Masuk“เสิ่นลู่ถิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ดวงตากลมมองชินอ๋องอย่างแปลกใจที่เห็นว่าเขาเดินเข้ามาที่นี่ ทั้งที่ควรจะเป็นอี้ชวนที่นำกำลังทหารบางส่วนบุกมา แต่ครานี้กลับไม่ใช่ ดูเหมือนว่าแผนการจะผิดเพี้ยนไปจากที่คาดไว้เสียหมด
“ท่านอ๋องมาที่นี่ได้อย่างไร?”
“ข้าเห็นเจ้าตอนออกจากวัง แค่นึกเป็นห่วงก็เลยตามมา มือของเจ้า เจ็บมากหรือไม่?”
“ข้าไม่เจ็บ” เสิ่นลู่ถิงดึงเอามือที่ชินอ๋องจับไปดูอย่างถือวิสาสะออกจากการกอบกุม แม้ท่านจะกลับชาติมาเกิดเช่นเดียวกันกับข้า นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ข้าอยากให้อภัยเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ดีต่อข้าเพียงใดก็ไม่อาจลบล้างความชั่วร้ายที่ข้าจดจำไว้ในใจออกไปได้
“ขอข้าดูหน่อยเถิด”
“ปล่อยเถิดท่านอ๋อง ข้าเป็นสตรีของฝ่าบาท ผู้คนจะครหาเอาได้” น้ำเสียงจริงจังเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ยอมลดละเสียที เสิ่นลู่ถิงหันไปมองผู้คนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ไปแล้วมิรู้เลยว่าควรแก้สถานการณ์ต่อไปอย่างไร
“อยู่นิ่งๆ” ชินอ๋องยังคงเอ่ยย้ำแล้วรั้งมือบางเอาไว้ แม้เสิ่นลู่ถิงพยายามเท่าใดก็ไม่อาจำให้เขาหยุดมาทำหน้าตาหวังดีเช่นนั้นได้
“ปล่อยมือออกจากสนมของข้า”
“ฝ่าบาท มาได้อย่างไรเพคะ ฝ่าบาทต้องเสด็จไปราชกิจที่ต่างเมืองมิใช่หรือเพคะ?” ความงุนงงเพิ่มขึ้นอีกเมื่อเห็นฮ่องเต้ผู้ที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้มากที่สุด เสิ่นลู่ถิงมองอี้ชวนที่วิ่งเหนื่อยหอบมาอย่างเข้าใจ และก็คงไม่สามารถทำความเข้าใจได้ในตอนนี้
“ยังไม่ทันได้ออกเดินทาง ก็เห็นอี้ชวนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเสียก่อน” เสิ่นลู่ถิงพยักหน้ารับ มองดูคนที่จับพ่อกับแม่ของเฟยหลงอยู่เมื่อครู่วิ่งหนีไป
“มือของเจ้า? บาดเจ็บหรือ? ใครมันกล้าทำสนมรักของข้า!!!” มือเล็กถูกสัมผัสอย่างแผ่วเบาอย่างหวาดกลัวที่จะกระทบกระเทือนบาดแผล เอ่ยปากตวาดลั่นหาต้นตอของบาดแผลที่ฝ่ามือของสนมรัก ตาคมมองตามแผ่นหลังขอคนที่วิ่งหนีแล้วกำลังจะวิ่งตามแต่เสิ่นลู่ถิงดันอกเอาไว้เสียก่อน
“อี้ชวน”
“ฝ่าบาท กระหม่อมตามไปเองพ่ะย่ะค่ะ” อี้ชวนเข้าใจสิ่งที่เสิ่นลู่ถิงจะสื่อในทันทีก่อนจะก้าวจ้ำแล้ววิ่งออกไปพร้อมกับทหารบางส่วน
