LOGINหากความรักมีจริง สิ่งนั้นคงไม่ใช่สำหรับเขาและเธอ เขาต้องการเพียงคู่ควงชั่วคราว ส่วนเธอขอเพียงแค่ได้ทำงานที่รักเลี้ยงตัวเองได้สบายก็พอ
View Moreภายในร้านอาหารกึ่งผับแห่งเดียวที่เปิดอยู่ในหมู่บ้านเชิงดอย ช่วงเวลานี้ผู้คนกำลังครึกครื้นทั้งๆ ที่เพิ่งเลยเวลามื้อเย็นมาได้เพียงไม่นาน แต่เพราะร้านอื่นๆ ในระแวกนี้นั้นพากันปิดไปตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้ว แถมอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงจากนี้ร้านนี้ก็จะปิดเช่นกัน
“แล้วร้ายที่สุด ไอ้ผู้ชายเฮงซวย” ฉันมานั่งที่บาร์ในร้านตั้งแต่ช่วงค่ำแล้ว หลังจากได้เห็นภาพบาดตาบาดใจและน่าอับอายที่สุดในชีวิตของฉัน การดื่มอาจจะไม่ได้ช่วยให้ภาพที่ฝังอยู่ในหัวหายไปได้ แต่อย่างน้อยฉันหวังว่ามันจะช่วยให้ฉันนอนหลับลงได้ในคืนที่เลวร้ายนี้ ใครจะไปนึกว่า เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ ฉันเพิ่งเห็นแฟนตัวเองที่คบกันมาตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาว กำลังเล่นผีผ้าห่มอยู่กับเพื่อนชายคนสนิทอีกคนในห้องพัก เราสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ม.4 ฉันตกลงคบกับแฟนตอนม.5 และตอนนี้ฉันเลือกที่จะตามเขามาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันที่ภาคเหนือ แต่สุดท้ายเพิ่งได้มารู้ว่า ไอ้เพื่อนสนิทสองคนนั้นมันมีอะไรกันลับหลังฉันมาปีกว่าแล้ว แก้วช็อตที่วางเรียงกันอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ มีจำนวนเกินขีดจำกัดร่างกายของฉันไปนานแล้ว ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าเสียงดนตรีที่ดังอยู่นั้นช่างเงียบงัน ภาพต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในสายตากลายเป็นภาพสโลว์โมชันไปหมด ก่อนที่ฉันจะต้องได้นอนฟุบอยู่ตรงนี้เพื่อรอให้พนักงานร้านมาไล่ออกไป ฉันพยายามฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นเดินออกจากร้านเพื่อไปหาที่พักใหม่ในคืนนี้ ฉันไม่อยากกลับไปอยู่ที่พักเดียวกับไอ้ผู้ชายสองคนนั้นแม้ว่าจะแยกห้องนอนกันก็เถอะ จบกันแค่นี้แล้วทั้งแฟนและเพื่อนสนิท “อย่ามายุ่งกับชั้น ไปนะ ไปให้พ้น” ระหว่างทางที่กำลังจะเดินไปหาที่พัก ฉันเจอผู้ชายสองคนที่เหมือนจะเดินตามฉันออกมาจากในร้าน มันพยายามจะชวนฉันไปกับมัน ถึงฉันจะตัดผมซอยสั้น แต่งตัวเปรี้ยวจี๊ดจ๊าด แต่ฉันไม่ใช่พวกใจง่ายจะไปกับใครก็ได้หรอกนะ ฉันพยายามไล่สองคนนั้นไป แต่ก็เหมือนจะไม่ได้ผล แถมเรี่ยวแรงที่จะทรงตัวของฉันก็เริ่มจะหมดเข้าไปทุกทีแล้ว ‘ทำไมเธอมันซวยอย่างนี้วะยัยนิด เจอแต่ผู้ชายเฮงซวย’ “ให้พวกเราไปส่งเธอดีกว่าน่า เมาขนาดนี้กลับไม่ไหวหรอกนะคนสวย” ทั้งๆ ที่ฉันตะโกนไล่ไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ชายคนหนึ่งก็ยังพูดกับฉันทั้งๆ ที่ตัวเองก็ยังยืนโอนเอนเกาะคอเพื่อนอีกคนอยู่ “ชั้นบอกแล้วไงว่าไม่ต้องการคนช่วย ชั้นกลับเองได้” ฉันต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะเดินหนีออกมา และยังต้องตะโกนคุยกับสองคนนั้นให้เสียงดังที่สุด เผื่อว่าจะมีพลเมืองดีผ่านมาได้ยินเข้าแล้วเข้ามาช่วยฉันออกไปจากสถานการณ์อันตรายนี้ได้ ความพยายามของฉันเป็นผล ยังดีที่บุญเก่าที่เคยสั่งสมมาช่วยให้ฉันเจอพลเมืองดีที่สามารถช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากการถูกคุกคามตอนนี้ไปได้ ฉันได้ยินเสียงมาจากไกลๆ “ทางนี้ค่ะ คุณตำรวจ ทางนี้มีคนลวนลามผู้หญิงค่ะ” เสียงหวานที่รู้เลยว่าเจ้าของเสียงพยายามตะโกนออกมาให้ดังที่สุด ‘เสียงหวานขนาดนี้พวกมันจะเชื่อมั้ยหล่ะเนี่ย’ ในที่สุดผู้ชายสองคนนั้นหันหน้ามองกันเลิ่กลั่กแล้วก็รีบพากันหนีไป ‘รอดจนได้นะยัยนิด’ เรี่ยวแรงของฉันหายไปทั้งหมด จนเกือบจะทรุดตัวลงเข่ากระแทกพื้น ถ้าไม่ได้หญิงสาวเจ้าของเสียงนั้นเข้ามาพยุงไว้ได้ทันเวลาพอดี “เธอๆ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า” เธอตัวเล็กกว่าฉันนิดหน่อย แต่ก็พยายามสุดกำลังที่จะพาฉันออกไปจากจุดมืดมิดตรงนี้ แล้วหาที่นั่งที่พอมีแสงสว่างให้ฉันได้นั่งพัก เพื่อรอสร่างเมากว่านี้อีกหน่อย “เราขอบใจเธอนะ ไม่ได้เธอสงสัยแย่ละ” ฉันได้นั่งพักและดื่มน้ำเปล่าที่หญิงสาวส่งมาให้ ไม่นานก็เริ่มรู้สึกดีขึ้น มีสติจนสามารถเริ่มพูดคุยกับเธอได้อย่างชัดถ้อยชัดคำมากกว่าตอนแรก “ถ้าเธอโอเคแล้ว เราไปก่อนนะ เธอพักแถวนี้หรือเปล่ากลับที่พักได้ใช่มั้ย” เหมือนเธอกำลังจะขอตัวไปแล้ว แต่ฉันยังไม่มีกะจิตกะใจจะตอบกลับไป ได้แต่นั่งเหม่อลอย แต่พอสร่างเมา ภาพต่างๆ ก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว “ฮืออออ ไอ้เวร ไอ้หน้าตัว… ไอ้ผู้ชายทุเรศ” ฉันโมโหจนเผลอด่าออกมาเสียงดัง แล้วยังปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมาโฮใหญ่ ไม่ทันได้ระวังว่าคนข้างๆ จะตกใจ “เธอเป็นอะไร เอ่อ อย่าร้องแบบนี้สิ เราทำอะไรไม่ถูก เธอหยุดร้องก่อนได้มั้ย แล้วคุยกันดีๆ นะ เราฟังไม่รู้เรื่องเธอพูดอะไร” เสียงปลอบจากคนข้างๆ ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ฉันยังคงร้องไห้เสียงดังโวยวาย สลับกับร้องกระซิกแบบพยายามจะเก็บเสียง หลังจากได้รับกระดาษซับน้ำตามาหลายแผ่นและทุกแผ่นก็เปียกจนฉีกขาดไม่มีชิ้นดีในมือฉันแล้ว ฉันเริ่มตั้งสติ จึงได้รับรู้ว่ายังมีคนนั่งอยู่ข้างๆ คนที่ช่วยฉันไว้จากอันตราย “เราขอโทษนะ เรารู้สึกแย่อะ เรามาเที่ยวกับไอ้แฟนเรา แต่เราเพิ่งเห็นมันเมาแล้ว…ควงผู้ชายเข้าห้องอะ ฮื้อออออ” ฉันไม่รู้จะอธิบายรายละเอียดยังไงดี มันจุกอกจนพูดไม่ออก แต่การได้พูดกับใครซักคนก็น่าจะช่วยระบายความอัดอั้นออกมาได้บ้าง เผื่อว่าจะรู้สึกโล่งขึ้น ฉันกล้าพูดออกไปเพราะคิดว่าหลังจากวันนี้เราคงไม่ได้เจอกันอีก “ฮะะ….” เป็นใครได้ยินแบบนั้นก็คงมีอาการแบบเธอ “ฮือออ…เรามันโคตรสมเพชตัวเองเลย เราคบกับมันตั้งแต่ม.4 เราอุตส่าห์ตามมันมาเรียนมหาวิทยาลัยถึงที่นี่ แต่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ แม่งทำไมมัน…” ฉันขอระบายเถอะ เราสองคนอาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ฉันขอเห็นแก่ตัวระบายความทุกข์ออกมาหน่อยเถอะนะ “ไม่เป็นไรหรอกน่า ดูเธอสิหน้าตาก็ดี หุ่นก็ดีมากอะ เดี๋ยวเปิดเทอมแล้วก็ไปหาหนุ่มใหม่ หน้าตาดีๆ เป็นผู้ชายแท้ๆ เอานะ อย่าร้องเลย” ไม่คาดคิดว่าเธอจะปลอมใจฉันออกมาแบบนี้ “ใช่ ชั้นต้องเลิศ ชั้นต้องไม่แคร์ไอ้บ้านั่น เดี๋ยวกับมอเมื่อไหร่ ชั้นไปแปลงโฉมให้ผู้ชายทั้งมหาวิทยาลัยตะลึงไปเลย” “ขอบใจเธอมากนะ เธอ…ชื่ออะไรนะ เอ่อ เราชื่อนิด ไม่เอาๆ เรียกเราว่า นิต้า ดีกว่า” ชื่อเก่าชีวิตเก่า ฉันจะทิ้งมันไว้ที่นี่ หลังจากนี้ฉันขอเป็นคนใหม่ “เราชื่ออัยย์” “อัยย์ ชื่อน่ารักดี เข้ากับเธอดี ยินดีที่ได้รู้จักนะอัยย์ แล้วชั้นขอบคุณเธออีกครั้งที่ช่วยชั้นไว้จากไอ้พวกผู้ชายบ้านั่น” “เฮ้อ ผู้ชายอะ เฮงซวยเหมือนกันหมดมั้ยนะ ทำไมชั้นต้องมาเจอแต่พวกผู้ชายเฮงซวยแบบนี้นะ” ได้ทีฉันก็เอาแต่บ่นๆๆ ออกไปไม่หยุดปาก ถึงแม้ใจหนึ่งจะรู้สึกเกรงใจสาวน้อยที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ บ้างก็เถอะ แต่พอได้ระบายแล้วมีคนรับฟัง ฉันก็หยุดไม่ได้ เราพูดคุยกันอยู่นานจนคนเริ่มบางตาลงอีกครั้ง สิ่งที่ฉันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อัยย์ หญิงสาวที่เพิ่งช่วยฉันจากการถูกคุกคาม แถมยังนั่งฟังฉันบ่นถึงความเจ็บปวดที่ฉันเพิ่งเผชิญ จู่ๆ เธอก็ชวนฉันไปเปิดห้องพักที่โฮมสเตย์เดียวกับที่เธออยู่ และฉันก็ดันตัดสินใจที่จะตามเธอไปอย่างไม่สงสัยอะไรเลย จากที่ฉันคิดว่าการเจอกันของฉันและอัยย์ เกิดจากความบังเอิญ และไม่ได้คิดว่าเราสองคนจะได้พบเจอกันอีกแล้ว เธอช่างเป็นสาวเรียบร้อย พูดน้อย ระมัดระวังตัว ต่างกับฉันที่เป็นสาวมั่นใจ พูดจาฉะฉานบางครั้งจะติดโวยวายขี้วีนนิดหน่อย เราสองคนไม่น่าจะเป็นเพื่อนกันได้ แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้นฉันลงไปทานมื้อเช้าของที่พัก และก็ได้เจอเธอที่มาทานมื้อเช้าเหมือนกัน ทำให้เราได้พูดคุยทำความรู้จักกันเพิ่มเติม จนได้รู้ว่าเราเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่อยู่คนละคณะ การได้เจอกันอีกครั้ง ทำให้เราทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น เราแลกข้อมูลการติดต่อกัน และนัดกันว่ากลับไปที่มหาวิทยาลัยจะนัดเจอกันอีก“นิด มาช่วยแม่เอาผ้านี่ไปตากหน่อย” ขณะที่ฉันกำลังนั่งอ่านหนังสือนิยายอยู่ที่โซฟา แม่ตะโกนออกมาจากด้านหลังบ้าน
