Masukฉินเซียนหรู นางหาใช่ผู้ที่หลงลืมความแค้น หากแต่เลือกที่จะเก็บงำมันไว้ลึกสุดหัวใจ แลกเปลี่ยนด้วยความสงบสุขที่นางใฝ่หาแม้จะดูอ่อนโยนและไร้เดียงสา แต่เมื่อสายตาดูถูกและเสียงเย้ยหยันถาโถมใส่นางครั้งแล้วครั้งเล่า ความเย็นชาก็เริ่มกัดกร่อนความอ่อนโยนทีละน้อย วันนั้น นางก้าวเท้าเข้าสู่ หอทักษะ ตั้งใจหยิบยืมตำราวิชาหลอมโอสถขั้นต้น แต่เพียงเหยียบย่างเข้ามา เสียงของชายวัยกลางคนผู้ดูแลก็ดังขึ้นทันที“คุณหนู ไม่ทราบว่าท่านมาที่นี่ทำอะไร”น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ซ่อนรอยยิ้มเหยียดหยามไว้ไม่มิด
“ข้าเพียงมาหยิบยืมตำราหลอมโอสถเบื้องต้นเท่านั้น” เสียงหวานใสของเซียนหรูเอื้อนเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อนแต่กลับถูกหัวเราะเยาะสวนกลับทันที“ตัวท่านนี่ช่างน่าขันนัก… วิชาหลอมโอสถหาใช่สิ่งที่เด็กไร้พรสวรรค์จะเข้าใจได้ มันสูงล้ำเกินเอื้อม อีกทั้งพรสวรรค์ทางปราณของท่านก็ต่ำต้อยนัก!” คำพูดหยามเหยียดนั้นเป็นดั่งประกายไฟจุดโทสะ ในชั่วพริบตา สีหน้าของเซียนหรูก็แปรเปลี่ยน ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับกลายเป็นเย็นเยียบจนผู้ถูกมองถึงกับขนลุกวาบ
“ท่านลุง… ตัวท่านนี่ใจกล้าไม่น้อย ที่กล้าพูดเช่นนี้กับข้า” น้ำเสียงของนางเย็นลึก แฝงความน่ากลัวเกินวัย “ท่านไม่กลัวหรือ… ว่าข้าอาจส่งคนออกไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของท่านนอกเมือง?”
เพียงวาจาสั้น ๆ ราวกับคมมีดกรีดลงกลางใจ ชายวัยกลางคนถึงกับหน้าถอดสี ตัวสั่นระริก ไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กหญิงวัยสิบปีตรงหน้ากำลังข่มขู่ตนอย่างเลือดเย็น
“คุณหนู… ท่านหมายความว่าเช่นไร?” เขาถามทั้งเสียงสั่น หวังว่านี่อาจเป็นเพียงการเข้าใจผิดแต่รอยยิ้มเย็นชาของเซียนหรูกลับเฉือนความหวังทิ้งสิ้น “หากเจ้ายังไม่รู้จักหุบปาก… บางทีครอบครัวเจ้าอาจหายไป”
คำพูดนั้นบีบรัดจนชายวัยกลางคนแทบล้มทั้งยืน ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ความคิดเพียงเสี้ยวว่าเด็กหญิงนี้ไร้เดียงสาดังเดิมได้พังทลายลงสิ้นเขารีบก้มศีรษะโขกตัวขออภัย“คุณหนูได้โปรด… ให้อภัยด้วย ข้าผิดไปแล้ว!”
