LOGINแม้จะไม่ใช่คนที่เคยทำร้ายข้าในชาติก่อน แต่หากคิดทำร้ายข้าในชาตินี้ เสิ่นลู่ถิงคนนี้ก็จะไม่อ่อนแอปล่อยไปเช่นกัน
View Moreยามที่ลมเย็นพัดกระทบผ่านผิวกายขาวเนียนละเอียดดุดหิมะ เจ้าของร่างเล็กก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา แต่เพียงไม่นานความหนาวเย็นนั้นก็ถูกปัดเป่าด้วยอ้อมกอดอุ่น เสิ่นลู่ถิงเอียงคอมองฮ่องเต้ที่โอบกอดจากด้านหลังแล้วได้แต่เผยรอยยิ้มกว้าง
ในเพลานี้ตัวข้าไม่ใช่เสิ่นลู่ถิงชายาอ๋องที่ถูกประหารชีวิตอีกแล้ว บุรุษที่เคยสั่งประหารข้าอย่างไม่ฟังความจริงข้อใดแม้สักนิด เพลานี้กำลังกอดข้าเอาไว้แน่นด้วยความรักใคร่ มือหนานั้นลูบไล้หน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมาอย่างปรารถนาที่จะพบหน้า ความเป็นพ่อเป็นแม่นั้นช่างอัศจรรย์นัก ถึงแม้จะยังไม่เคยพบหน้า ยังไม่รู้ว่าจะน่ารักน่าชังเพียงใด แต่ข้ากับรักและหวงแหนเด็กในท้องคนนี้มากมายเหลือเกิน
หากข้าเกิดมาโดยที่ท่านพ่อท่านแม่รักบ้างก็คงดี เสิ่นลู่ถิงสะบัดหัวไล่ความคิด อย่างไรตอนนี้ไม่ว่าจะพ่อแม่ที่แท้จริงหรือพ่อแม่ที่ขโมยข้ามาเลี้ยงก็ไม่มีใครหลงเหลืออยู่แล้วสักคน ข้าแค่ต้องใช้ชีวิตให้ดี และรักษาเด็กน้อยในครรภ์ให้ดีเทียบเท่าชีวิตข้า
“ลมเริ่มหนาวแล้ว เจ้ากลับเข้าตำหนักดีหรือไม่? เดี๋ยวจะป่วยเอาได้”
“หม่อมชั้นยังอยากอยู่ตรงนี้อีกสักหน่อยเพคะ ดวงจันทร์คืนนี้สวยเหลือเกิน ฝ่าบาททรงทอดพระเนตรดูสิเพคะ” เสิ่นลู่ถิงชี้ออกไปบนท้องฟ้ากว้างยามค่ำคืนที่มองเห็นได้ผ่านศาลากลางสวนดอกไม้ พื้นที่โดยรอบนี้เปลี่ยนเป็นดอกโบตั๋นสีชมพูสวยอย่างที่เสิ่นลู่ถิงชอบตามคำสั่งของฮ่องเต้
“ข้าไม่เห็นว่าจะมีสิ่งใดสวยไปกว่าเจ้า”
“ฝ่าบาททรงตรัสอะไรก็ไม่รู้” เสียงหัวเราะด้วยความเอ็นดูดังขึ้น กายเล็กของเสิ่นลู่ถิงถูกจับให้หมุนหันหลัง แก้มที่มีน้ำมีนวลขึ้นทั้งยังขึ้นเสียงแดงระเรื่อถูกเกลี่ยไปมาก่อนที่ปลายจมูกจะกดลงมาแล้วสูดเอากลิ่นหอมเข้าไปฟอดใหญ่
“เหตุใดยังเขินอายอยู่อีกเล่า เรามีลูกด้วยกันแล้วนะ”
“มีลูกแล้วเขินอายมิได้หรือเพคะ”
“หึ ได้สิ ได้แน่นอน” ฮ่องเต้ประทับลงบนเก้าอี้ที่จัดไว้บนศาลา กายเล็กของเสิ่นลู่ถิงถูกดึงให้นั่งลงบนตักอย่างระมัดระวัง มือหนายังคอยลูบที่หน้าท้องตลอดไม่ละไปไหน
“ฝ่าบาทเอาแต่มาขลุกอยู่กับหม่อมชั้น เหตุใดไม่ไปหาความสุขสมกับสนมคนอื่นเล่าเพคะ”
