Masukวันเวลาแห่งความสงบสุขล่วงเลยผ่านไปวันแล้ววันเล่า จนมาถึงคืนอันเงียบสงัดคืนหนึ่งในขณะที่ทุกคนหลับไหลกันหมดแล้ว แต่ยังมีบ้านหลังหนึ่งที่ตะเกียงยังคงสว่างไสว ภายในห้องมีคนนั่งอยู่เต็มไปหมด บ้างมีสีหน้าเคร่งเครียด บ้างหน้านิ่วคิ้วขมวด บ้างตื่นเต้นดีใจ หรือแม้กระทั่งรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับกำลังเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น
เกิดอะไรขึ้นน่ะหรือ
“คุณหนู ท่านควรชี้แจงให้ชัดเจนนะขอรับ อย่างนี้ข้าจะบอกนายท่านว่าอย่างไร” ชายอาภรณ์สีเทาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเสี่ยวเซียงหันไปกล่าวกับหลี่หลิงเฟิ่งที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้สลักตัวยาว ชายหนุ่มแย้มยิ้มจนแข็งเกร็งไปทั่วหน้า ในใจคิดอย่างขมขื่นที่ตนต้องมารับหน้าที่นี้ หากแต่ก็ไม่กล้าเผยสีหน้าไม่พอใจ
อย่างไรก็ดี เขาค่อนข้างแปลกตาและไม่คุ้นชินกับคุณหนูห้าผู้มีชื่อเสียไปทั่วแว่นแคว้นนางนี้สักเท่าไหร่ หญิงสาวไม่ได้อ่อนปวกเปียกเหมือนพลับนิ่มดังเช่นกาลก่อนอีกแล้ว นอกจากนี้เขายังสัมผัสถึงความน่าเกรงขามขึ้นหลายส่วนอีกด้วย
บุรุษชุดเทาปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าเล็กน้อย อาจเป็นเขาที่คิดมากไปเอง จะเป็นไปได้อย่างไรที่หลี่หลิงเฟิ่งจะให้ความรู้สึกที่แค่สบสายตาก็เสียวสันหลังวาบได้แล้ว
ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เจ้านายของเขาคงไม่ปวดหัว พยายามช่วยนางจนบ่อยครั้งที่ตัวเองก็พลอยลำบากไปด้วยอย่างนี้หรอก ถึงกับให้เขาเป็นคนมาคุ้มกันนางด้วยตัวเอง
“ข้าพูดไม่รู้เรื่องตรงไหน ข้าปฏิเสธได้งั้นหรือ นี่ข้าโง่หรือเจ้าเขลากันแน่” หลี่หลิงเฟิ่งแย้มรอยยิ้มประดับบนใบหน้า เหลือบหางตามอง อู๋เหยียน คนสนิทของ หลี่เฟยหยาง ผู้ที่เกิดจากอดีตฮูหยินที่ล่วงลับไปแล้ว ว่าที่นายน้อยผู้สืบทอดตระกูลคนต่อไป ถ้านางไม่เห็นแก่ตั๋วเงินเหล่านั้นที่ชายผู้นั้นให้คนสนิทส่งมาให้ระหว่างที่พวกนางถูกส่งมาที่นี่ล่ะก็ มีหรือที่คนเหล่านี้จะยังอยู่ในที่ของนางได้อย่างสุขใจเช่นนี้