หัวใจเขาเต็มไปด้วยความสับสนเหตุใดเด็กสาวที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนโยนอบอุ่น จึงกลายเป็นราวกับปีศาจในร่างอันบอบบางเช่นนี้? แต่เสียงหัวเราะแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้มบางก็ปลิดความกดดันในชั่วขณะ“คิก คิก… เจ้าตื่นตกใจเกินไปแล้ว ข้าเพียงหยอกล้อเจ้าเล่นเท่านั้น”
ทันทีที่ร่างบอบบางของ ฉินเซียนหรู หายลับเข้าไปในหอหนังสือ ความกดดันที่คล้ายจะบีบหัวใจก็พลันคลายลง ชายผู้ดูแลเผลอหอบหายใจแรงราวกับเพิ่งเอาชีวิตรอดจากเงื้อมมือของปีศาจ เขาทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง เหงื่อเม็ดโตผุดเต็มแผ่นหลัง
แม้จะรู้ว่านางถูกตราหน้าว่าไร้พรสวรรค์ แต่เขากลับเชื่อมั่นอย่างประหลาดว่า หากเด็กสาวผู้นั้นคิดจะทำจริง ๆ ครอบครัวเล็ก ๆ ของตนคงไม่อาจหลีกพ้นหายนะได้ ด้วยเพียงฐานะ บุตรสาวของแม่ทัพฉินเทียนหง ก็เพียงพอแล้วที่จะสั่งการกำลังพลให้จัดการชีวิตเขาและครอบครัวจนสิ้นสูญ
ชายผู้นั้นกลืนน้ำลายฝืดคอ ดวงตาสั่นระริกพลางพึมพำกับตนเองด้วยเสียงแหบพร่า“นี่…นี่มันเป็นเพียงคำพูดของเด็กสาวอย่างนั้นหรือ…? หรือว่านางเป็นใครกันแน่”
ความหวาดผวาเกาะกุมหัวใจ เขาไม่คาดคิดเลยว่าเด็กสาวที่ภายนอกดูอ่อนโยน ไร้เดียงสา และมักถูกผู้คนทั้งตระกูลถากถาง จะซ่อนความเย็นชาเหี้ยมเกรียมไว้ได้ถึงเพียงนี้ ในห้วงคิดของเขา ภาพรอยยิ้มใสซื่อที่นางทิ้งไว้ก่อนจากไป กลับแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มปีศาจที่ฝังแน่นในใจเขาอย่างไม่มีวันลืมเลือน…
ในช่วงระยะหลังมานี้ เหล่าบ่าวรับใช้ชายหญิงของตระกูลฉิน ยามอยู่ต่อหน้าบุตรีน้อยอย่าง ฉินเซียนหรู กลับประพฤติปฏิบัติอย่างนอบน้อมผิดหูผิดตา ไม่เพียงแต่ก้มหัวและเอ่ยวาจาด้วยความสุภาพเกินจำเป็น หากยังแฝงความเกรงกลัวในทุกท่วงท่าทุกสายตา ราวกับไม่กล้าหายใจแรงต่อหน้าเด็กหญิงวัยสิบปีผู้นี้
บรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น ทำให้แม้แต่เหล่าลูกหลานตระกูลฉินเองยังอดมิได้ที่จะเกิดความสงสัย“เหตุใดบ่าวรับใช้เหล่านี้ถึงได้หวาดหวั่นนัก ทั้งที่นางเป็นเพียงสตรีไร้ค่า ผู้ขาดพรสวรรค์ทางปราณ?”
คำถามนั้นเริ่มแพร่สะพัดไปทั่ว แต่ไม่มีผู้ใดได้รับคำตอบที่ชัดเจน สิ่งเดียวที่เห็นได้ชัด คือไม่ว่าจะเป็นบ่าวที่เคยกระด้างกระเดื่องหรือมักพูดจาถากถาง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเซียนหรู ล้วนรีบก้มหัวก้มตา พูดน้อยลง และเอาใจใส่ยิ่งกว่าที่เคย
ในสายตาผู้คน สิ่งนี้ดูประหลาดราวกับปริศนาสตรีที่ตระกูลตราหน้าว่าไร้ค่า ไยจึงได้รับความเกรงกลัวจากบ่าวรับใช้ยิ่งกว่าบุตรหลานผู้มีพรสวรรค์เสียอีก?
จริงอยู่ว่า ฉินเซียนหรู เลือกจะปิดบังพรสวรรค์ของตนเอง ปล่อยให้สายตาผู้คนทั้งตระกูลจ้องมองด้วยความดูถูกเย้ยหยัน แต่นางหาได้ยินดีจะใช้ชีวิตอย่างน่าสมเพชไม่ สำหรับนาง การถูกมองข้ามคือเกราะกำบังที่ดีที่สุด ทำให้นางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไร้การคาดหวัง แต่หากมีผู้ใดล้ำเส้นมากจนเกินไป นางก็ย่อมไม่ลังเลที่จะจัดการมิใช่ด้วยกำลังหรือปราณ หากแต่ด้วย ฐานะและถ้อยคำ ที่คมกริบราวกับคมมีด
เพียงวาจาไม่กี่ประโยค ก็สามารถทำให้ผู้ฟังตัวสั่นสะท้าน หวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเพียงการข่มเล็กน้อย ก็ทำให้คนทั้งหลายตระหนักได้ว่า ถึงนางจะเป็นสตรีไร้พรสวรรค์ แต่นางคือบุตรีของแม่ทัพฉินเทียนหง ผู้กุมอำนาจเหนือชีวิตคนทั้งจวน
ดังนั้น นางไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงหรือเผยความสามารถแท้จริงออกมาเลยสักนิดเพียงถ้อยคำไม่กี่คำ ก็เพียงพอจะบดขยี้ความกล้าของผู้ที่คิดจะหยามหมิ่นจนไม่เหลือซาก
ภายในเรือน ฉินหานเฟิง จ้องมองน้องสาวด้วยแววตาชื่นชม เขาไม่ปิดบังความรู้สึกในใจที่พรั่งพรูออกมา“พี่คิดไม่ถึงเลย… ว่าน้องพี่จะสามารถยืนหยัดได้ถึงเพียงนี้”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความจริงใจ หาใช่คำปลอบประโลม หากแต่คือความภาคภูมิใจที่พี่ชายมีต่อน้องสาวฉินเซียนหรู เงยหน้าขึ้นสบตาพี่ชาย แววตาของนางนิ่งสงบ ริมฝีปากอิ่มเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“บ่าวไพร่พวกนี้ก็แค่ไม่รู้สถานะของตนเองก็เท่านั้น ข้าเพียงสอนพวกเขา…ว่าอะไรควร และอะไรไม่ควร”
ถ้อยคำฟังดูอ่อนหวาน ทว่ากลับแฝงความเฉียบคมดุจคมดาบ อ่อนโยนแต่ทรงพลัง จนหานเฟิงถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ มองน้องสาวในมุมใหม่ ในรอยยิ้มละมุนของเซียนหรู แฝงประกายเย็นสงบที่บอกชัดว่านางรู้จักโลกนี้ดีเกินกว่าที่ใครเข้าใจ บ่าวไพร่ที่ถูกสั่งสอนก็เป็นเพียงหมากเล็ก ๆ หากล้ำเส้นมากเกินไป ย่อมถูกบดขยี้ด้วยเพียงคำพูด ไม่จำเป็นต้องอาศัยพลังใด ๆ เลย และในยามนั้น ฉินหานเฟิง ก็พลันตระหนักน้องสาวของเขา มิใช่เพียงดอกไม้บอบบาง หากแต่คือดอกไม้งามที่สามารถเบ่งบานกลางพายุได้อย่างสง่างาม
หลังจากเหตุการณ์บนเกาะร้าง แม้ฉินชิงหร่านจะรอดชีวิตกลับมาได้ แต่จิตใจของนางกลับไม่อาจก้าวพ้นความหวาดกลัวอันฝังลึก นางหัวเราะลอย ๆ โดยไร้เหตุผล แล้วพลันก็ร้องไห้โฮราวกับเด็กที่หลงทาง ทั้งสายตาและสติสัมปชัญญะแกว่งไกว ไม่ยึดอยู่กับปัจจุบันอีกต่อไป คล้ายว่าจิตของนางติดหลงในความมืดมิดแห่งอดีตที่ไม่อาจถอนตัวออกมาได้แม้กระทั่งเมื่อทารกลืมตาดูโลกเด็กที่ถือกำเนิดจากช่วงเวลาที่นางถูกกระทำ ถูกบีบบังคับจนไร้ซึ่งอำนาจควบคุมตนเองความบริสุทธิ์ของเด็กน้อยก็ไม่อาจนำพานางกลับสู่ความปกติได้ ชิงหร่านยังคงจมอยู่ในห้วงเจ็บปวดของตน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากาลเวลาอยู่ในยามกลางวันหรือกลางคืนฉินเซียนหรูยืนมองพี่สาวต่างมารดาเพียงหนึ่งก้าว สายตาเต็มไปด้วยความเวทนา…พร้อมบาดแผลที่นางเองก็ไม่เคยลืม นางเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ หากแฝงความรู้สึกลึกซึ้ง“เจ้าจงอย่าโกรธเคืองข้าเลย…ครั้งนี้ ข้าไม่อาจรักษาเจ้าได้ดั่งที่ข้ารักษาผู้อื่น”นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนทอดมองเด็กน้อยสองคนที่หลับอยู่ในเปลเล็ก ๆ ผิวทารกเนียนนุ่ม ข้อมือเล็กกำอากาศอย่างไร้เดียงสา ไม่รับรู้ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นก่อนพวกเขาจะถือกำเนิด เซียนหรูยื่นมือแตะผ้าอ้อมเบา ๆ
หลังจากองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงเสด็จกลับถึงนครหลวงได้ไม่นาน พระองค์ก็ประกาศต่อประชาชนทั่วทั้งเมืองว่า“ราชครูจินหรงและเหล่าทหารติดตาม ประสบเหตุเรืออัปปางกลางทะเลบัดนี้ไม่ทราบว่ามีชีวิตรอดหรือสิ้นชีพแล้ว”คำประกาศเรียบง่าย ทว่ากลบความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเกาะร้างอย่างแนบเนียน มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น แม่ทัพฉินเทียนหง กับทหารชั้นสูงบางนายที่รู้ความจริงว่าราชครูจินหรงถูกกำจัดสิ้นแล้วยามค่ำวันนั้นในท้องพระโรงส่วนพระองค์ ฮ่องเต้มู่จื้อเหวินทอดพระเนตรองค์รัชทายาทด้วยสายตาเปี่ยมความเอ็นดู พระสุรเสียงแผ่วละมุนดังขึ้น“หยางเฉิง… ลูกพ่อ ภารกิจครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมากเจ้าพึ่งเดินทางไกลกลับมา คงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย”องค์รัชทายาทประสานมือแล้วค้อมศีรษะพระสุรเสียงสงบนิ่ง ทว่าแฝงความกตัญญูอย่างลึกซึ้ง“เพียงได้แบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อสักส่วนหนึ่งลูกก็พึงพอใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตามล่าผู้ทรยศแต่คือการกำจัด เสี้ยนหนามที่ฝังรากลึกในราชสำนักและหยางเฉิงก็ทำสำเร็จอย่างงดงามฮ่องเต้มู่จื้อเหวินประทานรอยยิ้มบางเบา แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง“แม้ราชครูจะสิ้นไปแล้ว แต่ในราชสำนักยังม
ไม่นานหลังการค้นหาทั่วทั้งเกาะ กองทหารขององค์รัชทายาทก็นำร่างของนายกองเฉาหมิงและพวกที่เหลือกลับมาได้สำเร็จ พวกมันถูกจับลากคอมาอย่างไม่ปรานี ราวกับสัตว์ดุร้ายที่หมดเรี่ยวแรงหลังดิ้นรนหนีความตายร่างกายของแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ยามหัวค่ำลมทะเลพัดเย็นยะเยือกแต่กองไฟใหญ่หน้ากระโจมกลับลุกโชติช่วงราวกับตอบสนองต่อความเดือดดาลของคนสองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงและแม่ทัพฉินเทียนหง“ในที่สุดก็จับกุมตัวจนครบ” พระสุรเสียงเรียบ แต่หนักแน่นดุจแผ่นหินแล้วพระองค์หันไปยังแม่ทัพผู้ยืนตระหง่านอยู่ข้าง ๆ“แม่ทัพฉินเทียนหง… จากนี้ไป เป็นหน้าที่ของท่าน”คำว่า หน้าที่ ขององค์รัชทายาท ไม่ใช่คำสั่งธรรมดาแต่คือการอนุญาตให้แม่ทัพชำระความด้วยวิถีของตนโดยไม่มีผู้ใดสามารถตั้งคำถามแม่ทัพฉินเทียนหงลุกขึ้นยืนช้า ๆ เงาของเขาทาบทับเหนือพื้นดินราวกับภูผา แววตาที่ทอดมองเหล่าเชลยนั้นมิใช่เพียงความโกรธ หากแต่เป็นความปวดร้าวที่กดทับจนสั่นสะเทือนทั้งใจเขาค้อมศีรษะเล็กน้อย“กระหม่อมซาบซึ้งในพระเมตตา…”จากนั้นใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเฉียบคมเสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังดั่งคำพิพากษาแห่
ท่ามกลางสายลมที่พัดแรงและคลื่นทะเลที่โถมใส่ไม่หยุด เรือสำเภาขององค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงยังคงฝ่าความปั่นป่วนของพายุอย่างไม่หวั่นเกรง น้ำทะเลสาดซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเป็นระยะ แต่ทหารทุกนายยังยืนประจำตำแหน่งอย่างมั่นคงทันใดนั้น นายทหารผู้ควบคุมเรือก็ร้องเรียกเสียงดัง “องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! พบเศษซากเรือลอยมากับคลื่น!”