LOGINชาติก่อนหานฉงหรงงมงายในรัก ขนาดสามีแต่งงานมีหญิงอื่นเชิดหน้าชูตาจนยอมตกเป็นรอง สุดท้ายถูกชิงบุตรชายสุดรัก แม้กระทั่งชีวิตก็รักษาไว้ไม่ได้ แต่เมื่อได้โอกาสกลับมาแก้ไข จะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว...
View Moreฉางซื่อหลางกัดฟันกรืดกรอด ในใจสบถด่าคนทุกผู้ที่ทำให้เขาต้องมีสภาพอย่างทุกวันนี้ ทั้งนางหญิงรับใช้ต่ำต้อยที่ล่อลวงเขาให้ลงไปเกลือกกลั้ว! นางองค์หญิงสารเลวที่โง่เขลา! ตัวบัดซบชั่วชาติสารเลวอวิ๋นรุ่น! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางแพศยาหานฉงหรง พวกมันสมควรตาย สมควรตายให้หมด! ต่อให้เขาตกตายเป็นผีเขาก็จะหาทางกลับมาแก้แค้นให้จงได้!สิ่งเหล่านี้คือห้วงคำนึงสุดท้ายของฉางซื่อหลางก่อนที่สติสัมปชัญญะจะถูกกระชากจนหลุดลอยไปพร้อมกับชั่ววิบตาที่อวิ๋นรุ่นดึงทวนออกจากหัวไหล่ของตนอย่างรุนแรงจนเป็นแผลเหวอะหวะผิดรูปมิอาจจับดาบต่อสู้ได้อีกต่อไปไฟไหม้ที่เรือนบรรทมของพระชายาสกุลหานนั้นรุนแรงยิ่ง ทว่าโชคยังดีที่กรมดับเพลิงมาพร้อมกับเครื่องไม้เครื่องมือครบครัน และได้มังกรพ่นน้ำจากในวังหลวงที่เหวินซิ่วและหลีรั่วเร่งรุดไปทูลขอฝ่าบาท คราแรกฝ่าบาทก็มีท่าทีอิดออด แต่เมื่อทั้งสองรีบทูลตามที่อวิ๋นรุ่นสอนกอปรกับหานลู่ที่เป็นสนมเอกคอยทูลเร่งเร้า จึงทำให้ดับไฟที่เรือนบรรทมได้ทันท่วงทีก่อนที่จะลามไปยังส่วนอื่นของจวนเมื่ออวิ่นรุ่นมาถึงที่จวนเป่ยหนานในยามรุ่งสาง เขาพบเพียงเศษซากเรือนบรรทมที่มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน เหล่าข้ารับใช้ล้อม
“เรียนท่านอ๋อง เรือนบรรทมของพระชายาเกิดเพลิงไหม้พ่ะย่ะค่ะ!” เหวินซิ่วที่ได้รับรายงานจากจวนเป่ยหนานรีบเข้ามารายงานอวิ๋นรุ่นอย่างรวดเร็วกระชับ ขณะที่สองมือน้าวสายธนูปล่อยเกาทัณฑ์ที่เดียวสามดอก ทุกดอกล้วนเข้าทะลวงเกราะทะลุผ่านเนื้อหนังสู่จุดสำคัญของทหารสามนายอย่างไม่พลาดเป้า“หรงเอ๋อร์กับหย่งหรงเล่า” อวิ๋นรุ่นเอ่ยโดยไม่หันมามอง“ท่านชายน้อยมีผู้พบว่าเสี่ยวมี่ช่วยเอาไว้ได้อย่างปลอดภัย ตอนนี้คนของเรากำลังคุ้มกันนางไปที่จวนองค์หญิงใหญ่เผิงเฉิง ส่วนพระชายา...” เขาส่ายหน้าช้าๆ แทนคำตอบว่าอีกฝ่ายไม่ได้ออกมาจากเรือนบรรทมด้วย“ข้ารู้แล้ว”“อ้อ ยังมีอีกเรื่อง มีผู้พบเห็นสตรีผู้หนึ่งเดินเข้าไปในเรือนบรรทมก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ แต่งตัวหรูหรางดงาม คิดว่าน่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์”ทว่าข่าวที่ชวนให้ตระหนกนั้นกลับไม่ทำให้ทวนยาวในมือสั่นคลอน เสือกแทงคราหนึ่งก็ยกนายกองที่อยู่บนหลังม้าลอยสูงข้ามศีรษะตกลงพื้นด้วยกำลังมหาศาล ก่อนจะออกคำสั่งกับคนสนิทของตนเสียงเรียบ “เหวินซิ่ว เจ้าเข้าวังหลวงพร้อมหลีรั่ว กราบทูลฝ่าบาทว่าข้าขอยืมเครื่องมังกรพ่นน้ำของวังหลวงมาช่วยดับไฟที่จวนเป่ยหนานและบ้านเรือนในเมืองหลวง อย่าลืมกำ
ชายแขนเสื้อยาวประณีตของเวินอี๋ไล้ผ่านพวงแก้มขาวเนียนของหานฉงหรงทั้งกึ่งหยอกล้อทั้งเยาะหยัน กระทั่งปลายแขนเสื้อผ่านฝ่ามือของอีกฝ่าย แรงดึงอันมหาศาลของพระชายาเอกแห่งจวนเป่ยหนานก็ทำให้นางหยุดชะงัก เวินอี๋หันไปเพียงแค่นยิ้มหยามเย้ย “โอ ยังมีเรี่ยวแรงรั้งข้าไว้ได้อีกหรือ ข้าขอบอกไว้ว่าไม่มีประโยชน์...”นางกล่าวได้เพียงแค่นั้นใบหน้าของโฉมสะคราญพลันบิดเบี้ยวเมื่อความรู้สึกปวดแปลบบาดลึกจากข้อเท้าแล่นจู่โจมถึงหัวใจ ไม่ถึงชั่วอึดใจร่างนั้นกลับทรุดเข่าลงกับพื้นข้างหนึ่ง เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าในมือของหานฉงหรงถือเศษกระเบื้องชุ่มเลือดพร้อมสายตาที่จับจ้องเวินอี๋ด้วยสายตาดุดันเราวกับมังกรที่ถูกแตะต้องเกล็ดย้อน และเมื่อมองขึ้นไปอีกก็เห็นว่าข้อเท้าของนางถูกกรีดเฉือนจากนั้นก็ไม่รอให้อีกฝ่ายดิ้นรน ใช้เศษแจกันกรีดซ้ำลงไปยังตำแหน่งเดิม เรียกเสียงหวีดร้องจากเวินอี๋ดังก้องเรือนบรรทมเศษผ้าม่านติดไฟปลิวว่อนตกต้องที่ไหล่ของหานฉงหรงพลันความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนแสนสาหัสจู่โจมมายังที่นางอย่างไม่หยุดหย่อน ทว่าแทนที่จะหวาดกลัวนางกลับยิ่งฮึกเหิมลำพอง มิรู้เอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใดดึงลากอีกฝ่ายมิให้หลบหนี ทั้งยังทิ้งน้ำหน
หานฉงหรงอ้าปากจะอธิบายแต่เมื่อเห็นเวินอี๋กำลังลุกขึ้นมาตั้งหลักได้ก็ให้ใจหายวาบด้วยรู้ว่าไม่มีเวลาแล้ว นางดึงตัวเสี่ยวมี่มาก่อนนำลูกของนางส่งให้เด็กหญิงอุ้ม “ทางกำแพงตรงข้ามกับเรือนบรรทมมีช่องสุนัขลอดอยู่ช่องหนึ่ง เจ้าพาซื่อหวังไปจากที่นี่ เร็วเข้า!”“แต่ว่าท่าน...”“ไป!” นางผลักเสี่ยวมี่ให้ออกหาก เด็กหญิงลนลานวิ่งออกจากห้องจังหวะเดียวกับที่เวินอี๋พุ่งเข้าไปหา หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือ กัดฟันอดกลั้นต่อความเจ็บปวดจากการคลอดบุตรที่ยังไม่หายดีนักรวบกอดเอวอีกฝ่ายไว้จนล้มลงไปด้วยกัน นางคร่อมร่างอีกฝ่ายไว้ สองมือออกแรงบีบที่ลำคอขาวเนียนนั้นด้วยพละกำลังที่มีอยู่ ด้วยอย่างไรเสียก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายแตะต้องตัวบุตรชายจนนางต้องเสียเขาไปเหมือนในชาติก่อนเป็นอันขาด หานฉงหรงเหลือบตามอง เห็นเสี่ยวมี่ที่ตัวเล็กว่องไว้รีบวิ่งผ่านไปยังประตูหน้า จังหวะที่กำลังจะมีคนร้ายกำลังยกดาบขึ้นฟาดฟัน ทหารของจวนก็เข้ามากันได้ทันท่วงที ทำให้เสี่ยวมี่หนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิดจนกระทั่งนางเห็นเสี่ยวมี่ลอดช่องสุนัขนั้นออกไปโดยไร้รอยขีดข่วน นางจึงค่อยเบาใจลงเล็กน้อยทว่าการที่เวินอี๋ถูกนางตอบโต้ไปเช่นนั้นจะไปกระตุ้นโทสะใ
ไม่ช้าไม่นานเพียงชั่วเวลาลัดนิ้วมือก็ถึงตรอกหย่งเชี่ยน อาศัยกำลังแยกย้ายดูบรรยากาศในบ้านทีละหลัง ไม่นานเหวินซิ่วก็พบบ้านหลังหนึ่งที่ประดับโคมแดงภายใน มีทหารราชองครักษ์ระดับต่ำจำนวนหนึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือน เหวินซิ่วหันมาทำสัญญาณ ทหารที่ติดตามจึงเร่งรุดบุกเข้ามา ทั้งรวดเร็วและเงียบกริบ ไม่ช้าประตูเรือน
“เชื้อพระวงศ์หญิงที่รับมือยากเช่นนั้นหรือ...” อวิ๋นรุ่นหลับตาครุ่นพลางลอบกระชับวงแขนที่เอวกลม คืนนี้เนื่องจากหานฉงหรงกำลังจะเข้านอน เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงเนื้อบางอย่างยิ่ง จนนางรู้สึกได้ถึงไออุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาผ่านเอวคอดหานฉงหรงเห็นเขาลูบเอวนางไปพลางทำท่าใช้ความคิดไปพลางก็ให้รู้สึกปั่นป่วนในอกอย
“พี่สาว ท่านกลับมาแล้ว” เสี่ยวมี่รีบวิ่งมาหาเมื่อเห็นรถม้าของจวนเป่ยหนานมาจอดเทียบหน้าประตูใหญ่พร้อมกับร่างของหานฉงหรงที่ก้าวลงมาอย่างระมัดระวัง หญิงสาวเห็นเช่นนั้นก็อ้าแขนรับเด็กหญิงตัวน้อยที่โถมร่างเข้ามากอดนางเต็มรักก่อนเอ่ยถาม“องค์ชายไปอยู่ไหนเสียแล้วเล่า”“ท่านอ๋องเห็นว่าช่วงนี้องค์ชายมีเวลาไ
เนื่องจากองค์หญิงเวินอี๋เป็นแม่งานในการจัดงานเลี้ยงฉลองพระราชสมภพของฮ่องเต้ ดังนั้นการหารือเกี่ยวกับงานเลี้ยงสังสรรค์ในตอนเย็นวันนั้นจึงจัดขึ้นที่จวนขององค์หญิงเพื่อให้สมเกียรติของตัวแทนจากจวนเป่ยหนานหวังอวิ๋นรุ่น จึงได้ให้หานฉงหรงใช้รถม้าประจำตัวของเขาเดินทางมายังจวนองค์หญิงต่างจากเหลียงเจียนางอื












reviews