LOGIN'หานเชี่ยนหนิง' บุตรสาวคนโตของหานลู่ เจ้าเมืองอันหยาง นางเป็นหญิงสาวผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่บนหลักของเหตุผลและความเป็นจริง ชีวิตนางเรียบง่ายและไร้ความวุ่นวาย กระทั่งการย้ายมาของหัวหน้ามือปราบ 'หยางอวี่' ชะตาชีวิตของนางก็เปลี่ยนไป หญิงสาวไหนเลยจะคาดคิดว่านางก็คือเหตุผล ให้ชายหนุ่มหลบเร้นออกมาจากความวุ่นวายของวังหลวงและราชสำนัก
View Moreเมืองอันหยาง ราชวงศ์ซาง รัชสมัยฮ่องเต้อี้หลง
ทุกหัวมุมในเมืองอันหยางยามนี้ เรื่องที่ชาวบ้านต่างก็กำลังให้ความสนใจ ล้วนหนีไม่พ้นใต้เท้าหานลู่ ท่านเจ้าเมืองคนใหม่ที่เพิ่งจะย้ายมาประจำการ
ข่าวลือบอกต่อกันมาว่าใต้เท้าหานผู้นี้เป็นคนที่ท่านเสนาบดีเสิ่นชื่นชมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นคนซื่อสัตย์เถรตรง ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ชาวบ้านเมืองอันหยางต่างก็พากันตื่นเต้นยิ่งนัก
เมืองอันหยางห่างไกลจากเมืองยินที่เป็นเมืองหลวง ใต้เท้าเจ้าเมืองคนเดิมเป็นขุนนางกังฉิน ชาวบ้านต่างก็เดือดร้อนจนกระทั่งทนไม่ไหวจนร้องเรียนไปยังเมืองหลวง กระทั่งมีการส่งผู้ตรวจการมาอย่างลับๆ จึงสามารถหาหลักฐานเอาผิดเจ้าเมืองผู้นั้นได้
หลังจากเล็งเห็นแล้วว่าจวนสำหรับเจ้าเมือง อยู่ภายในที่ว่าการเมืองอันหยาง หานลู่ก็ตัดสินใจซื้อคฤหาสน์หลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันนัก เพราะเขาไม่ต้องการให้ฮูหยินและบุตรสาวทั้งสองต้องเข้าไปอยู่ในเรือนรับรองของเจ้าเมือง
เขาตั้งใจแล้วว่าจะลงหลักปักฐานที่เมืองอันหยางแห่งนี้ หลังจากที่เขาเกษียณจากการเป็นขุนนาง เนื่องจากตอนนี้น้องชายของเขาแต่งฮูหยิน เขาจึงหมดห่วงเรื่องคนดูแลบิดาและมารดา
ความจริงเขาอยากได้คฤหาสน์หลังที่อยู่ติดกัน แต่เพราะขนาดที่ใหญ่กว่าราคาจึงสูงเกินที่เขาจะสามารถจ่ายได้ ดังนั้นจึงได้แต่ลดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นลง
จวนว่าการเมืองอันหยางครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็นการกวาดล้างก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากนอกจากท่านเจ้าเมืองแล้ว ท่านเสนาบดียังส่งมือปราบจากเมืองยินถึงสี่คน ทั้งนี้ก็เพื่อให้มาช่วยงานหานลู่โดยเฉพาะ
แต่เพราะเรื่องนี้เพิ่งมีการตัดสินใจ หานลู่จึงมาถึงก่อนมือปราบทั้งสี่คน
“เช่นนั้นเรือนรับรองก็ยกให้มือปราบทั้งสี่ที่จะย้ายมาก็แล้วกัน”
หานลู่ตัดสินใจหลังจากได้รับคำสั่งจากเมืองหลวง เขาให้เจ้าหน้าที่ในจวนว่าการเก็บกวาดและเตรียมการ ในขณะที่ตัวเขาและกุนซือที่ติดตามมากลับเข้าไปจัดการงานที่คั่งค้างอยู่ เนื่องจากเจ้าเมืองคนที่แล้วแทบจะไม่ได้หยิบจับอะไรเลย
“ใต้เท้า” ถงหลี่ผู้ซึ่งเป็นกุนซือขมวดคิ้ว เมื่อกวาดสายตาไปยังรายชื่อของมือปราบทั้งสี่คน ซึ่งท่านเสนาบดีเป็นคนคัดเลือกด้วยตัวเอง
“ท่านเห็นรายชื่อแล้วหรือขอรับ”
“เห็นแล้ว” หานลู่ถอนหายใจ
“หยางอวี่ผู้นี้มิใช่...” ถงหลี่พูดยังไม่จบหานลู่ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
“เขาเป็นคนดีมีฝีมือผู้หนึ่ง”
“แต่เหตุใดท่านเสนาบดีจึงเลือกที่จะส่งมาให้ท่าน คนผู้นี้คือเผือกร้อนหัวหนึ่ง หาได้มีใครอยากจะได้มาไว้ในมือ”
“ส่งเขามาที่นี่น่าจะเลวร้ายน้อยกว่าที่อื่น จะอย่างไรก็ดีกว่าให้เขาอยู่ที่เมืองหลวง ให้เขามาที่นี่นับว่ามีประโยชน์มาก ที่นี่ขาดคนดีมีฝีมือ เขาจะช่วยเราได้มากกว่ามือปราบคนอื่นๆ ที่ถูกส่งตัวมา”
ถงหลี่ถอนหายใจอีกครั้ง “ดูเหมือนท่านเสนาบดีจะเอาแต่ใจเกินไปแล้ว หากฮ่องเต้และองค์หญิงหมิงจูทรงทราบนี่มิเท่ากับหาเรื่องให้ท่านหรอกหรือขอรับ”
“เจ้าคิดว่าฮ่องเต้ไม่ทรงทราบหรือ แต่ไหนแต่ไรมีเรื่องใดรอดพ้นพระเนตรพระกรรณบ้าง ถึงนี่จะเป็นคำสั่งท่านเสนาบดี แต่การย้ายหยางอวี่มาเป็นมือปราบเล็กๆ ที่เมืองอันหยาง ไม่มีทางที่จะไม่ทรงทราบ”
จากองครักษ์ขั้นสี่กลับกลายมาเป็นมือปราบต่ำต้อย กระนั้นชายหนุ่มกลับยืดอกรับอย่างเต็มใจ แทนตำแหน่งราชบุตรเขยที่ฮ่องเต้ทรงเสนอให้
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมทำให้ฮ่องเต้ทรงกริ้ว แต่ถึงจะกริ้วอย่างไรก็เพียงมีราชโองการให้ส่งตัวไปขังคุกเท่านั้น การที่เสนาบดีส่งเขาออกมาจากเมืองหลวงเช่นนี้ ฮ่องเต้ไหนเลยจะไม่ทรงทราบ ดีไม่ดีเรื่องนี้อาจจะทรงเป็นราชโองการจากฮ่องเต้ก็เป็นได้
ใบหน้าสลบไสลแม้มอมแมมไปบ้าง แต่กลับไม่อาจบดบังความงดงามทั้งภายในและภายนอกของนางเอาไว้ได้วันนั้นเขาจำได้ว่าเป็นคนช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาให้หญิงสาว แต่ก่อนที่นางจะฟื้นคืนสติ เขากลับตัดสินใจจากมาโดยหาได้รู้ไม่ว่านางเป็นบุตรสาวตระกูลใดนับจากเหตุการณ์ไฟไหม้ผ่านไปหลายเดือน ไม่คาดคิดว่าจะได้พบนางอีกครั้ง และครั้งนี้ทำให้เขาตัดสินใจในที่สุด จำได้ว่าเขากำลังขี่ม้าออกนอกเมืองกับหูพานกลับต้องชะงักด้านหน้าห่างออกไปจากถนนสายหลักของเมืองยิน ณ ป่าท้อซึ่งกำลังออกดอกบานสะพรั่งนั้น บนต้นท้อยังมีร่างของหนึ่งเด็กน้อยกับหนึ่งสาวงามนั่งอยู่เบื้องล่างมีเด็กน้อยอีกคน พร้อมกับสาวใช้เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเป็นกังวลเสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยทั้งสองประสานกันดังลั่น เสียงปลอบประโลมของหญิงสาวยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาคาดเดาเรื่องราวได้อย่างง่ายดายเด็กน้อยคงปีนป่ายต้นท้อขึ้นไปอย่างนึกสนุก จากนั้นจึงลงมาไม่ได้ ร้อนถึงหญิงสาวที่ผ่านมาพบเข้าจึงปีนขึ้นไปปลอบโยนและช่วยเหลือเพียงแต่...เขาเดาไม่ออกเลยว่าสตรีงดงาม ทั้งยังท่วงท่าเรียบร้อยเช่นนั้น จะกล้าปีนป่ายต้นไม้ อีกทั้งนางจะช่วยเด็กน้อยผู้นั้นให้ลงมาอย่างปลอด
นิ่งไปเล็กน้อยหูพานกลับยิ้มออกมาที่มุมปาก “ที่ข้าศรัทธาคือท่านและพี่น้องของเราหาใช่ราชสำนัก”“กลับไปพักผ่อนเถิด” หยางอวี่ยิ้มบางๆ ก่อนตอบออกมาแล้วปิดประตูมองดูประตูที่ค่อยๆ ปิดลงหูพานได้แต่ถอนหายใจ เขาจำนนในคำพูดเมื่อครู่ของหยางอวี่ ‘ไม่มีคำว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม มีแค่สิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว’“เอาเถิด ข้าเชื่อใจท่านมาจนถึงวันนี้ เช่นนั้นข้าก็จะเชื่อต่อไป”มองย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เรื่องสะท้านฟ้าสะเทือนแผ่นดินที่หยางอวี่และเสนาบดีเสิ่นวางแผนร่วมกัน เขาให้ตื่นตะลึงระคนเลื่อมใสยิ่งนักจะมีผู้ใดปราดเปรื่องไปกว่านี้อีก หูพานไม่อาจให้คำตอบได้จริงๆ การปฏิเสธฮ่องเต้นับว่าไม่ง่าย เพราะองค์หญิงหมิงจูนั้น