Masukฉินเซียนหรู นางงดงามเลิศล้ำทั้งรูปโฉมและสติปัญญา อีกทั้งพรสวรรค์ในวิชาลมปราณก็มิอาจหาใครเทียบเคียงได้ แต่ความสมบูรณ์แบบนั้นเอง กลับกลายเป็นเปลวไฟที่ปลุกเร้าความริษยาให้เติบโตขึ้นในหัวใจคน… และผู้ที่กรีดมีดลึกสู่หลังของนาง กลับมิใช่ศัตรู หากแต่เป็น พี่สาวต่างมารดาผู้ใกล้ชิด ยาพิษสลายลมปราณได้ทำลายเส้นชีพจรของนางจนสิ้นหนทางต่อต้าน ถูกวางแผนให้เรือนกายสูงศักดิ์ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของบ่าวรับใช้ต่ำต้อย ทว่าผู้เป็น ฉินเซียนหรู หาได้ยอมศิโรราบไม่ ด้วยศักดิ์ศรีที่สูงส่ง นางเลือกใช้พลังหยดสุดท้าย สลายทั้งร่างกายและวิญญาณ ดีกว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติ แต่ชะตาฟ้ามิได้ตัดขาดเส้นทางของนางขณะที่สติค่อย ๆ ดับมืดพลันกลับสว่างไสวอีกครั้ง… นางตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนได้ ย้อนคืนสู่วัยเยาว์ครานี้ นางเลือกสะกดพรสวรรค์ที่เหนือฟ้า แสร้งเป็นสตรีไร้ค่าและไร้ความสามารถ หวังเพียงได้ดำเนินชีวิตอย่างสงบสุข ไร้การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นดังครั้งก่อน ทว่าโชคชะตามิได้อ่อนโยนเช่นนั้น…เส้นทางชีวิตครั้งที่สองของ ฉินเซียนหรู กลับเต็มไปด้วยผู้คนที่ยังคงคิดจะ ลองดี กับนางอีกครั้ง และครานี้ฟ้าดินอาจต้องสั่นสะเทือนยิ่งกว่าที่เคย
Lihat lebih banyakลมอ่อนพัดพาใบเหมยโปรยปรายทั่วลานฝึกวิชา แสงแดดยามบ่ายอาบร่างของสตรีสองนางที่ยืนอยู่กลางลาน หนึ่งคือ ฉินเซียนหรู ผู้เป็นดังดวงจันทร์งามเลิศ สะกดทุกสายตา อีกหนึ่งคือ ฉินชิงหร่าน พี่สาวต่างมารดาผู้เลอโฉมไม่แพ้กัน
“ท่านพี่ ฝีมือของท่านพัฒนาขึ้นมากจริงๆ” เสียงใสของฉินเซียนหรูดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มจริงใจ นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความชื่นชมแท้จริง แม้ทั้งสองจะเป็นเพียงพี่น้องต่างมารดา แต่ในใจของเซียนหรูกลับผูกพันมั่นคงดุจสายโลหิตเดียวกัน
ฉินชิงหร่านเผยรอยยิ้มอ่อนโยน จับมือน้องสาวแนบแน่น น้ำเสียงอบอุ่นเสมือนหยดน้ำใสที่หล่อเลี้ยงหัวใจ“หากพี่ไม่มีเจ้า พี่คงมิอาจมาถึงขั้นนี้ได้” คำพูดนั้นอ่อนหวานจริงใจ หากแต่ในความลึกซึ้งของแววตากลับซ่อนเงามืดที่ไม่มีใครมองเห็นได้ ภายในใจที่ยิ้มหวานกลับเต็มไปด้วยไฟริษยาที่ลุกโชน “นางแพศยาตนนี้…นางจะล้ำหน้าข้าไปถึงเพียงใดกัน ข้าเป็นพี่ แต่กลับต้องคอยไล่ตามหลังน้องสาว” บรรยากาศรอบกายช่างงดงามและสงบเงียบ ดอกเหมยที่โปรยลงมาประหนึ่งกำลังร่วมเป็นพยานต่อรอยยิ้มของสองพี่น้อง รอยยิ้มที่สำหรับผู้อื่นแล้วคือภาพอบอุ่นอันงดงาม แต่แท้จริงแล้วเบื้องลึกนั้น กลับเป็นประกายแห่งการหักหลังที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย…
เมื่อฝีมือของ ฉินชิงหร่าน พัฒนาขึ้นถึงระดับที่นางพอใจแล้ว น้องสาวที่น่าชังในสายตาก็เริ่มหมดประโยชน์สำหรับนาง ครานี้จึงได้เวลาวางแผนชั่วร้ายยิ่งกว่าเดิม
