Masukอาภรณ์สำหรับออกนอกวังถูกสวมใส่ให้เสิ่นลู่ถิงอย่างระมัดระวัง เหล่านางในช่วยกันประทินโฉมให้สตรีที่แสนงดงามอยู่แล้วนั้นงดงามมากขึ้นอีก ตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว เสิ่นลู่ถิงในวันนี้จำเป็นต้องทำให้ตนเองเป็นที่จดจำมากที่สุด
ยามเห็นอาลี่เข้ามาก็เอ่ยปากให้นางในออกไปอย่างสุภาพและไม่ลืมจะหยิบเงินเล็กน้อยให้ตอบแทนสำหรับการดูแลด้วย เสิ่นลู่ถิงคอยซื้อใจบ่าวไพร่ไม่ขาด ดังนั้นคนของตำหนักจิ่งเหรินในตอนนี้ มีแต่ผู้ที่ภักดีต่อนางเท่านั้น ไม่สิ….จะขาดก็คนกลุ่มหนึ่งที่ข้าต้องจัดการให้ได้ในวันนี้
“เตรียมการดีแล้วใช่หรือไม่?” อาลี่พยักหน้ารับ
“แต่เช่นนี้ไม่อันตรายเกินไปหรือเจ้าคะคุณหนู? หากเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ตามที่วางไว้ คุณหนูอาจเป็นอันตรายได้นะเจ้าคะ” เสิ่นลู่ถิงมองเห็นแววตาแห่งความเป็นห่วงนั้นแล้วยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยกมือไปลูบหัวอาลี่ด้วยความเอ็นดูดั่งนางคือน้องสาวคนหนึ่ง
“เจ้ายังไม่เชื่อใจข้าหรือ ที่ผ่านมามีสิ่งใดบ้างที่ข้าเสิ่นลู่ถิงตั้งใจลงมือแล้วไม่สำเร็จ” อาลี่ครุ่นคิดตามแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนเสียงของเยว่จินจะหยุดความกังวลนั้นของอาลี่เอาไว้
“พระสนมอี้ชวนส่งข่าวว่าหาเรือนที่พ่อกับแม่ของเฟยหลงถูกจับเอาไว้ได้แล้วเพคะ”
“ดี” ใบหน้าหวานแสดงออกถึงความพึงพอใจ เฟยหลงคือองครักษ์ที่ฮ่องเต้ประทานให้ตำหนักจิ่งเหริน แต่อีกนัยหนึ่งเขาคือคนที่ฮองเฮาตั้งใจฝังไวที่ตำหนักข้าเพื่อดูความเคลื่อนไหว
เสิ่นลู่ถิงเลือกที่จะไม่ฆ่าเฟยหลงเพราะเขามีคุณค่ากว่านั้น ด้วยฝีมือของเฟยหลงแล้ว ควรตายเพื่อภักดีและปกป้องข้า ไม่ใช่ตายเพราะต้องการฆ่าข้า
“ครานี้ก็เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหรือเพคะ? พระสนมถึงได้รู้ล่วงหน้า” จู่ๆ เย่วจินก็เอ่ยถามในสิ่งที่อาลี่เองก็อยากรู้เช่นกัน
“ใช่ แต่ชาติก่อนเรื่องเช่นนี้ไม่ได้เกิดกับข้า แต่เป็นสนมเอก ครานั้นกับสนมเอก ฮองเฮาก็ทรงทำไม่สำเร็จ แต่ข้าไม่รู้ว่าสนมเอกจัดการอย่างไร แต่สำหรับข้าแล้ว….ทุกอย่างต้องจบลงโดยที่ข้ามีประโยชน์สูงสุดเท่านั้น”
ในชาติก่อนเรื่องนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่เสิ่นลู่ถิงก้มหน้าก้มตาเป็นชายารองที่ดีของจวนอ๋อง ดังนั้นไม่รับรู้ความเป็นไปของเรื่องนี้มากนัก เพียงแค่รู้ว่าหลังจากฮองเฮาจัดการเรื่องนี้ สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ….และถูกขังไว้ในตำหนักเย็นร่วมเดือน
“พระสนมรถม้าพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสิ่นลู่ถิงหันไปพยักหน้ากับอี้ชวนอย่างรับรู้ ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่ลืมส่งหีบขนาดเล็กที่มีแต่ของมีค่าให้อาบี่และเยว่จินช่วยกันถือออกไปด้วย
“อาลี่ เยว่จิน พวกเจ้าก็นั่งไปบนรถม้ากับข้าเถิด อย่าเดินเลย” น้ำเสียงอบอุ่นและความอ่อนโยนนั้นเรียกรอยยิ้มจากอาลี่และเยว่จิน ไม่ว่าจะผู้ใดหากจริงใจและภักดีต่อข้า เสิ่นลู่ถิงคนนี้จะปฏิบัติต่อคนผู้นั้นอย่างดี เพราะข้าเกลียดการทำดีแล้วไม่ได้ดีเป็นที่สุด
ตลาดเซียวถิน
ผู้คนขวักไขว่เดินสวนกันไปมาเป็นบรรยากาศที่แสนจะมีความสุข เสียงเด็กเล็กวิ่งเล่นกันเจื้อยแจ้ว บางคนถือขนม และบางคนก็ถือกังหันเล็กเอาไว้ เสิ่นลู่ถิงหลับตาสูดกลิ่นอายของความเป็นอยู่นี้ สถานที่นี้อากาศบริสุทธิ์กว่าในวังหลวงมากนัก
“บรรยากาศตลาดตอนมีเทศกาลเช่นนี้ดีจังเลยนะเพคะ ผู้คนดูมีความสุขกันมาก”
“อยากได้สิ่งใดกันหรือไม่? ข้าจะซื้อให้?” เสิ่นลูถิงหมุนตัวหันไปถามเยว่จินก่อนจะไล่สายตามองทุกคนที่เดินอยู่ทางด้านหลังด้วยความใส่ใจ เสียงของอาลี่พูดขึ้นตามที่ตระเตรียมกันไว้อย่างทันท่วงที
“คุณหนูเป็นสนมของฝ่าบาท จะซื้อของให้พวกเราได้อย่างไรเจ้าคะ หากใครรู้เข้า….”
“จะกลัวอะไร…หากใครรู้หรือใครถาม ก็แค่บอกว่าข้าเป็นคนประทานให้” หญิงสาวทำทีไม่ฟังในสิ่งที่อาลี่เอ่ยบอก ดวงตากลมยังสอดส่งตามร้านค้าไปมา เลือกซื้อถุงหอมให้กับเยว่จินและอาลี่โดยไม่ลืมที่จะเลือกหลับไปให้นางใของตำหนักอย่างใส่ใจ
“มีดพกนี่ซื้อไว้ให้อี้ชวน แล้วก็เดี๋ยวแวะร้านโอสถด้านหน้า ซื้อโอสถให้กับแม่ของอี้ชวนด้วย” เสียงแห่งความใส่ใจนั้นดังกึกก้อง อี้ชวนก้มหน้าลงแทนคำขอบคุณแล้วขยับยืนห่างเพื่อเว้นระยะ
“เฟยหลงมานี่สิ…” เอ่ยปากเรียกเผ้าหมายของวันนี้อย่างนุ่มนวลหลังจากพูดคุยกับชายชราพิการที่นั่งขายเครื่องรางอยู่จนเสร็จสิ้น ก่อนจะยื่นปี่เซี๊ยะทั้งสี่อันให้ด้วยรอยยิ้ม
“พระสนมสิ่งนี้…”
“พวกเจ้าเป็นองครักษ์ ชีวิตอยู่กับความอันตราย สิ่งนี้เห็นท่านปู่คนนี้บอกว่าเป็นเครื่องรางทั้งช่วยดูดทรัพย์สินแถมยังป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ด้วย พวกเจ้านำไปพกติดตัวเอาไว้คนละอันเถิด”
“พระสนมกระหม่อมรับมิได้ ท่านเป็นสนมของฝ่าบาท……”
“รับไปเถิด แค่เครื่องราง…พวกเจ้าคงไม่โดนฝ่าบาทสั่งประหารเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้หรอก ถือเสียว่าแทนการขอบคุณที่ดูแลข้า”