“ข้าก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าอีกสักหลายวัน พวกเจ้าไม่คิดว่าพวกข้าไม่ต้องจัดการอะไรเลยงั้นรึ ข้ามาอยู่ที่นี่สามปี ไม่ใช่แค่สามวัน ต่อให้พวกข้าไม่มีสหายสนิท แต่ก็ไม่เคยสร้างศัตรูเช่นกัน ที่ควรตอบแทนก็ตอบแทน ที่ควรอำลา ก็ขาดไม่ได้"
หลี่หลิงเฟิ่งกวาดสายตามองคนทั้งหลายด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มไปรอบๆ ห้องโถงกลางหนึ่งรอบ จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "อีกอย่างพวกเจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ ก็ควรจะพักผ่อนกันก่อน เจ้าไม่สงสารตัวเอง ก็ควรเห็นใจผู้อื่นบ้าง ใช่ว่าทุกคนจะแข็งแกร่งเช่นเจ้า”
“ขออภัยคุณหนู ข้าไม่อาจสงสัยการตัดสินใจของคุณหนู โปรดลงโทษข้าน้อยด้วยขอรับ” อู๋เหยียนเจ้าบ้านี่ ปากก็บอกขอโทษ แต่การกระทำช่างไม่สอดคล้องเอาเสียเลย มีอย่างที่ไหนกล่าวขอโทษ เพียงแค่ลุกขึ้นประสานมือ จากนั้นนั่งลงเช่นเดิม
เฮอะ หากกล่าวอย่างจริงใจ ทำไมไม่คุกเข่าลงล่ะ
หลี่หลิงเฟิ่งลอบเบะปากอย่างรังเกียจ ไม่ว่าจะยุคสมัยใด การแบ่งชนชั้นก็ยังมีให้เห็นอยู่เสมอ แต่สถานะของนางออกจะเลวร้ายไปสักหน่อย ขนาดบ่าวยังกล้าข่มเหงนาย ถึงในใจอู๋เหยียนจะไม่พูดอันใดออกมา แต่มีหรือภายในใจจะยอมเคารพนาง แน่นอนว่าต้องไม่พอใจเศษขยะอย่างนางอยู่แล้ว
เห็นได้ชัดว่าเกรงใจนางเพราะแค่ฐานะคุณหนูห้าแห่งจวนเจ้าเมือง ถึงจะเป็นแค่ลูกอนุ แต่ก็ยังมีศักดิ์เป็นเจ้านาย อีกประการคงเป็นเพราะท่านพี่ชายใหญ่ของนางคนนั้น
นางไม่ต้องการให้คนพวกนั้นเคารพ แค่ต้องการการให้เกียรติซึ่งกันและกัน หลี่หลิงเฟิ่งมาจากยุคสมัยที่ทุกคนเท่าเทียมกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นเลยที่นางจะต้องถือตนเองเป็นใหญ่ กดหัวคนเหล่านั้นไปด้วย
แต่แล้วอย่างไร นางก็ยังเป็นเจ้านาย ยังไม่ถึงเวลาที่บ่าวพวกนี้จะข้ามหัวนางไปได้ ใครเคารพนางหนึ่งฉื่อ* นางเคารพกลับหนึ่งจั้ง*
พี่ชายของนาง ช่างเลี้ยงคนได้ดีจริงๆ! เหอะ ว่ากันว่าเห็นลูกน้องก็เหมือนเห็นผู้เป็นนาย คนผู้นั้นก็คงไม่ได้ดีอะไรนักหรอก!
“ด้วยตำแหน่งของเจ้า หน้าที่ของเจ้า เจ้าย่อมรับรู้อะไรควรไม่ควร แม้สมองจะเข้าใจ แต่ใจกลับไม่ยอมรับฟัง” หลี่หลิงเฟิ่งผินหน้าไปมองอู๋เหยียนด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม พลางคลึงมือเล็กอย่างเชื่องช้า
ตุบ!
“บ่าวขออภัยขอรับคุณหนู บ่าวไม่ควรล่วงเกินคุณหนูขอรับ” ในคืนที่เงียบสงัด เสียงคุกเข่าและเสียงโขกศีรษะดังก้องกังวานไปทั่วห้อง ชั่วขณะนั้น ภายในห้องพลันเงียบกริบ แม้แต่เสียงลมหายใจแผ่วเบายังไม่เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
“เจ้าทำอะไรของเจ้ากัน ถ้าเกิดว่าพี่ใหญ่รู้เรื่องเข้า จะไม่กล่าวหาว่าข้ารังแกคนใต้ปกครองของเขาหรอกหรือ” อู๋เหยียนยังคงคุุกเข่า ปากพลางพูด มิกล้า มิกล้า ติดๆ กันหลายครั้ง แต่ภายในใจนั้นเย็นเยียบ วันนี้เขาได้เห็นอีกมุมหนึ่งของคุณหนูห้าผู้นี้แล้ว หญิงสาวนางนี้หาใช่คนเรียบง่ายดังที่ตนเคยคิด
สัญญาณอันตรายแจ้งเตือนกับเขาว่า อย่าได้แม้แต่คิดจะไปแหย่นาง
แรกเริ่มเดิมทีชายหนุ่มยังไม่เข้าใจความคิดของคุณชายใหญ่ เหตุใดจึงปกป้องตัวไร้ค่าแถมยังเป็นแค่ลูกอนุภรรยาที่ไม่เป็นที่โปรดปราณ ไม่ได้มีความผูกพันอันใดด้วยเลย มาวันนี้อู๋เหยียนถึงได้รู้ว่าตนมองพลาดไป
เกรงว่าคนผู้นี้คงเป็นคนที่ซ่อนตัวได้ลึดที่สุดแล้ว หรือบางที…
อู๋เหยียนเงยหน้ามองหลี่หลิงเฟิ่งอย่างตะลึงพรึงเพลิดกับการคาดเดาของตัวเอง ปฏิกิริยาเหล่านั้นของคนตรงหน้าอยู่ในสายตาของหลี่หลิงเฟิ่งทั้งหมด ใครจะคิดยังไงกับนางก็ช่าง นางไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจให้รกสมองหรอก แต่อย่ามายุ่งกับนางก็แล้วกัน
นางนั้นอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง ดีอยู่อย่างเดียวคือจดจำความแค้นได้แม่น!
“เอาล่ะ ข้าก็ไม่ใช่คนใจร้ายอะไร เจ้าลุกขึ้นเถอะ ไหนบอกข้ามาให้ชัดเจนสิว่าทำไมพวกเขาถึงอยากให้ข้ากลับไป เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะเชื่อสิ่งที่เจ้าเล่ามาหรอกนะ ถ้าแค่จะถึงวัยปักปิ่นของข้าแล้วทางนั้นเลยส่งคนมารับข้าไปเข้าร่วมพิธีอย่างนั้นรึ ฮูหยินใหญ่เป็นกลายเป็นคนจิตใจดีขนาดนั้นได้ยังไง ให้ข้ากลายเป็นสาวเทื้อ*น่ะสิจึงจะเป็นแนวคิดของนาง หรือจวนเจ้าเมืองตระกูลหลี่ของพวกเจ้า จากถ้ำเสือได้กลายเป็นถ้ำแมวไปซะแล้ว” นางหยุดคลึงมือตัวเอง น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเจือความรู้สึกอ่อนใจอยู่สองส่วน
อู๋เหยียนที่คุกเข่าถอนหายใจอีกครั้ง ลอบร้องโอดโอยในใจ ขนาดจวนเจ้าเมืองนางยังไม่นับตัวเองเข้าไปด้วยเลย เห็นทีภายภาคหน้าคงยากจะไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายได้แล้ว
ตอนแรกเขายังแค่รู้สึกว่าคุณหนูห้าดูเปลี่ยนไปจากวันวาน แต่ไม่รู้ว่าเปลี่ยนในเรื่องใด มาวันนี้เขารู้แน่ชัดแล้ว ไม่ใช่แค่กิริยาท่าทางต่างออกไปจากเดิม หากแต่ยังเป็นสายตาที่แปลกไป ไหนเลยจะรวมถึงความคิดที่ซับซ้อนยากจะคาดเดาเหล่านั้น น่ากลัวว่าแม้แต่นายท่านก็เทียบนางไม่ได้
เขาที่เป็นคนสนิทของนายท่าน ย่อมต้องเคยเห็นหรือพูดคุยกับหลี่หลิงเฟิ่งมาหลายครั้ง แต่รู้สึกว่าคุณหนูห้าผู้นี้จะเปลี่ยนจากกระต่ายขาวขี้ตื่นกลัว กลายมาเป็นสุนักจิ้งจอกพ้นการจำศีลมานานปีเสียแล้ว
อู๋เหยียนถอนหายใจออกมาคำรบหนึ่ง ในใจพลางอดนับถือนางขึ้นมาไม่ได้ หญิงเฉลียวฉลาดมองสถานการณ์ได้อย่างทะลุปุโปร่งนางนี้ ไหนเลยจะเป็นคนไร้ความสามารถได้
“นั่นเป็นเพราะองค์ฮ่องเต้ต้องการเรียกตัวคุณหนูเข้าเฝ้า เพื่อจัดการเรื่องการหมั้นหมายกับองค์ชายรองขอรับ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้คุณหนูเข้าเฝ้าหลังจากเสร็จสิ้นพิธิปักปิ่น แล้วยังทรงต้องการให้คุณหนูเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลวงอีกด้วย คุณชายใหญ่เป็นห่วงว่าคุณหนูจะไม่คุ้นเคย จึงสั่งให้ข้ากลับมารับคุณหนูกลับไปก่อนล่วงหน้าหนึ่งเดือน เพื่อเตรียมตัวเข้าสำนักศึกษาหลวงขอรับ”
หลี่หลิงเฟิ่งหลุบตาลง ความคิดแล่นไปมาอย่างรวดเร็ว นางคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่านางจะได้อยู่ที่นี่แค่ไม่กี่ปี เหตุเพราะด้วยอายุขององค์ชายรองคู่หมั้นของนางอยู่ในวัยยี่สิปปีแล้ว ถ้าฝ่ายนั้นต้องการที่จะถอนหมั้นก็ต้องเรียกตัวนางเข้าไปคุยเพื่อให้ตกลงกันทั้งสองฝ่าย
แต่จากที่อู๋เหยียนกล่าวมา ดูเหมือนฝั่งนั้นไม่ได้มีความประสงค์จะถอนหมั้นกับขยะอย่างนาง ไหนจะเรื่องสำนักศึกษาหลวงนั่นอีก หรือต้องการจะทำให้นางขายหน้าแล้วเป็นฝ่ายขอถอนหมั้นไปเอง
อืม มีความเป็นไปได้สูง ทุกยุคทุกสมัย พวกราชวงศ์ก็มีความหน้าบางกันอยู่แล้ว
“อย่างนั้นหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งครุ่นคิดอยู่นาน พลันเงยหน้าขึ้นมองอู๋เหยียนด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ "ข้าขอบใจในความหวังดีของพี่ใหญ่ แต่ข้าคงต้องทำให้พี่ใหญ่ผิดหวังแล้ว ข้ายังยืนยันคำเดิม ไม่รีบ พวกเราจะออกเดินทางกันอีกห้าวันให้หลัง" หลี่หลิงเฟิ่งพูดจบก็ลุกขึ้นยืน เตรียมตัวเดินออกจากห้องโถง เพื่อกลับไปพักผ่อน
“นี่…มันจะไม่ฉุกละหุกไปหรือขอรับ วันที่พวกเรากลับไปถึง คุณหนูไม่ต้องเข้าร่วมพิธีปักปิ่นเลยหรือ” อู๋เหยียนโพล่งออกมาอย่างเคร่งเครียด ชำเลืองมองหลี่หลิงเฟิ่งอย่างไม่เข้าใจ
“ก็ใช่น่ะสิ ทำไม หรือเจ้าสงสัยในการตัดสินใจของข้า”
“มิกล้า” เสียงของชายหนุ่มค่อยๆ แผ่วเบาลง หลังเกร็งแน่นฉับพลันเมื่อเผลอสบเข้ากับสายตาเย็นยะเยียบของนาง
“เช่นนั้นเจ้าก็แจ้งพี่ใหญ่ไปตามนั้น ถ้าเขาไม่วางใจก็ให้มาลากข้ากลับไปด้วยตัวเองก็แล้วกัน” พูดจบหลี่หลิงเฟิ่งก็สะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างไม่แยแส
ฮึ คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงได้มาสั่งให้ข้าทำตาม จู่ๆ หลี่หลิงเฟิ่งก็หงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ นางได้แต่คิดว่าเป็นเพราะคนพวกนั้นมารบกวนการพักผ่อนของนาง อารมณ์ถึงได้แปรปรวนเช่นนี้
อู๋เหยียนมองเงาหลังของหลี่หลิงเฟิ่งจนลับหายไป สีหน้าจนใจที่แสดงออกมาตั้งแต่ต้นจนจบยังไม่มีทีท่าว่าจะเลือนหายไปบ้างเลย
“หากนายท่านรู้เรื่องเข้า ไม่รู้ว่าโทสะจะพุ่งขึ้นสูงขึ้นอีกกี่จั้ง” ไฉนคุณหนูถึงได้ไปแหย่ยมบาลองค์นั้นกันเล่า
“เห้อ และทุกครั้งก็เป็นข้าที่ต้องรองรับมันทุกที” อู๋เหยียนได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ
*สาวเทื้อ คือ สาวแก่ หญิงสาวที่อายุเลยวัยแต่งงาน
*ฉื่อ หรือเซียะ 1 ฉื่อเท่ากับ 10 ชุ่นหรือ 10 นิ้ว
*จั้ง 1 จั้ง เท่ากับ 10 ฉื่อ ประมาณ 2.5 เมตร
ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา
ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง
หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ
หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ
กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง
เจ้านาย ทางนี้!เสียงนี้อีกแล้ว เรียกหาตั้งแต่นางเดินเข้ามาในอุโมงค์นี้เสียงก็ดังก้องในหูนางไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง นางเดินออกมาห่างไกลจากคนในกลุ่มเรื่อย ๆ สมบัติตรงนี้น้อยกว่าที่อื่นมาก ชั้นวางสมบัติเป็นเพียงหินที่ทำเป็นชั้น ๆ เรียงกันขึ้นมาเท่านั้น แตกต่างจากก่อนหน้าที่ทำขึ้นด้วยทองคำและหยก คนเข้าละโม
พรึ่บ !เปลวเพลิงไม่รู้ที่มาแผดเผาบริเวณโดยรอบโดยที่ทุกคนไม่ทันได้ตั้งตัว แผดเผาทุกสรรพสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าให้มอดไหม้“เจ้าฉวยโอกาส” ผู้บุกรุกกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น ทว่าเมื่อเทียบกับคนอื่นกลับดูดีกว่ามาก เขาป้องกันการลอบโจมตีของนางครั้งนี้ได้ทัน“ฆ่ากันต้องมีกฎด้วยหรือ ก็แค่เจ้าตาย ข้ารอด” หล
ภายในห้องพำนักเจ้าสำนักแพทย์โอสถปรากฏหูซานและชายชราอีกสองคน รวมทั้งลูกศิษย์บางคน ทำหน้าเคร่งเครียด ใบหน้าอ่อนล้าเพราะอดนอนมาหลายวัน บนเตียงไม้สลักมีร่างผ่ายผอมดำคล้ำของชายชราผู้หนึ่ง นอนสลบไสลราวกับคนใกล้หมดสิ้นอายุขัย “ศิษย์น้องสี่ เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าพอมีทางช่วยศิษย์พี่ใหญ่บ้างหรือไม่”“ข้าเองก็อ
“อะ…อาจารย์อา ขออภัยที่ล่วงเกินเพียงแต่ข้าขอทราบชื่อของท่านได้หรือไม่ขอรับ” โจวอวี๋ถามขึ้นมาอีกครั้ง นางยังเด็กยิ่งนักเป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจจะแปลงรูปโฉมให้คงความเยาว์วัยไว้เสมอ บางทีหากได้รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของนาง เขาน่าจะรู้จัก คนมีความสามารถระดับนี้ เขาจะพลาดได้อย่างไร“ข้ามีนามว่าหลี่หลิงเฟิ