“น้องพี่…หลายปีมานี้ พี่รู้สึกขอบคุณเจ้ามากจริง ๆ หากมิได้เจ้า คงไม่มีวันนี้ พี่ตั้งใจชงชาให้เจ้าดื่มโดยเฉพาะ”ถ้อยคำอ่อนโยนเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งหลั่งรินจากริมฝีปากของชิงหร่าน ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นนางคือสตรีที่ได้รับคำชื่นชมจากทั่วทั้งแผ่นดินว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์เหนือผู้ใด คนรุ่นราวคราวเดียวกันหาใครเทียบชั้นไม่ได้ แม้แต่เสียงร่ำลือยังยกย่องว่านางคืออัจฉริยะหญิงแห่งตระกูลฉิน
ฉินเซียนหรูมองพี่สาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อใจ ริมฝีปากยกยิ้มอ่อนหวานโดยมิได้เอะใจ นางยื่นมือรับถ้วยชามาดื่มอย่างไม่คิดระแวง ภายในใจเชื่อมั่นว่าพี่สาวต่างมารดาผู้นี้ย่อมไม่กล้าคิดร้ายต่อกันรสชาติของชาหอมหวานปนขม อบอวลอยู่ในลำคอ ทว่าเบื้องหลังความละมุนกลับซ่อนเงามืดร้ายแรงที่กำลังคืบคลานเข้าสู่ร่างฉินชิงหร่านมองภาพนั้นด้วยดวงตาเย็นเฉียบ มุมปากโค้งยกขึ้นทีละน้อย รอยยิ้มอบอุ่นพลันกลายเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย
“เป็นชาดีใช่หรือไม่เล่า…?” น้ำเสียงที่เคยอ่อนโยนกลับพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกและเจือรังเกียจ “ข้าจงใจเตรียมมันมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะเลยนะ”
ร่างกายของ ฉินเซียนหรู เริ่มสั่นสะท้าน ความร้อนแผ่ซ่านจากภายในก่อนจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเฉียบ เส้นลมปราณภายในพลันแตกซ่าน ระดับพลังที่เคยสูงส่งกำลังเหือดหายราวกับน้ำที่รั่วไหลจากภาชนะ มือเท้าอ่อนแรงไร้เรี่ยวแรงจะยกขึ้นต่อต้านนางกัดริมฝีปากแน่น สองตาที่พร่ามัวจับจ้องไปยังพี่สาวต่างมารดา“ท่านพี่…ที่แท้แล้ว ท่านกลับลอบวางยาข้าหรือ”น้ำเสียงแผ่วพร่าก้องด้วยทั้งความเจ็บปวดและไม่เข้าใจ หลายปีที่ผ่านมา นางเป็นผู้ชี้แนะแนวทางการบ่มเพาะลมปราณให้กับชิงหร่าน หากไม่มีนาง คงไม่มีวันที่พี่สาวจะก้าวล้ำไปได้เช่นนี้ แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นเพียงรอยยิ้มเยาะหยัน
ฉินชิงหร่านหัวเราะเบา ๆ แววตาเปล่งประกายความสะใจอย่างไร้การปิดบัง“ช่วยไม่ได้…เจ้ามันโง่เองต่างหาก” นางเอื้อนเอ่ยเสียงเรียบ แต่คมดุจคมมีด “แต่อย่าคิดว่าพี่จะลืมบุญคุณ วันนี้พี่จะตอบแทนเจ้า…สักเล็กน้อยก็แล้วกัน”
สิ้นคำ นางพลันตบมือเบา ๆ ราวกับเป็นสัญญาณ ทันใดนั้นบ่าวรับใช้ชายสี่คนก็ก้าวเข้ามาในห้อง แววตาของพวกมันส่อความหิวกระหาย ขณะจ้องเรือนร่างสูงศักดิ์ของสตรีผู้เลอโฉม ชิงหร่านยิ้มเย็นเฉียบ พลางเอ่ยเสียงเย้ยหยัน“ข้าจะให้พวกมัน…มอบความสุขสมแก่เจ้าเอง จงวางใจเถิด พวกมันจะเพลิดเพลินกับเรือนร่างของเจ้าจนตลอดทั้งคืน”
ถ้อยคำนั้นราวกับฟ้าผ่ากลางใจ เซียนหรูน้ำตาคลอเบ้า ใบหน้าเจ็บปวดสั่นไหว นางไม่อาจเชื่อได้เลยว่าพี่สาวที่นับถือราวกับสายโลหิตเดียวกัน กลับกล้าวางแผนเลวทรามถึงเพียงนี้
หัวใจบีบคั้นด้วยความสิ้นหวัง หากแต่ความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีในฐานะ ฉินเซียนหรู มิยอมให้ร่างกายต้องถูกย่ำยี นางสูดลมหายใจสุดท้าย รวบรวมเศษเสี้ยวพลังที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ภายใต้ร่างที่สั่นเทาและลมหายใจที่ขาดห้วง แววตาของนางกลับแน่วแน่ดั่งเปลวไฟสุดท้ายของตะเกียงที่ใกล้ดับ