“ดูแลพระสนมถือเป็นหน้าที่ของพวกกระหม่อม ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นลู่ถิงไม่พูดอะไรมาก แค่พยักหน้ารับคำแล้วยื่นปี่เซี๊ยะที่ตั้งใจเลือกใส่ในมือให้เฟยหลงเท่านั้น ข้าเห็นความวูบไหวในแววตานั้น นายที่อ่อนโยนและเห็นคุณค่าของชีวิต ย่อมน่าถวายความภักดีให้มากกว่านายที่ใช้วิธีเข่นฆ่าเพื่อข่มขู่ให้คนไปเป็นพรรคพวกแน่นอน
“เสียงโหวกเหวกอะไร?” เสียงราวคนทะเลาะกันดังลั่นกึกก้องจนผู้คนตื่นกลัวและวิ่งหนี หญิงและชายชราวิ่งออกมาล้มลุกคลุกคลานอยู่ที่พื้นก่อนจะมีคนไล่ตามมา เสิ่นลู่ถิงเหล่มองเฟยหลงที่หน้าตาตื่นดูท่าก็รู้ว่าอยากจะก้าวขาเข้าไปแต่กลับอดทนเอาไว้
“พระสนมระวังนะเพคะ” เยว่จินยกแขนบดบังผู้เป็นนายเอาไว้
“เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดถึงกล้าทารุณคนเช่นนี้”
“คุณหนูอย่าเข้าไปเลยเจ้าค่ะ อันตรายมากนะเจ้าคะ”
“ปล่อยให้คนแก่สองคนโดนทารุณเช่นนี้ได้อย่างไร อี้ชวนเจ้าไปตามทหารมาเพิ่มเถิด” ทำทีหันไปบอกกับอี้ชวนเช่นนั้นเพื่อให้เป็นไปตามสถานการณ์ แต่ใครจะรู้ว่าทหารในส่วนนั้นถูกอี้ชวนจัดเตรียมเอาไว้แต่แรกแล้ว
“พ่ะย่ะค่ะพระสนม”
หอกเหล็กถูกฟาดเข้าตามลำตัวของคนชราทั้งสอง แม้เสิ่นลู่ถิงตั้งใจเตรียมการเพื่อให้เฟยหลงมาเห็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ฮองเฮาให้คนของตนลงมือต่อชีวิตของคนคนหนึ่งนั้นช่างโหดเหี้ยมนัก แม้ข้าจะยินยอมให้ฮ่องเต้ประหารคนตระกูลตัวเองได้ลง แต่นั่นก็เพราะมีความผิด ความโหดเหี้ยมของข้าเทียบกับฮองเฮาอย่างท่านไม่ได้แม้สักนิด
“เฟยหลงเจ้าจะไปไหน?”
“กระหม่อม คือ….กระหม่อม…..”
“ลูกแม่ …. ลูกแม่ ช่วยแม่ด้วย”
“แม่เจ้าหรือ?” แสร้งถามออกไปแม้จะรู้ดีแก่ใจ เมื่อเห็นเฟยหลงก้มหัวพยักหน้าก็แสร้งทำหน้าตกใจ มองดูคนพวกนั้นที่กระชากผมของหญิงชายวัยชราเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น
“ฮองเฮาตกลงกับข้าเยี่ยงไร เหตุใดถึงทำกับพ่อแม่ข้าเช่นนี้”
“นั่นผิดที่เจ้าทำงานช้า ฮองเฮาทรงกริ้วก็ต้องให้กระตุ้นเสียหน่อย” มิคิดเลยว่าจะพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ เห็นทีคงรู้เรื่องที่ข้าจะออกมานอกวัง และกำจัดข้าที่นี่สินะ
“นี่มันอะไรกัน? เหตุใดจับคนมาทารุณเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายอยู่ในสายตาแล้วหรือ?” เสิ่นลู่ถิงเดินเข้ามาขวางหน้าเฟยหลงไว้อย่างไม่เกรงกลัว ในประโยคนั้นไม่ได้สนใจเรื่องที่องครักษ์ของตนสมคบคิดที่จะทำร้ายตนแต่อย่างใด สนใจเพียงชีวิตของพ่อและแม่ของเฟยหลงเท่านั้น
“จะรักษาชีวิตตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ยังกล้ามาวางอำนาจอีกหรือ!!!”
