ANMELDENโปรย: นางเป็นหมอที่ไม่เคยรักษาคนมาก่อน แต่กลับหลอมยาได้นิดหน่อย ส่วนเขามีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ตั้งแต่กำเนิด อีกทั้งยังมีดวงกินภรรยา แล้วนางผู้เป็นภรรยาคนที่หกจะมีชีวิตอยู่ในจวนเขาได้สักกี่สิบวัน ไรต์มีนิยายมาฝากอีกแล้วค่ะ เรื่องนี้เป็นจีนโบราณที่ไม่ได้อิงประวัติศาสตร์ใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ เนื้อหาเกิดจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากมีข้อผิดพลาดประการใดไรต์ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ซินเหยียนหมอทหารจากยุคปัจจุบันเผลอหลับไปบนโต๊ะทำงาน พ่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างของเด็กหญิงอายุเก้าขวบแล้ว ที่สำคัญนางสามารถเดินลมปราณได้ทั้งยามหลับและยามตื่น อีกทั้งนางยังสามารถหลอมยาได้เล็กน้อย ส่วนเขาอัปลักษณ์ตั้งแต่กำเนิดไม่สามารถแข่งขันกับพี่น้องเพื่อชิงบัลลังก์มังกรได้ อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกาลกินีของแผ่นดิน จึงถูกเนรเทศไปอยู่ไกลสุดถึงชายแดนเหนือตั้งแต่ยังเยาว์ แต่โชคชะตาก็ทำให้เขากับนางได้มาอยู่เคียงคู่กันโดยไม่เต็มใจทั้งสองฝ่าย อีกทั้งคนยังเล่าลือว่าเขาเป็นบุรุษที่มีดวงกินภรรยา เว่ยซินเหยียนซึ่งเป็นภรรยาคนที่หกจะมีชีวิตอยู่ในจวนของเขาได้กี่สิบวัน
Mehr anzeigenภายในจวนสกุลเว่ย เสียงแส้กระทบเนื้อดังมาไม่ขาดสาย บุตรสาวตัวน้อยวัยเก้าขวบพยายามอ้อนวอนบิดาเจียนจะขาดใจ “ท่านพ่ออย่าตีท่านแม่เลยนะเจ้าคะ ฮือ ๆ” นางพยายามดิ้นสุดกำลังเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมของสาวใช้แต่ก็ไร้ผล
ส่วนผู้เป็นพ่อทำตัวราวกับเป็นคนหูหนวกตาบอด ตะเบ็งเสียงสั่งบ่าวรับใช้ออกไปว่า “โบยต่อไป อย่าได้หยุดเป็นอันขาด”
อดีตเว่ยฮูหยินที่ถูกโบยไปกว่าห้าสิบไม้กำลังอ่อนระโหยโรยแรงเต็มที นางแทบจะฝืนหายใจต่อไปไม่ไหว เห็นมารดาคล้ายจะสิ้นใจ เว่ยซินเหยียนทนดูมารดาถูกโบยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว นางสะบัดแขนจากสาวใช้อย่างรุนแรง รีบวิ่งเข้าไปช่วยมารดาทันที แม่นมเตียวกับสาวใช้ต่างตกใจเป็นอย่างมากแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปขวาง
“ท่านแม่ ฮือ ๆ ท่านเจ็บหรือไม่” พูดพลางใช้ร่างอันเล็กจ้อยของตนขึ้นคร่อมร่างผู้เป็นมารดาไว้
บ่าวรับใช้ที่รับหน้าที่โบยอดีตฮูหยินใหญ่ของจวนชะงักมือ มองไปยังนายท่านเจ้าของจวนแวบหนึ่ง พอเว่ยเฉิงพยักหน้าเขาจึงโบยต่อด้วยความจำใจ
จนตัวนางถูกโบยไปด้วยสามที เว่ยซินเหยียนนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด ปากก็ร้องออกมาด้วยความน่าสงสาร “ท่านพ่อข้าเจ็บ ท่านหยุดตีท่านแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ ฮือ ๆ”
“เหยียนเอ๋อร์” จ้าวฟางหรูพูดออกเสียงเบาหวิว แต่ทำอะไรไม่ได้แล้ว แม้แรงจะกระดิกตัวยังไม่มี
เว่ยเฉิงซึ่งอยู่ในอารมณ์โกรธจัดมีหรือจะสนใจคำพูดของเด็กสาว มารดาของนางบังอาจคบชู้ในจวนของเขา โทษแค่นี้ยังน้อยไป นางสมควรตายด้วยซ้ำ ยิ่งตอนนี้โดนเสิ่นอี๋เหนียงเป่าหูเขาก็เริ่มไม่มั่นใจว่าเว่ยซินเหยียนคนนี้เป็นลูกเขาจริง ๆ หรือไม่ อีกทั้งเด็กคนนี้ยังสติไม่สมประกอบเขาจะเก็บไว้ให้อับอายผู้คนทำไม เว่ยเฉิงตะโกนออกไปอีก “โบยต่อไป”
“ขอรับ” บ่าวชายรับคำแล้วโบยต่อไปอีกไม่ยั้ง
แม่นมเตียวกับสาวใช้ข้างกายจ้าวฟางหรูกอดกันร้องไห้มองดูเจ้านายทั้งสองโดนโบยไปพร้อมกัน
กระทั่งสองแม่ลูกสลบไปด้วยกันทั้งคู่ เตียวจินจึงนั่งคุกเข่าโขกศีรษะดังปึก ๆ ต่อหน้าเว่ยเฉิง “นายท่านได้โปรดไว้ชีวิตฮูหยินใหญ่ด้วยเถิดเจ้าค่ะ อย่างไรฮูหยินใหญ่ก็สิ้นสติไปแล้ว…”
“นางไม่ใช่ฮูหยินของข้า” เขาตวาดเสียงกร้าวก่อนที่แม่นมเตียวจะกล่าวจบ นอนกับชายอื่นแล้วยังมีหน้าเรียกนางว่าฮูหยินใหญ่อีกหรือ
นางสะดุ้งเฮือกพูดออกเสียงสั่นว่า “เจ้าค่ะ ๆ บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรนายหญิงกับคุณหนูใหญ่ก็สลบไปแล้ว ขอนายท่านโปรดเมตตาด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
“นางกับลูกสมควรตาย” เขาตวาดขึ้นอีก
เสิ่นอี๋เหนียงเดินเข้ามาทำสีหน้าเห็นใจเหลือคณากล่าวออกเสียงนุ่มนวลว่า “นายท่าน อย่าทำให้นางกับลูกถึงกับต้องตายเลยนะเจ้าคะ อย่างไรเสียนายท่านก็มอบหนังสือหย่าให้นางแล้ว รีบไสหัวนางกับลูกออกไปจากจวนเถิดเจ้าค่ะ อยู่ไปรังแต่จะเป็นตัวอัปมงคลเสียเปล่าเจ้าค่ะ” นางทำเหมือนคนดีที่รู้สึกเห็นใจจ้าวฟางหรูเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีตามกฎของจวนหากฮูหยินเป็นชู้กับชายอื่น โทษคือโบยร้อยไม้กับมอบหนังสือหย่า หากเป็นเช่นนั้นจ้าวฟางหรูอาจสิ้นใจตายได้ ซึ่งเสิ่นอี๋เหนียงไม่ต้องการให้นางตาย เพียงแต่ต้องการให้นางกับบุตรสาวออกไปจากจวนหลังนี้ด้วยความอับอายและไม่มีสิทธิ์กลับมาอีกก็เพียงพอแล้ว
เมื่อได้ยินเสิ่นอี๋เหนียงกล่าวเช่นนั้น เว่ยเฉิงก็คล้อยตามทันทีหันไปมองอนุภรรยาคนโปรดด้วยแววตาหวานเยิ้ม พูดออกเสียงอ่อนโยนว่า “เจ้าช่างเป็นคนใจดีมีเมตตายิ่งนัก” จากนั้นรีบสั่งออกไปเสียงดุดันว่า “เช่นนั้นพวกเจ้ารีบเก็บข้าวของแล้วก็ไสหัวออกจากจวนของข้าไปเสีย”
เมื่อเห็นทางรอดของผู้เป็นนายที่ไม่ต้องถูกโบยถึงร้อยไม้แม่นมเตียวรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปหาจ้าวฟางหรูกับบุตรสาวทันที ตามด้วยซิ่วอิงสาวใช้คนสนิทของอดีตฮูหยินใหญ่ แม่นมเตียวกับสาวใช้อีกนางหนึ่งพยุงร่างของจ้าวฟางหรูกลับไปที่เรือนของตนอย่างทุลักทุเล ส่วนซิ่วอิงอุ้มร่างอ้อนแอ้นของเว่ยซินเหยียนตามไป
ก่อนที่นายท่านของจวนอย่างเว่ยเฉิงจะเปลี่ยนใจบ่าวทั้งสองไม่รอให้เจ้านายฟื้น รีบเก็บข้าวของใส่หีบอย่างว่องไว ใช้เวลาเก็บของไม่นานก็แล้วเสร็จ เพราะสมบัติและสินเดิมของอดีตฮูหยินใหญ่มีไม่มาก อีกทั้งเว่ยเฉิงก็ไม่ได้มอบสิ่งของมีค่าหรือเงินทองอันใดให้นางแม้แต่อีแปะเดียว จากนั้นคนทั้งสี่ก็รีบออกเดินทางทันที โดยมีรถม้าของจวนสกุลเว่ยไปส่งที่ตลาด ส่วนปลายทางคือบ้านเดิมของจ้าวฟางหรูที่เคยอาศัยอยู่กับท่านพ่อเมื่อครั้งยังเยาว์ เมืองนั้นชื่อเมืองหยางโจว ซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปทางเหนือของเมืองลั่วหยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นฉินแห่งนี้
หลังจากรถม้าเคลื่อนตัวออกไปแล้ว เจียวจูสาวใช้ข้างกายของเสิ่นอี๋เหนียงจึงรีบวิ่งกลับเข้ามาในเรือน
เสิ่นอี๋เหนียงถามเสียงเรียบว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”
“ออกไปกันหมดแล้วเจ้าค่ะ”
มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นด้วยความพอใจ ถามต่อว่า “แล้วเรื่องพ่อบ้านจวง”
“คนของนายท่านจัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี”
“แล้วให้ข้าไปช่วยเขาดีหรือไม่เจ้าคะ” ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อจวงชุนทำงานนี้สำเร็จ เสิ่นอี๋เหนียงต้องช่วยเหลือเขาให้พ้นจากความตายหากเขาได้รับโทษ
“ไม่ต้อง คนมีความผิดจะไปช่วยทำไม” ว่าแล้วก็ยกยิ้มหยันกล่าวต่อว่า “เจ้าออกไปได้แล้ว”
"เจ้าค่ะ"
ถึงคราวที่ต้องดื่มสุรามงคลเขาก็เดินไปหยิบสุราที่จางหมัวมัวเตรียมไว้ให้มาให้นาง จากนั้นก็คล้องแขนกรอกสุราลงคอโดยไม่ถอดหน้ากาก เว่ยซินเหยียนทำตามอย่างว่าง่าย นางไม่ได้ซักถามหรือสงสัยแต่อย่างใด เพราะคิดว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องคงไม่อยากให้ใครเห็นความอัปลักษณ์ของตนพิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้วเขาจึงพูดเสียงเข้มว่า “ขอให้เจ้าอยู่ในจวนนี้ให้ดี อย่าได้เที่ยวเพ่นพ่านไปในที่ที่ข้าไม่อนุญาต” เขาพูดต่อว่า “อีกอย่างถ้าไม่อยากอายุสั้นก็อย่าได้สงสัยอะไรในตัวข้าหรือเรื่องที่ข้าไม่อยากให้รู้” กล่าวเพียงเท่านั้นร่างสูงโปร่งก็เดินออกกจากห้องหอทันทีเว่ยซินเหยียนพูดตามหลังว่า “เจ้าค่ะ” พูดประชดในใจต่ออีกว่า ดุจริง ๆจากนั้นจึงมีสาวใช้นางหนึ่งอายุราวสี่สิบต้นเดินเข้ามาพร้อมกับซิ่วอิง“ท่านอ๋องให้ข้าจางหมัวมัวมาปรนนิบัติพระชายาเจ้าค่ะ” นางคือหมัวมัวที่เคยอยู่กับมู่กุ้ยเฟยซึ่งเป็นมารดาของเจิ้นเสิ่นอ๋องมาก่อน ภายหลังเมื่อมู่กุ้ยเฟยถูกส่งตัวเข้าตำหนักเย็นเพราะให้กำเนิดพระโอรสหน้าตาอัปลักษณ์ และองค์ชายใหญ่ถูกส่งตัวมาอยู่ที่เมืองเสิ่นหยางนางจึงติดตามเขามาด้วยตามความต้องการของมู่กุ้ยเฟย เว่ยซินเหยียนมองน
เว่ยซินเหยียนเดินเข้าไปดูอาการของซ่งฉือกับทหารอีกคน เขาคือม่อห่าวหรัน จากนั้นจึงเอ่ยกับซิ่วอิงว่า “ต้องเย็บแผล” เพราะแผลโดนคมดาบมีลักษณะเป็นทางยาว หากไม่เย็บปิดปากแผล แผลอาจจะอักเสบได้ อีกทั้งยังหายช้าอีกด้วย ซ่งฉือกับหมิงจ้านพลันสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย หมิงจ้านถามออกไปว่า “พระชายาทำเป็นหรือขอรับ” “ก็เหมือนเย็บผ้า เหตุใดข้าจะทำไม่เป็น” เหล่าองครักษ์ที่ได้ยินต่างกลืนน้ำลายดังเอื้อก ทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก คิดในใจว่าแค่เย็บผ้าเป็นก็เย็บแผลได้แล้วหรือ เหตุใดภรรยาที่บ้านไม่เคยเล่าให้พวกเขาฟังบ้างเลย เว่ยซินเหยียนบอกซ่งฉือว่า “ข้าจะเย็บแผลให้เจ้าก่อน” เพราะแผลของเขาฉกรรจ์กว่าของม่อห่าวหรัน “ขอรับ” ซ่งฉือรับคำอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แม้ตอนออกรบต่อสู้กับข้าศึก เขายังไม่รู้สึกกลัวเท่านี้มาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมถอดเสื้อออกโดยง่าย ซ่งฉือได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ซ้าย ยังนับว่าโชคดีที่เขาถนัดขวา เว่ยซินเหยียนล้างแผลด้วยน้ำเกลือ จากนั้นใช้สำลีเช็ดรอบบาดแผลด้วยแอลกอฮอล์ และซับแผลให้แห้งด้วยผ้าสะอาดก่อนฉีดยาชา จากนั้นจึงเริ่ม
เว่ยฮูหยินเดินเข้าไปในห้องเว่ยซินเหยียนด้วยความริษยาเจือสมเพช ด้านหลังมีเจียวจูติดตามมาด้วย เว่ยซินเหยียนแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วสาวใช้ในห้องจึงมีเพียงซิ่วอิงและซูหมัวมัวเว่ยฮูหยินกล่าวออกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “เหยียนเอ๋อร์” “ชื่อนี้มีเพียงมารดาของข้าเท่านั้นที่เอ่ยได้” นางพูดเสียงเรียบ สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ เว่ยฮูหยินชะงักค้างไปครู่หนึ่งก่อนปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มดังเดิม พร้อมเอ่ยออกเสียงหวานรื่นหู “เว่ยซินเหยียน เจ้าช่างงดงามยิ่งนัก หากท่านอ๋องเห็นคงตกตะลึงในความงามของเจ้าไม่น้อย” “หากท่านอ๋องใจดีถึงเพียงนั้น เหตุใดท่านไม่ส่งเว่ยซินอี๋ไปแต่งกับเขาเล่า” นางปรายตามองเว่ยฮูหยินแล้วพูดต่อว่า “หรือเกรงว่าบุตรสาวของตนจะตาย ก็เลยส่งข้าไปแทน” เว่ยฮูหยินโกรธจนหน้าเขียว “นี่เจ้า ข้าพูดกับเจ้าดี ๆ แต่เจ้ากลับเอ่ยวาจาสามหาวกับข้า” นางแค่นยิ้มพูดต่อว่า “อย่างว่าละนะ สตรีที่อยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนมาก่อน จะรู้จักมารยาทของชนชั้นสูงได้อย่างไร ปากดีเช่นนี้ระวังจะอยู่กับท่านอ๋องได้ไม่เกินสามวัน” นางเอ่ยวาจาคล้ายข่มขู่หวังให้เว่ยซินเหยียนหวาดกลัว
เว่ยซินเหยียนเดินตามไปอย่างไม่อิดออด แต่พอเข้าไปในห้องหนังสือของบิดาแล้วท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนของนางก็เปลี่ยนไปทันที ที่นางฝืนทำเมื่อครู่ก็เพื่อเป็นการหยั่งเชิงเท่านั้น นางนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับบิดาทั้งที่เขายังไม่ได้เอ่ยคำใด แต่นางกลับเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่านพ่อมีอะไรจะคุยกับข้าหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงห้วนสั้นไร้ซึ่งความอ่อนหวานใด ๆ ทั้งสิ้น เว่ยเฉิงเกิดนึกเสียดายขึ้นมาทันทีเมื่อได้เห็นใบหน้าของบุตรสาวคนโตของตน หากเขาให้นางกลับมาอยู่ที่จวนสกุลเว่ยตั้งแต่แรก ป่านนี้นางก็คงได้แต่งกับเชื้อพระวงศ์ที่พร้อมด้วยรูปโฉม ทรัพย์สมบัติ และอำนาจไปแล้ว แต่ถึงคิดได้ตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว เพราะถึงอย่างไรก็ขัดราชโองการไม่ได้ เขากล่าวออกว่า “ไปอยู่ชายแดนเหนือ เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี” “เก็บความหวังดีไว้บอกตนเองเถิดเจ้าค่ะ” นางยิ้มหยันพูดต่อว่า “ท่านไม่ต้องมาตีสองหน้ากับข้า รู้ทั้งรู้ว่าท่านกำลังส่งข้าไปตายแต่ท่านก็ยังทำ แล้วจะมาแสร้งทำเป็นห่วงใยข้าทำไม” เว่ยซินเหยียนพูดออกด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น แววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ซึ่งแตกต่างจากเว่ยซินเหยียนที่อยู่ใ











