพย์ในมิติของนาง
เมื่อหลี่หลิงเฟิ่งมาถึงก้นสระ แสงสะท้อนแวววาวหลากสีคือสิ่งแรกที่กระทบเข้ากับนัยน์ตาของนาง หลี่หลิงเฟิ่งสายตาพร่ามัวไปชั่วขณะ นางหรี่ตาลงน้อยๆ เพ่งพินิจถึงที่มาของแสงเจ้าปัญหา ทันใดนั้นสีหน้างดงามพลันฉายแววฉงน
ก้อนหิน?
ไม่สิ มันเหมือนอัญมณีที่ถูกขัดเกลาจนโปร่งใสแล้วต่างหาก ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนนางคงรวยเละไปแล้วล่ะ
นางกวาดตามองไปรอบๆ พลันพบว่านอกจากอัญมณีเหล่านี้แล้วยังมีพวกเหรียญเงิน เหรียญทอง ข้าวของเครื่องใช้ล้ำค่ามากมายก่ายกองเต็มก้นสระ
โอ้! นี่นางเจอขุมทรัพย์อีกแล้วหรือนี่
หญิงสาวแทบหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด อย่างน้อยในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีซ่อนอยู่
*หนึ่งเค่อ = 15 นาที
ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา
ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง
หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ
หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ
กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง
“เริ่มเลยเถิด” หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เมื่อคนของสำนักแพทย์โอสถไม่ยอมทำตามคำท้าของผู้อาวุโสสาม ผู้ดูแลสวินเห็นว่าเรื่องบานปลายจนมาถึงขั้นนี้แล้ว ตัวเขาเองก็ไม่มีอำนาจควบคุมอันใดได้อีก ถอนหายใจหนักหน่วงครั้งหนึ่ง จากนั้นกล่าวกับศิษย์สำนักคนหนึ่งอย่างสงบ “เจ้าไปเชิญรองเจ้าสำนักมาเป็นสั
ด้วยความไม่รู้เหนือใต้ออกตก ทุกคนได้ย่างเข้ามาในพื้นที่อันตรายที่สุดในเขตหวงห้ามเสียแล้ว รวมทั้งหลี่หลิงเฟิ่งเองด้วย หญิงสาวพบว่าบรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด แม้แต่เสียงใบไม้กระทบกับลมก็ยังไม่มีให้ได้ยิน ราวกับไร้จุดหมาย ดูเหมือนว่านางเพียงแค่เดินเตร็ดเตร่มาหลายเค่อเท่านั้น หากแต่หลี่หลิงเฟิ่งระวังตัวมา
ยาลูกกลอนที่เพิ่งหลอมเสร็จหอมกลุ่นกระทบจมูกของทุกคน ผู้คนต่างลุ้นว่าโอสถในมือของผู้อาวุโสสามคือยาลูกกลอนอะไรผู้อาวุโสสามยิ้มอย่างภาคภูมิ ค่อย ๆ คลายมือออก สีขาวขุ่นปรากฏบนสายตา “ยาลูกกลอนอายุวัฒนะ!”“อืม ยาลูกกลอนอายุวัฒนะสิบเม็ด ใช้ได้เจ็ดเม็ด ขั้นสามสี่เม็ด ขั้นเจ็ดอีกสามเม็ด” รองเจ้าสำนักตรวจสอ
“อ่ะแฮ่ม...ไม่ว่าการประลองครั้งไหนก็ตัดสินที่ความสามารถเสมอ สำนักแพทย์โอสถเรายังไม่ถึงต้องให้ผู้อื่นมาตัดสินแทนหรอก” ผู้คนโดยรอบไม่มีใครกล้าส่งเสียงสักคน หรงอู่ซาบซึ้งใจน้ำตาแทบไหล เวลานี้เทิดทูนหลี่หลิงเฟิ่งยิ่งกว่าเจ้าสำนักเสียอีก ตั้งแต่นั้นมารอยยิ้มบนใบหน้าหุบไม่ลงอีกต่อไปครบหนึ่งชั่วยาม ผู้ชน