“เมื่อไหร่แม่จะปิดร้านเนี่ย อีกไม่กี่อาทิตย์ก็จะเดินทางแล้วไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวแดดดี้กลับมาเจอก็บ่นอีกอะ” แม่ฉันกำลังจะแต่งงานใหม่กับสามีที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นสามีคนที่สามของแม่แล้ว และฉันคิดว่าคนนี้จะเป็นคนสุดท้าย เพราะท่านรักแม่ฉันและรักฉันมากด้วย หลังจากที่ฉันกลับมาจากหมู่บ้านเชิงดอย ยังมีเวลาอีกเกือบเดือนกว่าจะเปิดเทอม ฉันจึงเลือกกลับมาอยู่กับแม่ที่ร้านเสริมสวยของแม่ระหว่างรอเปิดเทอม จากตอนแรกที่คิดว่าจะเริ่มใช้ชีวิตกินเที่ยวกันกับไอ้ผู้ชายคนนั้นก่อน แต่หลังจากรู้ความจริง ฉันก็ปิดกั้นการติดต่อจากมันทุกทาง และขอกลับมาซบอกแม่ชั่วคราวแม่ฉันกับพ่อเลิกรากันตั้งแต่ฉันเพิ่งเข้าเรียนมัธยมต้น ตอนนั้นพ่อทำธุรกิจล้มละลาย ทำให้ทั้งสองคนมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง จนมีครั้งที่หนักสุดคือ พ่อทำร้ายร่างกายแม่ ทำให้แม่ทนไม่ไหวจนหนีไป และหย่าขาดจากกัน ช่วงแรกฉันต้องอยู่กับพ่อ เพราะแม่ไปแต่ตัวและยังไม่สามารถตั้งตัวได้ ไม่อยากให้ฉันไปลำบากด้วย ทั้งๆ ที่ฉันอยู่กับพ่อก็ลำบากไม่ต่างกัน
ฉันกับแม่เรายังติดต่อกันสม่ำเสมอ แม่ไม่เคยทิ้งฉันไปไหนถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม หลังจากแม่จากไปไม่นานก็มีสามีใหม่ซึ่งอายุมากกว่าแม่มาก ด้วยเป็นคนมีวาทศิลป์ดี ทำให้แม่หลงรักเขาได้แม้จะอายุมากกว่าถึง 10 ปี แต่เขาก็เป็นคนที่ช่วยเหลือแม่ทำให้แม่ได้เปิดร้านเสริมสวยเป็นของตัวเองได้ ส่วนพ่อฉันที่เคยทำธุรกิจแล้วล้ม เพราะถูกคนภายในบริษัทยักยอกเงิน แถมส่งเฟอร์นิเจอร์ที่ทำผิดสเป็กให้กับลูกค้าหลายรายที่เป็นโรงพยาบาล และโรงแรมชั้นนำของประเทศ จนต้องชดใช้ค่าผิดสัญญามูลค่ามหาศาลทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้ พ่อใช้เวลาเกือบ 3 ปี ในการค่อยๆ ฟื้นฟูธุรกิจจนสามารถกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนแต่ก่อน แต่ก็เริ่มมีความมั่งคั่งจนทำให้มีผู้หญิงเข้าหาเพิ่มขึ้น และสุดท้ายฉันก็มีแม่เลี้ยง ซึ่งอายุมากกว่าฉันไม่ถึง 10 ปี ในขณะที่ฉันยังเรียนใกล้จะจบมัธยมต้นสุดท้ายแล้ว ฉันก็ได้กลับเข้าไปเก็บของในห้องและรีบเดินไปที่รถเพื่อจะมุ่งตรงไปที่บ้านยัยอัยย์ทันที แต่แล้วฉันก็ต้องตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางกระทันหัน เมื่อจู่ๆ รถคู่ใจก็เกิดสตาร์ทไม่ติดไปซะดื้อๆ“แล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้ ซวยชะมัดเลย” ฉันทำอะไรไม่ถูก เอาแต่ยืนกอดอกมองรถตัวเองอยู่ด้านหน้า“มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ คุณผู้หญิง” เสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลังฉัน เมื่อหันไปมองก็ต้องยิ้มแห้ง เมื่อเสียงนั้นเป็นเสียงของผู้ชายที่ฉันเพิ่งแยกจากเขาได้ไม่นานนี้เอง“คุณวัต...ชั้นคิดว่าคุณกลับไปแล้วซะอีก เอ่อ... พอดีรถชั้นมันสตาร์ทไม่ติดน่ะค่ะ ไม่รู้เป็นอะไร”“เอ่อ... ผมก็ไม่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์ งั้นผมเรียกช่างมาให้คุณแล้วกันครับ ซักครู่นะครับ” คุณวัตเดินไปที่รถของเขาซึ่งก็จอดอยู่ไม่ไกล เก็บของที่อยู่ในมือทั้งสองข้าง แล้วค่อยหยิบมือถือขึ้นมาโทรเรียกช่างตามที่เขาบอกไว้“ตอนนี้ก็ค่ำแล้ว งั้นผมไปส่งคุณดีมั้ย คุณบอกที่อยู่ช่างไว้ รถเสร็จแล้วค่อยให้เค้าขับไปคืนให้คุณ ผมรับรองได้ว่าช่างที่นี่ไว้ใจได้ ผมใช้งานประจำ” หลังจากรอช่างมาถึงและกำลังช่วยดูรถให้ฉันอยู่ครู่หนึ่ง คุณวัตที่ยืนรอเป็นเพื่อนฉันอยู่ตลอดก็
การมาเจอกันครั้งนี้ ผมรู้สึกว่าเหมือนเธอหวาดระแวงในช่วงแรก แต่หลังจากได้เห็นเธอยอมกินขนมที่ผมสั่งมา ก็คิดว่าเธอน่าจะผ่อนคลายมากขึ้นแล้ว ไม่รู้ทำไมผมจึงไม่อยากให้คนรอบข้างที่ผมพบเจอมีสีหน้าไม่สบายใจเวลาอยู่ต่อหน้าผมแต่เพียงไม่นาน หลังจากนั้น สีหน้าเธอก็กลับมาเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลาอีกครั้ง ผมว่าท่าทางผมก็ไม่น่าจะน่ากลัวนะ ออกจะดูเฟรนลี่เป็นกันเองเข้าถึงง่ายซะด้วยซ้ำ แต่นักช็อปฯ คนนี้วางตัวสร้างระยะห่างกับผมมากกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ทั่วไปที่ผมเคยรู้จัก หรือเธอจะเป็นพวกไม่ชอบผู้ชายผมไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องสนใจผู้หญิงคนนี้นัก ทั้งๆ ที่เธอก็ไม่ใช่สไตล์แบบผู้หญิงที่ผมชอบควง ผมชอบผู้หญิงขี้อ้อน ชอบเอาใจ เพราะงานที่ทำก็เหนื่อยและต้องเอาใจคนอื่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะเหล่าผู้ถือหุ้น ดังนั้นคนข้างตัว ผมชอบให้พวกเธอช่างเอาใจ ชอบให้ออดอ้อนเหมือนลูกแมวเวลาอยากได้ขนมมากกว่าส่วนนิต้า เท่าที่ผมได้เจอเธอ เธอเป็นสาวสวยออกแนวมั่นใจในตัวเองมาก เป็นผู้หญิงทำงานจริงจัง แต่จริงใจมั้ยผมยังบอกไม่ได้ เรื่องแบบนี้คงต้องใช้เวลาในการดูกันไป แต่ที่แน่ๆ อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกคือยังอยากให้เธอเป็นนักช็อปฯ ให้ผมต่อแม