แม้จะพูดออกไปเช่นนั้นแต่เสิ่นลู่ถิงกลับก้มหน้าลงแล้วแสดงแววตาแสนเศร้าหมอง ในเพลานี้ข้ามิอาจใช้ร่างกายเพื่อยั่วยวนให้ท่านติดอยู่กับค่า เช่นนั้นก็มีเพียงมารยาที่จะช่วยได้
“หากข้าทำอย่างนั้น เจ้าจะพอใจหรือ?” มุมปากของฮ่องเต้เผยรอยยิ้มเอ็นดูทั้งเชยคางมลให้สนมรักเงยขึ้นมาสบตา
“ในตอนนี้หม่อมชั้นมอบความสุขให้แก่ฝ่าบาทไม่ได้ หากฝ่าบาทจะไปหาสนมคนอื่น หม่อมชั้นก็ไม่อาจห้ามได้หรอกเพคะ เพียงขอแค่อย่าเอ็นดูถิงถิงน้อยลงไปก็พอแล้วเพคะ”
ดวงตาคมก้มลงมองศรีษะทุยของอีกคนที่ทาบทับลงมาบนอกแกร่ง เสิ่นลู่ถิงออกแรงเอาหัวถูกไปมาอย่างออดอ้อน แก้มนิ่มที่ทาบทับอยู่ตรงอนั้นทำเอาหัวใจของคนถูกอ้อนเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้
“ถิงถิงของข้าน่ารักถึงเพียงนี้ ข้าจะเอ็นดูเจ้าน้อยลงได้อย่างไรเล่า”
คางมลถูกจับเชยขึ้นอีกครั้ง ครานี้มิใช่เพียงการสบตาเหมือนอย่างเคย แต่เสิ่นลู่ถิงกลับถูกคนตรงหน้าฉกชิมริมฝีปากนุ่ม แรงขยับแสนเนิบนาบนั้นเร้าให้ใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นล่ำสัน เสิ่นลู่ถิงรู้ดีว่าแม้จะหักห้ามใจตัวเองเพียงใด ก็ไม่อาจหยุดยั้งความรู้สึกภายในใจได้
“ปากของเจ้านุ่มนิ่มนัก ข้าอยากครอบครองเช่นนี้ทุกวันเลย”
“ต่อไปเมื่อหม่อมชั้นท้องใหญ่ขึ้น ใบหน้าก็คงใหญ่ขึ้นตามไปด้วย พอถึงตอนนั้น…ฝ่าบาทยังชอบถิงถิงหรือไม่เพคะ”
คำถามแสนน่ารักนั้นทำฮ่องเต้ใจอ่อนยวบแล้วเผยยิ้ม ทั้งที่แสดงออกครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามิว่าคนตรงหน้าจะเป็นเช่นไรตนก็ยังยกให้เป็นคนโปรดเสมอ แต่กลับได้รับคำถามไม่มั่นใจเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ช่างเถิด จะอย่างไรก็พร้อมจะตอบคำถามของสนมรักอย่างไม่รู้จักเบื่อ
“ข้าแสดงออกชัดเจนเช่นนี้แล้ว”
มือหนาลูบไล้ไปตามแก้มเนียนและกรอบหน้า “ต่อให้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก ข้าก็จะยังชอบเจ้าอย่างเดิมเสมอ เช่นนี้พอใจแล้วหรือยัง” ปลายจมูกโด่งกดลงที่แก้มเนียนแล้วลากไล้มาที่ลำคอก่อนจะขบเม้มแผ่วเบาแล้วผละออก ระหว่างที่กอดกันกลมก็มองดูทิวทัศน์ยามค่ำคืนอยู่พักใหญ่
“ฮองเฮาทรงเป็นอย่างไรบ้างหรือเพคะ?” อ้อมกอดที่เอวบางคลายลงเมื่อคำถามนันของเสิ่นลู่ถิงดังขึ้น ก่อนแรงหายใจจากฮ่องเต้จะทำให้พอรับรู้ได้ถึงความหนักอึ้งในพระทัย
“เฮ่อ ในตอนนี้พ่อของนางคุมอำนาจหลายฝ่าย หากข้าบุ่มบ่ามอาจไม่ส่งผลดี แม้จะรู้ดีว่าหมอหลวงถูกส่งมาจากตระกูลเฉิน แต่ก็ยังหาหลักฐานไม่พบว่าฮองเฮาเป็นคนสั่งการ”
“เช่นนั้นหรือเพคะ….”
เสิ่นลู่ถิงถามเสียงแผ่วแต่ยังคงพยักหน้าเข้าใจ ไม่ต่างไปจากที่ข้าคาดคิดมากนัก ฮองเฮาเป็นคนฉลาด คงมิมีทางถูกจับได้โดยง่ายหรอก เช่นนั้นก็มาคอยดูกันว่าฮองเฮาผู้สูงส่งเช่นท่าน กับสนมที่ตายมาแล้วครั้งหนึ่งเช่นข้าผู้ใดจะได้รับชัยชนะครั้งนี้
“ถิงถิง….หากข้ายังลงโทษฮองเฮาตอนนี้มิได้ เจ้าจะโกรธข้าหรือไม่ ข้าแค่อยากให้เจ้ารู้ไว้ว่าข้าแค่ต้องการเวลา ข้ามิอยากให้เจ้ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ”
“ฝ่าบาทตรัสอะไรเช่นนั้นเพคะ แค่รู้ว่าฝ่าบาททรงห่วงใยเช่นนี้ ถิงถิงก็ดีใจมากแล้ว มิบังอาจน้อยใจหรอกเพคะ”
มือเล็กจับมือของคนที่หนักใจอยู่มากอบกุมไว้ เพลานี้ต่อให้งี่เง่าร้องฟูมฟายไปก็เท่านั้น การเป็นฮ่องเต้ยิ่งใหญ่มาก ใต้หล้าทั้งหมดก็ล้วนเป็นของฮ่องเต้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ข้าต้องทำคือเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ และไม่ว่าข้าต้องการสิ่งใด ข้าก็จะได้….
“จริงหรือ?”
“จริงสิเพคะ บ้านเมืองมีเรื่องให้ฝ่าบาททรงกังวลมากพอแล้ว อย่าทรงกังวลพระทัยเรื่องของถิงถิงเลยนะเพคะ ถิงถิงเป็นห่วงฝ่าบาทเพคะ”
“ดูสิ สนมรักของข้ารู้ความเช่นนี้ แล้วข้าจะไปสนใจหญิงใดได้อีกเล่า” แก้มเนียนถูกบับแผ่วเบาจากความันเขี้ยวและความรักใคร่ เสิ่นลู่ถิงจับมือที่บีบแก้มอยู่มาแนบที่หน้าแล้วพูดเสียงออดอ้อน
"ฝ่าบาท....."
"อ้อนเช่นนี้อยากได้อะไร หืม?" จมูกรั้นถูกฮ่องเต้ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยอย่างรู้ทัน เสิ่นลู่ถิงเกาต้นคอแล้วเผยรอยยิ้มหวานออกมา และเป็นรอยยิ้มที่เจ้าของตักอุ่นชอบมองมากที่สุด
"ฝ่าบาททรงรู้ใจถิงถิงเหลือเกิน อีกสามวันหม่อมชั้นขอออกไปนอกวังได้หรือไม่เพคะ? ด้านนอกมีงานเทศกาล หม่อมชั้นอยากไปเดินเล่น"
"แต่ข้าต้องไปว่าราชการที่ต่างเมือง ไม่ไว้ใจให้เจ้าไปคนเดียว"
"หม่อมชั้นไม่ไปคนเดียวเพคะ จะให้อาลี่ เยว่จิน อี้ชวน แล้วก็องครักษ์ที่ฝ่าบาททรงประทานให้ไปด้วยกันกับหม่อมชั้น ได้หรือไม่เพคะ? ถิงถิงสัญญาว่าจะไม่ห่างจากองครักษ์ของฝ่าบาทเลย"
แขนเรียวสองข้างยกขึ้นคล้องคอ ก่อนจะขยับเอาหัวทุยแนบกับอกแกร่งแล้วถูกไปมาอีกครั้ง แรงออดอ้อนนั้นเรียกรอยยิ้มจากฮ่องเต้ได้ไม่น้อย
"อ้อนข้าเช่นนี้ หากข้าใจร้ายไม่ให้เจ้าไป คนคงครหาว่าข้าเป็นสวามีที่ใจร้ายนัก"
"ใครจะกล้าต่อว่าเพคะ หากมีใครติฉินฝ่าบาท ถิงถิงจะสู้สุดชีวิต" เสิ่นลู่ถิงกำหมัดแน่นแล้วทำท่าชกต่อยไปกับอากาศ เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าแสนภาคภูมิใจจากห้องเต้ส่งมาให้
"หึ เจ้านี่มัน....น่ารักเกินไปแล้ว เช่นนั้นก็ไปเถิด แต่อย่าลืมว่าต้องดูแลตัวเองให้ดี เข้าใจหรือไม่?" นิ้วยาวชี้ใบหน้าน่ารักเพื่อเตือนและย้ำคำ เสิ่นลู่ถิงจับนิ้วยาวนั้นไว้แน่แล้วหอมบนหลังมือหนาอย่างจงใจ
"เพคะ ถิงถิงเข้าใจแล้ว"
"นี่เป็นป้ายของข้า หากเกิดเรื่องร้ายจวนตัวจนไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ก็จงใช้มันเสีย ข้าเชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าทำร้ายเจ้า"
ดวงตากลมมองป้ายสีทองในมือ นั่นเป็นป้ายยืนยันที่เหล่าขุนนางใหญ่ต่างก็มีกัน เสิ่นลู่ถิงมองสบดวงตาคมที่มองมาด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาด้วยมือสั่นเทาเล็กน้อย ฮ่องเต้ดีกับข้าเสียจน….ข้าไม่อาจหักห้ามใจดวงน้อยเอาไว้ได้เลย
"ถิงถิงขอบพระทัยเพคะ"
ตำหนักจิ่งเหริน
บานประตูตำหนักจิ่งเหรินปิดลงพร้อมกับรอยยิ้มแสนอ่อนโยนที่มลายหายไปจากเสิ่นลู่ถิง นางนั่งลงบนเก้าอี้แล้วมองป้ายในมืออย่างไม่คิดว่าจะได้มา ข้าเคยได้ยินว่าฮ่องเต้ทรงมีป้ายนี้อยู่สองอัน แต่กลับมอบหนึ่งอันให้ข้า ท่านคิดเช่นไรกันแน่ มิใช่ว่าแค่ลุ่มหลงเหมือนกลับที่ลุ่มหลงสนมคนอื่นที่เคยมีมาหรือ
“คุณหนูจะเข้านอนเลยไหมเจ้าคะ?”
“อีกสักพัก…. อาลี่ พรุ่งนี้เจ้าไปบอกอี้ชวนให้ข้าทีว่าอีกสามวันเราจะออกนอกวังกัน ให้อี้ชวนเตรียมตัวด้วย”
“พระสนมจะเสด็จออกไปทำไมหรือเพคะ? ท่านตั้งครรภ์อยู่…” เยว่จินถามด้วยน้ำเสียงหัวใยต่อผู้เป็นนาย
“ข้ามีเรื่องต้องจัดการในทันที เรื่องนี้รอมิได้ สำคัญถึงคอขาดบาดตาย” เสิ่นลู่ถิงพูดเพียงเท่านั้น สายตามุ่งมั่นมองไปเบื้องหน้า ถึงเวลาที่ต้องจัดการเรื่องนี้เสียที หากข้อทำได้สำเร็จ ก็จะได้คนฝีมือดีมาเป็นคนของข้าอีกคน.....
สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นคาวเลือดและเขม่าไฟให้เจือจางลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนหนักอึ้งเหนือทุ่งหญ้าชายป่าที่เพิ่งผ่านสมรภูมิขนาดย่อม ร่างของอดีตชินอ๋องผู้เคยสูงส่ง บัดนี้ทอดกายสงบนิ่งอยู่บนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยหยดน้ำค้างและโลหิตของตนเอง ดวงตาที่เคยแฝงไปด้วยความทะเยอทะยานและแผนการร้ายในอดีตชาติ บัดนี้ปิดสนิทลงพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ราวกับว่าได้พบกุญแจที่ไขพันธนาการแห่งความรู้สึกผิดที่จองจำมานานแสนนานเสิ่นลู่ถิงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าร่างนั้น มือหนึ่งยังคงโอบกอดเยี่ยหลานลูกสาววัยห้าขวบไว้แนบอก ก่อนจะหันไปมองหยางหมิงที่มีอาลี่และเยว่จินคอยยืนจับมือไว้อยู่ เด็กน้อยซบหน้าลงกับไหล่ของมารดาด้วยความหวาดหวั่นแต่ไออุ่นจากอ้อมกอดของเสินลู่ถิงก็ทำให้เด็กน้อยเริ่มสงบลง ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าที่ซูบผอมของอดีตชินอ๋องอย่างตั้งใจ ความทรงจำจากชาติก่อนไหลวนเข้ามาดั่งภาพฝันที่บิดเบี้ยว ภาพที่อีกคนเคยยืนอยู่เคียงข้างตระกูลหลี่ ภาพที่มือนั้นร่างสูงนั้นยืนมองดาบคมบั่นลงที่คอของข้าอย่างไม่ใยดี แต่ในเพลานี้ความเกลียดชังที่เคยสลักลึกอยู่ในกระดูกกลับค่อยๆ มลายหายไปราวกับควันไฟที่ถูกลมพัด"เขาตายแล้
สายลมพัดพาเอากลิ่นอายของดอกไม้นานาพรรณจากยอดเขามาสู่ตลาดการค้าชายขอบเมืองหลวง บรรยากาศภายนอกกำแพงวังช่างแตกต่างจากความเงียบเชียบและกฎระเบียบอันเคร่งครัดที่เสิ่นลู่ถิงในฐานะสูงส่งอย่างหวงกุ้ยเฟย วันนี้อยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่ายอย่างสตรีผู้ดีมีฐานะทั่วไป ใบหน้าผุดผ่องถูกแต้มเพียงชาดบางเบาแต่ยังคงไม่อาจซ่อนเร้นราศีแห่งความสูงศักดิ์ไปได้มือบางซ้ายขวาจับมือของหยางหมิงและเยี่ยหลานองค์ชายและองค์หญิงฝาแฝดวัยห้าขวบที่บัดนี้ดวงตากลมโตกำลังเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น ทั้งคู่ชี้ชวนกันดูงิ้วข้างทางและขนมน้ำตาลปั้นรูปมังกรอย่างสนุกสนาน"ท่านแม่ ดูนั่นสิเพคะ! มังกรตัวนั้นมีสีรุ้งด้วย" เยี่ยหลานตัวน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้ว พลางกระตุกชายแขนเสื้อของมารดาให้หันมาสนใจสิ่งที่ตนกำลังมองด้วยความตื่นเต้น"เยี่ยหลานชอบหรือ? เดี๋ยวแม่จะให้พี่อาลี่ซื้อให้เจ้าดีไหม" เสิ่นลู่ถิงยิ้มตอบด้วยแววตาอ่อนโยน ข้างกายคืออาลี่แลเยว่จินที่ติดตามมาด้วยความเป็นห่วง หากอี้เหอไม่ติดว่าต้องดูแลไท่เฮา เห็นทีคงตามมากันจนหมดแม้บรรยากาศจะดูรื่นรมย์เพียงใด แต่เสิ่นลู่ถิงกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก ดวงตากลมกวาด
ราตรีที่ผ่านพ้นพายุหมุนแห่งการทรยศหักเหลี่ยมดูจะเงียบสงบกว่าคืนไหนๆ ภายในห้องบรรทมของตำหนัก กลิ่นกำยานหอมอ่อนระรื่นโชยพัดพาความเหนื่อยล้าให้มลายหายไป เสิ่นลู่ถิงยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังร่างเล็กๆ ของลูกฝาแฝดวัยสามขวบที่นอนหลับสนิทเคียงข้างกัน หยางหมิงและเยี่ยหลานบุตรมังกรและธิดาหงส์ของนางที่เพิ่งผ่านพ้นภยันตรายมาหยกๆกายบางโน้มกายลงจัดผ้าห่มแพรไหมสีทองให้คลุมถึงอกอุ่นๆ ของทั้งคู่เบาๆ สัมผัสแผ่วเบาที่พวงแก้มยุ้ยของลูกทำให้เสิ่นลู่ถิงหลุดยิ้มออกมาด้วยความรักสุดหัวใจในชาติก่อนข้ามิเคยได้รับสัมผัสเช่นนี้ มิเคยรู้ซึ้งถึงคำว่ามารดา แต่นับจากวินาทีที่ข้าได้กลับมาล้างแค้นและสร้างชีวิตใหม่ ทุกลมหายใจของข้าบัดนี้คือเพื่อปกป้องลมหายใจของเด็กทั้งสองคนนี้เท่านั้นเมื่อมั่นใจว่าลูกๆ เข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนหวานแล้ว เสิ่นลู่ถิงจึงขยับกายอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้อาลี่และเยว่จินถอยออกไปเฝ้าที่ม่านชั้นนอก แล้วคว้าเสื้อคลุมไหล่ผ้าไหมลายดอกเหมยมาห่มกาย ทั้งเดินออกจากห้องบรรทมมุ่งหน้าสู่สวนอุทยานที่ชอบไป“พระจันทร์คืนนี้สวยมากเลยเจ้าค่ะคุณหนู” อาลี่
ในความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงนกร้องจิ๊บๆ จากยอดไม้ เสิ่นลู่ถิงจ้องมองสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ แม้คำพูดของอี้เหอจะฟังดูบริสุทธิ์ใจ ทว่าสัญชาตญาณของคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งบอกลู่ถิงว่า ไม่มีใครยอมอุทิศชีวิตให้ผู้อื่นเพียงเพราะ "ความเมตตา" ของผู้สูงส่งเท่านั้น ต้องมีบางอย่างที่ผูกมัดนางไว้... บางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่ากตัญญูทั่วไป"อี้เหอ..." เสิ่นลู่ถิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา"ข้าขอบใจในความสัตย์ซื่อของเจ้า แต่ในวังหลวงแห่งนี้ ข้าเรียนรู้มาว่าความภักดีมักแลกมาด้วยความแค้นหรือความรัก ข้าอยากรู้... อะไรคือสิ่งที่ทำให้สตรีที่ดูรักสันโดษเช่นเจ้า ยอมก้าวเข้าสู่กรงทองที่เต็มไปด้วยเขม่าพิษแห่งนี้?"อี้เหอนิ่งไป แววตาที่เคยใสกระจ่างกลับวูบไหวด้วยประกายไฟบางอย่างที่ลุกโชนขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะมอดดับลงกลายเป็นความเย็นเยียบที่แสนโศกเศร้า เสิ่นลู่ถิงมองคนตรงหน้าที่ก้มหน้าลงมองมือของตนเองที่สั่นเทาเล็กน้อย"หวงกุ้ยเฟยทรงปราดเปรื่องเกินกว่าที่หม่อมชั้นจะปิดบังได้... เหตุผลที่ไท่เฮาทรงไว้วางใจหม่อมชั้น เพราะหม่อมชั้นและพระองค์มี 'ศัตรู' คนเดียวกันเพคะ" เหอเอ่ยเสียงแผ่วก
กาลเวลาผันผ่านไปราวกับสายน้ำหลาก สามปีในวังหลวงช่างสั้นนักสำหรับผู้ที่มีความสุข แต่ช่างยาวนานแสนสาหัสสำหรับผู้ที่ถูกลืมเลือน ที่ตำหนักร้างท้ายวัง บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาเตอะจนแทบมองไม่เห็นบานหน้าต่างเสียงหัวเราะสลับกับเสียงร้องไห้โฮของสตรีผู้หนึ่งยังคงดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ แต่ไม่มีใครใส่ใ
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำคืนที่จันทร์เสี้ยวแขวนเด่นอยู่เหนือยอดตำหนัก เสิ่นลู่ถิงนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้หอมภายในสวนหลังวัง กลิ่นดอกราตรีโชยมาตามลมเย็น แผ่วเบาและเยือกเย็นไม่ต่างจากกระแสอารมณ์ที่กำลังไหลเวียนอยู่ในอกในยามนี้มือเรียวบางลูบไล้ถ้วยชาเคลือบมุกอย่างใจเย็น แววตาที่เคยฉายเพียงความอ่อ
เสียงที่ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องใต้ดินดั่งเสียงจากสรวงสวรรค์ แรงสั่นสะเทือนทำเอาฝุ่นผงและเศษหินร่วงกราวลงมาทับถมร่างของเสิ่นลู่ถิงที่กำลังเผชิญหน้ากับมัจจุราชในคราบสตรีสูงศักดิ์ เฉินเสี่ยวเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาที่เคยฉายแววอาฆาตบัดนี้สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะม
"อาลี่ เยว่จิน... พาลูกๆ ของข้าเข้าไปในห้องบรรทมชั้นใน และปิดหน้าต่างให้มิดชิดด้วย" ลู่ถิงสั่งเสียงเรียบทว่าแฝงด้วยความเฉียบขาดหลังจากที่เฟยหลงออกไปทำตามที่สั่ง แต่ยังไม่ทันที่สาวใช้คนสนิททั้งสองจะอุ้มองค์ชายและองค์หญิงแฝดลับตาไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่คนคุ้นหน้าก็ดังขึ้นที่หน้า