“ดีกว่ามีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติ… ข้าขอสลายทั้งร่างและวิญญาณ ณ ที่นี้”
สิ้นคำ พลังปราณสุดท้ายพลันระเบิดแสงออกมา เรือนร่างงดงามของฉินเซียนหรูเปล่งประกาย ก่อนจะสลายเป็นเศษเสี้ยวพลังหายลับไปท่ามกลางความตกตะลึง ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะของชิงหร่าน และความโหดร้ายที่ตราตรึงชั่วนิรันดร์
ความว่างเปล่า…รอบกายของ ฉินเซียนหรู ไม่มีทั้งแสงสว่าง ไม่มีทั้งความมืด ราวกับว่าวิญญาณของนางได้ล่องลอยอยู่ในห้วงเวิ้งว้างไร้สิ้นสุด เสียงลมหายใจเลือนรางจนแทบจับต้องไม่ได้ มีเพียงความเงียบสงัดที่ห่อหุ้มทุกสิ่งทุกอย่างในความเงียบนั้น ความคิดของนางดังขึ้นก้องภายในจิตสำนึกของตนเอง“อะไรกัน… ข้าตายแล้วงั้นหรือ?” รอยยิ้มขมขื่นผุดขึ้นในใจ “ช่างน่าขันยิ่งนัก ข้าสตรีผู้มีพรสวรรค์หาได้ยากในรอบพันปี…กลับต้องตกตายเพียงเพราะความไร้เดียงสาของตนเอง”
ความทรงจำค่อย ๆ ผุดขึ้นทีละภาพ ตั้งแต่วันที่นางถูกขนานนามว่า เทพธิดาแห่งตระกูลฉิน วันเวลาที่พรสวรรค์ทางลมปราณของนางทำให้ทั่วทั้งตระกูลภาคภูมิใจ… และวันคืนที่นางใช้ความอ่อนโยน ความจริงใจ คอยยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่เคยถือตัว ไม่เคยโอ้อวด แม้จะเป็นสตรีที่เพียบพร้อมเหนือผู้คนทั้งปวง
ทว่าบัดนี้ นางกลับตระหนักได้ว่า สิ่งที่นางเชื่อมั่น สิ่งที่นางยึดถือ… ความใจดี ความอ่อนโยน และความไว้วางใจต่อผู้คน… แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นหอกแหลมที่หันมากรีดแทงหัวใจของนางเองในห้วงมิติแห่งจิตวิญญาณนี้ ความเจ็บปวดและความผิดหวังโถมเข้าใส่ราวกับเกลียวคลื่นไร้จบสิ้น
เสียงเรียกแผ่วเบาดังลอดเข้ามาในห้วงความฝันอันมืดมิด“คุณหนูเจ้าค่ะ… คุณหนูเจ้าค่ะ ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ!”
ขนตายาวของ ฉินเซียนหรู สั่นไหว ก่อนเปลือกตาจะค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก แสงแรกที่กระทบตาไม่ใช่ความว่างเปล่าของความตาย แต่กลับเป็นใบหน้าของสาวใช้ที่นางคุ้นเคยดีเพียงแต่ว่า ใบหน้านั้นกลับดูอ่อนเยาว์ลงราวกับย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน นางพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสน“นี่… ข้ายังไม่ตายหรือ? มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่…”
เมื่อสายตากวาดมองร่างกายของตนเอง ความรู้สึกผิดแปลกก็ถาโถมเข้ามา แขนขาที่เล็กลง ร่างกายที่ดูบอบบางยิ่งกว่าเดิม ความสูงศักดิ์ที่เคยสง่างามกลับกลายเป็นความไร้เดียงสาของเด็กหญิง นางก้าวไปที่โต๊ะเครื่องแป้งด้วยหัวใจที่เต้นแรง ก่อนจะส่องกระจกเงาภาพสะท้อนเบื้องหน้าดวงหน้างดงามน่ารักยังไม่เจือความคมเข้มของสตรีผู้เติบโตเต็มวัย คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยอย่างไม่อยากเชื่อ
“ปีนี้… ข้าอายุเท่าไหร่กันแน่?”
