Se connecter“เช่นนั้นเรามาฝึกวรยุทธ์กันเถิด ร่างกายเจ้าแข็งแรงเช่นนี้คงใช้เวลาไม่เกินหนึ่งเดือนก็สามารถทดลองหลอมยาได้แล้ว” หากหลอมยาสำเร็จก็ถือว่านางสอบผ่าน ถึงตอนนั้นนางจะกลายเป็นหมอเทวดาที่โด่งดังไปทั่วแคว้น ซึ่งก็มาพร้อมกับอันตรายรอบด้านเช่นกัน
อี๋นั่วก้าวขาออกท่วงท่าให้นางดูเป็นตัวอย่าง จากนั้นจึงให้นางฝึกตามโดยการผสานท่าทางกับลมปราณเข้าด้วยกัน เว่ยซินเหยียนถึงได้เข้าใจว่าการฝึกวรยุทธ์ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก ทุกกระบวนท่านางทำตามได้อย่างดีเยี่ยม เขาสอนนางราวครึ่งชั่วยามจึงเริ่มทดสอบความสามารถของนาง
ตอนนี้เว่ยซินเหยียนถึงเข้าใจว่าเหตุใดผู้ที่มีวรยุทธ์ถึงได้มีประสาทสัมผัสไวต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้คนทั่วไป ก็เพราะต้องมีสมาธิจดจ่ออยู่กับจิตตนเองและคู่ต่อสู้อย่างไรเล่า เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปเว่ยซินเหยียนเริ่มออกท่วงท่าแปลกประหลาดที่อี๋นั่วไม่เคยสอน คิ้วของคนตัวโตเดี๋ยวคลายเดี๋ยวขมวดด้วยความสงสัย แต่ก็ยังออกท่วงท่าเตะต่อยได้อย่างว่องไว ขณะที่เว่ยซินเหยียนกำลังจะเพลี่ยงพล้ำ นางงัดท่าไม้ตายของนางขึ้นมาใช้ โดยการกระโดดขึ้นหมุนตัว แล้วใช้หลังเท้าน้อย ๆ แต่ทรงพลังเตะเข้าที่ศีรษะของอี๋นั่ว
อี๋นั่วคาดไม่ถึงว่านางจะมีท่าเช่นนี้ เพราะเขาไม่เคยสอนนาง เขาถึงกับหน้าหันล้มลงไปนั่งที่พื้นดินอย่างมึนงง คล้ายมีดาวอยู่รอบศีรษะนับพันดวง
เว่ยซินเหยียนอ้าปากค้างเมื่อเห็นเขานั่งงงอยู่ตรงนั้น นางร้องขึ้นในใจว่า แย่แล้วเขาไม่ได้สวมเกราะที่ศีรษะเหมือนตอนที่เธอเรียนนี่นา คนตัวเล็กรีบวิ่งเข้าไปหาพลางนั่งคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นพร้อมพูดว่า “ท่านอาจารย์ข้าผิดไปแล้ว ๆ ขอท่านอาจารย์โปรดลงโทษข้าด้วย”
อี๋นั่วมองนางอย่างตะลึงงันเจือยินดีที่มีคนเรียกเขาว่าอาจารย์ เพราะตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยรับใครเป็นลูกศิษย์สักคน ไม่กี่อึดใจต่อมาเขาก็หัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ “ฮ่า ๆ ๆ”
เว่ยซินเหยียนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ เขาไม่เจ็บหรือทำไมถึงหัวเราะอยู่ได้ “ท่านอาจารย์หัวเราะทำไมหรือเจ้าคะ”
“เจ้ามันไม่ใช่คนธรรมดาจริง ๆ ข้าไม่เคยเห็นใครฝึกวรยุทธ์ในท่วงท่าเช่นนี้มาก่อน เจ้าไปเรียนมาจากสำนักไหนรึ”
“เอ่อ… ข้าไม่ได้เรียนมาจากสำนักไหนหรอกเจ้าค่ะ ข้าก็แค่ซ้อมเตะต่อยกับกระสอบทรายทุกเช้าเท่านั้น”
อี๋นั่วฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าในลานบ้านของนางมีกระสอบทรายและยังมีเป้าธนูด้วยและก็เคยเห็นนางฝึกกับกระสอบทรายจริง ๆ จึงไม่เอะใจอีก “เจ้าคงไม่ใช่นักแม่นธนูด้วยหรอกนะ”
นางยิ้มแหยตอบเขาว่า “ก็พอได้เจ้าค่ะ” ไม่ใช่แค่แม่นบนพื้นนิ่ง แม้แต่ยิงธนูบนหลังม้านางก็แม่นไม่แพ้กัน
“วรยุทธ์เจ้าเก่งกาจเพียงนี้ อีกไม่เกินสองสัปดาห์เราจะเริ่มหลอมยากัน” เขากล่าวต่อ “แล้วยาของเจ้ามีส่วนผสมอะไรบ้าง”
“มีแค่เลือดของข้าอย่างเดียวก็พอแล้วเจ้าค่ะ”
ดวงตาเขากระตุกรุนแรงบอกนางว่า “เช่นนั้นเจ้าจะสูญเสียพลังงานมากเกินไป เจ้าอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายนานเป็นเดือนต่อการหลอมยาหนึ่งครั้ง และเจ้าจะหลอมยาได้เพียงครั้งละหนึ่งเม็ดถั่วเท่านั้น”
“ฟื้นฟูเป็นเดือนเชียวหรือ” เว่ยซินเหยียนถามต่อว่า “แล้วข้าจะขายมันได้ในราคาเท่าไรหรือเจ้าคะ”
อี๋นั่วทำท่าครุ่นคิดก่อนตอบนางว่า “น่าจะไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นตำลึง”
“เช่นนั้นข้ายอมเจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนพูดออกด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ ขายยาแค่เม็ดเดียวก็ได้ตั้งหมื่นตำลึงเชียวหรือ
“นี่เจ้า…” อี๋นั่วถึงกับพูดต่อไม่ได้ว่านางช่างขี้งกยิ่งนัก
“แม้ต้องฟื้นฟูร่างกายนานเป็นเดือนเป็นปีข้าก็ยอมเจ้าค่ะ” พูดพร้อมกับยิ้มให้เขาจนตาหยี
อี๋นั่วทำได้เพียงส่ายหน้าเบา ๆ นี่นางเห็นแก่เงินจนไม่ห่วงชีวิตตัวเองเลยหรือไง
นับตั้งแต่วันนั้นทุกเช้ามืดเว่ยซินเหยียนจะตื่นมาฝึกวรยุทธ์กับอี๋นั่วซึ่งเขาก็ยอมรับนางเป็นลูกศิษย์แล้วเช่นกัน จากนั้นตอนสายนางจึงขึ้นเขาหาสมุนไพรมาให้มารดาตากแห้ง ซิ่วอิงกับแม่นมเตียวก็นำไปขาย บางครั้งตอนเย็นนางยังนำอาหารส่วนของตนมากินกับอาจารย์ด้วย
วันหนึ่งขณะที่ทั้งสองนั่งกินอาหารด้วยกัน เว่ยซินเหยียนจึงถามเขาว่า “ท่านอาจารย์ ท่านสอนข้าจับชีพจรได้หรือไม่ ข้าอยากรู้ว่าคนป่วยธรรมดากับคนที่ถูกวางยาพิษต่างกันอย่างไร” วันนั้นที่เขาตรวจชีพจรให้นาง นางก็พอเดาได้ว่าเขาจะต้องมีความรู้ด้านนี้ ไม่เช่นนั้นคงบอกไม่ได้ว่านางมีปราณอยู่ระดับเก้า
ดวงตาคมกริบกระตุกวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำว่ายาพิษ ราวสามลมหายใจเขาจึงหาเสียงตัวเองเจอ “เจ้าจะเรียนไปทำไม เจ้าเคยบอกว่าไม่อยากเป็นหมอไม่ใช่หรือ”
“ข้าแค่อยากเรียนไว้ตรวจคนในครอบครัวเท่านั้น” พอเขาเอาแต่เงียบนางก็พูดขึ้นอีก “นะ นะ ท่านอาจารย์ท่านช่วยสอนข้าหน่อยนะ ข้าอยากเรียนจริง ๆ” พูดพร้อมกับทำตาปริบ ๆ แล้วใครจะทานทนไหว
อี๋นั่วถอนหายใจออกยาวตอบนางว่า “ได้ ข้าจะสอนเจ้า เจ้าอยากรู้เรื่องอะไรก็บอกข้ามาข้าจะสอนเจ้า เพียงแต่ทุกอย่างต้องใช้เวลาสักหน่อย” วันข้างหน้าหากเขาตายไป วิชาความรู้ที่อยู่กับเขาจะได้ไม่สูญเปล่า ไม่เหมือนกับใครบางคนที่ใช้ประโยชน์จากเขาแล้วก็คิดจะสังหารทิ้ง
เว่ยซินเหยียนยิ้มจนแก้มปริด้วยความพอใจอย่างยิ่ง
เวลาผ่านพ้นไปจนครบสองสัปดาห์ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันดั่งเช่นลูกศิษย์กับอาจารย์จริง ๆ ต่างคนต่างไม่ก้าวล่วงเรื่องส่วนตัวของกันและกัน อี๋นั่วไม่ถามเรื่องครอบครัวของนาง เว่ยซินเหยียนก็ไม่ละลาบละล้วงเรื่องของเขาเช่นกัน
เว่ยซินเหยียนมีความเชี่ยวชาญเรื่องวรยุทธ์อย่างรวดเร็ว อี๋นั่วเข้าใจว่าเพราะนางฝึกฝนร่างกายทุกวัน จึงทำให้นางใช้เวลาไม่นานเหมือนคนอื่น
“พรุ่งนี้ยามเว่ยเราจะทำการทดลองหลอมยา” เหตุเพราะใช้คำว่าทดลอง เพราะเขาเองก็ยังไม่เคยหลอมยาเช่นกัน เขามีเพียงตำราเท่านั้น
“ได้เจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า ในที่สุดนางก็จะสามารถหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว
“ข้าอยากพาคนผู้หนึ่งมาให้ท่านตรวจชีพจรให้ ท่านอาจารย์จะอนุญาตหรือไม่เจ้าคะ” เรื่องที่อี๋นั่วมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์นางไม่เคยบอกผู้ใดในครอบครัวมาก่อน
คิ้วเข้มเคลื่อนเข้าหากันถามว่า “ใคร”
“ท่านแม่ของข้าเองเจ้าค่ะ” นางจำที่เขาสอนไปตรวจชีพจรของมารดา แต่ก็ยังไม่มั่นใจนัก เพราะการตรวจชีพจรมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ท่านอาจารย์บอกว่านางต้องเรียนการแยกประเภทของชีพจรออกเป็นทั้งหมดยี่สิบสองประเภท แต่นางเพิ่งเรียนได้แค่ห้าประเภทเท่านั้น
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย
เว่ยซินเหยียนเดินเข้าไปดูอาการของซ่งฉือกับทหารอีกคน เขาคือม่อห่าวหรัน จากนั้นจึงเอ่ยกับซิ่วอิงว่า “ต้องเย็บแผล” เพราะแผลโดนคมดาบมีลักษณะเป็นทางยาว หากไม่เย็บปิดปากแผล แผลอาจจะอักเสบได้ อีกทั้งยังหายช้าอีกด้วย ซ่งฉือกับหมิงจ้านพลันสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย หมิงจ้านถามออกไปว่า “พระชายาทำเ
ถึงคราวที่ต้องดื่มสุรามงคลเขาก็เดินไปหยิบสุราที่จางหมัวมัวเตรียมไว้ให้มาให้นาง จากนั้นก็คล้องแขนกรอกสุราลงคอโดยไม่ถอดหน้ากาก เว่ยซินเหยียนทำตามอย่างว่าง่าย นางไม่ได้ซักถามหรือสงสัยแต่อย่างใด เพราะคิดว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องคงไม่อยากให้ใครเห็นความอัปลักษณ์ของตนพิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้วเขาจึงพูดเสียง
เว่ยซินเหยียนเดินตามไปอย่างไม่อิดออด แต่พอเข้าไปในห้องหนังสือของบิดาแล้วท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนของนางก็เปลี่ยนไปทันที ที่นางฝืนทำเมื่อครู่ก็เพื่อเป็นการหยั่งเชิงเท่านั้น นางนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับบิดาทั้งที่เขายังไม่ได้เอ่ยคำใด แต่นางกลับเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่านพ่อมีอะไรจะคุยกับข้าหรือเจ้าค
ทางด้านของเจิ้นเสิ่นอ๋องเมื่อได้รับราชโองการแล้วก็ไม่ได้มีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนแต่อย่างใด ยังคงนั่งทำงานในห้องหนังสืออย่างสงบ ยิ่งเขาสวมชุดสีดำปักดิ้นทอง สวมหน้ากากเหล็กบวกกับถุงมือสีดำ บนร่างกายเขาไม่มีส่วนไหนที่โผล่พ้นเนื้อผ้าออกมาได้ ยกเว้นดวงตากับริมฝีปากเท่านั้น ยิ่งทำให้เขาดูน่าเกรงขามระคนน่