นับเป็นยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจของราชวงศ์ ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่กล้าล่วงเกินอีกทั้งฮ่องเต้เองก็ทรงรักใคร่ ทะนุถนอมและตามใจนางยิ่งกว่าองค์รัชทายาท แน่นอนว่าเรื่องที่ต้องพระทัยหยางอวี่นั้น คนทั้งเมืองหลวงย่อมตระหนัก และต่างก็มั่นใจว่าหยางอวี่ไม่มีทางหลุดรอดไปได้หากมิใช่ว่าเผิงอ๋องผู้เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ฮ่องเต้คิดก่อกบฏ แม้สามารถจับกุมได้ครั้งหนึ่ง แต่กลับยังคงหนีออกมาได้โดยมีขุนนางบางส่วนให้ความช่วยเหล
จวนว่าการเมืองอันหยางในเวลานี้ครึกครื้นยิ่ง เนื่องจากสี่มือปราบจากเมืองหลวงเพิ่งเดินทางมาถึง หานลู่ผู้เป็นเจ้าเมืองไม่ได้รีบร้อนให้คนทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่ในทันที เนื่องจากตามกำหนดการแล้ว ยังเหลือเวลาอีกสามวันจึงจะถึงวันรายงานตัว“อย่างไรเสียก็ใช้เวลาอีกสามวันที่เหลือสำรวจเมืองอันหยางให้ทั่ว ทำความคุ้นเคยเอาไว้”“ขอบคุณใต้เท้า” หยางอวี่รับคำจากนั้นก็พาคนของตนทั้งสามออกไปจากห้องไม่ถาม และไม่สงสัยว่าเหตุใดจวนท่านเจ้าเมืองจึงถูกปรับปรุงให้เป็นเรือนพำนักของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากรู้มาก่อนแล้วว่าหานลู่ใช้เงินของตนซื้อคฤหาสน์หลังใหม่เอาไว้ในเมืองอันหยาง ทั้งยังตั้งใจจะลงหลักปักฐานในเมืองนี้อย่างถาวรหลังเกษียณ“ใต้เท้า” ถงหลี่ที่เอาแต่ยืนเงียบกระซิบ ทั้งที่มือปราบทั้งสี่เดินออกไปแล้วครั้งนี้เขานับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ คนผู้หนึ่งกลับยังสามารถข่มขวัญผู้อื่นได้ เพียงแค่ก้าวเข้ามายืนนิ่งๆ และเอ่ยเพียงไม่กี่ประโยคใบหน้าของหยางอวี่แม้หล่อเหลาโดดเด่น แต่กลิ่นอายรอบตัว กลับทำให้รู้สึกกริ่งเกรงและกีดกันผู้คนไม่ให้เข้าใกล้ เป็นกลิ่นอายแห่งความน่ากลัว ซึ่งแม่แต่เขาที่ไม่ได้สนทนากับอีกฝ่ายโดยตรงยั
คนในครอบครัวของนางมักจะเรียกนางว่า ‘เชี่ยนเชี่ยน’ คนนอกและบ่าวไพร่เรียกนางอย่างให้เกียรติว่า ‘คุณหนูใหญ่’ ไม่มีใครเรียกนางว่า ‘หนิงเอ๋อร์’ มาก่อนถึงอย่างนั้นนางก็ยังไม่ได้กล่าวอะไร เพียงฟังบทสนทนาที่หญิงสาวกลุ่มนี้ชี้ชวนให้นางสนใจ กระทั่งมารดาและน้องสาวมาถึง หานเชี่ยนหนิงเพียงแนะนำให้ทุกคนรู้จักพอเป็นมารยาท จากนั้นจึงขอตัวกลับ โดยอ้างว่ามารดาสุขภาพไม่ใคร่จะดีจูเซวี่ยถิงรู้นิสัยของบุตรสาวทั้งสองคนดี ดังนั้นนางจึงอือออเป็นอย่างดีก่อนแยกตัวออกมาจากสตรีกลุ่มนั้น“นี่มันอะไรกันหรือพี่ใหญ่” หานเยี่ยนหรงมองพี่สาวที่กำลังพยุงมารดาอยู่อีกฝั่งนางอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองกลุ่มคนด้านหลัง กระทั่งกวาดสายตามองการแต่งกายงดงามของแต่ละคนด้วยความประหลาดใจ“พวกนางรู้จักท่านได้อย่างไร”“เห็นชัดว่าเมืองเล็กๆ แห่งนี้ข่าวสารช่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่ง”หานเชี่ยนหนิงถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ระหว่างที่นางกับผู้เป็นน้องสาวพยุงมารดาเดินลงบันไดมานั้น ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มกำลังเดินขึ้นไปไหว้พระขอพรเช่นกันจูเซวี่ยถิงตามองตามคนกลุ่มนั้น แต่หูยังคงฟังบทสนทนาของบุตรสาวทั้งสองคน กระทั่งหานเยี่ยนหรงสังเกตเห็น “ท่านแม่ มีอะ