“ข้ามีป้ายทองของฝ่าบาท หากเจ้ากล้าทำอะไรคนของข้า เจ้าไม่ตายดีแน่” เสิ่นลู่ถิงหยิบของสำคัญที่ฮ่องเต้ให้ติดตัวไว้ยื่นออกไป แม้จะรู้ดีอยู๋แล้วว่าคนตรงหน้าคงไม่หวาดกลัว ข้าก็เพียงแค่ทำให้เฟยหลงเห็นว่าข้าใช้ทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือแล้วก็เท่านั้น
“ฮ่าๆๆๆๆ ช่างน่าขันนัก ท่านคิดแค่ป้ายนี้จะรักษาชีวิตของท่านไว้ได้หรือ?” ปึก!!! ดาบคมฟาดเข้าที่ป้ายทองในฝ่ามือแตกออกจากกัน ปลายดาบนั้นเฉือนฝ่ามือบางจนมีเลือดไหล แม้การมีบาดแผลจะไม่ได้อยู่ฝนแผนการ แต่เจ็บตัวเสียหน่อยก็ดี
“พระสนมระวังพ่ะย่ะค่ะ”
“ปล่อยพ่อแม่ของเฟยหลงเสีย อยากตายหรือ!” ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อคนของฝั่งนั่นเดินกรูออกมา คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าฮองเฮาต้องเตรียมการมาเล่นงาน เพราะรู้ดีว่าข้ามีองครักษ์ของฝ่าบาทและอี้ชวนคอยดูแล
เสียงดาบกระทบกันดังไปทั่ว ชีวิตผู้คนมากหน้าหลายตาถูกพรากไปเพียงเพราะแค่ฮองเฮาที่อยากเอาชนะข้าให้ได้ เสิ่นลู่ถิงดึงมีดดาบที่ปักอยู่กับศพของพวกฝั่งตรงข้ามก่อนจะพุ่งตรงไปหาพ่อกับของเฟยหลงเพื่อช่วยตัดเชือกที่มัดออกให้ แต่สุดท้ายปลายดาบนั้นกลับถูกคนเข้ามาจู่โจมจนล้มลง โชคดีที่อาลี่และเยว่จินเข้ามาประคองรับไว้ได้ทัน
หญิงสาวที่ล้มอยู่ที่พื้นกับคนสนิทซ้ายขวาพากันล่นถอยหลัง เสิ่นลู่ถิงมองตามทางอย่างรอคอยให้อี้ชวนมาถึง ดาบของคนตรงหน้ายกขึ้นสูง หญิงสาวหลับตาแน่นยกแขนขึ้นบัง ก่อนทุกอย่างจะหยุดชะงักเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หยุดนะ!!!”
“ชินอ๋อง?”
สายลมพาดพัดร่างสูงที่ยืนสง่าอยู่ริมแม่น้ำของศาลาริมสระ แม้ผ่านมาเนิ่นนานหลายสัปดาห์แต่คำถามนั้นที่เอ่ยถามออกไปแต่ไม่ได้รับคำตอบกลับยังวนเวียนอยู่ในใจเสียจนไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ “ขอแค่เจ้าให้อภัยในสิ่งที่ข้าทำร้ายใจโดยที่ข้าไม่ได้ตั้งใจ จะได้หรือไม่?” หลังถ้อยคำนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมีแค่เพียงความนิ่งงันและบทสนทนาก็แปรเปลี่ยนไปในทันทีสมุดบันทึกเล่มเก่าในมือถูกกอดเอาไว้แน่น แม้จะอ่านมานับครั้งไม่ถ้วนจนจดจำทุกสิ่งในบันทึกนี้ได้แต่กลับยังเปิดมันเพื่ออ่านวนซ้ำแล้วซ้ำเพื่อตอกย้ำถึงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นอดีตแม้ในครานี้จะรู้สึกเหมือนตนเองถูกเป่าหูให้ตัดสินใจเช่นนั้นในชาติก่อน แต่พอมานึกดูแล้วในตอนนั้นวาจาศักดิ์สิทธิ์ที่เอ่ยสั่งเริ่มการประหารคงชัดเจนและชัดถ้อยชัดคำจนไม่อาจแก้ตัวได้“ฝ่าบาทลมเย็นนักพ่ะย่ะค่ะ เสด็จกลับตำหนักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“ฟู่เอ๋อ เจ้าเชื่อเรื่องตายแล้วย้อนอดีตกลับมาเกิดใหม่หรือไม่?” ดวงตาคมยังคงมองทอดยาวออกไปสู่เบื้องหน้าและเอ่ยถามกงกงคนสนิทอย่างอยากรู้“กระหม่อมเพียงแค่เคยได้ยิน แต่ยังไม่เคยเห็นด้วยตาพ่ะย่ะค่ะ”“หากเป็นเจ้าเล่า ถ้าสมมุติว่าก่อนตายเจ้าแค้นเคืองใจต่อใ
“คนพวกนั้นปลิดชีวิตตัวเอง ตายหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะพระสนม” เสิ่นลู่ถิงหยุดมือที่กำลังปักถุงผ้าอยู่ ดวงตาไม่ได้มีแววของความประหลาดใจเกี่ยวกับเรื่องที่เฟยหลงกล่าวเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น“หึ ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นเช่นนี้” ที่เฟยหลงไปตามสืบเรื่องก็เพื่อให้ได้รับรู้ว่าฮองเฮาไม่มีความจริงใจต่อผู้ใดแม้ทั้งสิ้น ต่อให้ยอมปลิดชีพตัวเองเพื่อนาง คำสัญญาที่เคยกล่าวว่าจะดูแลครอบครัวของคนผู้นั้นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ผู้ที่ถูกหลอกใช้แม้จะดูน่าสงสารนัก แต่นั่นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าตั้งใจเลือกด้วยตนเอง“พระสนมจะให้กระหม่อมทำอย่างไรต่อไปพ่ะย่ะค่ะ?”“ยังไม่ต้องทำสิ่งใด เคลื่อนไหวตอนนี้จะเป็นที่จับตาเกินไป เดี๋ยวฮองเฮาจะสงสัย ช่วงนี้เจ้าแค่ดูแลพ่อกับแม่เจ้าให้ดีก็พอ ขาดเหลือสิ่งใดก็บอกกับเยว่จินให้มาบอกข้าได้”“มีพระสนมเป็นนายถือเป็นบุญของกระหม่อมนัก” เสียงและท่าทีที่อ่อนลงของเฟยหลงทำให้เสิ่นลู่ถิงพึงพอใจไม่น้อย ทิ้งเรื่องนี้เอาไว้สักระยะ เพื่อให้ฮองเฮาตายใจว่าไม่มีใครสืบเรื่องนี้ และเพื่อให้ฮองเฮาไม่คลางแคลงใจว่าเฟยหลงนั้นถูกข้าซื้อตัวมาแล้ว“นายอะไรกันเล่า ข้าบอกเสมอว่าข้ามอ