สาวใช้เพียงยิ้มอ่อนโยน คล้ายไม่รู้ว่านายหญิงของตนผ่านเรื่องอันใดมา“คุณหนู ตอนนี้ท่านมีอายุ 9 ปีเจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นพลันสะท้านเข้าไปในห้วงลึกของหัวใจ เซียนหรูยืนนิ่งราวกับถูกสวรรค์ผ่าลงมาอีกครั้ง ความทรงจำชัดเจนว่าในชีวิตก่อน นางสิ้นอายุขัยในวัยสิบแปดปีแต่บัดนี้กลับย้อนเวลากลับมาเนิ่นนานถึงเก้าปีเต็ม
ริมฝีปากนางกระตุกยกขึ้นเล็กน้อยราวกับหัวเราะขื่น ๆ“เก้าปี… แท้จริงแล้ว ข้าย้อนกลับมาได้ไกลถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
หลังจากเหตุการณ์บนเกาะร้าง แม้ฉินชิงหร่านจะรอดชีวิตกลับมาได้ แต่จิตใจของนางกลับไม่อาจก้าวพ้นความหวาดกลัวอันฝังลึก นางหัวเราะลอย ๆ โดยไร้เหตุผล แล้วพลันก็ร้องไห้โฮราวกับเด็กที่หลงทาง ทั้งสายตาและสติสัมปชัญญะแกว่งไกว ไม่ยึดอยู่กับปัจจุบันอีกต่อไป คล้ายว่าจิตของนางติดหลงในความมืดมิดแห่งอดีตที่ไม่อาจถอนตัวออกมาได้แม้กระทั่งเมื่อทารกลืมตาดูโลกเด็กที่ถือกำเนิดจากช่วงเวลาที่นางถูกกระทำ ถูกบีบบังคับจนไร้ซึ่งอำนาจควบคุมตนเองความบริสุทธิ์ของเด็กน้อยก็ไม่อาจนำพานางกลับสู่ความปกติได้ ชิงหร่านยังคงจมอยู่ในห้วงเจ็บปวดของตน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากาลเวลาอยู่ในยามกลางวันหรือกลางคืนฉินเซียนหรูยืนมองพี่สาวต่างมารดาเพียงหนึ่งก้าว สายตาเต็มไปด้วยความเวทนา…พร้อมบาดแผลที่นางเองก็ไม่เคยลืม นางเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ หากแฝงความรู้สึกลึกซึ้ง“เจ้าจงอย่าโกรธเคืองข้าเลย…ครั้งนี้ ข้าไม่อาจรักษาเจ้าได้ดั่งที่ข้ารักษาผู้อื่น”นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนทอดมองเด็กน้อยสองคนที่หลับอยู่ในเปลเล็ก ๆ ผิวทารกเนียนนุ่ม ข้อมือเล็กกำอากาศอย่างไร้เดียงสา ไม่รับรู้ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นก่อนพวกเขาจะถือกำเนิด เซียนหรูยื่นมือแตะผ้าอ้อมเบา ๆ
หลังจากองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงเสด็จกลับถึงนครหลวงได้ไม่นาน พระองค์ก็ประกาศต่อประชาชนทั่วทั้งเมืองว่า“ราชครูจินหรงและเหล่าทหารติดตาม ประสบเหตุเรืออัปปางกลางทะเลบัดนี้ไม่ทราบว่ามีชีวิตรอดหรือสิ้นชีพแล้ว”คำประกาศเรียบง่าย ทว่ากลบความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเกาะร้างอย่างแนบเนียน มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น แม่ทัพฉินเทียนหง กับทหารชั้นสูงบางนายที่รู้ความจริงว่าราชครูจินหรงถูกกำจัดสิ้นแล้วยามค่ำวันนั้นในท้องพระโรงส่วนพระองค์ ฮ่องเต้มู่จื้อเหวินทอดพระเนตรองค์รัชทายาทด้วยสายตาเปี่ยมความเอ็นดู พระสุรเสียงแผ่วละมุนดังขึ้น“หยางเฉิง… ลูกพ่อ ภารกิจครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมากเจ้าพึ่งเดินทางไกลกลับมา คงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย”องค์รัชทายาทประสานมือแล้วค้อมศีรษะพระสุรเสียงสงบนิ่ง ทว่าแฝงความกตัญญูอย่างลึกซึ้ง“เพียงได้แบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อสักส่วนหนึ่งลูกก็พึงพอใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตามล่าผู้ทรยศแต่คือการกำจัด เสี้ยนหนามที่ฝังรากลึกในราชสำนักและหยางเฉิงก็ทำสำเร็จอย่างงดงามฮ่องเต้มู่จื้อเหวินประทานรอยยิ้มบางเบา แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง“แม้ราชครูจะสิ้นไปแล้ว แต่ในราชสำนักยังม
ไม่นานหลังการค้นหาทั่วทั้งเกาะ กองทหารขององค์รัชทายาทก็นำร่างของนายกองเฉาหมิงและพวกที่เหลือกลับมาได้สำเร็จ พวกมันถูกจับลากคอมาอย่างไม่ปรานี ราวกับสัตว์ดุร้ายที่หมดเรี่ยวแรงหลังดิ้นรนหนีความตายร่างกายของแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ยามหัวค่ำลมทะเลพัดเย็นยะเยือกแต่กองไฟใหญ่หน้ากระโจมกลับลุกโชติช่วงราวกับตอบสนองต่อความเดือดดาลของคนสองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงและแม่ทัพฉินเทียนหง“ในที่สุดก็จับกุมตัวจนครบ” พระสุรเสียงเรียบ แต่หนักแน่นดุจแผ่นหินแล้วพระองค์หันไปยังแม่ทัพผู้ยืนตระหง่านอยู่ข้าง ๆ“แม่ทัพฉินเทียนหง… จากนี้ไป เป็นหน้าที่ของท่าน”คำว่า หน้าที่ ขององค์รัชทายาท ไม่ใช่คำสั่งธรรมดาแต่คือการอนุญาตให้แม่ทัพชำระความด้วยวิถีของตนโดยไม่มีผู้ใดสามารถตั้งคำถามแม่ทัพฉินเทียนหงลุกขึ้นยืนช้า ๆ เงาของเขาทาบทับเหนือพื้นดินราวกับภูผา แววตาที่ทอดมองเหล่าเชลยนั้นมิใช่เพียงความโกรธ หากแต่เป็นความปวดร้าวที่กดทับจนสั่นสะเทือนทั้งใจเขาค้อมศีรษะเล็กน้อย“กระหม่อมซาบซึ้งในพระเมตตา…”จากนั้นใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเฉียบคมเสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังดั่งคำพิพากษาแห่
ท่ามกลางสายลมที่พัดแรงและคลื่นทะเลที่โถมใส่ไม่หยุด เรือสำเภาขององค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงยังคงฝ่าความปั่นป่วนของพายุอย่างไม่หวั่นเกรง น้ำทะเลสาดซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเป็นระยะ แต่ทหารทุกนายยังยืนประจำตำแหน่งอย่างมั่นคงทันใดนั้น นายทหารผู้ควบคุมเรือก็ร้องเรียกเสียงดัง “องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! พบเศษซากเรือลอยมากับคลื่น!”เขารีบรุดเข้ามาประทับยืนเบื้องหน้าพลางคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จากลักษณะไม้และรอยแตก คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรือท่านราชครู เกรงว่าเรือของพวกเขาคงอัปปางไปแล้ว หากยังมีชีวิต… ก็ต้องอยู่บนเกาะที่อยู่เบื้องหน้าพ่ะย่ะค่ะ”มู่หยางเฉิงหันพระพักตร์ไปมองเกาะที่ลางเลือนอยู่ท่ามกลางสายฝน ภาพเงาดำทะมึนของเกาะราวสัตว์ร้ายที่หมอบซุ่มอยู่กลางสมุทร แต่ในแววพระเนตรของพระองค์กลับมีเพียงความเย็นชาและความแน่วแน่ราชครูจินหรง หนีข้ามน้ำข้ามทะเลเพียงนี้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจเลี่ยงชะตาพระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นประหนึ่งฟ้าผ่าภายใต้คำสั่งเดียว“เตรียมกำลังให้พร้อมเราจะเทียบท่าเกาะเบื้องหน้าเดี๋ยวนี้!”เสียงทหารขานรับดังก้องเหนือเสียงพายุ “รับพระบัญชา!”ไม่นาน เรือสำเภาขององค์รัชทายาทก็ฝ่าคลื่นเข้าสู่เขต











