ログインเหอเหยาย้อนเวลากลับมาในช่วงอายุสิบสามปี ก่อนจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาตนเองให้หลุดพ้นจากความตาย โดยครั้งนี้นางเลือกที่จะแต่งงานกับบันฑิตผู้ซึ่งนอนไม่ได้สติมาหลายเดือน ยอมเป็นม่ายดีกว่าถูกกลั่นแกล้งจนตาย
もっと見るเสียงไก่ขันแว่วดังเข้ามาในห้องเล็กทรุดโทรม ภายในมีเพียงเตียงไม้ไผ่เก่า ๆ ตั้งอยู่หนึ่งตัว บนเตียงนั้น ร่างเล็กนอนนิ่งไร้เรี่ยวแรงอย่างเดียวดาย ศีรษะของนางถูกรัดด้วยผ้าสีขาวพันลวก ๆ ปิดคลุมบาดแผลไว้ ทว่าใบหน้ากลับซีดเซียวจนน่าเวทนา
ดวงตาที่ปิดสนิทขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า นางจ้องมองเพดานเก่าดำสลัวอยู่พักหนึ่ง แล้วความทรงจำต่าง ๆ ก็ทยอยย้อนกลับเข้ามา นางจำสถานที่แห่งนี้ได้ดี… ห้องน้อยที่นางเคยอาศัยก่อนจะหลับไหลยาวนานราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้ว ‘นี่ข้าย้อนเวลากลับมาหรือ?…’ เมื่อคำถามนั้นผุดขึ้นในใจ นางยกมือขึ้นมองดูช้า ๆ ปรากฏเป็นมือของเด็กวัยกำลังเติบโต ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ผอมบางและแห้งกรัง นางลูบไปตามแขนเล็กของตน ก่อนแตะศีรษะที่ถูกพันไว้เบา ๆ เพื่อยืนยันสิ่งที่คิด นางจำได้ดีว่า ในชาติก่อน ตนขึ้นเขาไปหาอาหารและถูกลูกสาวของท่านลุงผลักตกจนเสียชีวิตในวัยเพียงยี่สิบปี แต่ดูเหมือนครั้งนี้สวรรค์จะให้โอกาส นางย้อนกลับมาในร่างเดิมอีกครั้ง… หากจำไม่ผิด แผลที่ศีรษะนี้เกิดขึ้นตอนนางอายุสิบสาม หรือว่าตอนนี้… นางได้กลับมาอยู่ในวัยสิบสามปีจริง ๆ? ช่วงชีวิตที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง เพราะอีกไม่กี่วัน ท่านป้าชุยหยูจะมาขอซื้อนางไปเป็นภรรยาของลูกชายที่ป่วยติดเตียง ครั้งนั้น นางปฏิเสธสุดกำลังจึงหนีออกจากบ้านอยู่ระยะหนึ่ง พอกลับมา นางก็ได้รู้ว่าบุรุษลูกชายป้าชุยหยูเสียชีวิตแล้ว จนจวบอายุยี่สิบ นางจำต้องทำงานทุกอย่างที่บ้านตระกูลเหอ ไม่ได้แต่งงานกับผู้ใด และยังถูกครหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่หวังอันตาย ไม่มีชายใดกล้าเข้ามาสู่ขอ แต่ชาตินี้… นางจะไม่ยอมให้ตนเองถูกรังแกอีกต่อไป แม้ต้องแต่งให้พี่หวังอันแล้วเขาจะตาย นางก็ยังถือว่ามีสถานะเป็นม่าย ดีกว่าทนอยู่ในบ้านนี้จนตายอย่างไร้ค่า เมื่อคิดแผนการลาง ๆ ในใจ เหอเหยาก็ค่อย ๆ พยุงร่างอ่อนแรงลุกขึ้น นางมองไล่รอบห้องที่เคยเป็นสถานที่ซึ่งนางสิ้นลมหายใจในชาติที่แล้ว ความเจ็บปวดพลันแล่นกลับมา แต่ครั้งนี้มีความมุ่งมั่นก่อตัวอยู่ในดวงตาคู่นั้น “ปึง! ปึง! เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ! หากยังมีลมหายใจ ก็รีบลุกไปทำงานเสียที!” เสียงเหอถงดังขึ้นพร้อมแรงเคาะประตูอย่างรำคาญ ราวกับไม่อยากเหยียบย่างมาที่นี่ด้วยซ้ำ เหอเหยาฝืนร่างหนักอึ้งไปเปิดประตู พบหญิงสาววัยสิบห้าปีผู้มีใบหน้าคุ้นเคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง “เหอถง… ข้ารู้แล้ว” นางตอบเสียงเบา ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะถกเถียงกับพี่สาวผู้นี้ “ยังไม่ตายงั้นหรือ แล้วเหตุใดจึงเอาแต่นอนอยู่ได้!” เหอถงปรายตามองนางอย่างดูแคลน “ข้าเพิ่งฟื้น เดี๋ยวข้าไปทำงาน” นางพยายามรักษาน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุด จนกว่าจะย้ายออกไป นางต้องเก็บตัวเงียบเช่นเดิม “ให้มันจริงเถิด หากไม่อยากถูกมารดาของข้าตี ก็รีบลุกไปทำงาน” เหอถงพูดจบก็สะบัดหน้าเดินจากไป เมื่อเสียงฝีเท้านั้นหายไป เหอเหยานั่งลงบนเตียงอีกครั้ง มือเล็กบีบนวดร่างกายที่ยังอ่อนแรงเพื่อให้พอขยับได้ นางสูดลมหายใจลึกก่อนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องอย่างยากลำบาก ณ บ้านหลังหนึ่งซึ่งปลูกด้วยอิฐแดงอย่างประณีต หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งข้างเตียงของเด็กหนุ่มที่หลับใหลไม่รู้สึกตัว ราวกับดวงวิญญาณถูกพันธนาการไว้ “หวังอัน… ตื่นเถิดลูก แม่รอเจ้ามานานแล้ว” นางลูบใบหน้าลูกชายคนเดียวด้วยมืออันสั่นเทา เขานอนนิ่งเช่นนี้มานานถึงสามเดือน นับตั้งแต่กลับมาจากการสอบฉิวไฉ่ที่เขาคว้าอันดับหนึ่ง ทว่าไม่นานหลังจากนั้น กลับล้มป่วยและไม่ได้สติอีกเลย นางก้มหน้าร้องไห้จนน้ำตาแทบกลายเป็นเลือด ลูกชายคนเดียว… ความหวังทั้งหมดของครอบครัว ดันมานอนเป็นผักอยู่ตรงหน้า ในยามสิ้นหวัง นางพลันนึกถึงคำพูดของพระภิกษุท่านหนึ่ง เขาเคยกล่าวไว้ว่า ผู้ที่จะยื้อชีวิตของลูกชายได้ จะต้องเป็นหญิงสาวที่เกิดวันที่หนึ่ง เดือนหนึ่ง และเกิดในคืนเดือนเพ็ญ แต่นางออกตามหาเท่าไรก็ยังไม่พบหญิงสาวที่เกิดในวันนั้นเลยสักคนเดียว… นางพยายามทำทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้แล้ว นางยกถ้วยข้าวต้มขึ้น ก่อนค่อย ๆ ป้อนให้ลูกชายทีละคำ ยังดีที่เขายังคงมีกำลังพอกลืนอาหารได้บ้าง หากถึงวันที่เขาไม่อาจทำเช่นนี้ได้อีก… นางไม่กล้าคิดให้ใจเจ็บปวดยิ่งไปกว่านี้ เมื่อเช็ดตัวลูกชายเรียบร้อยแล้ว ชุยหยูจึงเดินออกมายังหน้าชานบ้าน แสงอาทิตย์ยามเช้าสะท้อนลงบนลำธารใสที่ไหลผ่านหน้าบ้าน ทำให้นางพลอยคิดถึงวันวานสมัยสามียังมีชีวิต เขาเคยเก็บหอมรอมริบสร้างบ้านหลังนี้ไว้บนเนินเล็ก ๆ ริมลำธาร เป็นทำเลที่ดีนัก หากชะตาไม่เล่นตลก ครอบครัวของนางคงดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขไปแล้ว แต่สวรรค์กลับไม่เมตตา สามีผู้เป็นเสาหลักของบ้านจากไปอย่างกะทันหัน เรื่องนั้นผ่านมาถึงเจ็ดปีได้แล้ว แม้ความเศร้าจะฝังลึก แต่นางก็ทำใจยอมรับได้ในที่สุด สิ่งที่ทำให้นางยืนหยัดอยู่ได้ มีก็เพียงลูกชายเพียงคนเดียวที่คอยปลอบประโลมใจ ขณะที่สายตาเหม่อมองสายน้ำ นางก็สะดุดเข้ากับร่างเล็กตรงลำธาร เด็กสาวคนนี้นางเห็นอยู่เสมอ มักมาตักน้ำเป็นประจำ ‘ใช่สิ ข้าไม่เคยรู้วันเดือนปีเกิดของเด็กผู้นี้เลย’ ตอนนี้นางไม่สนใจว่าเด็กสาวผู้นี้เป็นใคร มาจากที่ใด ขอเพียงตรงตามที่พระภิกษุท่านนั้นบอก นั่นย่อมเพียงพอแล้ว ไม่รอช้า ชุยหยูรีบก้าวฉับตรงไปยังลำธาร นางยืนอยู่ด้านหลังร่างเล็กที่กำลังตักน้ำ ดูจากแผลบนศีรษะ คงเพิ่งผ่านเหตุร้ายมาไม่นาน “เจ้าชื่อเหอเหยาใช่หรือไม่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดถ้อย เหอเหยาได้ยินเสียงที่รอคอยมานาน นางวางกระถังน้ำลง ก่อนหมุนตัวกลับไปมองหญิงร่างบอบบางใบหน้าอ่อนโยนตรงหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ท่านคือเจ้าของบ้านบนเนินนั้นใช่หรือไม่” นางชี้ไปยังบ้านอิฐแดงหลังงดงามที่ตั้งโดดเด่นอยู่ “ใช่นั่นเป็นบ้านของข้าเอง ข้าขอถามอันใดเจ้าอย่างหนึ่งได้หรือไม่… เจ้าเกิดวันที่เท่าใด?” น้ำเสียงของชุยหยูสั่นเล็กน้อยราวกับกำลังกลั้นลมหายใจรอฟังคำตอบ เหอเหยาทำหน้าสงบ แต่แววตาแอบสั่นระริกด้วยความหวัง “ข้าเกิดวันที่หนึ่ง เดือนหนึ่งเจ้าค่ะ” ดวงตาของชุยหยูสว่างวาบ นางพยายามกลั้นความดีใจจนตัวสั่น “แล้ว…เจ้าเกิดวันแรมใดหรือ” ผ้าเช็ดหน้าในมือถูกกำแน่นจนสั่น “แรมจันเพ็ญเจ้าค่ะ” เหอเหยายิ้มบาง ๆ พลางตอบด้วยน้ำเสียงนุ่ม เพียงได้ฟัง ชุยหยูถึงกับน้ำตาริน ‘ในที่สุด…ข้าก็พบผู้ที่มีชะตาเชื่อมโยงกับลูกชายของข้าแล้ว’ นางเอื้อมมือไปจับมือเล็กตรงหน้า สายตากวาดสำรวจใบหน้าที่แม้ยังเยาว์วัย แต่งดงามสะดุดตา นางพยักหน้าอย่างพอใจ เด็กกำพร้าผู้นี้ทั้งขยันและอ่อนโยน หากถึงวัยปักปิ่น นางต้องกลายเป็นหญิงงามผู้หนึ่งอย่างแน่นอน “ท่านป้าเป็นอันใดหรือเจ้าค่ะ” เหอเหยาถามด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นหญิงตรงหน้าร้องไห้ไม่หยุด “ป้าขอร้องเจ้าได้หรือไม่…ช่วยป้าได้หรือไม่” ชุยหยูเสียงสั่น วิงวอนจากก้นบึ้งหัวใจ นางไม่อาจบังคับใครมาแต่งงานกับลูกชายได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ลูกของนางจากไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ “มีสิ่งใดให้ข้าช่วยเจ้าคะ” เหอเหยาเอ่ย แม้รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งใดกำลังจะตามมา “เจ้าช่วยมาแต่งงานกับลูกชายของป้าได้หรือไม่” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวังและความกลัวปะปน “แต่งงานหรือเจ้าคะ แต่ทว่า…ลูกชายของท่าน…” เหอเหยาเอ่ยพร้อมสีหน้าเศร้าลึก “ใช่…เด็กสาวใดก็คงไม่อยากแต่งกับบุรุษที่นอนหลับไร้สติ ป้ารู้…มันคงเหลือเกินสำหรับเจ้า หากเขาไม่ฟื้น เจ้าก็ต้องเป็นม่ายตั้งแต่วัยสาว…” น้ำเสียงของชุยหยูสั่นเครือ นางก้มหน้าเหมือนยอมรับความจริงที่เจ็บปวด แต่ทันใดนั้นเอง เสียงหวานนุ่มของเด็กสาวก็ดังขึ้น “ข้าแต่งเจ้าค่ะ” เหอเหยายิ้มบาง ๆ ตอบออกมาอย่างหนักแน่น“นายท่านมาพบข้าน้อย มีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยหรือขอรับ”“มีสิ ข้าได้ยินข่าวว่าลูกชายของท่านสอบเป็นบัณฑิต มีความรู้มากทีเดียว ไม่ทราบว่าเขาอยู่หรือไม่”“อยู่ขอรับ ข้าน้อยจะให้บ่าวไปเรียกเขามา”กล่าวจบ เขาส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ ก่อนพยักหน้าเป็นเชิงสั่งการเมื่อได้รับสัญญาณ บ่าวผู้นั้นก็เร่งฝีเท้าไปยังเรือนหลักอีกหลังหนึ่ง ที่ซึ่งเสียงร้องกระเส่าของหญิงสาวดังออกมาไม่ขาดสาย ใคร ๆ ต่างรู้ดีว่าคุณชายมีอารมณ์ฉุนเฉียวเพียงใด และยามนี้ท่านกำลังทำธุระอยู่ หากถูกเรียกไปตอนนี้ เกรงว่าหัวคงรักษาไว้ไม่ได้แน่“คุณชายขอรับ นายท่านเรียกหาขอรับ”เสียงนั้นสั่นเครือ บ่าวหลุบตาลงต่ำ ทันใดนั้นเอง เสียงตะคอกก็ดังลอดออกมาจากด้านใน“ใครมารบกวนเวลาความสุขของข้ากัน! ข้าจะตัดหัวมันให้หมด!”“คุณชาย ได้โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยขอรับ นายท่านมีเรื่องด่วน ไม่ไปไม่ได้จริง ๆ ขอรับ”บ่าวคุกเข่าลงกับพื้นแข็ง โขกศีรษะอย่างแรงเพื่อร้องขอชีวิตอวี๋ชิงชะงักมือที่กำลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าของบ่าวสาว ก่อนสีหน้าจะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ท่านพ่อไม่เคยขัดความสุขของเขาเลย ครั้งนี้คงมีเรื่องสำคัญจริง ๆ“นายท่านเจ้าค่ะ…”บ่าวรับใช้อุ่นเตียงไล
เมื่อหวังอันได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด เขาจึงกลับมาช่วยเหอเหยาดูแลกิจการโรงเตี๊ยมอีกครั้ง อีกทั้งยังนำเรื่องที่ตนทราบไปบอกกล่าวแก่ผู้เป็นมารดา เมื่อชุยหยูได้ฟังสิ่งที่เหอเหยาเก็บงำไว้มาโดยตลอด นางก็เข้าใจทุกอย่างในทันที และยิ่งรู้สึกเอ็นดูสะใภ้ผู้นี้มากกว่าเดิมความกังวลที่เหอเหยาแบกรับไว้ทุกคืนวัน เมื่อได้ระบายออกไปแล้ว ใจของนางก็เบาสบายขึ้น ไม่นานก็กลับมาสนใจการจัดการร้านดังเดิม เพียงแต่สภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ทำให้นางไม่อาจทำงานได้คล่องแคล่วเหมือนก่อนเหอเหยามักมีอาการเวียนหัวอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังรู้สึกอยากอยู่ใกล้หวังอันเป็นพิเศษ ไม่อยากให้เขาไปไหนไกล แม้ยามนอนก็ต้องซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา จึงจะหลับลงได้อย่างสงบ“พี่กอดเจ้าเช่นนี้ ดีหรือไม่”หวังอันขยับตัวเล็กน้อย ให้เหอเหยาได้นอนทับแขนของตน เพื่อให้นางซบอิงได้ถนัดยิ่งขึ้น“ดีแล้วเจ้าค่ะ ข้าชอบแบบนี้มาก”เหอเหยาพูดเสียงอู้อี้ จมูกสูดดมกลิ่นอายจากซอกคอของสามีอย่างสุขสบายผิดกับหวังอันซึ่งกำลังเผชิญความลำบากใจอยู่ไม่น้อย ริมฝีปากอ่อนนุ่มที่ถูไถเบา ๆ ทำให้เกิดความรู้สึกวาบหวิวเกินควบคุม“ท่านพี่เป็นอะไรหรือ ข้าตัวหนักเกิ
หลังจากโจวหาวเทียนยืนมองอยู่เงียบ ๆ บนชั้นสามของร้าน แววตาของเขาฉายประกายปลื้มปริ่ม ของขวัญชิ้นนี้เขาตั้งใจมอบให้โดยมิได้หวังสิ่งตอบแทนแม้แต่น้อย“นายท่าน ส่งคนไปติดป้ายเรียบร้อยแล้วขอรับ”“พวกเจ้าไปได้แล้ว”เขาหันหลังสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะเดินกลับมานั่งยังโต๊ะรับรองที่จัดเตรียมไว้อย่างดี สายตามองถ้วยน้ำชาสีเขียวอ่อน ภายในเป็นสุราบ๊วยผสมสมุนไพรเพียงครึ่งถ้วย เขาเกิดความสนใจ อยากลองลิ้มรสสุราที่ถูกตั้งราคาไว้สูงลิ่วสักครั้งเพียงจิบเดียว ดวงตาคมก็เบิกกว้างขึ้น มองน้ำสีเหลืองอำพันในถ้วยอีกครั้งสุราครานี้แตกต่างจากทุกครั้งที่เคยลิ้มรส สรรพคุณราวกับเหนือกว่าสุราทั้งหลายที่เคยดื่ม เพียงหนึ่งจอกกลับมีค่าถึงห้าสิบตำลึงทอง คุ้มค่าเกินคาดยิ่งนัก ยามดมกลิ่น เขารับรู้ได้ทันทีว่าวัตถุดิบที่ใช้ต้องผ่านกาลเวลายาวนานกว่าครั้งใด“ท่านตา เหตุใดจึงแย้มยิ้มเช่นนั้นหรือเจ้าคะ”เหอเหยาย่างก้าวเข้ามา นางยังคงติดใจเรื่องป้ายทองคำ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยได้รับป้ายคำสั่งล้ำค่าจากท่านตาโจวมาแล้ว“เจ้ามาดูแลข้าหรือ ไม่จำเป็นหรอก วันนี้พวกเจ้าคงยังต้องวุ่นวายอีกหลายอย่าง ปล่อยให้ข้าอยู่กับอาหารรสเผ็ดจัดจ้านพวกนี้ แ
เหอเหยายื่นมือที่สั่นเทาออกไปรับป้ายหยกสีเขียวมาไว้ในฝ่ามือ ก่อนจะก้มลงมองมันอย่างตั้งใจ หยกชิ้นนี้เป็นป้ายคำสั่งของจริงดังที่ท่านตากล่าวไว้ เพราะบนผิวหยกปรากฏสัญลักษณ์ของฝ่าบาทอย่างชัดเจน“ท่านตาให้ของล้ำค่ากับข้าเช่นนี้ จะดีหรือเจ้าคะ”ในใจนางรู้ดีว่าของสิ่งนี้ล้ำค่าเกินกว่าจะรับไว้โดยง่าย“ดีสิ เจ้าเอาไปเถอะ อยู่กับข้ามันก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด”“เช่นนั้น ข้าขอรับน้ำใจของท่านตาเอาไว้เจ้าค่ะ”นางกำป้ายหยกแน่น พลางคิดว่าสิ่งนี้อาจช่วยเหลือพี่หวังอันได้ในสักวันหนึ่ง“ข้าเห็นว่าข้างเรือนของเจ้ากำลังก่อสร้างบางอย่างอยู่ เจ้าจะสร้างโรงเตี๊ยมหรือ”“เจ้าค่ะ ข้าอยากสร้างโรงเตี๊ยม สุราบ๊วยก็จะขายที่นั่นด้วย รวมถึงสุราบ๊วยสมุนไพรซึ่งจะนำออกขายเป็นที่แรก สำหรับผู้มีเงิน”นางไม่ได้คิดจะตั้งราคาต่ำตั้งแต่ต้น เพราะโรงเตี๊ยมที่ตั้งใจสร้างจะแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นสำหรับสามัญชน และอีกชั้นสำหรับชนชั้นสูง นางรู้ดีว่าสิ่งใดทำเงินได้มากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าสุราบ๊วยที่ขายจะด้อยคุณภาพ วัตถุดิบที่ใช้ล้วนคัดสรรอย่างดี อีกทั้งยังอาศัยหินวิเศษช่วยในการหมักทุกขั้นตอนโจวหาวเทียนไม่คาดคิดว่าเด็กสาวผู้นี้จะมีสายตายา
“เขาคงไม่เป็นอันใดหรอกนะ…” เหอเหยามองสีหน้าของคนบนเตียงด้วยแววตากังวล เม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามหน้าผากของนางยิ่งทำให้ความรู้สึกอัดแน่นในอกเพิ่มขึ้นนางบรรจงใช้ผ้าขาวเช็ดไปตามกรอบหน้า แล้ววางมือเล็กทาบลงบนมือใหญ่ของเขาแผ่วเบา “ท่านต้องฟื้นขึ้นมาให้ได้ ข้าจะช่วยท่านเอง… ขอเพียงท่านอดทนไว้ก่อนเถิด” หัวใ
เหอถงเดินถือไม้เล็ก ๆ ตรงมาตีนเขาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ความขุ่นมัวอัดแน่นอยู่เต็มอก ตั้งแต่เหอเหยาออกจากบ้าน งานทุกอย่างก็ไหลมาเป็นภาระของนางอยู่ฝ่ายเดียว จึงยิ่งรู้สึกน้อยใจหนักขึ้นทุกวัน ระหว่างกำลังบ่นพึมพำกับตนเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างที่กำลังคิดถึงอยู่พอดีมุมปากเหอถงยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน
“ขอบใจเจ้ามาก ข้าเลือกไม่ผิดจริง ๆ ที่รับเจ้าเข้ามาอยู่ด้วย หากเจ้าคิดจะขึ้นเขาก็ต้องระวังตัวให้ดี” สายตาของชุยหยูเหลือบมองเด็กสาวด้วยแววเป็นห่วงแผ่วเบา“เจ้าค่ะ ข้าตั้งใจจะไปตอนสาย ๆ วันนี้ เรื่องยาของพี่หวังอันต้องฝากท่านป้าดูแลแทน ข้าคงกลับมาไม่ทันเที่ยงวัน”“ได้เลย เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล เจ้าไป
“เหอเหยา เจ้าเอายาไปป้อนให้หวังอันที” ชุยหยูเอ่ยพลางส่งถ้วยยาที่อุ่นร้อนกำลังดีให้เด็กสาวรับไว้“ได้เจ้าค่ะ” นางตอบรับเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ประคองถ้วยยาเดินเข้าไปยังห้องของชายหนุ่มเมื่อเห็นร่างสูงนอนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกไม่คุ้นชินก็แล่นวูบขึ้นในใจ นางมองเขาไม่ว่ากี่ครั้งก็ยังไม่สามารถเคยชินกับส






レビュー