“ตายแล้ว” ฉันแทบอยากจะเดินหนีหายเข้าไปในตู้เสื้อผ้าริมผนังเมื่อหันไปเห็นตัวเองในกระจก กระโปรงสั้นด้านหลังฉันมันดันพับเปิดขึ้นมาจนเห็นไปถึงแก้มก้นที่ไม่มีผ้าใดๆ ปิดบังเอาไว้ ฉันชอบใส่จีสติงมากกว่าเพราะไม่ต้องกังวลกับขอบกางเกงใน ที่จะทำให้สะดุดตาเมื่อใส่กระโปรงแนบเนื้อแบบนี้ แต่เกิดเหตุแบบนี้ สงสัยฉันต้องลองเปลี่ยนเป็นกางเกงในไร้ขอบแทนซะแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ไม่ทันแล้ว ‘เค้าเห็นตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย’ทั้งๆ ที่ปกติฉันเป็นคนระวังตัวมากเวลาจะลุกจะนั่ง แต่คงเพราะฉันตกใจกับการที่เขามาคนเดียว ทำเอาสติฉันไม่อยู่กับตัว จนเผลอลืมที่จะสำรวจกระโปรงด้านหลังของตัวเองเมื่อลุกขึ้น“เอ่อ ชั้นขอโทษค่ะ ที่เข้าใจผิด แล้วพูดไม่ค่อยดีออกไป สรุปแล้วคุณจะให้ชั้นแนะนำอะไรให้คะวันนี้” ฉันเอ่ยออกไปอย่างรู้สึกผิดจริงๆ ที่คิดและพูดไม่ดีออกไป“ผมอยากให้คุณช่วยดูให้ผมทั้งหมด ทั้งชุดทำงาน ออกงาน และลำลองด้วย ทุกอย่างครับ” คุณวัตยังคงมีทีท่าสงบนิ่งเหมือนเมื่อครู่นี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ‘หรือเขาพยายามทำให้ฉันสบายใจ’“ถ้าอย่างนั้น น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรเลยนะคะ คุณมีชุดไหนที่ต้องการใช้ด่วนก่อนมั้ยคะ เผื่อเวลาไม่ทันเลือกทั้งห
จากความไม่คาดคิดและไม่รอบคอบของฉันเอง อีกทั้งยังกลัวจะเสียชื่อลูกค้าที่แนะนำมา ฉันจึงยอมทำตามที่ลูกค้าร้องขอ โดยสองสามชุดแรก เขาให้ฉันเลือกชุดเซตสำหรับใส่ทำงานในชีวิตประจำวันทั่วไป ซึ่งทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และยังคงมีพนักงานของร้านคอยดูแลอยู่ในห้องรับรองด้วยแต่หลังจากนั้น ชุดที่ลูกค้าต้องการก็เริ่มเปลี่ยนไป จนฉันมารู้สึกตัวว่าท่าไม่ดี เมื่อเขาให้ฉันช่วยเลือกชุดนอน เริ่มจากชุดนอนกางเกงขายาวผ้าฝ้าย จนกระทั่งฉันต้องลองชุดผ้าไหมซาตินที่เป็นกระโปรง และเมื่อฉันมองนาฬิกาว่ามันนานเกินไปแล้ว แต่แฟนของลูกค้าคนนี้ก็ยังไม่มา แถมมองไปรอบห้องก็หาพนักงานร้านที่คอยดูแลอยู่ไม่เจอฉันตัดสินใจหยิบชุดเข้าไปในห้องลอง จะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนชุดที่เป็นของตัวเอง เพื่อจะรีบหนีออกไปจากห้องรับรอง แต่ฉันรู้สึกตัวถึงอันตรายช้าไป เมื่อเพียงฉันเปลี่ยนเป็นชุดของตัวเองได้เพียงครึ่งล่าง ลูกค้าผู้ชายที่อยู่ด้านนอกก็เข้ามาในห้องลองชุด“ว้ายย... คุณเข้ามาทำไมคะ กรุณาออกไปด้วยค่ะ ชั้นกำลังเปลี่ยนชุด” ฉันพยายามส่งเสียงดัง เพื่อหวังว่าเสียงจะได้ดังออกไปข้างนอก เผื่อให้พนักงานที่หน้าร้านได้ยิน และหากมีลูกค้าด้านนอกได้ยิน ก็จะยิ





