Masuk“ทำไมหรือเจ้าคะ” เว่ยซินเหยียนเอ่ยถาม
“เพราะคนที่หลอมยาได้มีค่าดั่งทองคำ เหล่าบรรดาขุนนางทั้งหลายจะตามหาตัวเจ้า แม้พลิกแผ่นฟ้าพวกเขาก็จะทำ” เขาเว้นช่วงแล้วพูดออกเสียงเบา “แม้แต่บรรดาเชื้อพระวงศ์ก็อยากได้เจ้าไปครอบครอง”
นางแหงนหน้ามองเขาดวงตาสุกใสราวกับแก้ว “แม้แต่ฮองเฮากับฮ่องเต้ก็ไม่เว้นหรือเจ้าคะ”
ดวงตาอี๋นั่วสั่นไหวเมื่อได้ยินชื่อสองตำแหน่งนั้น เอ่ยตอบนางว่า “ใช่ แม้แต่ฮ่องเต้กับฮองเฮาก็ไม่ละเว้น”
เว่ยซินเหยียนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนบอกเขา “ข้ามีวิธีของข้า”
เขามองนางด้วยดวงตาล้ำลึก ถามย้ำอีกว่า “อยากหลอมยาจริงหรือ”
“เจ้าค่ะ ข้าจะใช้เลือดข้าหลอมยาแก้พิษทั้งปวง”
ดวงตาเขากระตุกอีกครั้งเมื่อได้ยินสิ่งที่นางอยากทำ เขาจึงพูดว่า “เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้า แต่เจ้าห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเป็นอันขาด”
ดวงตานางเปล่งประกายเจิดจ้าพูดออกว่า “จริงหรือเจ้าคะ”
“ข้าเคยล้อเล่นกับเจ้าหรือ”
“แต่ท่านเคยบอกว่าท่านไม่ได้เป็นหมอ” ครั้งแรกที่เจอกันนางยังจำได้ขึ้นใจว่าเขาพูดว่าตนไม่ใช่หมอ
“ข้ามีความจำเป็นบางอย่างที่บอกเจ้าไม่ได้”
“ข้าจำได้แล้ว”
“วันพรุ่งปลายยามอิ๋นเจ้ามาพบข้าที่เรือน”
“เจ้าค่ะ” บุรุษผู้นี้เป็นคนที่ชอบเก็บตัว เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมาก การที่เขายอมช่วยนางแสดงว่าเขาต้องเสียสละเวลาอันมีค่าของเขาเป็นอย่างมาก เช่นนั้นนางจะปฏิเสธเขาได้อย่างไร แต่เขามีเหตุผลอะไรนะถึงต้องปิดบังตัวตนเช่นนี้ ช่างเถิด รู้เท่าที่เขาอยากให้รู้ก็พอ
กล่าวจบทั้งสองก็เดินกลับบ้านพร้อมกันอย่างอารมณ์ดี
เว่ยซินเหยียนกลับไปถึงบ้านก็ไม่ได้เล่าเรื่องอี๋นั่วให้ใครฟัง นางยังทำตัวปกติ และเรื่องที่เลือดของนางสามารถช่วยชีวิตคนได้นางคงต้องเก็บไว้เป็นความลับก่อน เพราะหากบอกมารดานางคงเป็นห่วงมาก แม้แต่เรื่องหลอมยาก็คงบอกมารดาไม่ได้
ก่อนนอนคืนนั้นเว่ยซินเหยียนพูดกับมารดาเสียงออดอ้อนว่า “ท่านแม่ พรุ่งนี้ท่านลุงอี๋นั่วบอกว่าจะช่วยสอนวรยุทธ์ให้ข้า ข้าอยากร่ำเรียนไว้เพื่อปกป้องท่านแม่กับแม่นมเตียวและซิ่วอิง ท่านแม่อย่าห้ามข้าเลยนะเจ้าคะ”
จ้าวฟางหรูฟังบุตรสาวกล่าวจบพลางถอนหายใจ เวลาที่นางอยากได้อะไรมักทำเสียงออดอ้อนเช่นนี้ทุกที อีกทั้งยังพูดดักทางตลอด “เขายอมพบหน้าเจ้าแล้วรึ”
“เจ้าค่ะ เมื่อตอนเย็นข้าเอาข้าวไปให้เขา ข้าเปรยออกมาว่าอยากฝึกวรยุทธ์ไว้ดูแลท่านแม่และทุกคนในครอบครัว ท่านลุงจึงบอกว่าจะสอนข้าเอง”
จ้าวฟางหรูไม่รู้สึกเอะใจกับคำลวงของบุตรสาวสักนิด “แล้วที่เจ้าฝึกเตะกระสอบทรายกับยิงธนูทุกวันเจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ อีกอย่างเจ้ายังสอนซิ่วอิงด้วยแล้วมิใช่หรือ ไยต้องไปร่ำเรียนเพิ่มอีก” เท่าที่นางสังเกตบุตรสาวตอนที่นางรำกระบองในตอนเช้าเว่ยซินเหยียนมีความชำนาญในการเตะต่อยและเท้าหนักเป็นอย่างยิ่ง แล้วเหตุใดต้องไปเรียนเพิ่มอีก “เจ้าชักจะทำตัวเหมือนบุรุษเข้าไปทุกวันแล้ว เช่นนี้ใครจะกล้ามาแต่งงานกับเจ้ากัน” บุรุษส่วนใหญ่ย่อมชอบสตรีอ่อนหวานละมุนละไม ถึงบุตรสาวนางจะไม่แข็งกระด้างแต่ถ้าใครรู้ว่าแท้จริงแล้วนางมีวรยุทธ์ชายใดจะหาญกล้ามาแต่งด้วย
“ท่านแม่” นางลากเสียงยาว “ชาตินี้ข้าไม่แต่งงานหรอกเจ้าค่ะ ข้าจะอยู่กับท่านแม่ไปจนวันตาย” แค่มีงานมีเงินนางก็อยู่ได้แล้ว เหมือนตอนที่นางอยู่โลกเดิมก็อยู่คนเดียวจนตาย บุตรและสามีทำให้ชีวิตมีห่วงและเป็นทุกข์ เหตุใดนางต้องแต่งงานให้ชีวิตไม่สงบด้วยเล่า
“ไม่ได้หรอก วันใดที่เจ้าไม่มีแม่เจ้าจะอยู่กับใคร”
เว่ยซินเหยียนชะงักไปพักหนึ่งพลางกล่าวออก “กว่าวันนั้นจะมาถึงคงอีกนาน ข้าค่อยคิดทีหลังก็ได้เจ้าค่ะ” นางจึงเปลี่ยนเรื่องคุย “ข้าไม่คุยเรื่องนี้กับท่านแม่แล้ว อย่างไรพรุ่งนี้ข้าก็จะไปฝึกวรยุทธ์กับท่านลุง” พูดจบคนตัวเล็กก็มุดเข้าใต้ผ้าห่ม เดินลมปราณอย่างเงียบงันจากนั้นก็หลับไปอย่างง่ายดาย แต่ลมปราณยังไหลวนอยู่ในกายตลอดเวลา
คืนวันเดียวกันราวต้นยามจื่อ อี๋นั่วปรุงยาต้านพิษจากสมุนไพรที่ตนเก็บมาเสร็จจึงนอนรอเวลาที่พิษในร่างตนจะปะทุขึ้นมาอีกแล้วค่อยกินยาดับพิษลงไป แต่รอแล้วรอเล่าจนล่วงเข้ายามโฉ่วพิษนั้นกลับยังเงียบกริบราวกับเขาไม่เคยถูกพิษมาก่อน
หัวคิ้วขมวดเป็นปมดวงตาคมกล้ามีแววฉงนอย่างรุนแรง เหตุใดเขาไม่ทุรนทุรายเหมือนที่เคยเป็น ทันใดนั้นก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเขาได้ดื่มเลือดแม่นางน้อยคนนั้นเข้าไป และกระอักพิษงูออกมา
เขาผุดลุกขึ้นนั่งอย่างลืมตัวดวงตาวาวโรจน์ หรือว่าเลือดของนางจะขับพิษได้ทั้งปวงดั่งที่นางกล่าวจริง ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น… ดวงตาของเขาหรี่แสงลงเมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีต หากมีโอกาสเขาก็อยากช่วยเหลือคนผู้นั้น เพียงแต่เขาจะช่วยด้วยวิธีใดกันเล่า ขอให้เขากับนางหลอมยาให้สำเร็จก่อนเถิด เรื่องอื่นค่อยว่ากันภายหลัง
เช้ามืดเว่ยซินเหยียนไปพบอี๋นั่วตามที่ได้นัดกันไว้ เขานั่งรอนางอยู่แล้วเช่นกัน นางเดินมาถึงเขาจึงบอกนางว่า “ก่อนอื่นข้าต้องขอตรวจชีพจรของเจ้าก่อน ว่าร่างกายเจ้ารับพลังงานได้มากน้อยเพียงใด”
“ย่อมได้เจ้าค่ะ” นางฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับยื่นแขนซ้ายให้เขา
อี๋นั่ววางสามนิ้วชี้กลางนางลงบนจุดชีพจรของนาง ดวงตาของเขาพลันเบิกโพลง จ้องดวงหน้างามตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึง เขาผ่อนลมหายใจออกด้วยความโล่งอก เข้าใจแล้วว่าทำไมนางถึงขับพิษในร่างกายของเขาจนหมด เช่นนั้นเด็กคนนี้ก็เป็นผู้มีพระคุณต่อเขายิ่งนัก
“ร่างกายเจ้าแข็งแรงยิ่งนัก” ประหนึ่งชายชาตรีก็ไม่ปาน เขาไม่สงสัยแล้วว่าทำไมมารดาของนางถึงให้นางขึ้นเขาไปเก็บสมุนพรตามลำพัง “อีกอย่างมีเรื่องน่ายินดี”
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
“ปราณของเจ้าอยู่ในระดับเก้าแล้ว” นางมีอะไรที่ทำให้เขาประหลาดใจได้เสมอ
“ท่านพูดจริงหรือเจ้าคะ”
“อืม” เขาไม่เคยพบเจอใครที่อายุน้อย และปราณแข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน “ร่างกายเจ้าเดินลมปราณได้ตลอดเวลาเลยหรือ” แม้แต่ตอนที่เขาแตะชีพจรของนาง เขาก็รับรู้ได้ถึงการไหลเวียนของลมปราณที่มีประสิทธิภาพยิ่ง ราวกับว่านางตั้งใจนั่งฝึกปราณอย่างไรอย่างนั้น
“ท่านรู้หรือเจ้าคะ” บุรุษผู้นี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ
“ย่อมรู้”
“ข้าฝึกปราณมาตั้งแต่อายุเก้าขวบแล้ว”
เช่นนั้นก็ไม่แปลกที่ปราณของนางจะอยู่ในระดับเก้า เพราะการฝึกปราณตลอดเวลา ทำให้ย่นระยะในเวลาการสำเร็จปราณระดับเก้าได้ภายในเวลาหนึ่งปี ปกติคนทั่วไปที่สามารถฝึกปราณได้ต้องใช้เวลาถึงยี่สิบปี กระนั้นก็ใช่ว่าทุกคนจะฝึกถึงระดับเก้าได้
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย







