INICIAR SESIÓNเมื่อเช้าตอนที่ไปซื้อมื้อเช้า ผมคิดอยู่นานว่าจะปล่อยไปหรือจะสั่งสอนเธอซักหน่อยดี การที่เธอไว้วางใ
ฉันครุ่นคิดตามคำพูดของเขา ปล่อยแขนขาออกจากตัวเขา นอนแผ่ลงไปบนที่นอนเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง พยายามควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติ ยังคงมองหน้าเขาไม่ละสายตาสีหน้าที่มั่นคงแต่ในดวงตาแฝงไปด้วยความวูบไหว สายตาละห้อยมีความสับสนไม่ต่างจากจิตใจฉันตอนนี้เลย เมื่อเห็นฉันยังคงนิ่งไม่ขยับ เขาสูดหายใจเข้าลึกและผละตัวออกลุกขึ้นยืน กำลังจะหันกลับออกไปจากห้อง“เห้ยย” ฉันลุกขึ้นเอื้อมไปคว้าเขาเอาไว้ จนเราทั้งคู่เสียหลังลงนอนทับกันลงบนที่นอน “นี่คุณไม่ได้เมาค้างใช่มั้ยเนี่ย” มาถึงขนาดนี้แล้วเขายังคงคิดคำหยอกฉันเล่นได้อีก ฉันปล่อยความคิดสับสนทุกอย่างทิ้งไปทั้งหมด คล้องคอเขาเข้ามาหาตัว บรรจงจรดริมฝีปากอย่างนุ่มนวล แต่เขากลับตอบสนองมาอย่างร้อนแรง“อ้า...” ฉันรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว หลังเขาละจูบออกจากปาก ก็เริ่มซุกไซร้ตามกรอบหน้า ไล่ลงไปที่ซอกคอ มือทั้งสองข้างลูบไล้ตามร่างกาย ตอนนี้ความคิดทั้งหมดของฉันเริ่มล่องลอย มีเพียงความจดจ่อของความรู้สึกหน่วงที่ท้องน้อยฉันรับสัมผัสเอาไว้ทั้งหมด ปล่อยกายกล่อยใจให้ลุ่มหลงไปกับสิ่งที่เขามอบให้ ‘นี่หรื
เมื่อเช้าตอนที่ไปซื้อมื้อเช้า ผมคิดอยู่นานว่าจะปล่อยไปหรือจะสั่งสอนเธอซักหน่อยดี การที่เธอไว้วางใจให้ผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในห้อง อยู่ด้วยกันสองต่อสองแบบนั้น หากผมเป็นคนไม่หวังดีคิดจะทำอะไรเธอจริงๆ มีหรือที่เธอจะรอด ผู้ชายยังไงก็มีแรงมากกว่าผู้หญิงอยู่แล้วจากตอนแรกที่คิดแค่อยากลองหยั่งเชิงดู พาเธอมาในที่ของผม ถ้าเธอรู้จักระวังตัวคงไม่ตามมาถึงที่นี่ แต่นี่เธอไม่ระวังตัวเองเลยจริงๆ ตลอดทางผมตัดสินใจคิดหาวิธีว่าจะทำให้เธอเข้าใจได้ยังไงว่า ที่เธอทำอยู่มันอันตรายกับตัวเอง เพราะหากจะแค่พูดออกไป เธอไม่มีทางยอมฟังและเชื่อผมแน่เรื่องที่ผมบอกเธอว่ามีเรื่องต้องคุยกัน มันก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ไม่คิดว่าเธอจะเชื่อจนยอมตามผมมาถึงห้อง กระทั่งยังยอมที่จะรอผมนอนพัก และนั่งกินข้าวเป็นเพื่อนอีก เธอมั่นใจได้ยังไงว่าหลังจากนี้ จะไม่เกิดอะไรขึ้นกับเธอ“คุณ...” เธอกำลังจะขัดขืน เมื่อผมเลื่อนเก้าอี้มานั่งดักหน้าเธอเอาไว้ แขนสองข้างของผมเหมือนเป็นกรงที่กำลังขังเธอเอาไว้ ถึงแม้เธอจะพยายามถอยหนีจนหลังติดพนักพิง แต่ก็ไปไหนไม่รอดอยู่ดีนั่นแหละ“คุณจะทำบ้าอะไรของค
เกือบจะหลับไปจริงๆ แล้ว แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามือถือในกระเป๋ากำลังสั่น เมื่อหยิบขึ้นมาดูจึงเห็นว่าเป็น ยัยอัยย์โทรเข้ามา ‘มีอะไรหรือเปล่านะ’ ไม่รอช้า กดรับสายทันที“อัยย์ว่าไง มีอะไรเหรอ” ฉันยกมือขึ้นป้องปาก ส่งเสียงกลับไปถึงปลายสาย พยายามไม่ให้รบกวนคนที่กำลังหลับอยู่(นิต้า เธอเสร็จงานเมื่อไหร่เหรอ) เสียงยัยอัยย์ที่ตอบกลับมา รอบข้างเงียบสนิท“เอ่อ...มีอะไรหรือเปล่า อยากได้อะไร” ฉันมองไปทางคนตัวโตที่ยังไม่รู้สึกตัว ก่อนจะถามกลับคนปลายสาย ในหัวยังคงคิดหาข้ออ้างว่าจะบอกเธออย่างไรไม่ให้สงสัย(ไม่ ไม่อยากได้ แค่อยากรู้ว่าวันนี้เธอจะมาหาเรามั้ย) แสดงว่าหมอภีมคงช่วยดูแลยัยอัยย์เป็นอย่างดีแล้ว เหมือนกับที่หมอวัตบอก ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องรีบกลับไป ปล่อยให้ทั้งสองคนได้ใช้เวลาด้วยกันอีกหน่อยน่าจะดีกว่า เพราะอย่างไรหมอภีมก็เป็นรักแรกของยัยอัยย์ ที่ฉันรู้ว่าเธอยังไม่เคยลืมเขา“เดี๋ยวยังไงชั้นโทรกลับไปบอกนะ อะ แค่นี้ก่อนนะ ชั้นติดลูกค้าอยู่” ไม่ทันได้คุยอะไรต่อ คนที่กำลังนอนอยู่เริ่มขยับตัว ฉันกลัว
ฉันเสียท่าเขาเข้าแล้ว จากตอนแรกที่คิดว่าเขาจะพาฉันมานั่งคุยในรถเท่านั้น เพราะเป็นส่วนตัวกว่าที่โถงทางเดิน แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจากขับรถออกจากที่นั้น และกลับบอกหน้าตาเฉยว่าจะพาฉันไปที่ คอนโดของเขาต่อให้ฉันโวยวายใส่เขาไปแค่ไหน เขาก็ไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนใจเลย ยังคงขับรถไปตามถนน ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจว่าจุดหมายจะเป็นคอนโดของเขาอย่างที่เขาบอกเอาไว้จริงๆ หรือเขาจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปที่อื่น หลังจากที่ฉันพยายามโวยวายใส่เขาไปยกใหญ่ในเมื่อไม่สามารถเลือกจุดหมายปลายทางได้แล้ว ถึงฉันจะโวยวายไปเท่าไหร่ก็คงเหนื่อยเปล่า ฉันยอมที่สงบอารมณ์นั่งเงียบไปตลอดทางจนกว่าจะถึงสถานที่ที่เขาจะไป ใช้เวลาระหว่างทางเพื่อคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งถ้าหากฉันจำเหตุการณ์ทั้งหมดขึ้นมาได้ ฉันก็สามารถพูดคุยกับเขาได้โดยไม่มีอะไรติดค้างในใจ แต่หากยังไม่สามารถนึกออก ฉันก็คงต้องหาทางออกให้กับตัวเองว่าจะทำอย่างไรต่อไป ถึงอย่างไรฉันไม่มีทางยอมเสียเปรียบแน่นอนตั้งแต่ที่ฉันรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดเพราะความรักและไว้ใจจากแฟนคนแรก ถึงแม้หลังจากนั้นจะมีคนเข้ามาสนใจฉัน พยายามจะเข้ามาสานสัมพันธ์ แต่
หลังจากนั้นผมต้องใช้เวลาที่ควรจะต้องกลับไปพักผ่อนของผมทั้งหมด เก็บกวาดของที่เราสองคนทำเละเอาไว้ เมื่อจัดการทำความสะอาดห้องรับแขกเรียบร้อยแล้ว ยังคงเหลือความเละเทะที่อยู่บนตัวผมเสื้อที่เลอะเทอะของผมเอง ตามจริงแล้วก็สามารถทิ้งไปแล้วค่อยเอาชุดใหม่ที่รถมาเปลี่ยนได้ เพียงแต่หากผมต้องแก้ผ้าออกไปจากห้องผู้หญิงในเวลาแบบนี้คงจะดูไม่ดีเท่าไหร่ ผมเลยยอมถือวิสาสะใช้เครื่องซักผ้าของเธอ และโชคดีมากที่เป็นเครื่องอบผ้าด้วยระหว่างรอเสื้อผ้าที่กำลังซักและอบอยู่ในเครื่อง ผมกลับมาที่โซฟา มองดูหญิงสาวนอนคุดคู้กอดเข่าตัวเองอยู่บนนั้น เหมือนเด็กน้อยที่น่าสงสารคนหนึ่งก็ไม่ผิด ผมยอมที่จะเหนื่อยอีกหน่อย อุ้มเธอเข้าไปนอนในห้องนอนของเธอและห่มผ้าให้อย่างดี สุดท้ายเธอกลับลุกขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าของตัวเองผมได้แต่นั่งอยู่ที่เตียงคอยฟังเสียงคนเมาไม่ได้สติ แต่กลับละเมอเดินไปเปลี่ยนชุดนอนที่ห้องแต่งตัวเองได้ ไม่นานเลยเธอกลับมาทิ้งตัวลงบนที่นอน แต่กลับลากผมลงไปนอนกับเธอด้วย ‘นี่เธอเมาจนไม่ได้สติจริงๆ หรือว่าเธอจงใจแกล้งผมกันเนี่ย แกล้งกันแบบนี้รู้หรือเปล่าว่าเธอจะไม่ปลอดภัย’
ชายร่างสูงใหญ่ ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ มีเพียงผ้าขนหนูสีขาวผูกรวบไว้ที่เอว ซึ่งปกปิดร่างกายส่วนล่างไปจนถึงเข่า แต่ร่างท่อนบนนั้นเปลือยเปล่า ทำให้เห็นลอนที่หน้าท้องชัดเจน เส้นผมยังคงมีน้ำเกาะอยู่ทำให้ผมด้านหน้าที่เคยถูกเซตเอาไว้ ตอนนี้ลู่ลงมาปกหน้าผากทำให้เขาดูเด็กกว่าอายุจริงเข้าไปอีกเขาเปิดประตูเดินออกมาจากห้องน้ำ พร้อมกับในมืออีกข้างที่กำลังใช้ผ้าสีขาวผืนเล็กเช็ดน้ำออกจากเส้นผม ‘ทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่ แล้วเขายังเพิ่งอาบน้ำ เหรอ ห้องน้ำชั้น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดผมของชั้น แล้วเขายังหน้าตานิ่งมาก ดูไม่สะทกสะท้าน ทั้งๆ ที่ชั้นตกใจแทบบ้า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย’“คุณตื่นแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง ปวดหัวมั้ย” เขายังคงเดินเข้ามาทางฉันเรื่อยๆ ถามมาด้วยสีหน้าท่าทางเรียบเฉย ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย“ทำไมคุณยังอยู่ที่นี่ แล้วในสภาพนี้” ฉันฝืนตัวเองจากอาการมึนหัวลุกขึ้นจากที่นอน เดินเลี่ยงออกมาจากจุดที่คิดว่าไม่น่าปลอดภัย ก่อนจะหันกลับไปถามเขา ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“นี่คุณจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้เลยเหรอ” หมอวัต แย้มยิ้ม







