LOGINแม้จะไม่ใช่คนที่เคยทำร้ายข้าในชาติก่อน แต่หากคิดทำร้ายข้าในชาตินี้ เสิ่นลู่ถิงคนนี้ก็จะไม่อ่อนแอปล่อยไปเช่นกัน
View More찌걱찌걱-
하흣!!너무좋아~~ 오늘 호텔라운지 바에서 처음만난여자였다. 함께 위스키를 마시고 이야기 하고 누가 뭐랄것도 없이 키스하고 호텔 스위트룸으로 올라와 서로를 탐닉하고 알몸인체 여자는 덕배 위로 올라가 허리를 열심히 움직였다. 씨발허리 잘 돌리네 덕배가 이를 드러내며 웃었다. 두어 시간 전 라운지 바에서 이름을 주고받았고, 술잔이 세 번쯤 비었을 때는 서로 오늘 밤 뭘 원하는지도 진작 끝난 얘기였다. 여자도 적극적이었고 덕배는 그런 여자를 마다할 이유가 없었다. “오빠, 좋아?” “보면 몰라?” “말로 해줘.” “잘한다고.” “그거 말고.” 덕배가 헛웃음을 터뜨렸다. “그럼 뭐. 사랑한다고 해줘?” “미쳤어? 오늘 처음 봤는데.” “알긴 아네.” 여자가 웃으며 그의 가슴을 때렸다. 덕배는 그 손을 잡아 제 입가에 가져갔다가 그대로 끌어당겼다. 여자야 좋았다. 예쁘고, 잘 맞고, 같이 있는 동안 즐거우면 됐다. 거기에 사랑이니 미래니 하는 거창한 이름까지 처붙여야 할 이유는 모르겠었다. 만나고 싶으면 또 만났다. 마음에 들면 가방도 사주고 주얼리도 사줬다. 덕배에게 그 정도 돈은 큰돈도 아니었다. 상대가 둘 사이를 연애라고 생각하든 아니든 굳이 바로잡으려고 애쓰지도 않았다. 대신 하지 않은 약속을 한 적도 없었다. 새벽이 가까워져서야 스위트룸 안이 조용해졌다. 덕배는 침대 아래 떨어진 바지를 주워 입었다. 넓은 등에 남은 손톱 자국 따위는 신경도 쓰지 않은 채 셔츠를 걸치자 침대에 엎드려 있던 여자가 고개를 들었다. “오빠, 가?” “어.” “자고 가지.” “내일 일 있어.” “주말인데 무슨 일?” 덕배가 단추를 채우며 피식 웃었다. “씨발, 나도 그게 궁금하다.” 여자가 깔깔 웃었다. “오빠 무슨 일 하는데?” “건설회사.” “현장직?” 덕배의 손이 멈췄다. “내가?” “몸이 그렇잖아.” 덕배가 자기 몸을 한번 내려다보더니 웃음을 터뜨렸다. “야, 회사 이사한테 현장직이 뭐냐.” “진짜 이사야?” “가짜 이사도 있냐?” “안 어울려.” “뭐가.” “회사원.” 덕배가 재킷을 집어 들며 여자를 흘겨봤다. “아침부터 처맞기 싫으면 자라.” 여자는 무서워하기는커녕 이불에 얼굴을 묻고 웃었다. “다음에 연락해도 돼?” “해.” “오빠도 해.” “생각나면.” “싸가지 없어.” “그걸 이제 알았냐?” 덕배는 웃으며 방을 나왔다. 누군가를 만나고 헤어지는 데 복잡한 감정은 필요하지 않았다. 여자가 없는 삶을 살아본 적도 드물었고, 그렇다고 특정한 한 사람이 반드시 필요했던 적은 더 없었다. 그게 배덕배가 서른넷까지 살아온 방식이었다. 다음 날 오후, 덕배는 개인적인 볼일로 외근을 나와 있었다. 약속 장소까지 십여 분. 신호에 걸린 사이 휴대전화를 확인하던 덕배의 시선이 조수석으로 향했다. 있어야 할 검은 서류봉투가 없었다. 그는 잠깐 눈을 감았다. “아, 씨발.” 책상 위였다. 아침에 직접 챙겨놓고 다른 전화 받다가 그대로 나온 게 떠올랐다. 짜증은 즉각 올라왔지만 판단은 빨랐다. 상대에게 확인받아야 할 서류라 없이는 약속 장소에 가봐야 의미가 없었다. 덕배는 바로 전화를 걸어 시간을 조금 미루고 다음 교차로에서 차를 돌렸다. 건물로 돌아왔을 때는 주변에 빈자리가 없었다. “존나 차 많네.” 덕배는 입구 주변을 훑다가 건물 옆 작은 꽃집 앞쪽에 차를 붙였다. J&J. 간판은 눈에 들어왔지만 그뿐이었다. 꽃집에 볼일도 없었고, 안을 들여다볼 이유는 더 없었다. 서류 하나 가져오는 데 길어야 몇 분이었다. 그는 차에서 내려 그대로 건물 안으로 들어갔다. 그 몇 분이 십 분 가까이 늘어난 건 위에서 현장 직원에게 붙잡혔기 때문이었다. 덕배는 서류봉투를 옆구리에 끼고 계단을 내려오면서도 통화를 이어갔다. “아니, 자재부터 막으라고. 씨발, 사람 보내달라고 기다리지 말고 네가 먼저 확인해.” - 예, 이사님. “사진 찍어서 바로 보내. 내가 이동하면서 볼 테니까.” 전화를 끊은 덕배는 휴대전화를 주머니에 밀어 넣었다. 차로 향하는 동안 꽃집 앞에서 누가 뭘 하는지는 눈에 들어오지도 않았다. 머릿속에는 다음 약속과 조금 전 현장 보고가 동시에 돌아가고 있었다. 운전석 문을 잡는 순간 뒤에서 목소리가 들렸다. “저기요!” 덕배는 문을 열려다 말고 돌아봤다. 작은 여자애 하나가 꽃집 앞에서 이쪽으로 걸어오고 있었다. 흰 앞치마에 긴 갈색 머리를 대충 묶은, 얼핏 봐도 어린 얼굴이었다. 가까이 오던 여름은 덕배를 제대로 확인하고 걸음을 아주 잠깐 늦췄다. 크고 두꺼운 체격에 날카로운 눈매, 오른쪽 눈썹 위를 길게 가른 흉터까지. 솔직히 무서웠다. 그렇다고 돌아갈 일은 아니었다. 여름은 적당한 거리를 두고 멈췄다. 차가 꽃을 실으러 들어와야 할 길을 막고 있었고, 자신은 그냥 그것만 말하면 됐다. 평소처럼 밝고 정중한 목소리가 나왔다. “아저씨, 차 좀 빼주세요.” 덕배의 눈썹이 확 꿈틀했다. “……뭐?” 여름이 차를 가리켰다. “차 좀 빼달라고요.” 덕배는 차를 한번 보고 다시 여름을 봤다. 방금 들은 말 중 차는 이미 머릿속에서 사라졌다. “야.” 여름의 눈이 동그래졌다. 덕배가 자기 얼굴을 손가락으로 가리켰다. “내가 아저씨냐?”สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นคาวเลือดและเขม่าไฟให้เจือจางลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนหนักอึ้งเหนือทุ่งหญ้าชายป่าที่เพิ่งผ่านสมรภูมิขนาดย่อม ร่างของอดีตชินอ๋องผู้เคยสูงส่ง บัดนี้ทอดกายสงบนิ่งอยู่บนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยหยดน้ำค้างและโลหิตของตนเอง ดวงตาที่เคยแฝงไปด้วยความทะเยอทะยานและแผนการร้ายในอดีตชาติ บัดนี้ปิดสนิทลงพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ราวกับว่าได้พบกุญแจที่ไขพันธนาการแห่งความรู้สึกผิดที่จองจำมานานแสนนานเสิ่นลู่ถิงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าร่างนั้น มือหนึ่งยังคงโอบกอดเยี่ยหลานลูกสาววัยห้าขวบไว้แนบอก ก่อนจะหันไปมองหยางหมิงที่มีอาลี่และเยว่จินคอยยืนจับมือไว้อยู่ เด็กน้อยซบหน้าลงกับไหล่ของมารดาด้วยความหวาดหวั่นแต่ไออุ่นจากอ้อมกอดของเสินลู่ถิงก็ทำให้เด็กน้อยเริ่มสงบลง ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าที่ซูบผอมของอดีตชินอ๋องอย่างตั้งใจ ความทรงจำจากชาติก่อนไหลวนเข้ามาดั่งภาพฝันที่บิดเบี้ยว ภาพที่อีกคนเคยยืนอยู่เคียงข้างตระกูลหลี่ ภาพที่มือนั้นร่างสูงนั้นยืนมองดาบคมบั่นลงที่คอของข้าอย่างไม่ใยดี แต่ในเพลานี้ความเกลียดชังที่เคยสลักลึกอยู่ในกระดูกกลับค่อยๆ มลายหายไปราวกับควันไฟที่ถูกลมพัด"เขาตายแล้
สายลมพัดพาเอากลิ่นอายของดอกไม้นานาพรรณจากยอดเขามาสู่ตลาดการค้าชายขอบเมืองหลวง บรรยากาศภายนอกกำแพงวังช่างแตกต่างจากความเงียบเชียบและกฎระเบียบอันเคร่งครัดที่เสิ่นลู่ถิงในฐานะสูงส่งอย่างหวงกุ้ยเฟย วันนี้อยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่ายอย่างสตรีผู้ดีมีฐานะทั่วไป ใบหน้าผุดผ่องถูกแต้มเพียงชาดบางเบาแต่ยังคงไม่อาจซ่อนเร้นราศีแห่งความสูงศักดิ์ไปได้มือบางซ้ายขวาจับมือของหยางหมิงและเยี่ยหลานองค์ชายและองค์หญิงฝาแฝดวัยห้าขวบที่บัดนี้ดวงตากลมโตกำลังเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น ทั้งคู่ชี้ชวนกันดูงิ้วข้างทางและขนมน้ำตาลปั้นรูปมังกรอย่างสนุกสนาน"ท่านแม่ ดูนั่นสิเพคะ! มังกรตัวนั้นมีสีรุ้งด้วย" เยี่ยหลานตัวน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้ว พลางกระตุกชายแขนเสื้อของมารดาให้หันมาสนใจสิ่งที่ตนกำลังมองด้วยความตื่นเต้น"เยี่ยหลานชอบหรือ? เดี๋ยวแม่จะให้พี่อาลี่ซื้อให้เจ้าดีไหม" เสิ่นลู่ถิงยิ้มตอบด้วยแววตาอ่อนโยน ข้างกายคืออาลี่แลเยว่จินที่ติดตามมาด้วยความเป็นห่วง หากอี้เหอไม่ติดว่าต้องดูแลไท่เฮา เห็นทีคงตามมากันจนหมดแม้บรรยากาศจะดูรื่นรมย์เพียงใด แต่เสิ่นลู่ถิงกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก ดวงตากลมกวาด
ราตรีที่ผ่านพ้นพายุหมุนแห่งการทรยศหักเหลี่ยมดูจะเงียบสงบกว่าคืนไหนๆ ภายในห้องบรรทมของตำหนัก กลิ่นกำยานหอมอ่อนระรื่นโชยพัดพาความเหนื่อยล้าให้มลายหายไป เสิ่นลู่ถิงยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังร่างเล็กๆ ของลูกฝาแฝดวัยสามขวบที่นอนหลับสนิทเคียงข้างกัน หยางหมิงและเยี่ยหลานบุตรมังกรและธิดาหงส์ของนางที่เพิ่งผ่านพ้นภยันตรายมาหยกๆกายบางโน้มกายลงจัดผ้าห่มแพรไหมสีทองให้คลุมถึงอกอุ่นๆ ของทั้งคู่เบาๆ สัมผัสแผ่วเบาที่พวงแก้มยุ้ยของลูกทำให้เสิ่นลู่ถิงหลุดยิ้มออกมาด้วยความรักสุดหัวใจในชาติก่อนข้ามิเคยได้รับสัมผัสเช่นนี้ มิเคยรู้ซึ้งถึงคำว่ามารดา แต่นับจากวินาทีที่ข้าได้กลับมาล้างแค้นและสร้างชีวิตใหม่ ทุกลมหายใจของข้าบัดนี้คือเพื่อปกป้องลมหายใจของเด็กทั้งสองคนนี้เท่านั้นเมื่อมั่นใจว่าลูกๆ เข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนหวานแล้ว เสิ่นลู่ถิงจึงขยับกายอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้อาลี่และเยว่จินถอยออกไปเฝ้าที่ม่านชั้นนอก แล้วคว้าเสื้อคลุมไหล่ผ้าไหมลายดอกเหมยมาห่มกาย ทั้งเดินออกจากห้องบรรทมมุ่งหน้าสู่สวนอุทยานที่ชอบไป“พระจันทร์คืนนี้สวยมากเลยเจ้าค่ะคุณหนู” อาลี่
ในความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงนกร้องจิ๊บๆ จากยอดไม้ เสิ่นลู่ถิงจ้องมองสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ แม้คำพูดของอี้เหอจะฟังดูบริสุทธิ์ใจ ทว่าสัญชาตญาณของคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งบอกลู่ถิงว่า ไม่มีใครยอมอุทิศชีวิตให้ผู้อื่นเพียงเพราะ "ความเมตตา" ของผู้สูงส่งเท่านั้น ต้องมีบางอย่างที่ผูกมัดนางไว้... บางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่ากตัญญูทั่วไป"อี้เหอ..." เสิ่นลู่ถิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา"ข้าขอบใจในความสัตย์ซื่อของเจ้า แต่ในวังหลวงแห่งนี้ ข้าเรียนรู้มาว่าความภักดีมักแลกมาด้วยความแค้นหรือความรัก ข้าอยากรู้... อะไรคือสิ่งที่ทำให้สตรีที่ดูรักสันโดษเช่นเจ้า ยอมก้าวเข้าสู่กรงทองที่เต็มไปด้วยเขม่าพิษแห่งนี้?"อี้เหอนิ่งไป แววตาที่เคยใสกระจ่างกลับวูบไหวด้วยประกายไฟบางอย่างที่ลุกโชนขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะมอดดับลงกลายเป็นความเย็นเยียบที่แสนโศกเศร้า เสิ่นลู่ถิงมองคนตรงหน้าที่ก้มหน้าลงมองมือของตนเองที่สั่นเทาเล็กน้อย"หวงกุ้ยเฟยทรงปราดเปรื่องเกินกว่าที่หม่อมชั้นจะปิดบังได้... เหตุผลที่ไท่เฮาทรงไว้วางใจหม่อมชั้น เพราะหม่อมชั้นและพระองค์มี 'ศัตรู' คนเดียวกันเพคะ" เหอเอ่ยเสียงแผ่วก
กาลเวลาผันผ่านไปราวกับสายน้ำหลาก สามปีในวังหลวงช่างสั้นนักสำหรับผู้ที่มีความสุข แต่ช่างยาวนานแสนสาหัสสำหรับผู้ที่ถูกลืมเลือน ที่ตำหนักร้างท้ายวัง บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาเตอะจนแทบมองไม่เห็นบานหน้าต่างเสียงหัวเราะสลับกับเสียงร้องไห้โฮของสตรีผู้หนึ่งยังคงดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ แต่ไม่มีใครใส่ใ
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำคืนที่จันทร์เสี้ยวแขวนเด่นอยู่เหนือยอดตำหนัก เสิ่นลู่ถิงนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้หอมภายในสวนหลังวัง กลิ่นดอกราตรีโชยมาตามลมเย็น แผ่วเบาและเยือกเย็นไม่ต่างจากกระแสอารมณ์ที่กำลังไหลเวียนอยู่ในอกในยามนี้มือเรียวบางลูบไล้ถ้วยชาเคลือบมุกอย่างใจเย็น แววตาที่เคยฉายเพียงความอ่อ
เสียงที่ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องใต้ดินดั่งเสียงจากสรวงสวรรค์ แรงสั่นสะเทือนทำเอาฝุ่นผงและเศษหินร่วงกราวลงมาทับถมร่างของเสิ่นลู่ถิงที่กำลังเผชิญหน้ากับมัจจุราชในคราบสตรีสูงศักดิ์ เฉินเสี่ยวเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาที่เคยฉายแววอาฆาตบัดนี้สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะม
"อาลี่ เยว่จิน... พาลูกๆ ของข้าเข้าไปในห้องบรรทมชั้นใน และปิดหน้าต่างให้มิดชิดด้วย" ลู่ถิงสั่งเสียงเรียบทว่าแฝงด้วยความเฉียบขาดหลังจากที่เฟยหลงออกไปทำตามที่สั่ง แต่ยังไม่ทันที่สาวใช้คนสนิททั้งสองจะอุ้มองค์ชายและองค์หญิงแฝดลับตาไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่คนคุ้นหน้าก็ดังขึ้นที่หน้า