Masukเหอเหยาย้อนเวลากลับมาในช่วงอายุสิบสามปี ก่อนจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาตนเองให้หลุดพ้นจากความตาย โดยครั้งนี้นางเลือกที่จะแต่งงานกับบันฑิตผู้ซึ่งนอนไม่ได้สติมาหลายเดือน ยอมเป็นม่ายดีกว่าถูกกลั่นแกล้งจนตาย
Lihat lebih banyak“นายท่านมาพบข้าน้อย มีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยหรือขอรับ”“มีสิ ข้าได้ยินข่าวว่าลูกชายของท่านสอบเป็นบัณฑิต มีความรู้มากทีเดียว ไม่ทราบว่าเขาอยู่หรือไม่”“อยู่ขอรับ ข้าน้อยจะให้บ่าวไปเรียกเขามา”กล่าวจบ เขาส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ ก่อนพยักหน้าเป็นเชิงสั่งการเมื่อได้รับสัญญาณ บ่าวผู้นั้นก็เร่งฝีเท้าไปยังเรือนหลักอีกหลังหนึ่ง ที่ซึ่งเสียงร้องกระเส่าของหญิงสาวดังออกมาไม่ขาดสาย ใคร ๆ ต่างรู้ดีว่าคุณชายมีอารมณ์ฉุนเฉียวเพียงใด และยามนี้ท่านกำลังทำธุระอยู่ หากถูกเรียกไปตอนนี้ เกรงว่าหัวคงรักษาไว้ไม่ได้แน่“คุณชายขอรับ นายท่านเรียกหาขอรับ”เสียงนั้นสั่นเครือ บ่าวหลุบตาลงต่ำ ทันใดนั้นเอง เสียงตะคอกก็ดังลอดออกมาจากด้านใน“ใครมารบกวนเวลาความสุขของข้ากัน! ข้าจะตัดหัวมันให้หมด!”“คุณชาย ได้โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยขอรับ นายท่านมีเรื่องด่วน ไม่ไปไม่ได้จริง ๆ ขอรับ”บ่าวคุกเข่าลงกับพื้นแข็ง โขกศีรษะอย่างแรงเพื่อร้องขอชีวิตอวี๋ชิงชะงักมือที่กำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าของบ่าวสาว ก่อนสีหน้าจะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ท่านพ่อไม่เคยขัดความสุขของเขาเลย ครั้งนี้คงมีเรื่องสำคัญจริง ๆ“นายท่านเจ้าค่ะ…”บ่าวรับใช้อุ่นเตียงไล
เมื่อหวังอันได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด เขาจึงกลับมาช่วยเหอเหยาดูแลกิจการโรงเตี๊ยมอีกครั้ง อีกทั้งยังนำเรื่องที่ตนทราบไปบอกกล่าวแก่ผู้เป็นมารดา เมื่อชุยหยูได้ฟังสิ่งที่เหอเหยาเก็บงำไว้มาโดยตลอด นางก็เข้าใจทุกอย่างในทันที และยิ่งรู้สึกเอ็นดูสะใภ้ผู้นี้มากกว่าเดิมความกังวลที่เหอเหยาแบกรับไว้ทุกคืนวัน เมื่อได้ระบายออกไปแล้ว ใจของนางก็เบาสบายขึ้น ไม่นานก็กลับมาสนใจการจัดการร้านดังเดิม เพียงแต่สภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ทำให้นางไม่อาจทำงานได้คล่องแคล่วเหมือนก่อนเหอเหยามักมีอาการเวียนหัวอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังรู้สึกอยากอยู่ใกล้หวังอันเป็นพิเศษ ไม่อยากให้เขาไปไหนไกล แม้ยามนอนก็ต้องซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา จึงจะหลับลงได้อย่างสงบ“พี่กอดเจ้าเช่นนี้ ดีหรือไม่”หวังอันขยับตัวเล็กน้อย ให้เหอเหยาได้นอนทับแขนของตน เพื่อให้นางซบอิงได้ถนัดยิ่งขึ้น“ดีแล้วเจ้าค่ะ ข้าชอบแบบนี้มาก”เหอเหยาพูดเสียงอู้อี้ จมูกสูดดมกลิ่นอายจากซอกคอของสามีอย่างสุขสบายผิดกับหวังอันซึ่งกำลังเผชิญความลำบากใจอยู่ไม่น้อย ริมฝีปากอ่อนนุ่มที่ถูไถเบา ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกวาบหวิวเกินควบคุม“ท่านพี่เป็นอะไรหรือ ข้าตัวหนักเกิ
หลังจากโจวหาวเทียนยืนมองอยู่เงียบ ๆ บนชั้นสามของร้าน แววตาของเขาฉายประกายปลื้มปริ่ม ของขวัญชิ้นนี้เขาตั้งใจมอบให้โดยมิได้หวังสิ่งตอบแทนแม้แต่น้อย“นายท่าน ส่งคนไปติดป้ายเรียบร้อยแล้วขอรับ”“พวกเจ้าไปได้แล้ว”เขาหันหลังสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะเดินกลับมานั่งยังโต๊ะรับรองที่จัดเตรียมไว้อย่างดี สายตามองถ้วยน้ำชาสีเขียวอ่อน ภายในเป็นสุราบ๊วยผสมสมุนไพรเพียงครึ่งถ้วย เขาเกิดความสนใจ อยากลองลิ้มรสสุราที่ถูกตั้งราคาไว้สูงลิ่วสักครั้งเพียงจิบเดียว ดวงตาคมก็เบิกกว้างขึ้น มองน้ำสีเหลืองอำพันในถ้วยอีกครั้งสุราครานี้แตกต่างจากทุกครั้งที่เคยลิ้มรส สรรพคุณราวกับเหนือกว่าสุราทั้งหลายที่เคยดื่ม เพียงหนึ่งจอกกลับมีค่าถึงห้าสิบตำลึงทอง คุ้มค่าเกินคาดยิ่งนัก ยามดมกลิ่น เขารับรู้ได้ทันทีว่าวัตถุดิบที่ใช้ต้องผ่านกาลเวลายาวนานกว่าครั้งใด“ท่านตา เหตุใดจึงแย้มยิ้มเช่นนั้นหรือเจ้าคะ”เหอเหยาย่างก้าวเข้ามา นางยังคงติดใจเรื่องป้ายทองคำ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยได้รับป้ายคำสั่งล้ำค่าจากท่านตาโจวมาแล้ว“เจ้ามาดูแลข้าหรือ ไม่จำเป็นหรอก วันนี้พวกเจ้าคงยังต้องวุ่นวายอีกหลายอย่าง ปล่อยให้ข้าอยู่กับอาหารรสเผ็ดจัดจ้านพวกนี้ แ
เหอเหยายื่นมือที่สั่นเทาออกไปรับป้ายหยกสีเขียวมาไว้ในฝ่ามือ ก่อนจะก้มลงมองมันอย่างตั้งใจ หยกชิ้นนี้เป็นป้ายคำสั่งของจริงดังที่ท่านตากล่าวไว้ เพราะบนผิวหยกปรากฏสัญลักษณ์ของฝ่าบาทอย่างชัดเจน“ท่านตาให้ของล้ำค่ากับข้าเช่นนี้ จะดีหรือเจ้าคะ”ในใจนางรู้ดีว่าของสิ่งนี้ล้ำค่าเกินกว่าจะรับไว้โดยง่าย“ดีสิ เจ้าเอาไปเถอะ อยู่กับข้ามันก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด”“เช่นนั้น ข้าขอรับน้ำใจของท่านตาเอาไว้เจ้าค่ะ”นางกำป้ายหยกแน่น พลางคิดว่าสิ่งนี้อาจช่วยเหลือพี่หวังอันได้ในสักวันหนึ่ง“ข้าเห็นว่าข้างเรือนของเจ้ากำลังก่อสร้างบางอย่างอยู่ เจ้าจะสร้างโรงเตี๊ยมหรือ”“เจ้าค่ะ ข้าอยากสร้างโรงเตี๊ยม สุราบ๊วยก็จะขายที่นั่นด้วย รวมถึงสุราบ๊วยสมุนไพรซึ่งจะนำออกขายเป็นที่แรก สำหรับผู้มีเงิน”นางไม่ได้คิดจะตั้งราคาต่ำตั้งแต่ต้น เพราะโรงเตี๊ยมที่ตั้งใจสร้างจะแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นสำหรับสามัญชน และอีกชั้นสำหรับชนชั้นสูง นางรู้ดีว่าสิ่งใดทำเงินได้มากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าสุราบ๊วยที่ขายจะด้อยคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้ล้วนคัดสรรอย่างดี อีกทั้งยังอาศัยหินวิเศษช่วยในการหมักทุกขั้นตอนโจวหาวเทียนไม่คาดคิดว่าเด็กสาวผู้นี้จะมีสายตายา
เมื่อได้ยินน้ำเสียงจริงจัง เหอเหยาถอนหายใจยาวกับความเอาแต่ใจของเขา นางค่อย ๆ ประคองเขาก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ก่อนพามานั่งตรงเก้าอี้ใกล้โต๊ะอาหาร “ท่านรู้สึกเป็นเช่นไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่” เหอเหยามักถามเช่นนี้ทุกครั้งที่เขาขยับตัว “ข้าไม่เจ็บแล้ว และข้าคิดว่าตนเดินได้ดีขึ้นมาก” น้ำเสียงของเขามั่
“ไม่ร้อนหรอก” เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง ก่อนเสมองไปทางอื่น แต่การกระทำของทั้งสองกลับตกอยู่ในสายตาของชุยหยูเป็นที่เรียบร้อย นางยิ้มกรุ่มกริ่มอย่างพึงใจ ก่อนแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น “แม่เพิ่งนึกได้ว่ายังทำอาหารค้างไว้ เหอเหยา เจ้าช่วยดูแลหวังอันแทนป้าหน่อยนะ” นางสั่งเบา ๆ แล้วเดินออกไป ปล่อยให้ทั้งคู่เ
ชุยหยูเห็นท่าทีเช่นนั้น นางจึงแสร้งหัวเราะเบา ๆ “นางคงเขินอายเจ้าน่ะสิ เอาไว้ค่อยพูดจากันทีหลังก็ยังไม่สาย” “ขอรับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนเบนสายตามองประตูด้วยแววตาซับซ้อน “มาเถอะ ตอนนี้เจ้ากินข้าวเองไม่ได้ แม่จะป้อนให้” ชุยหยูค่อย ๆ เป่าอาหารร้อน ๆ ให้คลายไอ ก่อนป้อนลูกชายทีละคำ เพียงเข
ในขณะที่เขายังครุ่นคิดว่าเด็กสาวตรงหน้าเป็นใคร ดวงหน้าเล็กที่หลับนิ่งกลับค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สบเข้ากับดวงตาคมของเขาอย่างพอดิบพอดีเหอเหยามองดวงตาที่อยู่ห่างกันเพียงคืบด้วยความฉงน ก่อนจะรู้ตัวว่าร่างสูงบนเตียงคือผู้ที่นางเฝ้าดูแลอยู่ตลอดหลายวัน“ท่าน…ฟื้นแล้วหรือ!” นางสะดุ้งลุกขึ้นจากที่นอน เอ่ยด้วยน้ำ


















Ulasan-ulasan