คำพูดนั้นของเสิ่นลู่ถิงที่ไม่ใช่คำถามแต่เป็นการตักเตือน เฟยหลงนั่งคิดหนักอยู่ครู่ใหญ่ ข้าไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่เฟยหลงคิดหนักเช่นนี้ เฟยหลงฉลาดปราดเปรื่องมีความคิดที่รอบคอบ คงต้องใช้เวลาเพื่อไตร่ตรองดูว่าควรเลือกเส้นทางใดดาบที่มือของเขาถูกดึงออกมาเป็นสัญญาณให้อาลี่และเยว่จินดึงนายของตนถอยหลังด้วยใบหน้าหวาดกลัว เสิ่นลู่ถิงยกมือขึ้นปรามอี้ชวนที่สั่งการคนอยู่ให้ชะงัก เพื่อรอดูให้มั่นใจว่าเฟยหลงจะเลือกสิ่งใดกันแน่“อย่านะลูก ลูกแม่ เจ้าทำเช่นนั้นกับพระสนมมิได้” มารดาของเฟยหลงตะเกียดตะกายด้วยแรงที่มีขยับเข้ามาหาบุตรชายด้วยน้ำตา เสิ่นลู่ถิงรับรู้ถึงความซาบซึ้งในน้ำใจของตนที่มีต่อนาง“ท่านแม่….”“พระสนมช่วยพ่อกับแม่เอาไว้ ชีวิตของเราก็เปรียบเหมือนชีวิตของพระสนมแล้ว เจ้าจะปลงพระชนม์พระสนมมิได้” มือเหี่ยวย่นจับแขนบุตรชายที่จับดาบเอาไว้แน่นพลางส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วย“ลองคิดดูเถิดลูก ฮองเฮามีอำนาจก็จริง แต่ใช้งานเจ้าทั้งใช้พ่อกับแม่เพื่อข่มขู่ ทำร้ายและตบตีพวกเรา เจ้ายังจะภักดีต่อคนเช่นนี้อยู่หรือ” บิดาของเฟยหลงพูดสมทบด้วยอีกคน“ข้ามิได้ภักดีต่อฮองเฮา เพียงแต่ห่วงพวกท่านเท่านั้น” เสิ่นลู่ถิงพยัก
“เสิ่นลู่ถิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ดวงตากลมมองชินอ๋องอย่างแปลกใจที่เห็นว่าเขาเดินเข้ามาที่นี่ ทั้งที่ควรจะเป็นอี้ชวนที่นำกำลังทหารบางส่วนบุกมา แต่ครานี้กลับไม่ใช่ ดูเหมือนว่าแผนการจะผิดเพี้ยนไปจากที่คาดไว้เสียหมด“ท่านอ๋องมาที่นี่ได้อย่างไร?”“ข้าเห็นเจ้าตอนออกจากวัง แค่นึกเป็นห่วงก็เลยตามมา มือของเจ้า เจ็บมากหรือไม่?”“ข้าไม่เจ็บ” เสิ่นลู่ถิงดึงเอามือที่ชินอ๋องจับไปดูอย่างถือวิสาสะออกจากการกอบกุม แม้ท่านจะกลับชาติมาเกิดเช่นเดียวกันกับข้า นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ข้าอยากให้อภัยเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ดีต่อข้าเพียงใดก็ไม่อาจลบล้างความชั่วร้ายที่ข้าจดจำไว้ในใจออกไปได้“ขอข้าดูหน่อยเถิด”“ปล่อยเถิดท่านอ๋อง ข้าเป็นสตรีของฝ่าบาท ผู้คนจะครหาเอาได้” น้ำเสียงจริงจังเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ยอมลดละเสียที เสิ่นลู่ถิงหันไปมองผู้คนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ไปแล้วมิรู้เลยว่าควรแก้สถานการณ์ต่อไปอย่างไร“อยู่นิ่งๆ” ชินอ๋องยังคงเอ่ยย้ำแล้วรั้งมือบางเอาไว้ แม้เสิ่นลู่ถิงพยายามเท่าใดก็ไม่อาจำให้เขาหยุดมาทำหน้าตาหวังดีเช่นนั้นได้“ปล่อยมือออกจากสนมของข้า”“ฝ่าบาท ม
อาภรณ์สำหรับออกนอกวังถูกสวมใส่ให้เสิ่นลู่ถิงอย่างระมัดระวัง เหล่านางในช่วยกันประทินโฉมให้สตรีที่แสนงดงามอยู่แล้วนั้นงดงามมากขึ้นอีก ตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว เสิ่นลู่ถิงในวันนี้จำเป็นต้องทำให้ตนเองเป็นที่จดจำมากที่สุดยามเห็นอาลี่เข้ามาก็เอ่ยปากให้นางในออกไปอย่างสุภาพและไม่ลืมจะหยิบเงินเล็กน้อยให้ตอบแทนสำหรับการดูแลด้วย เสิ่นลู่ถิงคอยซื้อใจบ่าวไพร่ไม่ขาด ดังนั้นคนของตำหนักจิ่งเหรินในตอนนี้ มีแต่ผู้ที่ภักดีต่อนางเท่านั้น ไม่สิ….จะขาดก็คนกลุ่มหนึ่งที่ข้าต้องจัดการให้ได้ในวันนี้“เตรียมการดีแล้วใช่หรือไม่?” อาลี่พยักหน้ารับ“แต่เช่นนี้ไม่อันตรายเกินไปหรือเจ้าคะคุณหนู? หากเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ตามที่วางไว้ คุณหนูอาจเป็นอันตรายได้นะเจ้าคะ” เสิ่นลู่ถิงมองเห็นแววตาแห่งความเป็นห่วงนั้นแล้วยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยกมือไปลูบหัวอาลี่ด้วยความเอ็นดูดั่งนางคือน้องสาวคนหนึ่ง“เจ้ายังไม่เชื่อใจข้าหรือ ที่ผ่านมามีสิ่งใดบ้างที่ข้าเสิ่นลู่ถิงตั้งใจลงมือแล้วไม่สำเร็จ” อาลี่ครุ่นคิดตามแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนเสียงของเยว่จินจะหยุดความกังวลนั้นของอาลี่เอาไว้“พระสนมอี้ชวนส่งข่าวว่าหาเรือนที่พ่อกับแม่ข
ยามที่ลมเย็นพัดกระทบผ่านผิวกายขาวเนียนละเอียดดุดหิมะ เจ้าของร่างเล็กก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา แต่เพียงไม่นานความหนาวเย็นนั้นก็ถูกปัดเป่าด้วยอ้อมกอดอุ่น เสิ่นลู่ถิงเอียงคอมองฮ่องเต้ที่โอบกอดจากด้านหลังแล้วได้แต่เผยรอยยิ้มกว้างในเพลานี้ตัวข้าไม่ใช่เสิ่นลู่ถิงชายาอ๋องที่ถูกประหารชีวิตอีกแล้ว บุรุษที่เคยสั่งประหารข้าอย่างไม่ฟังความจริงข้อใดแม้สักนิด เพลานี้กำลังกอดข้าเอาไว้แน่นด้วยความรักใคร่ มือหนานั้นลูบไล้หน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมาอย่างปรารถนาที่จะพบหน้า ความเป็นพ่อเป็นแม่นั้นช่างอัศจรรย์นัก ถึงแม้จะยังไม่เคยพบหน้า ยังไม่รู้ว่าจะน่ารักน่าชังเพียงใด แต่ข้ากับรักและหวงแหนเด็กในท้องคนนี้มากมายเหลือเกินหากข้าเกิดมาโดยที่ท่านพ่อท่านแม่รักบ้างก็คงดี เสิ่นลู่ถิงสะบัดหัวไล่ความคิด อย่างไรตอนนี้ไม่ว่าจะพ่อแม่ที่แท้จริงหรือพ่อแม่ที่ขโมยข้ามาเลี้ยงก็ไม่มีใครหลงเหลืออยู่แล้วสักคน ข้าแค่ต้องใช้ชีวิตให้ดี และรักษาเด็กน้อยในครรภ์ให้ดีเทียบเท่าชีวิตข้า“ลมเริ่มหนาวแล้ว เจ้ากลับเข้าตำหนักดีหรือไม่? เดี๋ยวจะป่วยเอาได้”“หม่อมชั้นยังอยากอยู่ตรงนี้อีกสักหน่อยเพคะ ดวงจันทร์คืนนี้สวยเหลือเกิน ฝ่าบาททรงทอดพระเนตร







