Se connecter“ข้าใช้ไม่หมดหรอกท่านอาจารย์ ท่านรับไว้เถิดเจ้าค่ะ ถือว่าเป็นค่าวิชาที่ท่านช่วยสอนข้า” เงินหนึ่งหมื่นตำลึง ให้ผู้มีพระคุณสองพันตำลึง เงินที่เหลืออีกแปดพันตำลึงหากนางใช้ปีละหนึ่งร้อยตำลึง นางสามารถอยู่ได้อีกแปดสิบปี ชีวิตนี้นางจะมีอายุยืนยาวแค่ไหนกัน อีกทั้งนางยังสามารถขายยาได้อีกเดือนละหนึ่งหมื่นตำลึง หากไม่เรียกนางว่าเศรษฐีนีแล้วจะเรียกนางว่าอะไรได้ แค่คิดก็มีความสุขแล้ว อาชีพที่ไม่ต้องคุยกับคนหมู่มากรวยแบบเงียบ ๆ นางต้องการมานานแล้ว ในที่สุดก็หาเจอจน
อี๋นั่วมองนางอย่างจนใจ พูดออกอย่างเหนื่อยหน่ายว่า “ครั้งนี้ข้าจะรับไว้ หากมีครั้งต่อไปข้าจะถือว่าเจ้าดูถูกข้า”
“ก็ได้ ๆ ต่อไปข้าจะไม่ให้เงินท่านอีก” คนอะไรช่างพิลึกนัก ให้เงินเปล่าแต่กลับไม่เอา ทั้งที่ของใช้ในเรือนของเขายังน้อยกว่าของนักพรตเสียอีก นางรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะพลางเอ่ยต่อว่า “แต่เรื่องอาหารไม่นับรวมนะเจ้าคะ เพราะท่านแม่เต็มใจทำมาให้ท่าน” นับตั้งแต่ที่เขาเริ่มรักษามารดาของนาง จ้าวฟางหรูก็เป็นคนทำอาหารเย็นเองทุกวัน เพื่อนำมาแบ่งปันอี๋นั่วด้วย
เขาตอบอืมคำหนึ่งแล้วไม่เถียงนางอีก พลางคิดในใจว่า แม่ลูกคู่นี้ชอบมัดมือชกเหมือนกันไม่มีผิด
ไม่รู้ว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่ จู่ ๆ อี๋นั่วจึงหาญกล้าถามนางออกมาว่า “แล้วบิดาของเจ้าเล่า เขาอยู่ที่ใดหรือ”
เว่ยซินเหยียนเงียบไปครู่ใหญ่ ด้วยความไว้ใจในตัวอี๋นั่วจึงบอกเขาอย่างไม่ปิดบัง “บิดาข้าลุ่มหลงอนุ เชื่อคำยุแยงของนางจนมอบหนังสือหย่าให้มารดาข้า มารดาข้าจึงพาข้าหนีกลับมาอยู่บ้านเดิมอย่างที่ท่านเห็น”
“บิดาของเจ้าทำงานที่กรมกองใดหรือ”
“เขาเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยอยู่ที่กรมอาญาเจ้าค่ะ” เว่ยซินเหยียนมองหน้าเขา ถามว่า “ท่านรู้จักเขาหรือเจ้าคะ”
อี๋นั่วส่ายหน้าพลางตอบ “ไม่รู้จักหรอก ข้าอยู่เมืองหยางโจว จะยู่จักคนที่เมืองลั่วหยางได้อย่างไร อีกอย่างเมืองลั่วหยางข้าก็ไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปเหยียบ” ดวงตาและสีหน้าเขาไม่เปลี่ยนแปลงสักนิด
เว่ยซินเหยียนเชื่อเขาสนิทใจพูดว่า “ข้าต้องแก้แคนแทนมารดาของข้าให้ได้”
ดวงตาอี๋นั่วกระตุกอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินคำว่าแก้แค้น “แต่เจ้ายังเด็ก อีกทั้งยังตัวคนเดียว” นางตัวแค่นี้ก็มีความหาญกล้าอยากแก้แค้นแทนมารดาเสียแล้ว ช่างแตกต่างจากเขานัก
“ข้าไม่ได้บอกว่าข้าจะแก้แค้นพวกเขาตอนนี้สักหน่อย แต่ข้าต้องแก้แค้นอย่างแน่นอน” หากนางไม่ได้แก้แค้น ความอาฆาตแค้นของเจ้าของร่างนี้ก็คงยังติดค้างอยู่ในใจนางไม่รู้จบ
“ข้าขอเอาใจช่วยให้เจ้าทำสำเร็จ”
เว่ยซินเหยียนมองหน้าอาจารย์ของตนนิ่ง ตัดสินในเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ไม่มีครอบครัวหรือ”
เขาเบือนหน้าไปทางอื่นตอบว่า “ไม่มี”
“แล้วไม่คิดจะมีหรือ แก่เฒ่ามาท่านจะอยู่กับใคร”
“ข้าไม่อยากเอาใครมาลำบากด้วย” ชีวิตของเขาจะตายวันไหนยังไม่อาจรู้ได้ เขาจึงไม่สามารถเอาใครเข้ามาในชีวิตได้
“แต่ตอนนี้ท่านก็มีเงินถึงหนึ่งพันตำลึงเชียวนะ” นางว่าคล้ายหยอกเย้า
“เจ้าก็รู้ว่าข้าชอบอยู่คนเดียว” เข้าจ้องหน้านาง กล่าวว่า “อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย ถ้าข้าอยากมีข้ามีไปนานแล้ว”
“ข้าไม่พูดแล้วเจ้าค่ะ อนาคตข้าก็อยากเป็นเหมือนท่าน นอนตีพุงเล่นอยู่ที่บ้าน อยากกินตอนไหนก็กิน อยากนอนตอนไหนก็นอน” ว่าแล้วก็เอนตัวลงนอนบนแคร่ไม้ไผ่ด้วยท่วงท่าปลอดโปร่ง สองมือหนุนท้ายทอย ขาข้าหนึ่งชันเข่าขึ้นคล้ายท่วงท่าบุรุษ
อี๋นั่วมองแล้วส่ายหน้าด้วยความระอาเจือเอ็นดู นางช่างไม่เหมือนสตรีคนใดที่เขาเคยพบเห็นจริง ๆ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อยากทำอะไรก็ทำไม่สนใจสายตาคนอื่นที่มองมา บุรุษที่จะเข้ามาเป็นคู่ครองของนางก็ต้องมีความแปลกเช่นเดียวกับนางอย่างแน่นอน
เขาเอ่ยถามนางว่า “เจ้าไม่คิดจะแต่งงานหรือ”
เว่ยซินเหยียนหัวเราะหึ ๆ แล้วพูดว่า “แต่งงานหรือ ข้าไม่เคยคิดเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว ข้าไม่ชอบเอาใจผู้ใด”
อี๋นั่วมองนางด้วยสายตาค้นคว้า มีที่ใดกันที่สตรีไม่คิดจะออกเรือน นางช่างพิลึกนัก เขาพูดขึ้นว่า “เจ้าไม่เหมือนสตรีที่ข้าเคยพบเห็น”
“เพราะข้าแปลกอย่างไรเล่าเจ้าคะ” ว่าจบทั้งสองก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน อี๋นั่วเห็นด้วยกับคำพูดของนาง นางเป็นคนแปลกจริง ๆ อีกทั้งความรู้สึกที่อยากปกป้องนางประหนึ่งบุตรสาวพลันเกิดขึ้นมาในใจอย่างไม่รู้ตัว ถึงนางจะเก่งในทุกศาสตร์ แต่นางก็ยังเป็นสตรีอยู่วันยังค่ำ ไม่เข้าใจว่าบิดาของนางทอดทิ้งบุตรสาวที่ทั้งเก่งและงดงามเช่นนี้ได้อย่างไร ก็สมควรแล้วที่นางจะอาฆาตแค้น
วันคืนผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เว่ยซินเหยียนกับมารดาและสาวใช้ทั้งสองได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอู๋หยวนแห่งนี้มาเป็นเวลาแปดปีแล้ว เว่ยซินเหยียนเลิกขึ้นเขาเก็บสมุนไพรอย่างถาวร แต่เมื่อห้าปีก่อนนางกลับซื้อที่ดินเพื่อให้มารดาได้ปลูกสมุนไพรกว่าหนึ่งร้อยหมู่ เพื่อให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นได้มีงานทำ และมารดาของนางจะได้ไม่ต้องอยู่ว่าง ตอนนี้จ้าวฟางหรูและเว่ยซินเหยียนจึงเป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้านอู๋หยวนเป็นอย่างมาก
อีกทั้งตอนนี้อี๋นั่วยังกล้าออกมาช่วยงานในไร่สองแม่ลูกด้วยความเต็มใจได้หนึ่งปีแล้ว สาเหตุก็เพราะเขาทนดูสองแม่ลูกใช้จอบขุดดินปลูกสมุนไพรไม่ไหว ถึงแม้พวกนางจะจ้างคนงานเพศชายเกือบสิบคนก็ตาม ยิ่งตอนนี้เว่ยซินเหยียนเติบโตถึงวัยออกเรือนแล้ว ใจเขาก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงนางมากกว่าเดิม
จากที่เคยเก็บตัวเพราะไม่อยากให้ใครเห็น กลับกลายเป็นออกมาเป็นหูเป็นตาช่วยงานพวกนางแทน แม้ว่าตอนนี้ทั้งเตียวจิน และซิ่วอิง รวมถึงจ้าวฟางหรูจะมีวรยุทธ์ที่สามารถดูแลตนเองได้อย่างสบาย แต่เขาก็ยังไม่วางใจอยู่ดี
ส่วนเว่ยซินเหยียน นอกจากหลอมยา และเหาะเหินเดินอากาศไปเที่ยวเล่นตามที่ต่าง ๆ แล้วก็มีเพียงเดินชมสวนสมุนไพรและกินกับนอนเท่านั้น เพราะตอนนี้อี๋นั่วสามารถพูดได้เต็มปากว่าเว่ยซินเหยียนคือหมอเทวดาตัวจริง เพราะนางชำนาญทั้งการตรวจชีพจร ฝังเข็ม และการหลอมยา
เพียงแต่นางเป็นหมอเทวดาที่แปลกประหลาดอยู่สักหน่อย เพราะนางไม่ชอบรักษาใครพร่ำเพรื่อ เพราะนางบอกว่าไม่อยากรู้จักใครและไม่อยากให้ใครรู้จัก เพราะยิ่งคนรู้จักมากขึ้นเท่าไร ชีวิตนางย่อมไม่สงบมากเท่านั้น รายได้หลักของนางจึงมาจากการหลอมยาเพียงอย่างเดียว กระนั้นนางก็ยังมีเงินฝากในร้านแลกเงินอย่างมหาศาล ถึงตอนนี้นางหยุดหลอมยาและนอนตีพุงอยู่บ้าน หากนางใช้เงินเดือนละหนึ่งพันตำลึง นางยังสามารถอยู่ได้ถึงแปดร้อยกว่าปีเลยทีเดียว
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย
เว่ยซินเหยียนเดินเข้าไปดูอาการของซ่งฉือกับทหารอีกคน เขาคือม่อห่าวหรัน จากนั้นจึงเอ่ยกับซิ่วอิงว่า “ต้องเย็บแผล” เพราะแผลโดนคมดาบมีลักษณะเป็นทางยาว หากไม่เย็บปิดปากแผล แผลอาจจะอักเสบได้ อีกทั้งยังหายช้าอีกด้วย ซ่งฉือกับหมิงจ้านพลันสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย หมิงจ้านถามออกไปว่า “พระชายาทำเ
ถึงคราวที่ต้องดื่มสุรามงคลเขาก็เดินไปหยิบสุราที่จางหมัวมัวเตรียมไว้ให้มาให้นาง จากนั้นก็คล้องแขนกรอกสุราลงคอโดยไม่ถอดหน้ากาก เว่ยซินเหยียนทำตามอย่างว่าง่าย นางไม่ได้ซักถามหรือสงสัยแต่อย่างใด เพราะคิดว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องคงไม่อยากให้ใครเห็นความอัปลักษณ์ของตนพิธีการทุกอย่างเสร็จสิ้นลงแล้วเขาจึงพูดเสียง
เว่ยซินเหยียนเดินตามไปอย่างไม่อิดออด แต่พอเข้าไปในห้องหนังสือของบิดาแล้วท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนของนางก็เปลี่ยนไปทันที ที่นางฝืนทำเมื่อครู่ก็เพื่อเป็นการหยั่งเชิงเท่านั้น นางนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับบิดาทั้งที่เขายังไม่ได้เอ่ยคำใด แต่นางกลับเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ท่านพ่อมีอะไรจะคุยกับข้าหรือเจ้าค
ทางด้านของเจิ้นเสิ่นอ๋องเมื่อได้รับราชโองการแล้วก็ไม่ได้มีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อนแต่อย่างใด ยังคงนั่งทำงานในห้องหนังสืออย่างสงบ ยิ่งเขาสวมชุดสีดำปักดิ้นทอง สวมหน้ากากเหล็กบวกกับถุงมือสีดำ บนร่างกายเขาไม่มีส่วนไหนที่โผล่พ้นเนื้อผ้าออกมาได้ ยกเว้นดวงตากับริมฝีปากเท่านั้น ยิ่งทำให้เขาดูน่าเกรงขามระคนน่







