เข้าสู่ระบบอี๋นั่วมองนางอย่างเต็มตาแล้วพูดคล้ายจริงคล้ายหยอกว่า “ถึงเจ้าแบกข้าได้จริง แต่ขาข้าก็ลากดินอยู่ดี” เว่ยชินเหยียนก้มลงสำรวจร่างกายตนก็เห็นจะเป็นเช่นนั้น อี๋นั่วพูดต่อว่า “อีกอย่างข้าคงตายก่อนที่เราจะกลับไปถึงหมู่บ้าน”
“แล้วท่านลุงจะยอมตายอยู่ที่นี่หรือ”
“ข้าไม่มีทางเลือก” อุตส่าห์มีชีวิตรอดคมหอกคมดาบและธนูอาบยาพิษมาได้เกือบสิบเอ็ดปี แต่กลับมาตายเพราะงูพิษกัด แม้เขาพยายามใช้พลังปราณข่มพิษเอาไว้แต่ก็ไร้ผล เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวต่อว่า “ข้ารบกวนเจ้าเรื่องหนึ่งได้หรือไม่”
“ว่ามาเถิดเจ้าค่ะ”
“เจ้าช่วยฝังศพข้าไว้ที่นี่ได้หรือไม่”
ร่างของเว่ยซินเหยียนผงะ ปากอ้าตาโต กล่าวออกว่า “ข้าไม่รับปากเจ้าค่ะ ข้าจะต้องหาทางช่วยท่านให้ได้” เขาเคยช่วยชีวิตมารดาของนาง บุญคุณนี้ต้องตอบแทน นางจะมองดูเขาสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้
“เจ้าเด็กดื้อรั้น เจ้าไม่เห็นรึว่าข้ากำลังจะตาย” พูดจบเขาก็เริ่มอาเจียน จมูกมีเลือดกำเดาไหลออกมา ขาข้างที่โดนงูกัดเริ่มบวมแดง ปากแผลมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวเพราะปวดแผลมาก
ในขณะที่เว่ยซินเหยียนกำลังสติหลุดนางกลับฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตานางเป็นประกายวาววาม หรือว่านางจะลองใช้เลือดของตนรักษาเขาดี แต่มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าเขารู้ว่าเลือดของนางขับพิษได้ตัวนางเองจะไม่ปลอดภัย แต่ถ้านางไม่ช่วยเขาเขาก็ตาย
ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหมอมันอยู่ในสายเลือด เว่ยซินเหยียนลังเลเพียงอึดใจเดียวก็ถลกชายกระโปรงขึ้นหยิบมีดพกออกมาหนึ่งเล่ม เพราะรอบขาทั้งสองข้างของนางมีมีดอยู่หลายเล่ม อี๋นั่วมองเห็นเช่นนั้นถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างคาดไม่ถึง ลำพังเกาทัณฑ์ที่นางสะพายมาด้วยเขายังรู้สึกทึ่งแล้ว นี่นางยังพกมีดสั้นอีกหลายเล่มติดตัวอีกด้วย อี๋นั่วรู้สึกละอายใจเป็นอย่างมากที่โตจนป่านนี้แล้วยังประมาทกว่าเด็กอายุเพียงสิบขวบ ด้วยเพราะคิดว่าตนมีวรยุทธ์จึงไม่คิดพกสิ่งใดมาให้เกะกะ ทั้งตัวเขามีเพียงมีดสั้นเล่มเดียวเท่านั้น
เว่ยซินเหยียนเอ่ยสั่งเขา “ท่านลุงอ้าปาก”
“อ้าทำไม”
นางไม่ตอบแต่กลับใช้มีดกรีดปลายนิ้วตนพร้อมพูดว่า “ข้าจะช่วยท่าน”
“ข้าไม่ใช่มารจะให้ข้ากินเลือดสด ๆ ได้อย่างไร” เด็กคนนี้บ้าไปแล้ว เขาเฝ้ามองครอบครัวของนางอยู่ทุกวัน ไม่คิดว่านางจะมีความคิดพิลึกพิลั่นเช่นนี้
“ถ้าท่านไม่อยากตายก็กินเสีย” วิธีนี้นางยังไม่เคยลองกับใคร เพราะนางไม่รู้ว่ามันจะช่วยชีวิตคนได้หรือไม่ อีกอย่างนางไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นเช่นไร แต่ตอนนี้นางไม่มีทางเลือกแล้ว
“ข้าไม่กิน”
สิ้นเสียงเว่ยซินเหยียนใช้มือเล็กบีบขากรรไกรให้เขาอ้าปากแล้วหยดเลือดลงไปสามหยด พลางบ่นออกมาว่า “ท่านทำให้ข้าเสียเลือดไปหลายหยดแล้ว”
นางบังคับให้เขากลืนเลือดลงท้อง ดวงตาอี๋นั่วเบิกกว้างแทบถลนออกมา เว่ยซินเหยียนตัวเล็กเท่านี้ แต่มีพลังบีบคางเขา แถมบังคับให้เขากลืนเลือดได้อีก นางไม่ธรรมดาจริง ๆ เขารู้สึกสนใจนางขึ้นมาแล้ว
“ท่านมีพลังปราณหรือไม่”
เขาพยักหน้าช้า ๆ
“ท่านช่วยเดินลมปราณได้หรือไม่ ข้าจะช่วยท่านอีกทาง” ว่าจบเว่ยซินเหยียนนั่งลงด้านหลังสองมือช่วยถ่ายเทพลังปราณให้เขา อี๋นั่วสัมผัสได้ถึงลมปราณที่ถูกส่งผ่านฝ่ามือนางมาสู่กายเขาก็ให้รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เด็กคนนี้มีดีกว่าที่เขาคิดไว้มาก เขานั่งหลับตาและเดินลมปราณอันปั่นป่วนในกายทันที
ผ่านไปราวยี่สิบลมหายใจเขาก็กระอักเลือดออกมา อาการคลื่นไส้อาเจียนหายไปจนสิ้น ขาที่เคยปวดและบวมค่อย ๆ ยุบลงจนน่าประหลาดใจ เขาสำรวจร่างกายตนอย่างไม่เชื่อสายตานัก ว่าเขาจะมีชีวิตรอดได้อีกครั้ง
เขาหันหลังกลับไปเตรียมจะพูดกับนาง แต่กลับพบว่าเว่ยซินเหยียนนอนสลบอยู่ด้านหลังเขาแล้ว “นี่เจ้า…” เขาพูดได้เพียงเท่านั้น รีบจับตัวนางนั่งพิงต้นไม้ทันที เขาจับชีพจรให้นางก็พบนางกำลังเดินลมปราณเพื่อซ่อมแซมพลังปราณของตนให้กลับมาเหมือนเดิมอย่างช้า ๆ
อี๋นั่วมองนางด้วยแววตาชื่นชม ทำไมเด็กน้อยคนนี้ช่างวิเศษนัก และเขาคงประมาทนางมากเกินไป ก่อนหน้านี้จึงไม่ทันคิดระวังตัว หากนางเป็นนักฆ่าเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้
นางใช้เวลาเดินลมปราณราวหนึ่งชั่วยาม พอตื่นขึ้นมาเห็นเขายังไม่ตายก็พูดเสียงสดใสทันที “ท่านลุงเชื่อข้าหรือยังเล่า”
เขาพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาที่เคยเฉยชาเปล่งประกายวาววับ มองดูเด็กหญิงด้วยความเอ็นดูเจือนับถือ เอ่ยถามนางว่า “เจ้าเป็นหมอรึ” เท่าที่เขาสังเกตครอบครัวนี้เพียงหาสมุนไพรไปขายเท่านั้น แต่ทุกเช้าเขาจะเห็นเด็กคนนี้ตื่นขึ้นมาเตะต่อยกระสอบทรายและยิงธนูทุกเช้า ฝีมือการยิงธนูของนางดูเบาไม่ได้เลยจริง ๆ
นางส่ายหน้าพร้อมกล่าวว่า “ข้าไม่อยากเป็นหมอ แต่ข้าอยากหลอมยา”
ดวงตาเขากระตุกรุนแรง มองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เขาลุกขึ้นยืนช้า ๆ หยิบสมุนไพรที่ตนดั้นด้นเข้ามาเก็บวันนี้ พูดออกว่า “เรากลับกันเถิด ป่านนี้แม่เจ้าคงเป็นห่วงแล้ว”
“อืม” เว่ยซินเหยียนยืนขึ้นเช่นกัน บ่าข้างหนึ่งสะพายธนู บ่าอีกข้างสะพายตะกร้าสมุนไพร อี๋นั่วมองด้วยความรู้สึกทึ่งอยู่มาก นางเดินตามหลังเขาแล้วกล่าวอีกว่า “เรื่องวันนี้…”
นางพูดยังไม่ทันจบเขาก็พูดสวนขึ้น “เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่บอกใคร”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางมองเห็นพืชของเขาสองสามชนิดที่นางไม่รู้จักจึงถามต่อว่า “ท่านลุงมาเก็บสมุนไพรเช่นกันหรือเจ้าคะ”
“อืม” เขารับคำในลำคอและถามนางออกไป “เจ้าบอกว่าอยากหลอมยาเช่นนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ ท่านพอจะให้คำแนะนำข้าได้หรือไม่ ว่าข้าควรไปศึกษาเรื่องนี้กับใคร ท่านตาของข้าเคยเป็นหมอ แต่ท่านตาไม่มีตำราเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย อีกอย่างเขาก็ไม่อยู่ให้ข้าถามแล้ว” นางพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่จะหลอมยาได้ต้องมีคุณสมบัติเช่นไรบ้าง”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ รู้แค่ว่าต้องมีพลังปราณขั้นเก้าเท่านั้น”
เขาพูดเสียงเรียบว่า “นอกจากพลังปราณขั้นเก้าแล้วคนที่จะหลอมยาได้ต้องมีวรยุทธ์ด้วย ไม่เช่นนั้นตอนหลอมยาเจ้าอาจสิ้นใจได้” เพราะการหลอมยาต้องใช้พลังมหาศาล หากร่างกายต้านไม่อยู่ภายในอาจแตกสลายได้
“ข้าจะไปเรียนวรยุทธ์จากผู้ใดได้เล่า”
อี๋นั่วหยุดฝีเท้า หันหน้ากลับมาคุยกับนาง “เจ้าจะหลอมยาไปทำไม”
“เอาไปขายเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากเก็บสมุนไพรขายเพราะมันได้เงินน้อยและช้าเจ้าค่ะ”
เขาหัวเราะเสียงลั่นกับความตรงไปตรงมาของนาง “เจ้าไม่กลัวภัยมาถึงตัวหรือ”
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย







