Masukโปรย: นางเป็นหมอที่ไม่เคยรักษาคนมาก่อน แต่กลับหลอมยาได้นิดหน่อย ส่วนเขามีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ตั้งแต่กำเนิด อีกทั้งยังมีดวงกินภรรยา แล้วนางผู้เป็นภรรยาคนที่หกจะมีชีวิตอยู่ในจวนเขาได้สักกี่สิบวัน ไรต์มีนิยายมาฝากอีกแล้วค่ะ เรื่องนี้เป็นจีนโบราณที่ไม่ได้อิงประวัติศาสตร์ใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ เนื้อหาเกิดจากจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หากมีข้อผิดพลาดประการใดไรต์ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ซินเหยียนหมอทหารจากยุคปัจจุบันเผลอหลับไปบนโต๊ะทำงาน พ่อตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างของเด็กหญิงอายุเก้าขวบแล้ว ที่สำคัญนางสามารถเดินลมปราณได้ทั้งยามหลับและยามตื่น อีกทั้งนางยังสามารถหลอมยาได้เล็กน้อย ส่วนเขาอัปลักษณ์ตั้งแต่กำเนิดไม่สามารถแข่งขันกับพี่น้องเพื่อชิงบัลลังก์มังกรได้ อีกทั้งยังถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกาลกินีของแผ่นดิน จึงถูกเนรเทศไปอยู่ไกลสุดถึงชายแดนเหนือตั้งแต่ยังเยาว์ แต่โชคชะตาก็ทำให้เขากับนางได้มาอยู่เคียงคู่กันโดยไม่เต็มใจทั้งสองฝ่าย อีกทั้งคนยังเล่าลือว่าเขาเป็นบุรุษที่มีดวงกินภรรยา เว่ยซินเหยียนซึ่งเป็นภรรยาคนที่หกจะมีชีวิตอยู่ในจวนของเขาได้กี่สิบวัน
Lihat lebih banyak“เพียะ!”
เสียงฝ่ามือฟาดกระทบบนใบหน้างามดังก้องไปทั่วศาลาชมบุปผา ร่างบอบบางของสตรีในชุดขาวสะอาดปลิวไปตามแรงตบ ทรุดลงนั่งกับพื้น หลังศีรษะน้อยกระแทกเสาหินอย่างแรงจนปิ่นปักผมหยกหลุดร่วงแตกกระจาย
“หมิงอวี้ เจ้าทำอะไรนาง!”
บุรุษร่างสูงโปร่งถลันกายวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาปรี่เข้าไปประคองร่างสั่นเทาของ ‘เหลียนฮวา’ ขึ้นมาแนบอก หญิงสาวที่นั่งอยู่บนพื้นไม้ยกมือขึ้นแนบแก้มบวมช้ำด้วยความหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นระริกราวกับลูกนกต้องลมเหมันต์
‘อวี่เจ๋อ’ ตวัดสายตาคมปลาบไปยังบุตรสาวเสนาบดีฝ่ายซ้าย คุณหนูจอมหยิ่งผยองที่กล้าลงมือกับหญิงสาวผู้อ่อนแอเช่นนี้ได้
“เจ้ามันสตรีใจคอโหดเหี้ยม! เลวทรามต่ำช้า เจ้าทำร้ายเหลียนฮวาได้อย่างไร”
เพียงได้ยินเสียงตะโกนก้องดังไปทั่วศาลาที่เปิดโล่ง ‘หมิงอวี้’ ยืนนิ่งงันดุจรูปปั้นหิน นางหลุบตาลงสบแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรังเกียจราวกับกำลังมองสิ่งปฏิกูล กะพริบตาแรงเมื่อความเจ็บแปลบบริเวณใจกลางฝ่ามือแล่นขึ้นมา
ครู่เดียวเท่านั้น ดวงตาคู่สวยก็พลันเบิกกว้างตะลึง นางก้มมองมือเรียวบางของตนเองที่ยังคงสั่นระริก เห็นว่ามันขึ้นรอยปื้นแดงแจ๋ ความรู้สึกสับสนอลหม่านตีตื้นขึ้นมาในหัวนางจนสมองแทบระเบิด
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...
เบื้องหน้านางมีสองหนุ่มสาวที่ดูรักใคร่ห่วงใยกันเสียเหลือเกิน คุณชายรูปงามในชุดโบราณแต่งกายภูมิฐานสีเขียวสลับเทา ทำจากผ้าไหมปักลวดลายประณีตงดงาม บนเรือนผมดำขลับยาวมีปิ่นหยกอย่างผู้ดี เขากำลังกอดปลอบดรุณีน้อยท่าทางอ่อนหวานในชุดขาวที่ทำจากผ้าป่านเนื้อละเอียดอย่างสามัญชน
คุณหมอสาวก้มมองสภาพตนเอง นางไม่ได้ใส่ชุดกาวน์อยู่ ทว่าสวมชุดฮั่นฝูสีฟ้าครามทำจากผ้าไหมเนื้อดีปักดิ้นทอง ในมือถือพัดกลมปักลายดอกท้อ ข้างกายนางมีสาวใช้หน้าตาซื่อบื้อกำลังยืนลนลานทำตัวไม่ถูก ในศาลาไม้ที่โอบล้อมด้วยธารจำลองในจวนหรูหราโอ่อ่า สมฐานะขุนนางใหญ่
ใช่!
ละครสั้นเรื่องนั้นไงเล่า!
ก่อนหน้านี้นางนั่งล้อมวงเม้ามอยกับเพื่อนสาวอยู่ในห้องพักแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชน เหล่าคุณหมอสาวและพยาบาลกำลังดูละครสั้นยอดฮิตในมือถือ เพื่อนร่วมงานยังบ่นอุบอิบว่านางร้ายในเรื่องนี้ ‘กู้หมิงอวี้’ ชื่อแซ่เหมือนคุณหมอกู้เปี๊ยบ ตัวอักษรก็เขียนเหมือนกันไม่มีผิด ปากก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานาว่านางร้ายในเรื่องช่างไม่รู้จักรักตัวเองเอาเสียเลย
ตัวนางร้ายผู้นั้นเป็นถึงบุตรสาวของเสนาบดีฝ่ายซ้าย แม้จะเป็นเพียงลูกอนุที่เกิดจากมารดาผู้เป็นแม่ค้า ทว่าสินเดิมและฐานะร่ำรวยล้นฟ้า มีเงินทองทองแท่งให้ถลุงเล่นสามชาติก็ไม่หมด บิดาทั้งรักและตามใจ ประคบประหงมบุตรสาวอนุผู้นี้เสียยิ่งกว่าบุตรภรรยาเอกคนไหนในจวน ยัยคุณหนูสมองนิ่มกลับดันทุรังจะเอาสามีที่ไม่ได้รักตนเองเลยสักนิด เพียงเพราะนางเคยเป็นเพื่อนเล่นกับอวี่เจ๋อมาตั้งแต่วัยเยาว์ จึงปักใจรักเขาจนแทบบ้าคลั่ง นางอาศัยสัญญาของผู้ใหญ่ผูกมัดหมั้นหมายเขาไว้ตั้งแต่ยังเล็กนัก
ฉากเด็ดชวนที่กระอักกระอ่วนของเรื่องคือไอ้พระเอกหน้าเหม็นนี่ไปพบรักกับหญิงสาวผู้แสนอ่อนหวานแต่อาบยาพิษอย่างเหลียนฮวา ยัยนางร้ายในเรื่องจึงวางแผนสิ้นคิดด้วยการวางยากำหนัด ลอบปีนขึ้นเตียงเขาจนตั้งครรภ์สำเร็จ
แน่นอนว่าฝ่ายชายนั้นเกลียดชังนางยิ่งเสียกว่าอะไรดี เขามิได้เต็มใจร่วมหลับนอนกับนาง จึงขอให้นางทำแท้งเสีย แต่พอนางไม่ยอมท่าเดียว เขาก็วางแผนจะฆ่านางทิ้งพร้อมกับลูกในท้อง เอายาทำแท้งกรอกปากนางอย่างเลือดเย็นเพียงเพื่อจะปกป้องนางเอก โชคดีที่นางร้ายบ้วนออกมาทัน ใช้แรงเฮือกสุดท้ายหนีรอดไปได้เพราะมีองครักษ์เข้ามาช่วยชีวิตเอาไว้!
ท้ายที่สุดพอนางร้ายอุ้มท้องหนีเตลิดไป ไอ้พระเอกเฮงซวยก็กลับตัวกลับใจ เพราะดันรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมา เขาตามตัวนางร้ายจนเจอเมื่อนางเลี้ยงดูบุตรชายตัวน้อยจนอายุได้ห้าหนาว ปากบอกว่าไล่สตรีผู้นั้นออกจากจวนไปแล้ว หลังจากที่ตาสว่าง ล่วงรู้ความจริงว่าเหลียนฮวาเสแสร้งทำเป็นอ่อนหวานเพื่อหวังในทรัพย์สมบัติของจวนแม่ทัพ จากนั้นพระเอกกับนางร้ายก็ง้องอนกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะกลับมาครองรักกันจนแก่เฒ่าอย่างสุขสมหวัง...
พระเจ้า... นี่มันพล็อตบ้าอะไรกันเนี่ย! แล้วทำไมฉันถึงต้องมาติดอยู่ในร่างของยัยนางร้ายสมองนิ่มคนนี้ด้วย
ไอ้พระเอกขยะเปียกนี่มันจะฆ่าหล่อนพร้อมกับลูกในท้องเลยนะ! แถมมันยังหูหนวกตาบอดหลงเชื่อยัยดอกบัวขาวหน้าตาใสซื่อ ไม่รู้ว่าเรียนจบเอกการละครคว้ารางวัลออสการ์สาขาตอแหลมารึยังไง ดันยอมถูกสตรีแพศยาปั่นหัวจนกลายเป็นคนเขลาอยู่ได้ตั้งนาน ยังจะให้อภัยมันเหรอ!?
“หมิงอวี้… เจ้าหูหนวกไปแล้วรึไง!”
เสียงตวาดซ้ำด้วยความฉุนเฉียวของอวี่เจ๋อดึงสติของนางให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน ชายหนุ่มยังคงโอบกอดเหลียนฮวาที่สะอื้นไห้กระซิก ๆ อยู่ในอ้อมอก ทำตีโพยตีพายว่าไม่น่าไปทำให้คุณหนูโกรธเลย ทั้งหมดเป็นความผิดของตน แววตาของเขาถลึงมองมาราวกับจะเข้ามาฉีกร่างนางเป็นชิ้น ๆ
“ก้มหัวขอโทษเหลียนฮวาซะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจตระกูลกู้ของเจ้า!”
หมิงอวี้สูดหายใจเข้าลึก ค่อย ๆ ลดมือที่เพิ่งตบคนลงมาแนบข้างลำตัว นัยน์ตาอ่อนหวานบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่าจนน่ากลัว นางขยับรอยยิ้มมุมปาก
ในเมื่ออุตส่าห์ทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนรวยทั้งที เรื่องอะไรจะยอมเดินตามพล็อตสุนัขไม่รับประทานนี่อีกล่ะ อยากลองดีกับร่างทองของหมิงอวี้ คุณหมอสุดแซ่บจากศตวรรษที่ 21 กันนักใช่ไหม ได้! เดี๋ยวแม่จะจัดให้!
“ขอโทษงั้นหรือ?”
หมิงอวี้แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาและท่าทางของนางนั้นเยือกเย็นดั่งนางมารที่เพิ่งก้าวออกมาจากขุมนรก นางขยับฝีเท้าอย่างแผ่วเบาไปข้างหน้า ตามแบบฉบับคุณหนูตระกูลใหญ่ ก้าวข้ามคราบน้ำตาและเศษปิ่นหยกบนพื้น ก่อนจะสะบัดวงแขนขึ้นสุดความสูงแล้วฟาดฝ่ามือลงไปเต็มแรง!
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
เว่ยซินเหยียนเดินเข้าไปดูอาการของซ่งฉือกับทหารอีกคน เขาคือม่อห่าวหรัน จากนั้นจึงเอ่ยกับซิ่วอิงว่า “ต้องเย็บแผล” เพราะแผลโดนคมดาบมีลักษณะเป็นทางยาว หากไม่เย็บปิดปากแผล แผลอาจจะอักเสบได้ อีกทั้งยังหายช้าอีกด้วย ซ่งฉือกับหมิงจ้านพลันสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย หมิงจ้านถามออกไปว่า “พระชายาทำเ
ถึงคราวที่ต้องดื่มสุรามงคลเขาก็เดินไปหยิบสุราที่จางหมัวมัวเตรียมไว้ให้มาให้นาง จากนั้นก็คล้องแขนกรอกสุราลงคอโดยไม่ถอดหน้ากาก เว่ยซินเหยียนทำตามอย่างว่าง่าย นางไม่ได้ซักถามหรือสงสัยแต่อย่างใด เพราะคิดว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องคงไม่อยากให้ใครเห็นความอัปลักษณ์ของตนพิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้วเขาจึงพูดเสียง
เว่ยซินเหยียนเดินตามไปอย่างไม่อิดออด แต่พอเข้าไปในห้องหนังสือของบิดาแล้วท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนของนางก็เปลี่ยนไปทันที ที่นางฝืนทำเมื่อครู่ก็เพื่อเป็นการหยั่งเชิงเท่านั้น นางนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับบิดาทั้งที่เขายังไม่ได้เอ่ยคำใด แต่นางกลับเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่านพ่อมีอะไรจะคุยกับข้าหรือเจ้าค
ทางด้านของเจิ้นเสิ่นอ๋องเมื่อได้รับราชโองการแล้วก็ไม่ได้มีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนแต่อย่างใด ยังคงนั่งทำงานในห้องหนังสืออย่างสงบ ยิ่งเขาสวมชุดสีดำปักดิ้นทอง สวมหน้ากากเหล็กบวกกับถุงมือสีดำ บนร่างกายเขาไม่มีส่วนไหนที่โผล่พ้นเนื้อผ้าออกมาได้ ยกเว้นดวงตากับริมฝีปากเท่านั้น ยิ่งทำให้เขาดูน่าเกรงขามระคนน่


















Ulasan-ulasan