เข้าสู่ระบบเสี่ยวอวี้ตัวน้อยถูกการกระทำของอาจารย์ทำให้หมดความมั่นใจ คิดถึงว่าขนาดอาจารย์ที่เป็นคนอื่นยังเชื่อคำพูดของเยว่เสี่ยวซู เจ้าตัวเล็กก็ไม่กล้าบอกกล่าวเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนให้เยว่อวิ๋นฟังเยว่เสี่ยวซูบอกว่าเขาคือหลานชายแท้ๆ ของท่านแม่ ส่วนนางนั้นเป็นเพียงลูกเลี้ยงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด หากพู
ดังนั้นเมื่อถูกส่งมาที่สำนักศึกษาตะวันตก ซูจี๋จึงพุ่งเป้าไปยังเซี่ยฉงอวิ๋นเป็นพิเศษ คิดจะถ่ายทอดความรู้ที่มีให้แก่อีกฝ่ายทั้งหมด ว่าน่าเสียดายที่หลังจากสอนไปไม่นาน อาจารย์ซูก็สัมผัสได้ว่าความรู้ความสามารถของเซี่ยฉงอวิ๋นที่เป็นแค่คนธรรมดานั้นกลับล้ำหน้าตนไปมากแม้แต่บุตรฝาแฝดที่ยังอายุน้อยของเขานั้นก
เยว่เสี่ยวซูคือแก้วตาดวงใจของแม่เฒ่าเยว่กับจางซื่อ ที่ผ่านมาแม้ฐานะของครอบครัวจะอัตคัดขัดสนแค่ไหน แต่ทั้งคู่ก็ไม่เคยละเลยเขา ถึงจะไม่สามารถส่งเยว่เสี่ยวซูไปเรียนสถานศึกษาในตำบลเหมือนบรรดาลูกหลานตระกูลมั่งมีได้ ทว่าพวกนางก็ยอมทุ่มเงินก้อนใหญ่ซื้อของขวัญฝากตัวให้เขาเป็นลูกศิษย์หลี่ซื่อของหมู่บ้านหลี่
มาถึงตอนนี้มีหรือเยว่อวิ๋นจะยังมองไม่ออกว่าเจ้าซาลาเปาของตนมีบางอย่างที่ผิดปกติ หญิงสาวก้มลงไปสอดมืออุ้มร่างเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน พลางตบหลังปลอมประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“แม่ได้ยินแล้ว เสี่ยวอวี้ของเราจำได้ทั้งหมดจริงๆ ลูกของแม่เก่งกาจอัจฉริยะที่สุด แล้วจะต้องมาโกหกด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ทำไมกัน
เข้าสู่เดือนสิบปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศที่เคยร้อนชื้นก็เริ่มเย็นลง น้ำค้างยามค่ำคืนจับตัวกลายเป็นผนึกน้ำแข็งในตอนเช้า เป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้ว่าเหมันตร์กำลังย่างกรายมาเยือนแล้วทว่าสัญญาณนี้กลับไม่ได้รับความสนใจจากผู้คนเท่าใดนัก เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนฮ่องเต้ได้ออกราชโองการประกาศแก่ทั่วแคว้น ว่าให้มีกา
“ข้าหรือ” คำว่าอาจารย์ปู่ทำเอาผู้เฒ่าฝูที่กำลังนั่งละเมียดสุราถึงกับมีสีหน้าเหลอหลาขึ้นมา “ทำไมต้องวุ่นวายด้วยเล่า ให้พวกเขาไปเรียนที่สำนักศึกษาก็ดีอยู่แล้วนี่นา” ถึงอย่างไรที่สถานศึกษาก็มีอาจารย์คนใหญ่ที่ฮ่องเต้ส่งมาคอยทำหน้าที่สอนองค์ชาย เรื่องอะไรต้องให้ตาแก่อย่างเขาลำบากเหน็ดเหนื่อยด้วยเห็นผู้เ
เยว่อวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ฟังจากคำพูดพอเดาได้ว่าคงเป็นเจ้านายของหงจือหลิน ทว่าเสียงของผู้มาใหม่นั้นฟังดูอ่อนเยาว์จนคาดไม่ถึง นางจึงอดหันมองไปยังต้นเสียงมิได้ครั้นหันไปมองสายตาก็เห็นเห็นบุรุษหนุ่มวัยประมาณยี่สิบปีผู้หนึ่ง คนผู้นั้นก้าวเข้ามายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบเฉย ทว่าความเย็
ด้านต้าเป่าที่ถือชามวิ่งไปยังบ้านหมอจางตามคำสั่งของเยว่อวิ๋นนั้นกำลังประสบปัญหาลำบากใจอย่างยิ่งเนื่องจากกลิ่นหอมของเนื้อกระต่ายในชามลอยเข้าจมูกไม่หยุด เด็กน้อยที่ไม่ได้กินเนื้อมานานเริ่มรู้สึกทรมานกับการฝืนห้ามใจ ขาเล็กๆ จึงซอยเท้าก้าวถี่ขึ้นทุกที“ต้าเป่า เจ้ากำลังจะไปไหน” จู่ๆ ร่างอ้วนกลมก็โดดเข้
ดวงตาเยว่อวิ๋นพลันหรี่ลงอย่างไม่ชอบใจ คนที่ชี้หน้านางคือสตรีผู้อุ้มเด็กที่นางพบเมื่อเช้านั่นเอง อีกฝ่ายสวมชุดสีชมพูดอกท้อสดใส รูปลักษณ์อ่อนหวานน่ารักประดุจดอกไม้แรกแย้ม เพียงแต่ความเป็นปรปักษ์ของแม่นางผู้นี้จะพุ่งเป้ามาที่นางอย่างโจ่งแจ้งเกินไปไหม“ข้าบอกตอนไหนกันว่าเด็กคนนี้หมดหนทางรักษา” ดวงตาคมกร
“น่ะ…นี่” คนจัดยาแสดงความลังเล มองเยว่อวิ๋นที มองท่านหมอของร้านที ตั้งแต่แม่นางผู้นี้เข้ามา ก็สั่งให้เขาจัดยาเป็นรายการยาว แต่ละชื่อที่เอ่ยออกมาล้วนไม่มีผิดเพี้ยน แสดงให้เห็นชัดเจนว่านางมีความรู้และเชี่ยวชาญในด้านนี้“ผู้หญิงคนนี้เจ้าพูดอะไรของเจ้า” คนจัดยายังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ เสียงตะคอกดุดันของหมอ