เขารีบรุดเข้ามาประทับยืนเบื้องหน้าพลางคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จากลักษณะไม้และรอยแตก คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรือท่านราชครู เกรงว่าเรือของพวกเขาคงอัปปางไปแล้ว หากยังมีชีวิต… ก็ต้องอยู่บนเกาะที่อยู่เบื้องหน้าพ่ะย่ะค่ะ”มู่หยางเฉิงหันพระพักตร์ไปมองเกาะที่ลางเลือนอยู่ท่ามกลางสายฝน ภาพเงาดำทะมึนของเกาะราวสัตว์ร้ายที่หมอบซุ่มอยู่กลางสมุทร แต่ในแววพระเนตรของพระองค์กลับมีเพียงความเย็นชาและความแน่วแน่ราชครูจินหรง หนีข้ามน้ำข้ามทะเลเพียงนี้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจเลี่ยงชะตาพระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นประหนึ่งฟ้าผ่าภายใต้คำสั่งเดียว“เตรียมกำลังให้พร้อมเราจะเทียบท่าเกาะเบื้องหน้าเดี๋ยวนี้!”เสียงทหารขานรับดังก้องเหนือเสียงพายุ “รับพระบัญชา!”ไม่นาน เรือสำเภาขององค์รัชทายาทก็ฝ่าคลื่นเข้าสู่เขต
ฉินชิงหร่าน ซึ่งแต่เดิมมีสภาพเหมือนไร้จิตวิญญาณ ในที่สุดสติของนางก็กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เมื่อร่างอันบอบบางถูกรุกล้ำอย่างเชื่องช้า มือที่หยาบกระด้างและเต็มไปด้วยตัณหาของนายกองเฉาหมิง เริ่มลูบไล้นางด้วยความมัวเมานางถูกพันธนาการติดกับเสากระโดงเรืออย่างน่าเวทนา สภาพร่างกายที่เปียกปอนจากคลื่นลมยิ่งเน้นย้ำถึงความอ่อนแอและยั่วยวน“เจ้า... เจ้าจะทำอะไร?” นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและหวาดกลัวสุดขีด สายตาของเฉาหมิงและพวกพ้องจ้องมองนางราวกับ สัตว์ป่าที่หิวกระหาย พวกมันยืนล้อมรอบนางและราชครูที่ถูกมัดอยู่ข้างกัน“ข้าจะมอบไออุ่นให้เรือนร่างของเจ้า” เฉาหมิงกระซิบข้างหูของนางอย่างน่ารังเกียจ ขณะที่มือของเขาลูบไล้ผิวหนังที่เปิดเผย “เนื้อตัวของเจ้าถูกคลื่นลมมานาน เดี๋ยวจะไม่สบาย ข้าจะให้ไออุ่นเจ้าเอง”“อย่าเข้ามานะ!” นางกรีดร้องด้วยความหวาดผวา พยายามดิ้นรน แต่เชือกที่รัดแน่นทำให้ทำได้เพียงขยับตัวไปมา นาย กองผู้นั้นไม่สนใจคำพูดใดอีก มอบจูบที่เต็มไปด้วยความใคร่และปรารถนาให้นางอย่างป่าเถื่อนโดยไม่สนใจแรงขัดขืน นางพยายามหันหน้าหนีอย่างสุดกำลัง“อย่าทำข้า! ท่านราชครูช่วยข้าด้วย!
ใครจะไปคาดคิดได้ว่า ราชครูจินหรง ผู้ซึ่งเป็นอดีตขุนนางใหญ่แห่งราชสำนัก พร้อมกับลูกน้องที่เป็นทหารหลวง จะกระทำตัวเลวทรามเยี่ยงโจรป่า หลอกให้ชาวบ้านต่ำศักดิ์เลี้ยงอาหาร เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยมในตอนนี้ เรือสำเภาลำเก่ากำลังหนีลอยลำอยู่กลางทะเลอย่างไร้จุดหมาย คลื่นทะเลในยามนี้นั้นซัดสาดเต็มลำเรือจนทุกคนเปียกปอนไปหมด ฉินชิงหร่าน นางผู้ซึ่งเป็นสตรีเพียงนางเดียว ถูกจับมัดแขนขาอยู่กลางเสากระโดงเรือ ยิ่งน้ำจากคลื่นทะเลสาดซัดบนตัวนางเท่าไหร่ ก็ยิ่งที่จะส่งเสน่ห์ความเย้ายวนมากเท่านั้นตั้งแต่เส้นลมปราณของนางถูกทำลายไป นางก็เหมือนแต่คนที่มีร่างแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ไม่สามารถขัดขืนหรือแม้แต่ตอบโต้ได้ เหล่าลูกน้องชั้นเลวของท่านราชครูต่างแอบจ้องมองเรือนร่างของนางจนตาเป็นมัน ร่องรอยของผ้าที่เปียกแนบเนื้อทำให้สรีระอ่อนช้อยเผยออกอย่างชัดเจน แววตาที่เต็มไปด้วยความโลภและตัณหาฉายชัดในความมืด พวกมันแทบจะควบคุมความปรารถนามืดมิดของตนเองไว้ไม่อยู่ รอคอยเพียงโอกาสอันเหมาะเจาะที่เจ้านายจะละสายตาบนเรือลำนี้ นอกจากพายุคลื่นลมที่โหมกระหน่ำแล้ว ยังมี พายุแห่งความชั่วร้าย ที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจของคนสาร







