เข้าสู่ระบบ...เกิดเป็นสตรีไฉนจะยอมพ่ายให้แก่บุรุษเสมอเล่า ในใต้หล้าเหนือปรภพหามีใครเทียมขุนพลสตรีเช่นนาง
ดูเพิ่มเติมเบื้องหน้าของขุนพลสตรีเป็นประตูขนาดใหญ่ สูงเกินศีรษะของนาง และเหล่าทหารผู้กล้า เวลานี้เพ่ยอินเหยาอยู่บนอาชาไนย ดวงตาคู่คมสาดประกายกล้า ยามเมื่อเวลานี้ประตูเมือง ‘ฉี’ ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดอินตูตูควบม้าออกไปพร้อมกันกับแม่ทัพใหญ่ ตามมาด้วยทหารผู้กล้าที่เดินทัพออกไปติด ๆ ทั้งสองแม่ทัพ เพ่ยอินเหยาควบม้าออกมาได้ไม่ไกล ประตูเมืองฉีก็ได้ปิดลงอีกครั้ง “อินตูตู เจ้าคิดอันใดอยู่รึ” แม่ทัพใหญ่เอ่ยถามนางยามเมื่อเวลานี้เห็นสีหน้าสงบนิ่ง หากแต่เยือกเย็นของสตรีผู้ขนาบข้าง “ป่าว ไม่ข้าไม่ได้คิดอันใด” ขุนพลสตรีบอกปัด “ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามอันใดเจ้าได้หรือไม่” “สำหรับท่านได้เสมอ ท่านแม่ทัพใหญ่” “เจ้าคิดว่าเหตุใด ฝ่าบาทถึงออกราชโองการนี้ให้พวกเรากลับไปไวที่สุด” ดวงหน้าขุนพลหญิงผินมองยังแม่ทัพเซี่ยเล็กน้อย หากคิ้วโก่งที่ไร้การตกแต่งนั้นกลับขมวดมุ่นเข้าหากันเรื่อย ๆ “เรื่องนี้ข้ายังมิอาจตอบท่านได้” ขุนพลสตรีมองสหายร่วมรบด้วยแววตานิ่งแข็งประดุจหยก เหตุใดนางจะมิรู้ว่ายามนี้
การได้อยู่ใกล้เพ่ยอินเหยาเป็นความใฝ่ฝันของแม่ทัพเซี่ย แม้เบื้องหน้าเขาจะมีเสียงดุดันมากเพียงใด หากลึกแล้วในใจ เขากลับสบายใจที่ได้อยู่ใกล้นาง แม้ว่าเพ่ยอินเหยาจะเป็นสตรี เขารู้ดีว่านางมากความสามารถมิหย่อนไปกว่าบุรุษใด สตรีหากฝึกจนชำนาญก็เปรียบเสมือนหมากชั้นดีได้เช่นกัน ตูตูมิใช่ตำแหน่งแม่ทัพหญิงที่ได้มาลอย ๆ หากมีความหมายนัยแฝงอยู่ในนั้น เซี่ยจินหู่เชื่อว่าสักวันนางจะต้องรู้ แต่จะช้าเร็วเท่าไรนั้น เขามิอาจทราบได้เลย และเมื่อถึงตอนนั้นนางจะทำลายกำแพงสูงนั้นได้เช่นไร เขาเองก็อยากจะรู้เช่นกัน “แม่ทัพใหญ่ท่านยิ้มด้วยเหตุใดเล่า” เหยาเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยดวงหน้าแดงซ่าน “เปล่า ไม่มีอะไร” แม่ทัพเซี่ยปฏิเสธ “เห็นได้ชัดว่าสีหน้าท่านเปลี่ยนไป ท่านคิดเห็นเช่นไรกับ…” ยังไม่ทันพูดจบรองแม่ทัพก็พลันก้าวเข้ามาก่อน “ท่านแม่ทัพใหญ่ อินตูตู ทางนี้” บทสนทนาต้องหยุดชะงัก แม่ทัพเซี่ยหันมอง ‘ขุนพลสตรี’ ที่ผินหน้ามาทางเขาเช่นกัน ปลายรองเท้าพาร่างของขุนพลหญิงมาด้านหน้าที่เหล่าทหารพักอยู่ ตรงหน้าอินตูตูมีชายร
“จริงอยู่ที่แคว้นฉีได้ไท่จื่อตัวจริงกลับมา แต่เรื่องนี้น่าหนักใจไม่น้อย เพราะพระสนมหมินกำลังทรงครรภ์มังกรสวรรค์นับเป็นคลื่นใต้น้ำที่ยากแก่การคาดเดา ทว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องในฉี หากเกี่ยวโยงกันถึงสามแคว้น หากฉีและฉินเชื่อมสัมพันธไมตรี แม่ทัพเซี่ยท่านคิดว่าผู้ใดกันที่จะได้ผลประโยชน์เรื่องนี้สูงสุด” “ข้าคิดว่าหอลับพยากรณ์อาจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของเรื่องนี้” “เมื่อฉินและฉีสงบลง หอลับพยากรณ์ทมิฬที่ตั้งระหว่างเขตชายแดนฉีและฉินจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดเพราะตั้งอยู่ในสองแคว้น” “เจ้าหมายความว่าศึกครั้งนี้มิได้มีเพียงฟางกุ้ยเฟย แต่ประมุขหอลับพยากรณ์อาจมีส่วนเอี่ยวด้วยใช่รึไม่” แม่ทัพเซี่ยเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ท่านกล่าวได้ถูกต้อง ท่านแม่ทัพ” “เช่นนั้น ข้าว่าเราอาจจะต้องสืบเรื่องของ หนานฉินเอียด้วย” “ข้าได้ยินมาว่าหอลับพยากรณ์เปลี่ยนประมุขแล้วจากหนานฉินเอีย มาเป็นสกุลฉู่เจียอี” “ฉู่เจียอี หญิงงามในแคว้นต้าเซิ่งงั้นรึ ไฉนนางจึงมาอยู่ที่หอลับพยากรณ์ทมิฬนี้ได้” “เรื่องนี้มิได้พัวผันแค่กลุ่มหอลับ หากเก
“ท่านอยากเจรจาเรื่องใดกับข้าก็กล่าวมาเถิด” ขุนพลหญิงกล่าวขึ้นพลางสบสายตากษัตริย์ชราด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด “ข้าขอเจรจาสงบศึกกับแคว้นฉิน จากนี้เราจะส่งบรรณาการไปให้แคว้นฉินทุกปีได้หรือไม่ แลกกันกับแคว้นฉี” กษัตริย์ฉีตรัสอย่างไม่อ้อมค้อม “เรื่องนี้ต้องทูลฝ่าบาท ข้าให้คำตอบท่านมิได้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าจะบอกท่าน” เพ่ยอินเหยากล่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ท่านอินตูตูท่านมีอันใดรึ” “พาเข้ามา” ดวงเนตรคู่คมสบสายตาของแม่ทัพค่ายพลอย่างไม่เข้าใจในความนัยที่ขุนพลหญิงซ่อนอยู่ “กระหม่อมถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเข้มดังมาจากเรียวปากของบุรุษหนุ่มตรงหน้าพระพักตร์ “ท่านหมอวู่” “กระหม่อมหาใช่แค่หมอวู่เพียงอย่างเดียวไม่” “หากแต่กระหม่อมเป็นพระโอรสที่หายไปของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” วู่อู่เจิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “กระหม่อมถวายพระพรเสด็จพ่ออีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ” “ทำไมกัน…นี่มันเกิดอันใดขึ้น ท่านอินตูตู” “ในวันที่ข้าแอบซ่อนอยู่ในบ้านของลุงป๋อ พระสนมฟางได้โยน
ราชสำนักฉี“ยินดีกับฝ่าบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเข้มของหมอหลวงกราบทูลต่อหน้าองค์ราชัน“ยามนี้พระสนมทรงกำลังจะให้กำเนิดโอรสมังกรสวรรค์พ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงเอ่ยกราบทูลด้วยอาการตื่นตระหนก“ดี” องค์ราชันตรัสพลางยกพระหัตถ์ลูบพระหนุด้วยแววพระเนตรฉายวาวระยับรองพระบาทสีทองอร่ามตาสาวเข้าไปใกล้เตียงบรรทมของหมินผิ
“เจ้าว่าอันใดนะ เจียกูกู” สุรเสียงหวานของหมินผินตรัสขึ้นอย่างตระหนกพระทัย“ทูลนายหญิง หม่อมฉันได้ยินข่าวจากตำหนักฮองเฮาว่า ฟางกุ้ยเฟยเสด็จไปชายแดนเพื่อลอบสังหารแม่ทัพแคว้นศัตรูเพคะ” เจียกูกูตรัสกราบทูลนายหญิงตนเองด้วยสีหน้าซีดเผือด“เหลวไหล…ฟางกุ้ยเฟยนางทำเช่นนั้นไปทำไม” หมินผินตรัสต่อหน้าเจียกูกูด
เพ่ยอินเหยาขยับตัวหลบวูบทันทีปลายคมกระบี่ตวัดเข้ามาที่คอขาวระหงส์ของนาง ศีรษะทุยเอียงไปด้านซ้ายเล็กน้อยบุรุษผุ้นั้นเห็นนางหลบจึงได้ใจ มือหยาบกร้านจึงพุ่งเข้ามาฟาดยังใบหน้าที่ซ่อนภายใต้หมวกเกราะรบของอินตูตูขุนพลสตรีตั้งรับกระบี่ไว้ได้ทันที เพียงมือขวาของอินตูตู กระบี่ของนางก็อาบโลหิตของบุรุษผู้ไม่
ในยามนี้ร่างกำยำของแม่ทัพใหญ่นั่งตรงอยู่ด้านหลังอานม้าศึกพันธุ์ดีของเหยาเอ๋อร์กลิ่นหอมอ่อนจางจากเรือนเกศาที่เกล้ามวยซุกซ่อนภายใต้หมวกเกราะรบสีเงินของแม่ทัพค่าย ไม่อาจทำให้แม่ทัพเซี่ยมีสติสัมปชัญญะต่อไปได้เลยแผงอกกำยำของแม่ทัพเซี่ยแนบกับแผ่นหลังของแม่นางเพ่ย กลิ่นหอมจรุงใจของหญิงสาวทำให้แม่ทัพเซี่