“เจ็บมากหรือไม่ถิงถิง ข้าพาเจ้ากลับวังนะ” เมื่อเห็นว่าอี้ชวนวิ่งตามแล้วก็หันมาสนใจบาดแผลที่มือของเสิ่นลู่ถิงต่อ สัมผัสแผ่วเบาทั้งคำถามแสนห่วงใยนั้นทำเสิ่นลู่ถิงเผลอหลุดรอยยิ้มออกมา ก่อนที่จะหลุดออกจากภวังค์ในตอนที่ได้ยินเสียงชินอ๋องเอ่ยเรียกแผ่วเบา
“เสิ่นลู่ถิง….” ชินอ๋องที่ตั้งท่าราวกับต้องการถามอะไรต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินสิ่งที่ฮ่องเต้ตรัสออกมา มือหนาของชินอ๋องกำแน่นอย่างกักเก็บความโกรธเคืองเอาไว้ในใจ
“ชินอ๋องมีสิ่งใดต้องทำก็ไปทำเถิด ไม่ลำบากรบกวนให้เจ้ามาห่วงใยสนมของข้าหรอก”
กลิ่นยาฉุนไปทั่วตำหนักจิ่งเหริน ฮ่องเต้เดินไปมารอคอยให้หมอหลวงทำแผลให้เสิ่นลู่ถิงอยู่ไม่ห่าง ทันทีที่หมอหลวงแจ้งว่าอาการไม่น่าห่วงก็พรูลมหายใจคลายความกังวล ก้าวเดินไปหาสนมรักแล้วโอบรอบเอวเอาไว้อย่างหวงแหน
“ฝ่าบาทไม่ต้องเสด็จแล้วหรือเพคะ?”
“ทำไม? อยากให้ข้าไปนักหรือ?” เสียงแข็งนั่นทำให้เสิ่นลู่ถิงหันหลังหนี ดวงตาคมที่แข็งกร้าวเมื่อครู่จากความหึงหวงแปรเปลี่ยนก่อนจะรีบโอบกอดเสิ่นลู่ถิงจากด้านหลัง
“ฝ่าบาททรงตรัสเช่นนี้อีกแล้ว ทั้งที่ทรงรู้ว่าหม่อมชั้นไม่ชอบ”
“ข้าขอโทษ ข้าหวงเจ้านี่นา เจ้ามีลูกกับข้าแล้ว เหตุใดชินอ๋องยังไม่เลิกยุ่งกับเจ้าอีกเล่า” แขนแกร่งรั้งกายเล็กมาโอบกอดแน่น เสิ่นลู่ถิงมองใบหน้าบึ้งตึงของฮ่องเต้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกดีใจขึ้นมา หากท่านหวงข้าอย่างที่ตรัส แสดงว่าท่านรักข้าแล้วใช่หรือไม่
“เรื่องชินอ๋องจะยุ่งกับหม่อมชั้นหรือไม่สำคัญหรือเพคะ?”
“สำคัญสิ! เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าเป็นของข้านะ จะให้ใครมายุ่งกับเจ้าได้อย่างไร”
“ฝ่าบาทหวงถิงถิงเช่นนี้ ถิงถิงดีใจจังเลยเพคะ” เสิ่นลู่ถิงหัวเราะชอบใจที่ได้ยินสิ่งที่ฮ่องเต้ตรัสขึ้นมาทันทีอย่างไม่ต้องใช้ความคิด หัวทุยขยับถูไถไปมาอย่างออดอ้อนอย่างที่ชอบทำ
“แน่นอนว่าข้าต้องหวงเจ้า สนมรักของข้าเชียวนะ” มือบางข้างที่แผลถูกสัมผัสแผ่วเบา ฮ่องเต้ยกมือบางให้ขึ้นมาก่อนจะเป่าลมอุ่นหวังเพียงให้คลายความเจ็บปวดให้สนมรักของตนได้
“เช่นนั้นรีบเสด็จไปแล้วรีบเสด็จกลับนะเพคะ ถิงถิงจะรอฝ่าบาท” ฮ่องเต้กอบกุมมือเล็กทั้งสองข้าง ปลายจมูกกดลงบนฝ่ามือแล้วสบดวงตากลม เสิ่นลู่ถิงหลับตารับสัมผัสของมือหนาที่ลูบไล้อยู่ที่แก้ม
“หากระหว่างข้าไม่อยู่ชินอ๋องมายุ่งกับเจ้า สัญญาได้หรือไม่ว่าจะไม่เปลี่ยนใจไปจากข้า” นัยส์ตาคู่นั้นฉายแววกังวลจนเสิ่นลู่ถิงยังแอบประหลาดใจ ฮ่องเต้ที่เป็นใหญ่ในใต้หล้า เพื่อแค่เอ่ยปากทุกคนก็พร้อมถวายทุกสิ่งให้ แต่กำลังเอ่ยปากขอร้องให้ข้าสัญญาว่าจะไม่ปันใจให้ชายอื่นเช่นนั้นหรือ
“หม่อมชั้นสัญญาเพคะ หลอกลวงฮ่องเต้มีโทษถึงประหาร ถิงถิงมิกล้าแน่นอน” ใบหน้าคมคายพยักหน้ารับคำสัญญา ปลายนิ้วลูไล้ไปที่ริมฝีปากอมชมพูก่อนจะขยับเข้าหาแล้วกดจูบ จากความแวเบาสู่ความเนิบนาบ แม้รู้ว่าจะห่างไปไม่นาน แต่ก็ไม่อยากห่างไปเลยแม้แต่เสี้ยววินาที
“อืม จูบของถิงถิงหวานเหลือเกิน” ยามที่เห็นใบหน้าของเสิ่นลู่ถิงที่ขึ้นสีแดงระเรื่อก็ยิ่งกดจูบย้ำซ้ำไปซ้ำมาอย่างหยอกเย้า
“ฝ่าบาท…พอแล้วเพคะ”
“หากมีเวลามากกว่านี้ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่”
“หม่อมชั้นท้องอยู่นะเพคะ ฝ่าบาทจะรังแกหรือเพคะ” แก้มนิ่มถูกบีบแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู เสิ่นลู่ถิงถูกประคองให้ลุกขึ้นยืนยามได้ยินเสียงกงกงคนสนิทของฮ่องเต้มาตามเมื่อสมควรแก่เวลา สัมผัสแสนอ่อนโยนที่หน้าผากถูกทิ้งไว้ก่อนฮ่องเต้จะก้าวเดินไป
“อาลี่ เฟยหลงเป็นอย่างไรบ้าง?” ประตูตำหนักปิดลงจนสนิทเมื่อเยว่จินมองดูทุกทิศทางอย่างดีแล้ว เสิ่นลู่ถิงนั่งลงถอนหายใจด้วยความร้อนใจที่ไม่อาจปกปิดได้ ทุกอย่างผิดแผนไปเสียหมดไม่รู้ว่าทั้งเฟยหลงและพ่อแม่ของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง
“อี้ชวนช่วยทั้งพ่อและแม่ของเฟยหลงเข้ามาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู แต่เฟยหลงยังไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะต้องทำเป็นไม่รู้เรื่องและตามเสด็จกลับมาก่อน”
“เช่นนั้นเจ้าเตรียมเงิน เสื้อผ้าที่พอจะให้พ่อแม่ของเฟยหลงใส่ได้ แล้วก็ของกินด้วย”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
“ส่วนเยว่จิน…เจ้าไปตามเฟยหลงมาพบข้า ไม่ต้องบอกว่าเรื่องใด แค่บอกว่าข้าต้องการคุยด้วยก็พอ”
“เพคะพระสนม”
เสิ่นลูถิงวางท่าทีเรียบนิ่งนั่งรออยู่ในตำหนัก ทันทีที่เฟยหลงมาถึงก็คำนับตามมารยาทอย่างเคย แม้จะทำตัวราวกับเป็นปกติเพียงใด แต่เสิ่นลู่ถิงกลับมองเห็นแววตาวูบไหวนั้น
“เจ้าช่วยตามข้าไปที่หนึ่งได้หรือไม่?”
“พระสนมต้องการเสด็จไปที่ใด กระหม่อมมีหน้าที่ตามเสด็จอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี” เสิ่นลู่ถิงออกเดินนำโดยมีอาลี่และเยว่จินคอยประกบไม่ห่าง ทันทีที่มาถึงเรือนเก่าหลังหนึ่งที่ไม่ไกลจากหลังวังมากนัก บานประตูก็เปิดเข้าไป เฟยหลงเบิกตากว้างแล้วก้าวเดินเชื่องช้าเข้าไปหาผู้เป็นบิดาที่นั่งเฝ้าไข้มารดาอยู่ก่อนจะคุกเข่าลงราวกับต้องการขอโทษ
“ท่านหญิงขอบคุณที่ช่วยข้ากับเมีย”
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก”
“พระสนมเป็นคนช่วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“พระสนมหรือ?” บิดาของเฟยหลงหน้าตาตื่นตระหนกไม่น้อย เสิ่นลู่ถิงเห็นชายชราที่พยายามจะก้มหัวเพื่อกราบกรานก็รีบรุดเข้าไปรับมือเหี่ยวย่นนั้นเอาไว้ แม้ข้าจะทำไปเพื่อตัวเอง แต่อย่างน้อยการช่วยพวกท่านสองตายายให้ได้มีชีวิตต่อไปก็ถือเป็นผลพลอยได้ที่ข้าพอใจไม่น้อย
“ข้าเห็นเจ้าพูดว่าเป็นพ่อและแม่เจ้าจึงให้อี้ชวนช่วยเอาไว้ ที่นี่มีคนของข้าคอยเฝ้าดูเสมอ เจ้าไม่ต้องห่วง อี้ชวนเองก็จะเทียวไปมาเพื่อช่วยดูแลด้วย”
“กระหม่อม….กระหม่อมขอบพระทัยพระสนม กระหม่อมไม่รู้ว่าจะตอบแทนพระสนมอย่างไร” แววตารู้สึกผิดนั้นเป็นสิ่งตอบแทนวาข้าทำสำเร็จแล้วในครานี้
“หึ คนเราทำสิ่งใดไม่หวังผล นั่นเป็นเพียงคำพูดของคนที่มองโลกได้แคบนัก ข้าเสิ่นลู่ถิงทำสิ่งใดหวังผลเสมอ…”
“เช่นนั้นพระสนมต้องการสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ” ข้าเห็นความสับสนนั้นหลังจากเฟยหลงได้ยินคำพูดของข้า
“หากข้าพูดตามตรง ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าถูกฮองเฮาถูกส่งเข้ามาเพื่อลอบสังหารข้า และเมื่อข้าพูดเช่นนี้ เจ้าคิดว่าเจ้าควรทำสิ่งใดต่อ จะฆ่าข้าเพื่อปิดปากเลยหรือไม่?” แน่นอนว่ามันเป็นเพียงคำพูดลองใจเท่านั้น หากเจ้าตัดสินใจฆ่าข้าจริง เจ้าจะไม่มีวันได้แตะต้องข้า เพราะคนของข้าเล็งธนูมาที่เจ้าตั้งแต่วินาทีที่เจ้าเข้ามาที่นี่แล้ว แต่หากเจ้าเลือกเปลี่ยนเป็นภักดีต่อข้า ไม่ว่าจะชีวิตเจ้า หรือชีวิตของพ่อแม่เจ้าก็จะสามารถรักษาเอาไว้ได้ทั้งสิ้น
สายลมพาดพัดร่างสูงที่ยืนสง่าอยู่ริมแม่น้ำของศาลาริมสระ แม้ผ่านมาเนิ่นนานหลายสัปดาห์แต่คำถามนั้นที่เอ่ยถามออกไปแต่ไม่ได้รับคำตอบกลับยังวนเวียนอยู่ในใจเสียจนไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ “ขอแค่เจ้าให้อภัยในสิ่งที่ข้าทำร้ายใจโดยที่ข้าไม่ได้ตั้งใจ จะได้หรือไม่?” หลังถ้อยคำนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นมีแค่เพียงความนิ่งงันและบทสนทนาก็แปรเปลี่ยนไปในทันทีสมุดบันทึกเล่มเก่าในมือถูกกอดเอาไว้แน่น แม้จะอ่านมานับครั้งไม่ถ้วนจนจดจำทุกสิ่งในบันทึกนี้ได้แต่กลับยังเปิดมันเพื่ออ่านวนซ้ำแล้วซ้ำเพื่อตอกย้ำถึงความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นอดีตแม้ในครานี้จะรู้สึกเหมือนตนเองถูกเป่าหูให้ตัดสินใจเช่นนั้นในชาติก่อน แต่พอมานึกดูแล้วในตอนนั้นวาจาศักดิ์สิทธิ์ที่เอ่ยสั่งเริ่มการประหารคงชัดเจนและชัดถ้อยชัดคำจนไม่อาจแก้ตัวได้“ฝ่าบาทลมเย็นนักพ่ะย่ะค่ะ เสด็จกลับตำหนักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”“ฟู่เอ๋อ เจ้าเชื่อเรื่องตายแล้วย้อนอดีตกลับมาเกิดใหม่หรือไม่?” ดวงตาคมยังคงมองทอดยาวออกไปสู่เบื้องหน้าและเอ่ยถามกงกงคนสนิทอย่างอยากรู้“กระหม่อมเพียงแค่เคยได้ยิน แต่ยังไม่เคยเห็นด้วยตาพ่ะย่ะค่ะ”“หากเป็นเจ้าเล่า ถ้าสมมุติว่าก่อนตายเจ้าแค้นเคืองใจต่อใ
“คนพวกนั้นปลิดชีวิตตัวเอง ตายหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะพระสนม” เสิ่นลู่ถิงหยุดมือที่กำลังปักถุงผ้าอยู่ ดวงตาไม่ได้มีแววของความประหลาดใจเกี่ยวกับเรื่องที่เฟยหลงกล่าวเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น“หึ ข้าคิดเอาไว้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นเช่นนี้” ที่เฟยหลงไปตามสืบเรื่องก็เพื่อให้ได้รับรู้ว่าฮองเฮาไม่มีความจริงใจต่อผู้ใดแม้ทั้งสิ้น ต่อให้ยอมปลิดชีพตัวเองเพื่อนาง คำสัญญาที่เคยกล่าวว่าจะดูแลครอบครัวของคนผู้นั้นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ผู้ที่ถูกหลอกใช้แม้จะดูน่าสงสารนัก แต่นั่นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าตั้งใจเลือกด้วยตนเอง“พระสนมจะให้กระหม่อมทำอย่างไรต่อไปพ่ะย่ะค่ะ?”“ยังไม่ต้องทำสิ่งใด เคลื่อนไหวตอนนี้จะเป็นที่จับตาเกินไป เดี๋ยวฮองเฮาจะสงสัย ช่วงนี้เจ้าแค่ดูแลพ่อกับแม่เจ้าให้ดีก็พอ ขาดเหลือสิ่งใดก็บอกกับเยว่จินให้มาบอกข้าได้”“มีพระสนมเป็นนายถือเป็นบุญของกระหม่อมนัก” เสียงและท่าทีที่อ่อนลงของเฟยหลงทำให้เสิ่นลู่ถิงพึงพอใจไม่น้อย ทิ้งเรื่องนี้เอาไว้สักระยะ เพื่อให้ฮองเฮาตายใจว่าไม่มีใครสืบเรื่องนี้ และเพื่อให้ฮองเฮาไม่คลางแคลงใจว่าเฟยหลงนั้นถูกข้าซื้อตัวมาแล้ว“นายอะไรกันเล่า ข้าบอกเสมอว่าข้ามอ
คำพูดนั้นของเสิ่นลู่ถิงที่ไม่ใช่คำถามแต่เป็นการตักเตือน เฟยหลงนั่งคิดหนักอยู่ครู่ใหญ่ ข้าไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่เฟยหลงคิดหนักเช่นนี้ เฟยหลงฉลาดปราดเปรื่องมีความคิดที่รอบคอบ คงต้องใช้เวลาเพื่อไตร่ตรองดูว่าควรเลือกเส้นทางใดดาบที่มือของเขาถูกดึงออกมาเป็นสัญญาณให้อาลี่และเยว่จินดึงนายของตนถอยหลังด้วยใบหน้าหวาดกลัว เสิ่นลู่ถิงยกมือขึ้นปรามอี้ชวนที่สั่งการคนอยู่ให้ชะงัก เพื่อรอดูให้มั่นใจว่าเฟยหลงจะเลือกสิ่งใดกันแน่“อย่านะลูก ลูกแม่ เจ้าทำเช่นนั้นกับพระสนมมิได้” มารดาของเฟยหลงตะเกียดตะกายด้วยแรงที่มีขยับเข้ามาหาบุตรชายด้วยน้ำตา เสิ่นลู่ถิงรับรู้ถึงความซาบซึ้งในน้ำใจของตนที่มีต่อนาง“ท่านแม่….”“พระสนมช่วยพ่อกับแม่เอาไว้ ชีวิตของเราก็เปรียบเหมือนชีวิตของพระสนมแล้ว เจ้าจะปลงพระชนม์พระสนมมิได้” มือเหี่ยวย่นจับแขนบุตรชายที่จับดาบเอาไว้แน่นพลางส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วย“ลองคิดดูเถิดลูก ฮองเฮามีอำนาจก็จริง แต่ใช้งานเจ้าทั้งใช้พ่อกับแม่เพื่อข่มขู่ ทำร้ายและตบตีพวกเรา เจ้ายังจะภักดีต่อคนเช่นนี้อยู่หรือ” บิดาของเฟยหลงพูดสมทบด้วยอีกคน“ข้ามิได้ภักดีต่อฮองเฮา เพียงแต่ห่วงพวกท่านเท่านั้น” เสิ่นลู่ถิงพยัก
“เสิ่นลู่ถิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ดวงตากลมมองชินอ๋องอย่างแปลกใจที่เห็นว่าเขาเดินเข้ามาที่นี่ ทั้งที่ควรจะเป็นอี้ชวนที่นำกำลังทหารบางส่วนบุกมา แต่ครานี้กลับไม่ใช่ ดูเหมือนว่าแผนการจะผิดเพี้ยนไปจากที่คาดไว้เสียหมด“ท่านอ๋องมาที่นี่ได้อย่างไร?”“ข้าเห็นเจ้าตอนออกจากวัง แค่นึกเป็นห่วงก็เลยตามมา มือของเจ้า เจ็บมากหรือไม่?”“ข้าไม่เจ็บ” เสิ่นลู่ถิงดึงเอามือที่ชินอ๋องจับไปดูอย่างถือวิสาสะออกจากการกอบกุม แม้ท่านจะกลับชาติมาเกิดเช่นเดียวกันกับข้า นั่นไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ข้าอยากให้อภัยเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ดีต่อข้าเพียงใดก็ไม่อาจลบล้างความชั่วร้ายที่ข้าจดจำไว้ในใจออกไปได้“ขอข้าดูหน่อยเถิด”“ปล่อยเถิดท่านอ๋อง ข้าเป็นสตรีของฝ่าบาท ผู้คนจะครหาเอาได้” น้ำเสียงจริงจังเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกคนไม่ยอมลดละเสียที เสิ่นลู่ถิงหันไปมองผู้คนที่กำลังมุงดูเหตุการณ์แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ไปแล้วมิรู้เลยว่าควรแก้สถานการณ์ต่อไปอย่างไร“อยู่นิ่งๆ” ชินอ๋องยังคงเอ่ยย้ำแล้วรั้งมือบางเอาไว้ แม้เสิ่นลู่ถิงพยายามเท่าใดก็ไม่อาจำให้เขาหยุดมาทำหน้าตาหวังดีเช่นนั้นได้“ปล่อยมือออกจากสนมของข้า”“ฝ่าบาท ม
อาภรณ์สำหรับออกนอกวังถูกสวมใส่ให้เสิ่นลู่ถิงอย่างระมัดระวัง เหล่านางในช่วยกันประทินโฉมให้สตรีที่แสนงดงามอยู่แล้วนั้นงดงามมากขึ้นอีก ตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นแล้ว เสิ่นลู่ถิงในวันนี้จำเป็นต้องทำให้ตนเองเป็นที่จดจำมากที่สุดยามเห็นอาลี่เข้ามาก็เอ่ยปากให้นางในออกไปอย่างสุภาพและไม่ลืมจะหยิบเงินเล็กน้อยให้ตอบแทนสำหรับการดูแลด้วย เสิ่นลู่ถิงคอยซื้อใจบ่าวไพร่ไม่ขาด ดังนั้นคนของตำหนักจิ่งเหรินในตอนนี้ มีแต่ผู้ที่ภักดีต่อนางเท่านั้น ไม่สิ….จะขาดก็คนกลุ่มหนึ่งที่ข้าต้องจัดการให้ได้ในวันนี้“เตรียมการดีแล้วใช่หรือไม่?” อาลี่พยักหน้ารับ“แต่เช่นนี้ไม่อันตรายเกินไปหรือเจ้าคะคุณหนู? หากเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ตามที่วางไว้ คุณหนูอาจเป็นอันตรายได้นะเจ้าคะ” เสิ่นลู่ถิงมองเห็นแววตาแห่งความเป็นห่วงนั้นแล้วยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยกมือไปลูบหัวอาลี่ด้วยความเอ็นดูดั่งนางคือน้องสาวคนหนึ่ง“เจ้ายังไม่เชื่อใจข้าหรือ ที่ผ่านมามีสิ่งใดบ้างที่ข้าเสิ่นลู่ถิงตั้งใจลงมือแล้วไม่สำเร็จ” อาลี่ครุ่นคิดตามแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนเสียงของเยว่จินจะหยุดความกังวลนั้นของอาลี่เอาไว้“พระสนมอี้ชวนส่งข่าวว่าหาเรือนที่พ่อกับแม่ข
ยามที่ลมเย็นพัดกระทบผ่านผิวกายขาวเนียนละเอียดดุดหิมะ เจ้าของร่างเล็กก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมา แต่เพียงไม่นานความหนาวเย็นนั้นก็ถูกปัดเป่าด้วยอ้อมกอดอุ่น เสิ่นลู่ถิงเอียงคอมองฮ่องเต้ที่โอบกอดจากด้านหลังแล้วได้แต่เผยรอยยิ้มกว้างในเพลานี้ตัวข้าไม่ใช่เสิ่นลู่ถิงชายาอ๋องที่ถูกประหารชีวิตอีกแล้ว บุรุษที่เคยสั่งประหารข้าอย่างไม่ฟังความจริงข้อใดแม้สักนิด เพลานี้กำลังกอดข้าเอาไว้แน่นด้วยความรักใคร่ มือหนานั้นลูบไล้หน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมาอย่างปรารถนาที่จะพบหน้า ความเป็นพ่อเป็นแม่นั้นช่างอัศจรรย์นัก ถึงแม้จะยังไม่เคยพบหน้า ยังไม่รู้ว่าจะน่ารักน่าชังเพียงใด แต่ข้ากับรักและหวงแหนเด็กในท้องคนนี้มากมายเหลือเกินหากข้าเกิดมาโดยที่ท่านพ่อท่านแม่รักบ้างก็คงดี เสิ่นลู่ถิงสะบัดหัวไล่ความคิด อย่างไรตอนนี้ไม่ว่าจะพ่อแม่ที่แท้จริงหรือพ่อแม่ที่ขโมยข้ามาเลี้ยงก็ไม่มีใครหลงเหลืออยู่แล้วสักคน ข้าแค่ต้องใช้ชีวิตให้ดี และรักษาเด็กน้อยในครรภ์ให้ดีเทียบเท่าชีวิตข้า“ลมเริ่มหนาวแล้ว เจ้ากลับเข้าตำหนักดีหรือไม่? เดี๋ยวจะป่วยเอาได้”“หม่อมชั้นยังอยากอยู่ตรงนี้อีกสักหน่อยเพคะ ดวงจันทร์คืนนี้สวยเหลือเกิน ฝ่าบาททรงทอดพระเนตร







